น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 10 : ปฐพีนี้ใครครอง (2/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 : ปฐพีนี้ใครครอง (2/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 727

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 เม.ย. 2560 17:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 : ปฐพีนี้ใครครอง (2/3)
แบบอักษร

​คะนึงนิจหันไปโอบกอดชายชราเอาไว้ ก่อนที่คณุตม์จะเดินถือกระเป๋าเสื้อผ้าส่งให้ปู่ของตน และเดินไปส่งทั้งคู่ที่เกทผู้โดยสารขาออกพร้อมๆกับนางกนกทิพย์

หญิงสาวมองตามร่างผู้สูงวัยที่เดินเคียงคู่กันไปอย่างอดกังวลไม่ได้ อันที่จริงแล้วเธอไม่อยากจะให้ผู้เป็นปู่ไปคุยกับนายคณินบิดาของเธอเพียงลำพังเลย หากตัวเธอเองก็ยังคงมีภารกิจสำคัญที่ต้องจัดการสะสางที่นี่ให้เรียบร้อยเสียก่อน

“พี่นุดขึ้นบ้านไปก่อนเลยค่ะ นิดขอเอารถไปธุระสักแป๊บนึง”

คะนึงนิจเอ่ยขึ้นในขณะที่จอดรถส่งผู้เป็นพี่ชายที่หน้าบ้านของใกล้รุ่ง ชายหนุ่มเพียงแต่ขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยถามเพียงสั้นๆ

“จะไปไหน?”

“นิดจะไปกดเอทีเอ็มที่ปั๊มน้ำมันตรงทางถนนใหญ่นี่เองค่ะ เมื่อกี้นิดลืมกดเงินจากที่สนามบินมา”

“เอาที่พี่ก่อนก็ได้ พี่ยังพอมีติดตัวอยู่”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่นุด นิดไม่อยากรบกวน พี่นุดลงไปเร็วๆเลยค่ะ เดี๋ยวจะเย็นค่ำไปเสียก่อน”

คะนึงนิจว่าพลางเร่งพี่ชายให้ลงจากรถไป คณุตม์จึงยอมก้าวลงไปอย่างเสียไม่ได้ พลางกอดอกยืนมองตามรถกระบะคันสีขาวที่เลี้ยวถอยหลังก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่เข้าใจความคิดของผู้เป็นน้องแม้แต่นิดเดียว

.........................................


เสียงรถที่มาจอดที่หน้าเรือนพักชั่วคราวของไร่ฟ้าเพียงดินทำให้ร่างสูงบึกบึนที่กำลังดูคนงานคัดเกรดมะม่วงอกร่องทองแยกแพ็กใส่ลังอย่างระมัดระวัง ต้องเงยหน้าขึ้นมองเพราะเสียงใสที่เจรจาเจื้อยแจ้วมาก่อนตัวนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคู่ปรับตัวแสบของเขา

“นายอยู่ที่นี่พอดีเลย ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ขอเวลาสัก 5 นาทีได้ไหม”

“ถ้าผมบอกว่าไม่ได้ล่ะ”

ร่างสูงในชุดเสื้อแขนยาวและกางเกงยีนส์ตัวเก่งเอ่ยตอบในขณะที่ยังไม่ละสายตาจากมะม่วงสีทองสุกขนาดใหญ่เกินฝ่ามือของเขา คะนึงนิจจึงเดินเข้ามายืนชิดลังที่ถูกบุด้วยฝอยกระดาษเพื่อเก็บถนอมไม่ให้มะม่วงช้ำระหว่างขนส่งไปขายก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะตามติดประชิดนายจนกว่านายจะยอมคุยกับฉันดีๆ”

“ธุระของคุณสำคัญขนาดที่จะยอมตามติดผมขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ใช่ มันเป็นเรื่องสำคัญมากระหว่างฉันกับพี่นุด”

“ขนาดนั้นเลย!” พงศ์พิชชาเอ่ยถามย้ำเสียงสูง ในขณะที่คะนึงนิจก็ตอบกลับในระดับเสียงเดียวกัน

“ใช่..”

