-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 20

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32k

ความคิดเห็น : 60

ปรับปรุงล่าสุด : 16 เม.ย. 2560 00:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 20
แบบอักษร

20

“นำทัพไปทางทิศบูรพา! ต้องหาศพของซ่งจินเหลียงให้พบ!”

รองแม่ทัพผู้ฉ่อโกงต่อแคว้นได้ออกคำสั่งแก่เหล่าทหารเพื่อออกตามหาองค์ฮ่องเต้ที่ยังคงไร้ศพ กายใหญ่นั่งอยู่หลังอาชาสูงก่อนที่จะควบไปยังทิศเบื้องหน้า สู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยป่าเขา หากซ่งจินเหลียงยังคงมีชีวิตอยู่ก็คงซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง ก่อนเข้าสู่เขตแคว้นฉีต้องผ่านภูเขาและซอกหินเป็นจำนวนมาก และยังมีแม่น้ำลั่วหยากอยู่ทิศอุดร อี้ชิงได้ให้ทหารส่วนหนึ่งไปทางเส้นทางที่แม่น้ำไหลผ่าน ด้วยเนื่องจากว่าซ่งจินเหลียงอาจหนีไปทางนั้น

เมื่อเข้าสู่เขตที่มีผืนไพรอยู่รายลอบ รองแม่ทัพแห่งแคว้นฉินจึงค่อยๆ มองสำรวจรอบด้านเพื่อหาร่องรอยที่น่าจะผิดแปลก

ทหารผู้หนึ่งวิ่งมารายงาน “ท่านรองแม่ทัพ ด้านหน้ามีฝีเท้าคู่หนึ่งที่น่าสงสัยขอรับ”

“รีบนำข้าไป”

“ขอรับ”

นายทหารน้อมรับ แล้วหันหลังวิ่งด้วยฝีเท้าที่เร็วโดยที่มีรองแม่ทัพผู้ทรยศตามไปติดๆ

อี้ชิงยกยิ้มมุมปาก ขณะนี้แคว้นโจวกำลังเป็นต่อในเรื่องของการรบ ต่อให้ซ่งจินเหลียงจะได้รับฉายาว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ สามารถรบทัพจับศึกได้ชัยชนะในสงคราม

บัดนี้ซ่งจินเหลียงก็เป็นเพียงแค่ฮ่องเต้ผู้พ่ายแพ้...

หรือใครกันเล่าที่จะพ่ายแพ้...

อี้ชิงตามร่องรอยเพียงหนึ่งเดียวที่มี รอยเท้านั้นมันพามาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง ที่ถ้ำแห่งนั้นไม่มีผู้อื่นอาศัยอยู่แต่มีร่องรอยของการมีคนมาใช้

อาจเป็นซ่งจินเหลียง?

อี้ชิงออกคำสั่งไปยังทหารที่สำรวจดูภายในให้เร่งฝีเท้าตาคนที่กำลังคิดหนี เหล่าหารจึงรีบควบอาชาตัวใหญ่เพื่อติดตาม

องค์จักรพรรดิผู้ถูกตามล่ากำลังพาพระสนมหลีกหนีจากการจับกุม ซ่งจินเหลียงได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังเป็นจำนวนมากจึงได้ฉุกใจคิดและพาหนิงลี่ออกจากถ้ำ กายใหญ่แบกพาคนหมดแรงใช้กำลังภายในกระโดดไปยังทิศทางที่ปลอดภัย ซ่งจินเหลียงเร่งฝีเท้าตนเพื่อให้กันไม่ให้ถูกไล่ตามหลังทัน แต่ว่าการแบกคนทั้งคนไม่อาจทำให้ผู้เก่งกาจวิ่งได้เร็วเท่าไหร่นัก

หนิงลี่มองใบหน้าที่ดูครุ่นคิด ในเวลานี้ซ่งจินเหลียงกำลังมีภัย แต่ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วย ได้แต่ทำตัวเป็นภาระ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดมาในชีวิตที่รู้สึกเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์

ในเมื่อกำลังกายใช้ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้กำลังสมอง...หนิงลี่พยายามขบคิดหาทางหลีกภัยร้าย สนามรบที่เคยผ่านมานับต่อนับมันได้หล่อหลอมและสอนให้รู้จักระงับความตื่นเต้นหรือความตื่นกลัว สิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมดคือสติ และในเวลานี้ทั้งซ่งจินเหลียงและหนิงลี่จำเป็นต้องมีมัน!

