น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 10 : ปฐพีนี้ใครครอง (3/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 : ปฐพีนี้ใครครอง (3/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 696

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 เม.ย. 2560 19:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 : ปฐพีนี้ใครครอง (3/3)
แบบอักษร

​ เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นทำให้ใกล้รุ่งวางมือจากการร่างภาพสเก็ตช์ของห้องตัวอย่างของโครงการคอมเพล็กซ์ที่ตัวเองรับหน้าที่ออกแบบมาคร่าวๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องนอนของตนออกกว้าง ร่างสูงที่ยืนรอท่าอยู่หน้าห้องจึงหิ้วกระเป๋าเดินทางก้าวพรวดเข้ามาในห้องทันทีจนใกล้รุ่งต้องหันมาถามเสียงหลง

“พี่นุด! พี่นุดเข้ามาในห้องของรุ่งทำไมคะ”

“ก็...มาทำตามสัญญาไง”

“สัญญา?...สัญญาอะไรคะ?”

“ก็สัญญาที่รุ่งจะช่วยบำบัดอาการกลัวผู้หญิงของพี่ไง”

คณุตม์ว่าพลางเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าหลังเล็กพลางจัดการยัดเสื้อผ้าของตัวเองใส่เข้าไปทั้งกระเป๋า โดยไม่สนใจอาการอ้าปากค้างของเจ้าของห้องแม้แต่น้อยในขณะที่ชายหนุ่มยังคงเอ่ยต่อหน้าตาย

 “ภารกิจแรกระหว่างเราก็คือ การสัมผัส! หมอที่เคยบำบัดพี่ที่อเมริกาเคยใช้วิธีนี้เพื่อให้พี่คุ้นชินและหายกลัว และพี่ว่าเราเคยตกลงกันว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพื่อให้การรักษาสัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้น”

“โอเค...รุ่งเข้าใจแล้วค่ะ” ใกล้รุ่งเอ่ยขึ้นอย่างยอมรับในเหตุผลที่จู่ๆเขาก็บุกรุกห้องนอนส่วนตัวของเธอ หากหญิงสาวยังคงสงสัยอยู่ดี

 “แต่พี่นุดจะนอนห้องนี้ได้ยังไงคะ ห้องของรุ่งเล็กจะตาย เอาไว้เรากลับกรุงเทพฯกันก่อนพี่นุดค่อยบำบัดแบบ 24 ชั่วโมง ดีไหมคะ”

คณุตม์มองไปยังเตียงไม้สี่เสาขนาด 3.5 ฟุตแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว ครั้นเมื่อมองไปรอบๆห้องเพื่อหาที่ซุกหัวนอนของตัวเองแล้วก็อดถอนหายใจแรงๆไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าเฟอร์นิเจอร์ในห้องจะมีเพียงเตียง ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะทำงานที่หญิงสาวตั้งเอาไว้ตรงพื้นที่ว่างติดหน้าต่างแล้ว พื้นที่ว่างที่เหลือระหว่างเตียงและตู้เสื้อผ้าที่ชิดริมผนังทั้งสองฟากยังแทบเดินสวนกันไม่ได้ ดังนั้นเลิกฝันว่าเขาจะเข้ามานอนในห้องนี้ได้เลย

“ถ้าอย่างนั้น ระหว่างอยู่ที่นี่ รุ่งก็คงต้องหาวิธีจัดคอร์สแบบเร่งด่วนให้พี่ เพราะถ้าเรากลับกรุงเทพฯไปแล้วพี่ก็คงต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทเลยทันที  ซึ่งพี่ไม่มั่นใจเลยจริงๆว่าถึงตอนนั้นแล้วพี่จะควบคุมอาการตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน”

“แต่พี่นุดก็ไม่เห็นว่าจะมีอาการอะไรเลยนี่คะ ขนาดเข้ามาคุยกับรุ่งในห้องสองต่อสองแบบนี้พี่นุดยังไม่กลัวเลย”

ใกล้รุ่งเอ่ยค้านขึ้นพลางมองสำรวจอาการของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ คณุตม์จึงตัดสินใจเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานก่อนจะเล่าถึงอาการของตัวเองให้ฟัง

“โรคโฟเบียของพี่เป็นความกลัวที่เกิดมาจากการถูกทำร้ายจากคนใกล้ชิดเพียงคนเดียวนั่นก็คือ คุณแม่ของพี่เอง”

