น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 9 : ตกลงปลงใจ (2/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 : ตกลงปลงใจ (2/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 615

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2560 23:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 : ตกลงปลงใจ (2/3)
แบบอักษร

“ตอนนี้หนูคงรู้แล้วว่าทำไมย่าถึงต้องขอร้องเรื่องตานุด  ย่าอยากให้หนูลองทบทวนเรื่องที่ย่าเคยขอร้องเอาไว้อีกสักครั้งได้ไหมใกล้รุ่ง..”

 นางกนกทิพย์เอ่ยพลางทอดถอนใจ ก่อนจะเอ่ยกับหลานสาวตรงๆ

“ย่าอยากให้รุ่งช่วยคณุตม์จริงๆนะลูก รุ่งเองก็เห็นแล้วว่าตอนนี้ตานุดต้องการคนที่จะช่วยเหลือเขาให้เขาอยู่ในสังคมได้ รุ่งไม่สงสารนุดบ้างหรือลูก ถ้าเขาต้องกลับไปที่กรุงเทพฯแล้วต้องเจอกับผู้คนอีกสารพัดแบบ ย่าบอกตามตรงว่าย่าเป็นห่วงทั้งตานุดแล้วก็คุณพงษ์ คุณปู่จะทนรับความเสียใจได้อีกเท่าไหร่กันถ้าตานุดต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะช็อคแบบนี้อีก”

บรรยากาศที่โต๊ะอยู่ในภาวะอึมครึมขึ้นทันทีที่นางกนกทิพย์พูดจบ อัสดงได้แต่บีบมือน้องสาวอย่างให้กำลังใจในขณะที่เอ่ยกับผู้เป็นย่าแทน

“ผมเข้าใจในสิ่งที่คุณย่าพูดนะครับ แต่การที่จะต้องให้น้องต้องไปแต่งงานกับเขา ผมก็ไม่เห็นด้วย อย่างน้อยย่าก็ควรจะเห็นใจรุ่งบ้างที่ต้องแต่งงานไปทั้งๆที่ไม่เต็มใจแบบนี้”

“ย่าสัญญาว่ามันจะเป็นแค่การแต่งงานเพื่อช่วยปกป้องตานุดเท่านั้น จะไม่มีการผูกมัดยัยรุ่งใดๆทั้งสิ้น ย่าขอร้องล่ะ อย่างน้อยก็จนกว่าตานุดจะหาย ได้ไหมลูก?”

อัสดงขยับจะเถียงแทนน้องสาวว่าแล้วมันต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนกันกว่าที่คณุตม์จะหาย หากใกล้รุ่งรีบคว้าข้อมือพี่ชายเอาไว้พลางส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม ก่อนที่จะเป็นฝ่ายให้คำตอบกับผู้เป็นย่าเอง

“ได้ค่ะ .... รุ่งจะช่วยถ้าคุณย่ายอมให้สัญญากับรุ่งข้อหนึ่ง”

“สัญญาอะไรลูก...”

“ที่ดินผืนนี้ ไร่รุ่งอรุณ คุณย่ายกให้คุณพ่อได้ไหมคะ”

“รุ่ง! ลูกไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้นะ” นายตะวันเอ่ยกับบุตรสาวเสียงเครียด หากใกล้รุ่งยิ้มให้กับบิดาอย่างสดใส

“แบบนี้ดีที่สุดแล้วค่ะพ่อ win-win ทุกฝ่าย รุ่งเองก็จะได้ตอบแทนคุณปู่ด้วย ท่านอุตส่าห์ส่งเสียให้เรียนจนจบแล้วยังให้โอกาสทำงานที่บริษัท เพียงธำรง ด้วย ถ้าคุณย่ายืนยันว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นแค่การช่วยเหลือหลานชายของท่าน รุ่งก็จะยอมรับปากค่ะ”

หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างตัดสินใจเด็ดขาด นางกนกทิพย์จึงเดินมาหาผู้เป็นหลานก่อนจะโอบกอดร่างเพรียวเอาไว้อย่างซาบซึ้งใจ

“ขอบใจนะลูกที่ยอมช่วยคุณปู่   ย่ารับปาก.. ย่าจะไม่ยอมให้ฝ่ายนั้นผูกมัดรุ่ง  ทันทีที่คณุตม์หาย เรื่องแต่งงานหลอกๆนี่จะจบลงทันที!”

 ...................................................

นับตั้งแต่ที่รับปากผู้เป็นย่าไปใกล้รุ่งก็เลือกที่จะเป็นฝ่ายหลบหน้าคณุตม์ทั้งวัน เพราะตอนนี้หญิงสาวยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผู้ชายที่เพียรพยายามอย่างยิ่งที่จะขอร้องให้เธอยอมแต่งงานกับเขา หญิงสาวจึงหลบไปอยู่ที่ไร่ฟ้าเพียงดินของผู้เป็นเพื่อนจนกระทั่งค่ำจึงยอมกลับบ้านมาพร้อมกับพี่ชายที่เอ่ยขึ้นอย่างหวังดี

“แกจะหลบเขาทำไมรุ่ง แกไม่ได้แต่งงานกับเขาจริงๆเสียหน่อย มันก็แค่ละครฉากหนึ่ง อันที่จริงแกก็คิดเสียว่าแกกำลังจะไปเป็นพยาบาลส่วนตัวให้เขาก็ได้นี่ จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย”

“แต่รุ่งกลัวว่าตัวเองจะเผลอ...”

