ชะโดตัวโต
facebook-icon

เชิญพบกับภาคต่อของ 'พี่คิณ - ณิริณ' 'พี่ภาคย์ - ไออุ่น' ในเรื่อง 'HATE ME: บงการรัก' เรื่องราวของภัทธิรา ลูกสาวคนเดียวของพี่คิณ - ณิริณ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของพี่ภาคย์กับการที่จะต้องจำใจแต่งงานกับ 'คิริน' เพื่อแลกกับชีวิตของภิชญ์น้องชายของเธอ ***โหวต เม้น ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

HATE EFFECTS: 19 เด็กฝึกงาน 100% รีไรท์

ชื่อตอน : HATE EFFECTS: 19 เด็กฝึกงาน 100% รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 16k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2560 10:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HATE EFFECTS: 19 เด็กฝึกงาน 100% รีไรท์
แบบอักษร


HATE EFFECTS: 19



COOPY WIND CONDO...


หลังจากเคลียร์งานโปรเจกต์จบเรียบร้อยแล้ววาณิชาก็มีเวลาพักก่อนจะเริ่มฝึกงานเป็นเวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้น เพราะเวลาที่กระชั้นชิดเกินไปจึงทำให้แผนที่จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดก็ต้องล่มสลายไป ช่วงปิดเทอมจึงปีสุดท้ายจึงเป็นช่วงสะสางงานทั้งหมดเพื่อไม่ให้คั่งค้าง สาวน้อยโทรติดต่อผู้เป็นพ่อเป็นแม่ให้หายคิดถึงหลังจากที่ไม่ได้เจอกันร่วมหลายเดือนหลังกลับจากงานเลี้ยงกับเพื่อนๆ



"ฝึกงานเสร็จก็จบแล้วล่ะค่ะแม่ วันนี้ก็เลยนัดกันไปฉลองกันยกห้องเลย....ขออณุญาติพี่ณิริณแล้วค่ะ ณิชาก็กลับก่อนเที่ยงคืนจริงๆนะ ไม่ได้ผิดคำพูดเลยแม้แต่นาทีเดียว....คิดถึงแม่กับพ่อม้ากมากเลย......ค่าาา ณิชาเคยดื้อที่ไหนกัน ฮ่าๆ ...... ค่ะๆ รักพ่อกับแม่นะคะ"  วางสายโทรศัพท์เรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าห้องนอนของตัวเองไป พอเปิดไฟวาณิชาก็ต้องผงะเมื่อมีใครบางคนอยู่ในนั้น "นี่นาย..."



"ไปไหนมา ฉันมารอเธอตั้งแต่บ่ายแล้วรู้บ้างไหม? แล้วดูแต่งตัวสิ! ไปล่อเสือล่อตะเข้ที่ไหนมา" ภากรนั่งขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ เขาไม่ชอบใจเลยที่วาณิชากลับดึกๆดื่นๆโดยไม่มีการบอกกล่าว ยิ่งในกลุ่มที่ไปมีผู้ชายอยู่ด้วยยิ่งอารมณ์เสียหนักกว่าเดิม



"ก็ไปเปิดหูเปิดตาบ้างน่ะสิ จุ้นจ้านชะมัด" แค่ชุดเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นแค่นี้จะอะไรกับเธอนักหนา "ไม่มีศาลสิงสถิตหรือไงถึงได้ไม่ยอมไป อื้อออ ถะ ถ้านายจูบ...ฉันกัดลิ้นขาดจริงๆด้วย"



ภากรดึงรั้งร่างบางเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน รอยฟกช้ำเก่ายังไม่ทันจะหายดีเขาก็หาเรื่องเพิ่มรอยใหม่เข้าไปอีก "เอาสิ! ต่อให้เธอต่อยฉันจนเส้นเลือดในตาแตกก็ไม่ยอมปล่อย บอกมาว่าไอ้นี่มันเป็นใคร!!"