“ถ้าพี่นุดลำบากใจ ไม่ต้องเล่าก็ได้นะคะ รุ่งไม่ได้คิดจะรื้อฟื้น เพียงแต่รุ่งแค่กลัวว่ารุ่งจะทำให้พี่นุดแย่ลงเหมือนที่พริมาเคยทำ”

“พี่ไม่ได้อาการหนักถึงขั้นนั้นตลอดเวลาหรอก หลังจากที่พี่บำบัดกับจิตแพทย์ที่อเมริกามา 10 ปี พี่ก็อาการดีขึ้น จนพี่เองก็คิดว่าตัวเองหายแล้ว”

ชายหนุ่มเหลือบมองหญิงสาวที่ยังคงฟังอย่างตั้งใจก่อนจะยอมเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ใกล้รุ่งได้ฟัง

“แต่วันนั้นพริมา พุ่งเข้ามาชาร์จตัวพี่ พี่เลยตกใจมาก”

“เดี๋ยวนะคะ พุ่งเข้ามาชาร์จตัว!” ใกล้รุ่งเอ่ยทวนอีกฝ่ายเสียงหลง ในขณะที่คณุตม์พยักหน้าพลางยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พริมาพุ่งเข้ามาหาพี่แรงมาก แถมยังรัดพี่แน่นจนพี่หายใจไม่ออก มันทำให้พี่ตกใจ สัญชาตญาณของพี่มันบอกให้พี่หลบหลีก พี่รู้สึกว่าเขาจะเข้ามาทำอันตราย”

แม้ว่าน้ำเสียงที่ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนั้นจะเล่าเรื่อยๆด้วยน้ำเสียงปรกติ หากใกล้รุ่งกลับรู้สึกสงสารคนตรงหน้าอย่างจับใจ ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือเรียวเล็กของเธอไปแตะปลายนิ้วอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา หากถึงกระนั้นร่างสูงใหญ่ของคณุตม์ก็ยังสะดุ้งสุดตัวก่อนจะชักมือหนีทันทีจนหญิงสาวหน้าเสีย

“รุ่งขอโทษค่ะพี่นุด...”

ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆและผ่อนลมหายใจออกยาวๆอย่างพยายามเรียกสติและผ่อนคลายตามที่เคยได้รับคำแนะนำในการบำบัดมา ก่อนจะหันไปมองสบตากลมโตที่ทำท่าว่าจะร้องไห้ พลางเป็นฝ่ายเอ่ยปลอบหญิงสาวเสียเอง จนคณุตม์ชักไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่เป็นคนที่ควรได้รับการบำบัดรักษา

“ไม่เป็นไร.... ไม่เป็นไร  เรามาลองกันใหม่  พี่จะเข้มแข็ง รุ่งเองก็ต้องเข้มแข็งด้วย ไม่อย่างนั้นพี่จะยิ่งกลัวและจะพาลทำให้วิธีนี้ไม่ได้ผลนะ”

คณุตม์เอ่ยขึ้นอย่างผู้มีประสบการณ์มาก่อน จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อ 10 ปีก่อน เขาเลือกพยาบาลมาช่วยการบำบัดรักษาไม่ได้ แต่ในวันนี้ นาทีนี้ เขาเลือกแล้ว...

“จับมือพี่เอาไว้...และห้ามปล่อยมือไปจากพี่เด็ดขาด” ชายหนุ่มเอ่ยสั่งคนที่ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่ใกล้รุ่งจะยื่นมือออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ

อุ้งมือหนาที่แบมือรอท่าอยู่นั้นค่อยกำมือน้อยที่แตะเพียงปลายนิ้วนั้นเอาไว้ อาการสั่นจากความกลัวที่เกิดจากจิตใต้สำนึกทำให้มือใหญ่ที่แตะประคองอยู่อยากจะสะบัดหนีหลายครั้ง หากความมุ่งมั่นที่คอยผลักดันเขาอยู่ในส่วนลึกในใจกำลังปลุกความกล้าให้ลุกขึ้นสู้...