“ถ้าอย่างนั้น คุณก็รอผมหน่อยก็แล้วกัน ผมต้องเอามะม่วงไปส่งพ่อค้าในเมือง ถ้าคุณยืนยันว่าธุระคุณสำคัญคุณก็ต้องรอผมได้..ใช่ไหม?”

พงศ์พิชชาว่าพลางยกลังมะม่วงขึ้น ก่อนจะส่งยิ้มยียวนให้หญิงสาวที่ยืนทำตาปริบๆอยู่อย่างไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้จากอีกฝ่าย ครั้นพอชายหนุ่มก้าวขึ้นรถ คะนึงนิจจึงตัดสินใจวิ่งไปเปิดประตูที่นั่งด้านข้างพลางแทรกตัวเข้าไปนั่งด้วยทันที

“นี่คุณ! ตามผมขึ้นรถมาด้วยทำไมเนี่ย ผมบอกให้รอที่นี่ไง”

“ไม่เอา... ถ้าเกิดนายคิดแกล้งฉัน ปล่อยให้ฉันรอเก้อฉันจะทำยังไง ไปกับนายนี่แหละชัวร์สุด เผื่อว่าจะได้คุยระหว่างที่นายขับรถไปด้วยเลย ไม่เสียเวลาดี”

คะนึงนิจว่าพลางคาดเข็มขัดนิรภัยเตรียมพร้อม ในขณะที่พงศ์พิชชาได้แต่ขัดอกขัดใจที่หญิงสาวรู้ทันแผนที่จะแกล้งเจ้าหล่อน ชายหนุ่มจึงได้แต่ออกรถอย่างขัดใจ พลางหันไปโบกมือให้สัญญาณรถขนมะม่วงของลูกน้องออกตัวไปก่อนได้เลย ก่อนที่ชายหนุ่มจะขับตามออกไปเป็นคันสุดท้าย โดยมีสาวร่างเล็กที่นั่งยิ้มกริ่มในหน้าอย่างสะใจที่ดัดหลังอีกฝ่ายได้

หากแล้วหญิงสาวก็ชักจะยิ้มไม่ออกเมื่อชายหนุ่มเลี้ยวไปคนละทางกับรถขนมะม่วงสามคันข้างหน้า และป้ายบอกทางที่ชายหนุ่มเลี้ยวไปนั้นแสดงชัดเจนว่าเป็นเส้นทางเลี่ยงเมือง

“นี่คุณ คุณจะไปไหนเนี่ย”

“ก็ไปส่งมะม่วงไง”

“ไปส่งมะม่วงบ้าอะไรที่นอกเมือง ไหนว่าจะไปขายที่ตลาดไง”

“เอ๊า! ไม่ได้ไปส่งมะม่วงบ้า แต่ไปส่งมะม่วงแรด! ต่างหาก” พงศ์พิชชาเอ่ยพลางเน้นคำอย่างจงใจ ในขณะที่ปรายตามองคนนั่งข้างๆอย่างขำขันในใจ ที่หญิงสาวออกอาการร้อนตัวขึ้นมาทันที

“ไอ้บ้า นี่นายว่าฉันเหรอ”

“อ้าว ร้อนตัวนะคุณ มันชื่อพันธุ์มะม่วง คุณก็มาใส่ความผม”

“บอกตามตรงนะ ถ้าฉันไม่เห็นว่านายเป็นเจ้าของที่ดินที่ฉันอยากได้ ฉันไม่มีวันจะมาเสวนากับนายอีกเด็ดขาด คนบ้าอะไรไร้มารยาท ปากจัด กวนประสาทที่สุด”

“นี่ใช่มั้ย ธุระของคุณเนี่ย” ชายหนุ่มอดเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดไม่ได้ และยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเมื่ออีกฝ่ายตอบรับตรงๆ

“ใช่ ขายให้ฉันเถอะ ฉันอยากได้ที่ดินผืนนั้นเอาไปให้พี่นุดทำโครงการจริงๆนะ”

“สุดท้ายที่คุณแวะมาหาผมก็เพราะเรื่องที่ดินอย่างเดียวจริงๆ” พงศ์พิชชาเอ่ยขึ้นพลางเหลือบมองหญิงสาวข้างกายด้วยแววตาที่ผิดหวังเล็กๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

“ผมไม่ขาย!”