หลังจากที่มาได้ประมาณสามลี้ ซ่งจินเหลียงก็ได้ยินเสียงเท้าม้าอีกครา คราวนี้มันเขยิบเข้าใกล้มากกว่าเก่า เกรงว่าอีกเพียงไม่ก้าวก็อาจถึงตัว

“อยู่นั่น! รีบตามไปเร็วเข้า!”

ฟิ้วว~

ลูกธนูจากทางด้านหลัง ซ่งจินเหลียงรับรู้ถึงอันตรายนั้นจึงได้พาพระสนมกระโดดหลบทัน แต่กลับแทนที่ด้วยกระบี่ปลายแหลมที่พุ่งทะยานตรงมาหมายที่จะคร่าชีวิต

“เป็นเจ้า...อี้ชิง” ฮ่องเต้กัดฟันกรอดทันทีที่ได้เห็นหน้า...

เป็นอี้ชิงที่บังอาจทรยศ! คิดไว้ไม่มีผิด! อี้ชิงได้ออกอุบายให้ตนหนีไปยังเส้นทางที่ถูกเตรียมไว้แล้วลงมือสังหาร โชคดีที่หนีรอดจากตรงนั้นมาได้

รองแม่ทัพชี้หน้าอย่างไม่เกรงกลัว “ซ่งจินเหลียง! เพื่อท่านพ่อที่ถูกเจ้าสังหารอย่างเลือดเย็น วันนี้เลือดจะต้องล้างด้วยเลือด!”

เสียงกระบี่ฟาดฟันในอากาศ ซ่งจินเหลียงปกป้องคนในอ้อมแขนไม่ให้รับบาดเจ็บ การปกป้องอีกฝ่ายมักจะมาพร้อมกับรอยแผลเสมอ เมื่ออี้ชิงกวัดปลายกระบี่ไปทางด้านขวาจนโดนอาภรณ์ไหมชั้นเลิศ มันขาดเป็นรอยแยก มีเลือดไหลซึมออกมาจากแขนเสื้อ อี้ชิงไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว ส่งเพลงกระบี่ออกท่วงท่าหมายที่จะเอาชนะ อี้ชิงได้ชัยเหนือกว่าจึงทำให้ผู้พ่ายเซถอยหลังไปอีกทาง

หนิงลี่ตื่นตระหนกยามที่เห็นผู้เป็นสวามีได้รับบาดเจ็บ เข่าทั้งสองข้างซ่งจินเหลียงทรุดลงกับพื้น เหงื่อกาฬซึมไหลที่หางคิ้ว สีหน้าที่บ่งบอกถึงความยากลำบากอย่างเหลือแสน

“ท่านพี่ ปล่อยข้าเถิด ข้าไม่เป็นไร”

หากซ่งจินเหลียงไม่ได้ปกป้องตนแล้ว ฝีมือแค่อี้ชิงอาจเอาชนะได้ไม่ยาก

คนโอบอุ้มหันยิ้มหวานให้กับผู้เป็นภรรยา “อาลี่ ข้าจะต้องปกป้องเจ้าให้ได้”

อี้ชิงที่เห็นคู่รักพลอดหัวเราะร่อน ขนาดจะตายกันอยู่รอมร่อกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เพื่อแก้แค้นแทนครอบครัวของข้า! ตายเสียเถิดซ่งจินเหลียง!”

ความเคืองแค้นในอกปะทุเดือด ไม่ว่าอย่างไรเสียก็ต้องตัดหัวฮ่องเต้ผู้นี้!

เพลงกระบี่สองกระบวนท่ามุ่งหมายทำร้าย อี้ชิงไม่ปล่อยให้ซ่งจินเหลียงหลุดรอด กระบี่ทั้งสองพุ่งปะทะกันดังสนั่นสะเทือน ต่างคนต่างพลัดกันรับผลัดกันรุก กระบี่ด้ามยาวพุ่งฝ่ามวลอากาศ อี้ชิงพลิกตัวกระโดดอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด จนหนิงลี่อดกลัวเสียไม่ได้ว่ามันจะทำอันตรายต่อซ่งจินเหลียง

ความพลาดพลั้งบังเกิดขึ้นในชั่วขณะ ซ่งจินเหลียงไม่อาจรับมืออี้ชิงได้จึงกระโดดก้าวถอยหลังอยู่หลายก้าวก่อนพาหนิงลี่วิ่งหนีไปอีกทาง

คนฉลาดเริ่มแคลงใจ...ซ่งจินเหลียงสู้อี้ชิงไม่ได้?