เขายกโทรศัพท์โชว์รูปผู้ชายสวมสูทหน้าตาดีที่นั่งข้างๆวาณิชาในงานเลี้ยงที่เธอเข้าร่วมวันนี้  วาณิชาเพ่งเล็งไปสักพักก็ร้องอ๋อ!! ออกมา "พี่ณวัฒน์"



"อ่อ!! เรียกพี่เลยหรอ? ทีกับฉันนี่ห้วนๆ เฉยๆ"



"เป็นบ้าอะไรเนี่ย !! ก็เขาเป็นพี่ชายเพื่อนฉันก็ต้องเรียกพี่สิ เอ๊ะ!! หึงงั้นหรอ?" วาณิชายกยิ้มเล็กน้อย ร่างสูงตรงหน้าชะงักงันอ้ำอึ้งพูดจาติดขัด "เอ๊ะๆ ถ้าหึงก็บอก เดี๋ยวจะยอมเป็นเด็กดีให้สัก...ชั่วโมง"



ภากรก้มลงมองคนตัวเล็กในอ้อมแขนก็นึกมันเขี้ยว เขาใช้นิ้วดีดเข้าที่หน้าผากมนดังเปรี๊ยะสองสามครั้งแล้วหัวเราะชอบใจ ยัยตัวแสบยกมือลูบบริเวณที่โดนดีดก็คาดโทษเขาเอาไว้ "นี่แค่เบาะๆนะ ถ้าเห็นอีกล่ะก็.... หึหึ"



"ไอ้ทุเรศ!! กรี๊ดดดดด"



ร่างเล็กลอยขึ้นตามแรงยกของเขา ภากรอุ้มเธอขึ้นนอนบนเตียงพร้อมกอดรัดอย่างที่เคยทำก่อนหน้า หลายๆวันมานี่นอนไม่ค่อยหลับเพราะเฝ้าคิดถึงเนื้อนุ่มนิ่งของยัยเด็กแสบที่คอยมาหลอกหลอนเขาในความฝันทุกคืน เพิ่งเข้าใจว่าโคแก่กินหญ้าอ่อนแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวยแบบนี้นี่เอง



"อยู่นิ่งๆสิจ๊ะเบบี๋ ให้พี่กรกอดอีกสักคืนเถอะนะ" น้ำเสียงอ่อนหวานพูดกระเซ้าเย้าแหย่



วาณิชาเบี่ยงหน้าหลบปลายจมูกของเขาแต่ทำได้เพียงเกือบพ้น "อื้อ ปล่อยก่อน ฉันอึดอัด เฮ่อ...โอเคๆ ยอมแล้วก็ได้ แต่แค่กอดเฉยๆนะ"



ภากรกดปลายจมูกเข้าที่แก้มเนียนย้ำๆอีกสองที "แค่กอดจริงๆ แต่วันอื่นล่ะก็...ไม่แน่ อ๊ะๆ ชกอีกทีจะเซ็นให้ไม่ผ่านตั้งแต่ยังไม่เริ่มฝึกเลยนะ"



วาณิชาตาโตทั้งอาย ทั้งกังวล ทั้งไม่พอใจและพยายามใช้มือแกะท่อนแขนของเขาออกจากตัวเธอ ทั้งสองสู้รบปรบมือกันอยู่ครึ่งค่อนคืนจนสุดท้ายแล้วยัยตัวแสบก็หมดแรงแล้วเผลอหลับซบแผงอกแกร่ง ภากรเพิ่งจะเข้าใจความรู้สึกของน้องชายว่าทำไมถึงยอมลงทุนทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองหญิงสาวที่ต้องการ ตอนนี้เขาเองก็กำลังจะเป็นแบบนั้น....เกิดมาสามสิบสามฝนยังไม่เคยคิดจะดึงรั้งหรือผู้มัดผู้หญิงคนไหนไว้ข้างกาย มีเพียงสาวน้อยในอ้อมแขนของเขานี่แหละที่ทำให้ต้องยอมสละเวลาอันมีค่าของชายโสดคอยตามติดทุกสถานที่เช่นนี้ 



ภากรกำลังโดนวาณิชาก้าวเข้ามาในหัวใจของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


#####



วันต่อมา....