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหวานที่แสดงให้เห็นชัดว่าหวาดหวั่น หากริมฝีปากอิ่มพยายามอย่างยิ่งที่จะคลี่ยิ้มเพื่อให้กำลังใจเขา และนั่นก็เพียงพอแล้วที่คณุตม์จะหาคำตอบให้กับสิ่งที่ตัวเองค้นหา ...แรงบันดาลใจ

“ไม่ต้องห่วง พี่จะไม่เป็นอะไร” เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นแม้จะสั่นพร่า หากแววตาที่มุ่งมั่นตั้งใจทำให้ใกล้รุ่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างกว้างขวาง พลางบีบมืออีกฝ่ายตอบเบาๆ

“พี่นุดจะต้องหายค่ะ รุ่งเชื่อว่าพี่นุดทำได้”

ใช่... เขาจะต้องหาย! คณุตม์ให้สัญญากับตัวเองพลางเป็นฝ่ายกุมมือเล็กในอุ้งมือไว้แน่น เขาจะหายจากอาการกลัวเหล่านี้...

...เพื่อที่สักวันหนึ่งเขาจะสามารถใช้สองแขนของเขาโอบกอดร่างบอบบางของคนตรงหน้านี้ และจะไม่มีวันปล่อยมือจากเธออีกเด็ดขาด...

....................................


“พรุ่งนี้ตอน 8 โมงเช้า ผมจะเอาโฉนดที่ดินมาหาคุณที่นี่”

พงศ์พิชชาเอ่ยขึ้นในขณะที่จอดรถเทียบที่หน้าบ้านของเพื่อนสนิทในวัยเด็ก ก่อนจะหันมาจ้องคนข้างๆที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัยพลางตั้งท่าจะก้าวลงจากรถโดยไม่ยอมพูดยอมจากับเขา

“ผมรับแต่เงินสดนะ ไม่รับเช็ค”

“บ้านฉันทำบริษัทอสังหาฯนะ ไม่ใช่นายธนาคารจะได้มีเงินสดร้อยล้านติดตัว”

“อ้อ..พูดได้นี่ นึกว่าลืมปากไว้ที่รีสอร์ทแล้วซะอีก”

คะนึงนิจเพียงแต่ทำตาเขียวใส่คนที่ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะรีบลงจากรถแล้วเดินหนีขึ้นบ้านไปทันที  หากเสียงห้าวของชายหนุ่มยังคงตะโกนไล่หลังมาชนิดที่ครอบครัวของใกล้รุ่งคงได้ยินกันทั้งบ้าน

“พรุ่งนี้ปลุกใกล้รุ่งแล้วก็พี่ชายคุณตื่นขึ้นมาเป็นพยานในการซื้อขายครั้งนี้ของเราด้วยนะคุณ ไม่อย่างนั้นจะหาว่าผมไม่บอกล่วงหน้าไม่ได้นะ”

คะนึงนิจหันมามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ หากเธอก็ไม่คิดจะเอ่ยถามหรือต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก เพราะแค่นี้สองผู้สูงวัยและอัสดงก็หันมามองเธอเป็นตาเดียวแล้ว หญิงสาวจึงได้แต่ฉีกยิ้มหวานให้ก่อนจะเลี่ยงหายเข้าห้องไป

และในเช้าวันต่อมาคะนึงนิจก็พบว่าการที่เธอไม่ได้ถามพงศ์พิชชาเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะในวันนี้ ชายหนุ่มเอาโฉนดที่ดินมาให้เธอดูจริงๆ หากในหนังสือสัญญาซื้อขายนั้น ชายหนุ่มกลับระบุชื่อของ ใกล้รุ่ง ตัวโตๆในช่องของผู้ซื้อ

“นี่มันอะไรกันนายพงศ์พิชชา ไหนนายบอกว่าจะขายที่ให้ฉันไง” คะนึงนิจลุกขึ้นโวยทันที จนใกล้รุ่งต้องคว้าแขนผู้เป็นเพื่อนและดึงให้นั่งลงข้างๆกัน

“ใจเย็นๆก่อนยัยนิด เอกสารผิดนิดเดียว เดี๋ยวเราค่อยไปเขียนสัญญาซื้อขายกันใหม่ก็ได้”

“สัญญาฉบับนี้ไม่ผิดหรอก ฉันตั้งใจจะขายที่ดินผืนนี้ให้แก..เพียงคนเดียว ใกล้รุ่ง!”

พงศ์พิชชาเอ่ยย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำพลางส่งยิ้มยียวนให้หญิงสาวร่างเล็กที่ตอนนี้แทบจะเต้นเป็นเจ้าเข้า 

ใกล้รุ่งได้แต่หันไปมองสบตาพี่ชายของตัวเองอย่างหนักใจ ก่อนจะหันมาทางเพื่อนรักของตนและชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม แล้วก็ได้แต่กลุ้มใจ พงศ์พิชชาหาเรื่องโยนเผือกร้อนมาให้เธอทำไม?


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น