อี้ชิงวิ่งตามหลังมาติดๆ ส่งเสียงร้องจ้าขู่ทำร้าย ตามหลัง สองขายาวก้าวเท้าเร็วเพื่อไล่ตามหลังให้ทัน

ซ่งจินเหลียงพาหนิงลี่วิ่งมาเส้นทางที่เป็นภูเขา ด้านหน้าคือทางตัน เป็นหน้าผาชัน ด้านหลังคือรองแม่ทัพผู้คิดคดทรยศ...ก่อนเริ่มประมือกับอี้ชิงอีกรอบหนึ่ง ความพลาดพลั้งจากการรับเพลงกระบี่ก็เกิดขึ้นเป็นรอบที่สอง อี้ชิงคิดกำจัดหนิงลี่ให้พ้นทาง จังหวะที่กำลังสวนแทงกระบี่ไปทางซ่งจินเหลียงก็เปลี่ยนเป้าหมายเป็นหนิงลี่

องค์จักรพรรดิหมุนกายอย่างเร็ว รองรับความเจ็บปวดแทนพระสนม

“ท่านพี่!” หนิงลี่เบิกตาโผลง แววตาสั่นสะท้านมองไปยังเลือดที่ซึมไหลจากปลายกระบี่ ซ่งจินเหลียงจับปลายกระบี่นั้นไว้เพื่อไม่ให้อี้ชิงได้ดึงออก

องค์ฮ่องเต้กระอักไอเป็นเลือดครั้งหนึ่ง ริมฝีปากที่เปื้อนไปด้วยหยาดน้ำสีแดงฉานจุมพิตไปยังหน้าผากมน “เจ้าต้องปลอดภัย”

เพื่อป้องกันไม่ให้หนิงลี่ถูกทำร้าย ซ่งจินเหลียงจึงวางหนิงลี่ลงกับพื้น จับดึงอี้ชิงที่ยังคงจับด้ามกระบี่อยู่ หมุนตัวพาคนทรยศไปยังทิศทางที่เป็นอันตราย

หัวใจของหนิงลี่ไม่เป็นส่ำ...สิ่งที่เห็นคือรอยยิ้มที่ซ่งจินเหลียงมีให้กับตนพร้อมกับร่างที่ร่วงหล่นไปยังหุบเหวลึก

“ท่านพี่!!”


หนิงลี่วิ่งตรงไปยังหุบเหว หน้าซีดราวกับไก่ต้ม ความรู้สึกบางอย่างกรีดแทงหัวใจ ฝ่ามือถูกยื่นออกไปด้านหน้าหมายจะจับให้ทันร่างที่ร่วงหล่น

มันไม่ทันเสียแล้ว...ซ่งจินเหลียงตกลงไปในนั้น

“อาลี่! อย่า!”

ในขณะที่มวลสมองกำลังประมวณผลได้ไม่เต็มที่ เสียงคุ้นหูดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง เสียงนั้นวิ่งตรงเข้ามาจับหนิงลี่ที่ทำท่าจะกระโดดลงไปในหุบเหว บุรุษผู้นั้นเป็น...จิ่นสือ…เพื่อนสนิทในวัยเยาว์

หนิงลี่ผินมองด้วยน้ำตาคลอเบ้าระคนมองหน้าอย่างนึกฉงน เพื่อนสนิทเพียงหนึ่งที่ไม่ได้พบหน้ากับเป็นปี แต่บัดนี้กลับมาอยู่ตรงหน้า ท่าทางที่ดูเปลี่ยนไป เหมือนเป็นจิ่นสือที่ไม่รู้จัก...พระสนมผู้ไม่รู้เอ่ยเรียกชื่อจิ่นสือด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน สองมือจับที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลา

จิ่นสือยังมีชีวิต!

“อาซือ เจ้า...เจ้า” มีคำถามมากมายอยากจะเอื้อนเอ่ย มันคือความจริงหรือความฝัน...