วาณิริณเดินเข้าบริษัทมาด้วยใบหน้าสดใสเพราะบัดนี้อาการไข้ของเธอได้ทุเลาเบาบางลงจนเกือบหายเป็นปกติ หญิงสาวกล่าวทักทายพนักงานในบริษัทของตนด้วยท่าทางที่สดชื่นมาตลอดทางจนถึงห้องทำงานของตน ซึ่งเป็นภาพที่พนักงานของบริษัทนี้เห็นจนชินตาและมีความสุขที่ได้ทำงานร่วมกับเธอ



"ไงยะ!! หายดีแล้วหรอถึงได้กลับมาทำงานไวแบบนี้" ปิยาพัชร์เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสี่อันส่งให้ "ที่ป่วยถึงขนาดมาทำงานไม่ได้เนี่ย โดนสามีจัดหนักหรอจ๊ะ!"



คนถูกถามพยายามหลบสายตาก้มหน้าอ่านเนื้อความเอกสารในแฟ้มที่ได้รับมา "จัดหนักอะไรกัน ก็...ป่วยจริงๆนั่นแหละ"



ปิยาพัชร์หลุดยิ้ม เลขาสาวนั่งลงตรงหน้า "วันก่อนยัยคุณญาดาอะไรนั่นเข้ามาหาแกถึงที่นี่เลยล่ะ กว่าจะไล่ให้กลับไปได้เลยเอาหมดแรงไปเหมือนกัน"



"แล้วเขามาทำไมล่ะ?" ทั้งๆที่รู้แต่ก็ถามไปเฉยๆก็เท่านั้น วาณิริณได้แต่ปลงกับปัญหาที่เหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม "ถ้าเขามาแล้วพูดว่า 'ฉันจะไม่ยอมแพ้ ฉันต้องได้พี่คิณคืน' หรือ 'นังคนบ้านนอก ชั้นต่ำ' อะไรทำนองนี้...แกก็ปล่อยให้เขาพูดออกไปเถอะ ไม่ต้องห้ามหรอก"



"ชาติที่แล้วแกเป็นแม่พระแม่ชีหรือไง? คุณภาคิณเป็นสามีแกนะแล้วจะปล่อยให้ยัยคุณญาดาอะไรนั่นเข้ามาแย่ง...มารังแกตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวเนี่ยนะ ฉันล่ะเชื่อจริงๆเลย" ปิยาพัชร์รู้สึกขัดใจที่เพื่อนของเธอนั้นแสนดีเกินไปจนเหมือนไม่คิดสู้คน



วาณิริณยิ้มบางๆ "ความจริงฉันไม่ต้องทำอะไรสังคมรอบข้างก็ตัดสินญาดาและเป็นเกราะป้องกันฉันอยู่แล้ว เรื่องของพี่คิณกับญาดา...ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก ต่อให้พยายามแค่ไหนแล้วพี่คิณไม่สนใจก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี ส่วนคำพูดที่ชอบดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น...ต่อให้เกิดในชาติตระกูลที่สูงส่งแค่ไหน หากคำพูดที่เปล่งออกมานั้นเต็มไปด้วยความร้ายกาจและเกลียดชัง คำพูดเหล่านั้นก็เป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นเนื้อแท้ของผู้หญิงคนนั้นว่ามีจิตใจที่หยาบช้ามากแค่ไหน"



ไม่ใช่ว่าจะยอมให้ถูกรังแกเสียที่ไหน แต่เพราะวาณิริณเชื่อในเรื่องที่ว่าคิดอย่างไรได้อย่างนั้นต่างหาก คิดดีก็จะได้สิ่งดีๆ คิดชั่ว...ผลของกรรมก็จะตามมาสนองเอง ปิยาพัชร์เพิ่งจะได้เข้าใจก็วันนี้