“นายพงศ์พิชชา! ทำไมนายถึงใจดำอย่างนี้เนี่ย นายไม่สงสารฉันกับพี่นุดบ้างเหรอ พวกเราจะไม่เหลือที่ยืนในบริษัทของคุณปู่เลยนะ ถ้าโครงการแรกของพี่นุดล่มไม่เป็นท่าตั้งแต่หาที่ดินไม่ได้แบบนี้น่ะ”

“มันก็เรื่องของคุณไม่เกี่ยวกับผม ดูปากผมชัดๆอีกครั้ง ผม-ไม่-ขาย”

“แต่ก่อนหน้านี้นายเคยบอกว่าจะขายที่ให้กับใกล้รุ่งไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมทีกับฉันนายถึงขายให้ไม่ได้”

“คุณอย่าเอาตัวเองไปเทียบกับรุ่งหน่อยเลย ความสัมพันธ์ของผมกับคุณ ไม่มีวันเหมือนกับความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อใกล้รุ่ง”

คะนึงนิจได้แต่จ้องอีกฝ่ายด้วยความน้อยใจอย่างไม่รู้สาเหตุ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก

“ถ้าอย่างนั้นก็จอด  มันไม่มีประโยชน์ที่ฉันจะอยู่ที่นี่ มาตามตื๊อนายแบบมะม่วงแรดอย่างที่นายว่า”

“คุณนั่งอยู่เฉยๆอีกสักพักนั่นแหละ ผมไปส่งมะม่วงเสร็จแล้วจะไปส่งคุณที่บ้านเอง”

เสียงห้าวที่เอ่ยสั่งห้วนๆนั้นทำให้คะนึงนิจอยากจะพยศอยู่ แต่เมื่อมองออกไปนอกรถแล้วเห็นแต่ป่าเต็มข้างทางแล้วก็ได้แต่เลือกที่จะเงียบเอาไว้ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ห้าโมงเย็น แต่ต้นไม้ที่ขึ้นทึบเพราะเป็นเส้นทางที่ขึ้นไปสู่สวนรุกขชาติสกุโณทยาน ทำให้คนต่างถิ่นอย่างเธอยอมละความหุนหันพลันแล่นที่จะลงไปโบกหารถกลับเองเอาไว้ก่อน

ชายหนุ่มจอดรถลงที่หน้ารีสอร์ทที่อยู่ไม่ห่างจากแหล่งท่องเที่ยวอันร่มรื่นอย่างสวนรุกขชาติและน้ำตกสกุโณทยาน ก่อนจะเรียกให้พนักงานของรีสอร์ทมายกลังมะม่วงไปส่งที่ห้องอาหาร

คะนึงนิจมองที่พักด้านหน้าอย่างสนใจ บ้านชั้นเดียวขนาด 1 ห้องนอนที่ปลูกแยกเป็นหลังๆเพื่อความเป็นส่วนตัวในขณะที่รอบๆตัวบ้านมีพื้นที่ของสวนที่ปลูกไม้พุ่มทรงเตี้ยอย่างต้นเข็มสีแดงสดกั้นอาณาเขตอย่างไม่ขัดตานั้นทำให้เข้ากับบรรยากาศร่มรื่นของป่าธรรมชาติที่อยู่ในเขตสวนรุกขชาติที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์

เสียงนกที่ร้องเซ็งแซ่ในขณะที่บินกลับคืนรังในยามเย็นนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกได้ว่าเป็นเสียงที่น่าฟังมากกว่าน่ารำคาญ ชีวิตคนเมืองอย่างเธอที่ต้องทนฟังเสียงเครื่องยนต์ของรถนานาชนิด รวมไปถึงนกยักษ์อย่างเครื่องบินทุกๆวันแล้ว การได้มาฟังเสียงนกเสียงกาและเสียงการดำรงชีวิตของสรรพสัตว์ตามธรรมชาติ ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าตัวเองที่เป็นมนุษย์เดินดินนั้นก็เป็นเพียงหนึ่งสิ่งมีชีวิตเล็กๆในธรรมชาติที่กว้างใหญ่แห่งนี้เหมือนกัน