“หลังจากนี้ข้าจะอธิบายทีหลัง เจ้ารีบตามข้ามาเถิด”

พระสนมส่ายหน้า “ไม่...ฝ่าบาท...ฝ่าบาท” กลั้นสะอื้นลงในลำคอ

“จะมัวชักช้ามิได้! ทหารแคว้นโจวกำลังมา รีบไปกันเถิด!” จิ่นสือคว้าตัวหนิงลี่ให้ลุกขึ้นก่อนจะพาวิ่งไปอีกทางหนึ่ง

วิ่งมาได้ไม่กี่ไหลก็เจอกับกองทหารราวสิบนาย จิ่นสือพาหนิงลี่ขึ้นบนหลังอาชาที่เตรียมไว้ ควบอาชาหนีไปยังทิศบูรพา ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วไปหมด หนิงลี่ไม่อาจทันตั้งรับได้ มวลสมองที่เคยชาญฉลาดหยุดนิ่งอยู่กับที่ กว่าจะรู้ตัวว่าถูกจิ่นสือพาไปที่ใด้ก็ยามที่มาถึงจุดหมายเสียแล้ว

สถานที่คุ้นตา...สถานที่หนิงลี่อาศัยอยู่มาตั้งแต่จำความได้

ผู้ถูกเลื่อนตำแหน่งเป็นพระสนมถูกสวมกอดจากผู้ให้กำเนิด หนิงลี่โอบประคองกอดตอบด้วยความคิดถึง เป็นมารดาและบิดา น้องชายและน้องสาวที่ไม่ได้พบหน้ากันเป็นแรมปี หนิงลี่หันมองไปยังบ้านตัวเองที่ดูแปลกหูแปลกตาอยู่มากโข มันดูใหญ่โตกว่าเก่าแทบน่าเชื่อ ไหนจะยังด้านในที่ถูกประดับตกแต่งไว้อย่างสวยหรู ผิดกับตอนแรกที่หนิงลี่จากไปลิบลับ

หนิงลี่ได้ความว่าหลังจากที่ซ่งจินเหลียงได้ยึดแคว้นและพาตัวเองไปยังแคว้นฉินนั้น หลังจากที่แต่งตั้งเป็นพระสนม ซ่งจินเหลียงก็ได้ให้ทหารส่วนหนึ่งติดต่อบิดามารดาเพื่อรับตัวไปอยู่ที่แคว้นฉิน มารดาที่ได้ทราบข่าวก็ถึงกับทรุดลงป่วยเมื่อได้ยินว่าลูกชายคนโตกลายเป็นสนมที่ต้องรับใช้องค์ฮ่องเต้ ถึงจะห่วงหนิงลี่ขนาดไหนแต่ในเมื่อลูกชายได้ดิบได้ดีผู้เป็นพ่อและแม่ก็ไม่อาจขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของลูกชายตัวเองได้ จึงได้แต่ทำใจยอมนรับในส่วนนั้น และเลือกที่จะอยู่ที่ต้าฉีดั่งเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้หนิงลี่ถูกล้อว่ามีครอบครัวที่ต่ำต้อย ทว่าซ่งจินเหลียงกลับดูแลเป็นอย่างดี อีกทั้งยังคงกำชับทหารให้มาตรวจตราอยู่เสมอ

“ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่าน” หนิงเอ๋อ...น้องสาวคนเล็กกอดเอวผู้เป็นพี่ชาย

หนิงลี่ยิ้มหวานพลางลูบเรือนผมสีดำด้วยความนึกเอ็นดู “หนิงเอ๋อ ข้าก็คิดถึงเจ้า ดูสิ...จากเจ้าไปไม่ถึงปีหนิงเอ๋อของข้าโตขึ้นมากแล้ว”

“ท่านพี่ ใบหน้าของท่านพี่ไม่มีรอยปานแดงแล้ว” ลู่ชิง...น้องชายคนกลางจดจ้องใบหน้าที่บัดนี้ไม่มีร่องรอยด่างพร้อยให้มัวหมอง

“ท่านพี่ ท่านไปทำอันใดมาหรือ?” หนิงเอ๋อใคร่รู้

“ข้าเป็นโรคผิวหนัง ได้หมอดีจากวังหลวงคอยช่วยรักษา รอยแดงจึงได้หายขาด”

“ท่านพี่ ท่านจะอยู่ที่นี่เลยหรือไม่ หนิงเอ๋ออยากให้ท่านพี่อยู่กับหนิงเอ๋อ ไม่ต้องไปออกรบ” ผู้เป็นน้องสาวออดอ้อน