#####


ภูชิตนั่งมองนาฬิกาในห้องทำงานด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ ชายวัยกลางคนหยิบสมุดเช็คออกมาเขียนจำนวนเงินแล้วประทับตราสั่งจ่ายในนามบริษัทก็ยิ้มร้ายกาจ "หึ! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน คิดหรือไงว่าจะหาหลักฐานสาวมาถึงตัวฉันได้" เสียงหัวเราะเหี้ยมๆดังขึ้นมา ก็จริงอยู่ที่ว่าบริษัทแห่งนี้เขากับภูษิตผู้เป็นพี่ชายร่วมกันก่อตั้งขึ้นมาแต่ว่าเงินที่ลงทุนทั้งหมดนั้นเป็นของพี่ชายของเขา ลำพังแค่ได้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารและถือหุ้นมากว่ายี่สิบห้าเปอร์เซ็นก็ถือว่าภูษิตหยิบยื่นให้แก่ผู้เป็นน้องชายมากโข



แต่มันไม่พอ...



ภูชิตรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าไร้ความสามารถหลังจากที่พี่ชายของเขาให้หลานชายทั้งสองเข้ามาบริหารงานในตำแหน่งที่สูงกว่าเขา เด็กรุ่นใหม่ไฟแรงมีหัวคิดก้าวไกลนำพอให้บริษัททั้งสองฝั่งมีกำไรมหาศาลในแต่ละปี ซึ่งเขารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมและคิดว่าภูษิตพยายามเขี่ยเขาออกไปจากที่นี่ทางอ้อม ดังนั้นเขาจึงหาทางกำจัดเสี้ยนหนามตัวฉกาจน์อย่างพี่ชายของเขาออกไปให้พ้นทางพร้อมๆกับภาคิณเมื่อสามปีก่อน เมื่อสำเร็จจึงจะคิดหาทางกำจัดภากรทีหลังเพราะคิดว่าคงไม่ยากเสียเท่าไหร่...แต่สวรรค์ก็ไม่เข้าข้างเขาเลย ทันทีที่รู้ข่าวว่าภูษิตตายแล้วอย่างแน่แท้แต่ทว่าภาคิณนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก็ทำให้เขาไม่มั่นใจว่าจะอยู่หรือจะตาย สามเดือนกับการค้นหาร่างของหลานชายที่บัดนี้กลายเป็นอุปสรรคครั้งใหม่ของชีวิตในเวลานั้นเต็มไปด้วยความกังวลใจ จนกระทั่งสุดท้าย...ในวันที่เขากำลังจะประกาศตัวว่าเป็นประธานกรรมการคนใหม่ วันนั้นภาคิณก็กลับมาและยังร่วมมือกับภากรค่อยๆกำจัดคนที่สนับสนุนเขาออกไปทีละคน ถ้าหากไม่พลาดเมื่อคราวนั้นป่านนี้ก็คงได้ครอบครองทุกอย่างโดยสมบูรณ์



ภูชิตยกโทรศัพท์ต่อสายภายในไปยังห้องทำงานของวิวัฒน์ "ฉันภูชิต บอกวิวัฒน์ว่าฉันต้องการพบด่วน"


​"ตอนนี้คุณวิวัฒน์ไม่ได้เข้าบริษัทค่ะ ไม่ทราบคุณภูชิตมีอะไรจะฝากไว้ไหมคะ?"


ชายวัยกลางคนครุ่นคิดสักครู่ "ไม่เป็นไร เอาไว้ฉันจะติดต่อเบอร์ส่วนตัวเอง" พอวางสายก็รีบโทรหาคนที่ต้องการพบ ไม่ว่าจะกี่ทีก็ไม่มีสัญญาณตอบรับตลอดจนทำให้กระวนกระวายใจ "ไอ้ภากร ไอ้ภาคิณ !!!!"



ก๊อก ก๊อก...