“จะลงมาทานอะไรหน่อยไหมคุณ นี่ก็เย็นมากแล้ว กว่าจะกลับถึงบ้านคงค่ำ”

เสียงห้าวที่เดินอ้อมมาถามเธอถึงฝั่งที่นั่งด้านข้าง ทำให้คะนึงนิจเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนจังก้าเท้าแขนพาดประตูรถเธอไว้ ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูรถกระแทกตัวชายหนุ่มแรงๆอย่างหาที่ระบาย

“โอ๊ย!คุณ นี่หาเรื่องกันใช่ไหมเนี่ย” ชายหนุ่มร้องพลางถอยหลังไปอัตโนมัติในขณะที่คลำแขนป้อยๆ โดยมีสายตายิ้มเยาะของของคะนึงนิจที่ก้าวลงมาจากรถก่อนจะมองตามอย่างสะใจ

“จะให้ฉันลงแต่ไม่หลีกก็ต้องเจอแบบนี้แหละ จะว่าไปการที่ได้มาที่นี่ก็ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็ได้เห็นว่า ที่ทำเลดีๆยังมีที่อื่นอีกตั้งเยอะ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องง้อคนอย่างนายเลย”

“ก็ถ้าคุณคิดว่าไอ้โครงการคอมเพล็กซ์สุดทันสมัยของคุณจะมาหมกตัวอยู่ในป่าในเขาแบบนี้แล้วจะมีคนมาเดินเที่ยว ก็แล้วแต่คุณเลย ที่ดินในตัวเมืองของผมจะได้ไม่ถูกคนมายุ่งยากวุ่นวาย”

“เล่นตัวไปให้ได้ตลอดนะนายพงศ์พิชชา อย่าให้ถึงทีของฉันบ้าง”

“ทำไม คุณจะทำอะไรผมได้” ชายหนุ่มว่าพลางก้มหน้าลงมาจ้องสายตาท้าทายในระยะประชิดจนหญิงสาวผงะไปติดประตูรถ อีกฝ่ายจึงได้ทีเท้าแขนคร่อมตัวคนปากเก่งเอาไว้

คะนึงนิดเหลือบตามองแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่โผล่พ้นเสื้อแขนยาวที่ถูกพับถลกขึ้นเพื่อคะเนดูว่าตัวเองจะหนีไปให้พ้นวงแขนแข็งแกร่งนี้ได้อย่างไร ก่อนจะแทบหยุดหายใจเมื่อหันกลับมาอีกทีแล้วสายตาปะทะกับปลายจมูกโด่งบนใบหน้าคมเข้มของชายตรงหน้า ที่ยังคงก้มลงมามองเธอด้วยสายตาพราวระยับอย่างกำลังสนุกเต็มที่ที่แกล้งหญิงสาวได้

“ฉันสาบานต่อหน้านายตรงนี้เลย วันที่นายจนตรอก ฉันจะกว้านซื้อที่ดินของนายเอามาเป็นของฉันให้หมด!”

“อย่าให้ผมแก่ตายเสียก่อนล่ะ อยากเห็นคุณเป็นเจ้าของที่ดินของผมจะแย่”

“คงอีกไม่นาน เพราะแค่นี้นายก็หน้าแก่รอล่วงหน้าไปแล้ว”

“ปากแบบนี้มันน่า!....”

“อย่านะไอ้บ้า!”

คะนึงนิจร้องขึ้นอย่างตกใจพลางเบี่ยงหน้าหลบในขณะที่พงศ์พิชชาเอ่ยอย่างเข่นเขี้ยวก่อนจะทำท่าว่าจะก้มหน้าเข้ามาใกล้อีก หากเสียงร้องอุทานจากพนักงานรีสอร์ทที่เดินเข้ามาตามทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวก่อนจะรีบถอยห่างจากคนตัวเล็กที่หน้าแดงจัดหน้าตาบูดบึ้ง

“โอ๊ะ! ขอโทษครับ เจ้านายให้มาตามคุณไปรับประทานอาหารด้านในครับ”