“อาเอ๋อ อาชิง พี่ของเจ้าต้องการพักผ่อน เจ้าอย่าไปกวนนักเลย กลับเข้าไปห้องตัวเองได้แล้ว” บิดาของหนิงลี่มีนามว่าก้านลู่เป็นฝ่ายเอ่ยพูดเมื่อรู้สึกได้ว่าสมควรแก่การถึงเวลา เหตุการณ์ในแคว้นฉินเขาผู้เป็นพ่อย่อมรับรู้เรื่องราวทั้งหมดผ่านจิ่นสือ แคว้นฉินกำลังมีอันตรายจะมามัวเสียเวลานานไม่ได้ จึงได้พาหนิงเอ๋อและลู่ชิงออกจาห้อง เหลือแต่เพียงชิงเถาผู้เป็นมารดา

ชิงเถามองหน้าบุตรชายคนโต นางคิดถึงหนิงลี่ใจแทบขาด หนิงลี่เปรียบเสมือนชีวิตหนึ่งของนาง การที่บุตรชายต้องจากบ้านจากเมืองไปไกลทำให้หัวใจของผู้ให้กำเนิดแทบแตกสลาย แต่บัดนี้เห็นหนิงลี่อยู่ดีมีความสุข ความทุกข์ยากทั้งหมดก็มลายหายไปจนหมดสิ้น ชิงเถามีเรื่องอีกมากที่จะถามหนิงลี่ อยากสวมกอดให้หายคิดถึง แต่ก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ จึงต้องฝืนยิ้มเพื่อให้หนิงลี่คลายกังวล

“อาลี่ เจ้ากับอาสืออาจมีเรื่องต้องคุยกันอีกมาก ข้าจะพาอาเอ๋อและอาชิงออกไปรอด้านนอก” ชิงเถาจับมือบุตรชายตนแน่น

“ท่านแม่”

“ข้าจะไปรอข้างนอก”

ชิงเถากล่าวจบประโยคก่อนที่จะเดินออกไป

ภายในห้องเหลือเพียงแต่หนิงลี่และจิ่นสือ...หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้ารอย หนิงลี่จึงได้หันไปมองเพื่อนวัยเยาว์ตนอีกครา แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยจับจ้องสหายรักตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อตอนที่อยู่ในป่าไม่ทันได้สังเกต แต่บัดนี้กลับเห็นเต็มตาทั้งสองข้าง

อาภรณ์ที่สวมใส่มันไม่เหมือนกับนายทหารต่ำต้อยเหมือนอย่างที่รู้จัก ชุดเกราะอย่างดี เส้นผมที่ยาวขึ้น รวมถึงใบหน้าที่ดูคมคายมากขึ้น ท่าทีองอาจผิดกับจิ่นสือที่เคยรู้จัก

หนิงลี่ตั้งคำถาม “เพราะเหตุใด ข้านึกว่า...”

“เจ้านึกว่าข้าตายแล้ว” จิ่นสือกล่าว

หนิงลี่พยักหน้ารับ...หวงนึกถึงในวันที่ต้าฉีถูกรุกรานจากทัพของแคว้นฉิน จิ่นสือที่พาตัวเองหนีนั้นได้ถูกซ่งจินเหลียงแทงไปหนึ่งแผลจนนึกว่าชาตินี้ไม่อาจเห็นหน้าจิ่นสือเสียแล้ว

จิ่นสือนำมือไพร่หลัง ก่อนเริ่มเล่าเรื่องทีละประโยค “ข้าก็นึกว่าข้าจะตาย แต่ดูเหมือนว่าสวรรค์จะยังไม่ต้องการข้าเท่าใดนัก ฮ่องเต้แคว้นฉินไม่ได้แทงข้าเพื่อหมายเอาชีวิต แต่แทงข้าเพื่อให้หยุดหนี ตอนที่เจ้าถูกพาตัวไปก็มีทหารมาดูแลจนหายดี แต่เจ้าก็ถูกพาไปยังแคว้นฉิน”

จิ่นสือถอนหายใจเฮือกใหญ่ สบดวงตาที่ยังคงกังวล

“หลังจากที่เจ้าไป ต้าฉีก็เปลี่ยนแปลง ซ่งจินเหลียงคอยดูแลชาวบ้านจนอยู่ดีมีสุข ส่วนข้าก็ยังเป็นทหารเหมือนเดิม แต่อาจเป็นเพราะข้าอยู่กับเจ้ามาแต่เด็ก อาลี่...เจ้าเป็นคนฉลาด เพราะมีเจ้าคอยอยู่ข้างกายข้าจึงทำให้ข้าอาศัยความรู้ส่วนหนึ่งที่มาจากเจ้า คอยออกคำสั่งออกรบ สร้างความดีความชอบจนกลายเป็นรองแม่ทัพได้ในเวลาไม่นาน”

จิ่นสือไม่ได้โป้ปด ไม่มีความจำเป็นต้องมดเท็จ...