"เข้ามา !!" กำลังหงุดหงิดอยู่ในใจแท้ๆ จะมีอะไรอีกนักหนา "มีอะไร !!!!?" น้ำเสียงเข้มถามปนใส่อารมณ์นิดๆ



"มีคนมาขอพบค่ะ" เลขาสาวรายงานเสียงสั่น



"ให้เข้ามา" ทันทีที่เจ้านายเธอพูดจบก็จะเชิญแขกคนที่ว่าให้เข้าพบ สายตาเมื่อได้เห้นแขกผู้นั้นก็ปรับเปลี่ยนท่าทีที่แตกต่างจากเมื่อสักครู่อย่างลิบลับ "หลานสะใภ้อานั่นเอง ไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะ"



"งานยุ่งๆน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณอาว่างอยู่หรือเปล่าคะ? คืิอ...มีเรื่องอยากจะรบกวนนิดหน่อย" วาณิริณค่อยๆนั่งลงตรงหน้าแล้วเข้าประเด็นทันที 



ภูชิตมองอย่างชั่งใจสักพัก "ว่ามาสิ ถ้าช่วยได้อาก็ช่วยเต็มที่"



หญิงสาวยิ้มบางๆ "พอดีว่าณิริณอยากซื้อรถเก่าๆสักประมาณปี...สองสี่เก้าเก้าค่ะ จะมาใช้ทำธีมโฆษณาเครื่องสำอางค์ ปรึกษาพี่คิณแล้วเขาให้มาหาคุณอาค่ะ บอกว่าคุณอาชอบเรื่องรถคลาสสิค"



"ฮ่าๆ ก็นึกว่าเรื่องใหญ่อะไร ได้สิๆ ว่าแต่หนูจะรีบใช้ไหมล่ะ?"



วาณิริณส่ายหัว "ไม่รีบค่ะ ช่วงนี้ก็จะทำอย่างอื่นรอไปก่อน ตุบ!!!...ขอโทษค่ะ" หญิงสาวแสร้งทำโทรศัพท์หล่นเข้าไปใต้โต๊ะและฉวยโอกาสติดเครื่องดักฟังที่ภาคิณให้มาไว้ในมุมที่มิดชิด เมื่อเรียบร้อยแล้วก็หยัดกายขึ้นมานั่งตามเดิมเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย "ขอบคุณคุณอามากๆนะคะ เกรงใจจริงๆ"



ภูชิตหัวเราะเบาๆพลางสับสนอยู่ในหัวว่าเธอมาเพื่อขอความช่วยเหลือจริงๆหรือว่าเป็นอย่างอื่นกันแน่ ในเวลานี้เขาไม่สามารถไว้ใจใครได้เลยแม้แต่คนเดียว "ไม่เป็นไรๆ คนกันเองทั้งนั้น ว่าแต่นี่ก็จะเที่ยงแล้ว...ไปทานข้าวกันดีไหม? หรือว่านัดเจ้าคิณไว้แล่ว"



"ค่ะ กำลังรอพี่คิณคุยธุระกับหุ้นส่วนอยู่เลยแวะมาหาคุณอาก่อน" ใบหน้าใสซื่อทำให้ชายตรงหน้าจับทางเธอไม่ถูก วาณิริณยกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม "งั้นณิริณขอตัวก่อนนะคะ!"



ภูชิตรับไหว้ก่อนที่เธอจะเดินออกไป ตอนนี้เขากำลังคิดอยู่ว่าถ้าหากเล่นงานหลานชายที่เป็นสิ่งกีดขวางอันใหญ่ในเวลานี้ไม่ได้... แล้วถ้าใช้คนที่มีความสำคัญมากต่อชีวิตของพวกนั้นก็คงจะสะใจอยู่ไม่มากก็น้อย "เหอะ! ไอ้หลานโง่!!"



ทุกเสียงและถ้อยคำถูกบันทึกผ่านเครื่องดักฟังไว้หมด ภาคิณนั่งแสยะยิ้มอยู่ในห้องทำงานมองเครื่องบันทึกเสียงในมือก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "เราก็โง่พอๆกันนั่นแหละครับอา"




แกร๊กๆ 




ร่างระหงที่เขากำลังรอคอยเดินเข้ามาพร้อมกับถอนหายใจเหนื่อยๆ ภาคิณยิ้มแล้วเก็บเครื่องบันทึกเสียงไว้ในลิ้นชัก "ยิ้มอะไรคะ?" วาณิริณถามขึ้นทั้งๆที่รู้ว่าเขาอารมณ์ดีด้วยเรื่องอะไร "เราจะไปกันได้หรือยัง?"