“เดี๋ยวฉันตามเข้าไป ขอบใจมาก” พงศ์พิชชาเอ่ยขึ้นในขณะที่เหล่มองคนที่ยืนทำท่าฮึดฮัดอยู่ข้างๆ คะนึงนิจเม้มปากแน่นตาวาววับอย่างโมโห ก่อนที่จะตัดสินใจเดินตามไปเรียกพนักงานรีสอร์ทเอาไว้โดยที่ชายหนุ่มอ้าปากห้ามไม่ทัน

“เดี๋ยวก่อนน้อง ที่นี่มีรถเช่าไหม พี่ขอเช่าสักวันหนึ่งสิ จะขับกลับไปตัวเมืองพิษณุโลกน่ะ”

“คุณไม่ต้องไปรบกวนรีสอร์ทเขาเลย กลับกับผมนี่แหละ เดี๋ยวผมไปส่ง” พงศ์พิชชาว่าพลางเดินมาขวางหน้าหญิงสาวเอาไว้ทั้งตัว หากคะนึงนิจเลือดขึ้นหน้าแล้ว หญิงสาวตวาดแว้ดสวนทันที

“ไม่เอา ฉันจะไม่ยุ่งกับนายอีกแล้ว หลีกไป ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย”

“โอเคๆ ถ้าคุณยอมกลับไปกับผมดีๆ ผมอาจจะพิจารณาเรื่องขายที่ดินให้คุณใหม่ โอเคไหม”

“คิดว่าฉันปัญญาอ่อนหรือไง ฉันไม่ตกลงอะไรกับนายทั้งนั้น”

“5 ไร่ 100 ล้านบาท ถ้าคุณตกลงพรุ่งนี้ผมจะเอาโฉนดไปให้คุณดูถึงที่บ้านพี่ดงเลย”

ชายหนุ่มเอ่ยพลางชูห้านิ้ว ก่อนจะใช้มืออีกข้างชี้ประกอบในขณะอธิบายสรรพคุณที่ดินตัวเอง ต่อหน้าคนหน้าบูดที่ยืนจ้องดวงตากลมโตมาที่เขาด้วยสายตาที่ไม่เชื่อถือเลยแม้แต่น้อย

“ใกล้แม่น้ำน่าน ใกล้สนามบิน ใกล้มหาวิทยาลัย ใกล้สถานีรถไฟ ใกล้ท่ารถ หนึ่งร้อยล้านบาทนี่ผมว่าไม่แพงเลย คุณว่าไหม ...ถ้าเห็นด้วยก็ขึ้นรถ”

“พรุ่งนี้ห้ามขึ้นราคาล่ะ ไม่งั้นฉันไปถล่มนายเละแน่”

คะนึงนิจว่าพลางหันหลังกลับเดินไปที่รถก่อนจะปิดประตูเสียงดังสนั่นจนน่ากลัวว่ารถขนมะม่วงของอีกฝ่ายจะแตกตัวออกเป็นชิ้นๆเสียก่อน หากเจ้าของรถกลับฉีกยิ้มกว้างก่อนจะหันไปบอกพนักงานรีสอร์ทคนเดิมที่ยืนยิ้มอยู่อย่างชอบใจ

“ฝากบอกเจ้านายเราที ครั้งหน้าพี่จะแถมมะม่วงให้เป็นพิเศษ ไถ่โทษที่วันนี้อยู่รับประทานอาหารด้วยไม่ได้”

“ไม่เป็นไรครับพี่ ผมจะรีบไปบอกเจ้านายว่าพี่ต้องรีบกลับไปส่งแฟนที่บ้าน”

“ถ้าคิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่ดี พี่ก็ไม่ว่าอะไร”

พงศ์พิชชาเอ่ยพลางตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆก่อนจะหันหลังเดินยิ้มกริ่มกลับมาหาคนที่นั่งรอในรถอย่างมีแผนการในใจ ... เขาจะให้ผู้หญิงตัวเล็กเท่าแมวแต่พยศกว่าม้าคนนั้นได้รู้ว่า ที่ดินของพงศ์พิชชาคนนี้ไม่ได้ขายให้ได้ง่ายๆนะ..จะบอกให้!

……………………………………..

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น