รองแม่ทัพแห่งแคว้นฉีสบดวงตาที่ยังคงสั่นไหว สองมือใหญ่จับประคองหัวไหล่ทั้งสองข้า บัดนี้เขาไม่ใช่จิ่นสือคนเดิมอีกแล้วและหนิงลี่ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว สหายสนิทตรงหน้าคือพระสนมของเสียนหยาง ถูกแต่งตั้งโดยซ่งจินเหลียงจักรพรรดิผู้ได้รับฉายาว่าวิปลาส เป็นพระสนมที่เคยอัปลักษณ์...ส่วนเขาคือรองแม่ทัพแห่งจี้หนาน ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่ครั้งนี้เส้นทางทั้งสองได้ถูกเชื่อมประสานเพียงเพราะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง

ไม่ใช่ว่าไม่อยากยอมรับ แต่มันเป็นความจริงที่ต้องยอมรับให้ได้...ต้าฉีอยู่ดีมีสุขได้ก็เพราะซ่งจินเหลียง

“อาลี่ จงใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือแคว้นฉินให้พ้นภัย”




-----------------

TAKE

เพิ่งรู้ ว่ารัชทายาทได้มาจากการแต่งตั้ง จากสติปัญญาและความสามารถ =___= คือเทคคิดมาตลอดว่าต้องเรียงจากคนที่ได้เกิดก่อน องค์ชาย 1 2 3 และองค์ชาย 1 ก็จะเป็นรัชทายาทไปโดยปริยาย

กรี๊สสส ขอโทษค่าา ฮือออ เก๊าผิดไปแล้ววว แต่งผิดลำดับอีกแล้ว T^T

ขอบคุณที่แนะนำเข้ามานะคะ เทคจะปรับไม่ให้ชายโจวโง่เกินไป

ตอบคำถามน่อ

เหมือนตอนหรือสองตอนที่แล้ว จะมีคนถามอายุ หยูเจิน หมายถึงใคร ถามอายุเทครึ? ถ้าถามอายุเทค เทคตอบได้เลย แก่แล้วค่าา #มั่นหน้ามาก อายุเทคเลขสามแล้วน่อ

เทคมีงานหลักอยู่แล้วและงานรองคือแต่งนิยาย ดังนั้นในทุกวันเพื่อให้ได้แต่งนิยายได้อ่านกัน บางครั้งเทคจะแอบไปนั่งแต่งที่ห้องน้ำบ้าง เวลาเข้าห้องน้ำนี่นานกว่าคนอื่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแอบทำอะไร ฮ่าๆ หรือ เวลาพักทานข้าวเทคจะแต่งบ้างบางเวลา ถ้าหากแอบแต่งในที่ทำงาน เทคจะใช้มือถือแต่ง ทำให้คำผิดอาจเยอะนิดนุง บางครั้งเทคก็ลงเลยไม่ได้อ่านย้อน ต้องขออภัยเป็นอย่างมาก

มีอะไรแนะนำก็แนะนำเทคมาได้นะจ๊ะ ยังคงติเทคได้เหมือนเดิม ผิดตรงไหนบอกได้ เทคยังใจดีบ่กัด อิอิ บางทีงานก็เยอะเกินทำให้ไม่มีเวลาไปหาข้อมูล อาศัยความจำตอนหาข้อมูลเก่าๆ เลยอาจมาแบบผิดๆ ในส่วนนี้ต้องขอโทษด้วยจริงๆ คะ

ป.ล. ทำไมเข้าช่วงดราม่าไว? ก็เทคไม่ชอบแต่งนิยายยืดๆ อ่าาา ฮืออ T^T เค้าแต่งหวานๆ มิค่อยถนัด

ป.ล2  อย่าลืมไปจิ้มแบบสำรวจกันนะเออ หาไม่เจอไปที่หน้าเพจน่อ ในนี้ลงลิ้งค์ไม่ได้แบบสำรวจจ้า รบกวนด้วยน้าาา


ความคิดเห็น