"ได้สิ! อ้อ..." เขาหยิบตั๋วเรือสำราญที่ให้อัศนัยจองไว้โชวให้เธอได้เห็น "ณิริณต้องเคลียร์งานให้หมดภายในอาทิตย์หน้า นี่ถือว่าเป็นการบังคับ"




"....." วาณิริณใช้ความเงียบให้คำตอบ เกิดมาจากก็เพิ่งเคยเจอคนที่เผด็จการสุดๆแบบภาคิณนี่แหละ เธอรู้ดีว่าต่อให้ปฏิเสธไปอย่างไรเสียสามีของเธอก็ลากไปจนได้อยู่ดี เพราะว่าไม่มีอะไรที่เขาต้องการแล้วจะไม่ได้อย่างไรล่ะ....



######


อีกด้านหนึ่ง...



หลังจากที่สู้รบปรบมือกับภากรมาครึ่งค่อนคืนวาณิชาก็หลับจนลืมเวลา บัดนี้ใกล้จะบ่ายโมงแล้วเธอยังนอนหันหน้าซบแผงอกของภากรไม่ยอมตื่น นัยน์ตาคมมองสาวน้อยข้างๆแล้วใช้มือเขี่ยแก้มเนียนเล่นไปมา




"ตอนจำศีลก็น่ารักอยู่หรอก แต่เวลาดุอย่างกับยักษ์มารเข้าสิง"




"อือ..." วาณิชาครางเบาๆพร้อมขยับตัวไปมา "อึดอัด !!!"



"หึ! กอดนิดกอดหน่อยล่ะทำเป็นหวงตัว โอ้ยยย" เอาอีกแล้ว...ยัยตัวแสบหยิกเข้าที่สีข้างของเขาจนร้องเสียงหลง "ตื่นมาก็พ่นพิษเลยนะ"



"ก็นายฉวยโอกาสกับฉันก่อนนี่ ปล่อยได้แล้ว...ฉันจะไปอาบน้ำ นี่!!! ได้ยินไหมเนี่ย"



ภากรใช้วงแขนบีบรัดร่างเล็กแนบกับตัวของเขา "ไม่ได้ยิน แก่แล้วหูเลยตึง" คนในอ้อมแขนนิ่งแบบนี้เขารู้สึกชอบเป็นที่สุด "เมื่อคืนฉันยอมรับก็ได้ว่า... ไม่พูดแล้วดีกว่า"




"หึ่ย !! คนอุตส่าห์ตั้งใจฟัง" แม้จะทำเสียงแบบคนรำคาญแต่ทำไมถึงแอบยิ้มก็ไม่รู้ วาณิชาเองก็เริ่มแปลกใจในตัวเองแล้วเช่นกัน "นี่...ไม่ต้องไปทำงานแล้วหรือไง?"



"ไม่ไป เดี๋ยวเด็กฝึกงานบางคนจะเบี้ยวซะก่อนฉันเลยต้องมาเฝ้าเอาไว้" ร่างสูงใช้จมูกซุกไซ้ซอกคอขาวจนสาวน้อยขนลุกเกรียวไปทั้งตัว "แหม!! คอยังขาวขนาดนี้...อยากรู้จังว่าทั้งตัวจะขาวขนาดไหน"



พรึ่บ !!!



"จะ...จะทำอะไร ปล่อยนะไอ้บ้า วี้ดดดด"



"อยากอาบน้ำไม่ใช่หรอจ๊ะเบบี๋ อาบกับพี่กรนี่แหละรับรองว่าไม่มีอะไรเสียหายแน่นอน" ภากรอุ้มคนตัวเล็กเข้าห้องน้ำอย่างทุลักทุเลเพราะคนในอ้อมแขนทั้งต่อย ทุบ ตี แถมไม่พอยังใช้เล็บข่วนไปทั่วทั้งตัว แต่คิดหรือว่าแค่นี้จะทำอะไรเขาได้...สงสัยก็ไปซึมซับวิชาจับปูอย่างวาณิชาใส่กระด้งไม่ให้ดิ้นหลุดไปไหนเสียแล้ว



**​ภากรที่เดินออกจากห้องน้ำในสภาพผ้าขนหนูผืนเดียวปิดกายก็มาแต่งตัวอย่างสบายอารมณ์หลังจากที่ได้แกล้งยัยตัวแสบแบบพอหอมปากหอมคอ <span id="redactor-inline-breakpoint"></span>**​ในวันที่ไม่ได้ไปทำงานเช่นนี้...​ชายหนุ่มเลือกชุดลำลองแสนสบายแล้วเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อคุยธุระกับน้องชายของเขา




"แกเนี่ยจริงๆเลยนะ ทำอะไรไม่คิดจะปรึกษากันบ้างหรือไงวะ? แล้วถ้าถูกจับได้ขึ้นมาณิริณจะแย่เอานะเว้ย"




​"ก็ห่วงเรื่องนี้อยู่นะถึงได้โทรมาบอกนี่ไง อีกอย่าง...พี่กรก็ไม่เคยอยู่ให้ปรึกษาเลยนี่"



เตอภาคิณจี้จุดก็สะอึกไปเล็กน้อย "เออๆ ขอโทษที ในห้องฉันซ่อนเอกสารการยักยอกเงินของหุ้นส่วนไว้อยู่ด้านหลังโทรทัศน์...ส่วนของอาภูชิตแกเอาไปแล้วใช่ไหม?"


​"อืม...เทวินทร์เอามาให้แล้ว"


"ดีละ! แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน อีกอย่าง....ห้ามแกโทรมาขัดความสุขของฉันอีก โอเค๊!"



ไม่รอให้อีกฝ่ายโต้อตอบกลับมาก็ชิงวางสายไปเสียก่อน ด้านวาณิชาที่ถูกตาแก่โรคจิตของเธอรังแกอยู่เมื่อสักครู่ก็ทำสีหน้างอเง้า...แม้จะไม่ได้ลวนลามอะไรมากมายแต่การลากเธอลงอ่างอาบน้ำด้วยกันถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอายสุดๆ




ถ้าใครล่ะก็...มีหวังได้โดนแม่ตีแหงๆ




สาวน้อยเดินมายังบริเวณครัวเพราะความหิว เธอยังไม่เคยทำอาหารด้วยตนเอง ที่ผ่านมาก็เป็นแค่ลูกมือคอยช่วยพี่สาวหรือไม่ก็ผู้ใหญ่ทั้งหลาย ทุกเย็นภากรจะพาแวะทานข้างนอกก่อนจะมาส่งทุกครั้งไป ขับรถเป็น...มีรถใช้...แต่เธอแทบจะไม่ได้แตะมันเลย




บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองซองถูกแกะแล้วหย่อนลงไปยังย้ำต้มเดือดในหม้อ ว่าจะไม่ใส่ใจแต่วาณิชาก็ทำเผื่อคนที่มาอยู่ด้วยในเวลานี้ "บ้านช่องก็มีไม่รู้จักกลับบ้างหรือไง แก่แล้วทำตัวเป็นภาระจริงๆเลย"




"บ่นอะไร? ยัยตัวแสบ" เปิดประตูเข้ามาก็ได้ยินเสียงคล้ายๆกับพูดถึงเขาอยู่ "โอ้โห...กำลังหิวอยู่พอดีเลย"



"รีบๆกินแล้วก็กลับไปได้แล้ว อยู่นานๆเดี๋ยวใครก็เข้าใจผิดหรอก" วาณิชาตักบะหมี่ออกจากหม้อแบ่งเป็นสองถ้วยแล้วยกไปวางไว้ที่โต๊ะอาหาร ภากรนั่งลงแล้วมองใบหน้าบูดบึ้งก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ "ประสาทเสียหรือเปล่า? นั่งยิ้มคนเดียวเสียอย่างนั้น"



"ก็คนกำลังอารมณ์ดี จะให้ฉันทำบึ้งเหมือนเธอคงไม่ไหว" อาหารเช้าและอาหารเที่ยงรวมกันในยามบ่าย สองหนุ่มสาวไม่ได้พูดอะไรมากเนื่องจากว่าท้องกิ่วกันทั้งคู่ ภากรแปลกใจว่าทั้งๆที่มันเป็นแค่บะหมี่ธรรมดาๆ แต่ทำไใมันกลับอร่อยยิ่งกว่าร้านอาหารในโรงแรมห้าดาว "มะรืนนี้ฉันจะให้เธอไปอยู่การตลาดก่อน เรียนรู้งานที่นั่นสักอาทิตย์แล้วจะให้มาอยู่งานเลขา"




"แกล้งกันนี่ ฉันเรียนบัญชีนะ...ทำการตลาดกับเลขาเป็นซะที่กันล่ะ !!!"



"จะให้ไปไหนมันก็เรื่องของฉัน เธอเป็นแค่เด็กฝึกงานต้องทำตามคำสั่งเข้าใจไหม!? เบบี๋!!" ภากรที่เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองชนะก็คราวนี้




วาณิชาได้แต่เข่นเขี้ยวข่มอารมณ์ เธอพอจะเดาได้แล้วว่าถ้าเริ่มฝึกงานคงต้องเจออะไรอีกเยอะ แต่คิดว่าแค่นี้จะทำให้เธอหวั่นเกรงได้เช่นนั้นหรือ? ไม่มีทาง...สาวน้อยเองก็เตรียมรับมือเอาไว้แล้วเช่นกัน



#######



สองวันต่อมา....



วันนี้คือวันเริ่มฝึกงานจริงๆของสาวน้อยตัวแสบของภากร ชายหนุ่มที่ก่อนหน้าพาเธอเดินชมรอบๆบริษัทแล้ว​ก็ไม่จำเป็นต้องแนะนำอะไรมากก็พามาฝากฝังไว้กับ 'ลลนา' หัวหน้าแผนกการตลาดก่อนที่จัวเองจะแยกตัวออกไป วาณิชาในชุดนักศึกษาถูกระเบียบเดินตามหญิงสาวคนนั้ยมายังแผนกด้วยความเรียบร้อย



"เอาล่ะๆ เงียบๆหน่อย วันนี้เรามีน้องฝึกงานมาหนึ่งคน...ก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว อ่ะ! ยืนนิ่งทำไมล่ะ? ไหว้ทักทายพี่ๆเขาสิ" ลลนาหันมาทางวาณิชาที่กำลังสำรวจรอบๆ



"สวัสดีค่ะ!!" เธอยกมือไหว้ทุกคน วำหรับผู้ชายก็ได้ความเป็นมิตรกลับมาอยู่หรอก แตาทำไมสายตาของพวกผู้หญิงถึงมองเธอแบบนั้นก็ไม่เข้าใจ



"แหมๆคุณนาคะ เด็กของคุณภากรให้เกียรติมาฝึกที่แผนกของเราเลยหรอคะเนี่ย" ไม่ผิดอย่างที่กังวลไว้จริงๆ กลุ่มสาวโต๊ะหน้าสุดเอ่ยปากทักทายก่อน



"เลิกพูดกันได้แล้ว ช่วยๆสอนงานด้วยล่ะ...ส่วนเธอ! ใช้โต๊ะว่างด้านขวาเป็นที่ทำงานก็แล้วกัน" วาณิชาพยักหน้ารับคำก่อนที่ลลนาจะเดินออกไป 



สาวน้อยเดินมายังโต๊ะที่ว่าก็วางสัมภาระไว้อย่างเป็นระเบียบก่อนจะเดินไปตามโต๊ะต่างๆว่ามีอะไรให้เธอช่วยหรือเรียนรู้บ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคือการเมินเฉยและใช้ให้ไปชงกาแฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า



วาณิชาได้แต่ท่องคำว่าอดทนไว้ในใจ พยายามไม่วางระเบิดตั้งแต่วันแรก...ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้นานแค่ไหนเช่นกัน

________100%_________



สุขสันต์สงกรานต์ย้อนหลังนะคะ เดินทางปลอดภัยกันน๊าา

เจอกันตอนต่อไปนะจ้ะ !!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น