“เผลอ...เผลออะไร?”

“เอ่อ...เผลอ เผลอไปถูกตัวเขาจนทำให้เขาช็อคเข้าโรงพยาบาลอีกไง”

หญิงสาวเอ่ยเสียงสูง พลางไม่ยอมสบตากับผู้เป็นพี่ชายที่ยืนกอดอกรอฟังคำอธิบายจากปากของคนเป็นน้อง  

“ก็ถ้าแกไม่ไปปล้ำเขาเหมือนคุณพริมา คุณคณุตม์เขาก็คงไม่ขวัญอ่อนขนาดนั้นหรอกน่ะ”

สีหน้าและน้ำเสียงของพี่ชายที่เอ่ยขึ้นอย่างจับพิรุธนั้นทำให้ใกล้รุ่งเดินหนีไปขึ้นรถทันที ซึ่งอัสดงก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับความคิดมากไม่เข้าท่าของน้องสาวตัวเอง ก่อนจะขึ้นประจำที่นั่งคนขับรถเพื่อพาตัวคนที่หลบหน้าประชาชีมาทั้งวันกลับไปเผชิญหน้ากับความจริง

ใกล้รุ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะเดินเลี่ยงหนีเข้าห้องนอนไปโดยที่ไม่ยอมแม้แต่จะทักทายแม้แต่พ่อแม่ของตนที่นั่งรับลมอยู่ด้านนอกชานเช่นเคย หญิงสาวเดินก้มหน้าก่อนจะรีบเข้าห้องปิดประตูพลางถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ยังไม่ต้องเจอกับคณุตม์ หากแล้วพอจะล้มตัวลงข่มตานอนให้หลับ แต่ก็ดูเหมือนว่าสมองของเธอจะไม่สามารถหยุดคิดเรื่องที่ตัวเองพลั้งปากรับคำในสิ่งที่คุณย่าต้องการได้เลย

จนกระทั่งเวลาล่วงเข้าสู่วันใหม่มาหลายชั่วโมงแล้ว หญิงสาวก็ต้องยอมแพ้ใจที่ฟุ้งซ่านของตัวเอง ก่อนจะคว้าผ้าคลุมไหล่ผืนโตพันคลุมเอาไว้ก่อนจะเดินออกไปจากห้องเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ในยามเช้ามืดเพียงลำพัง

ย่าจะให้คุณปู่รีบจัดการเรื่องแต่งงานให้เร็วที่สุด แต่ย่าว่าคงต้องรอให้คณุตม์กลับไปกรุงเทพฯก่อน รุ่งเตรียมตัวเอาไว้ก็ดีนะลูก คุณปู่กับย่าอาจจะกลับกรุงเทพฯวันมะรืนนี้พร้อมๆกันเลย

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ย่าของตนพูดเอาไว้ ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงนอนที่เก้าอี้ตัวยาวที่เฉลียงด้านนอกชาน พลางทอดสายตามองดวงดาวที่พราวระยับเต็มท้องฟ้าในคืนเดือนมืด

ในยามเช้ามืดที่แสงอาทิตย์ยังไม่สาดแสงยังฟากฟ้านั้น ไม่ว่าจะมองไปทางใดล้วนแต่มืดทะมึนไปหมดทั้งสิ้น แม้กระทั่งบนบ้านของเธอที่ไฟทุกดวงดับสนิท บ่งบอกให้รู้ว่าในยามยังฟ้ายังไม่สางนี้ทุกคนยังคงอยู่ในห้วงนิทรา และคงจะมีแต่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่สามารถนอนหลับได้ เมื่อนึกถึงคนที่เธอจะต้องเผชิญหน้า

ใบหน้าคมสันที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าดูดี ไม่ว่าจะเป็นสันจมูกที่โด่งคมจนถ้าเธอไม่เคยเห็นชายหนุ่มในวัยรุ่นมาก่อน ใกล้รุ่งก็คิดว่าคณุตม์อาจจะไปทำศัลยกรรมมาแน่ๆ

แล้วไหนจะริมฝีปากเรียวที่แม้จะไม่ค่อยแย้มยิ้มหากก็เป็นกระจับเรียวสวยได้รูป รับกับดวงตาคมเข้มที่มักจะทอดสายตามองผู้อื่นด้วยสายตาที่เรียบเฉย หากสำหรับคนในครอบครัวแล้ว ชายหนุ่มมักจะมีประกายอ่อนโยนยามที่มองสบประสาน

ซึ่งหญิงสาวเองก็คิดว่าตัวเองคงถูกนับว่าเป็นคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน เพราะดวงตาพราวระยับที่ทอดมองเธอนั้นเปล่งประกายอ่อนโยนจนบางครั้งก็ทำให้เธอไม่กล้าจ้องมองชายหนุ่มตรงๆ เพราะกลัวว่าตัวเองจะหัวใจวายตายเสียก่อนเพราะอาการเต้นตึกตักในช่วงอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ทุกครั้งที่ถูกดวงตาคมเข้มนั้นมองมา

 “ถอนหายใจอะไรเยอะแยะ รู้ไหมว่าทุกครั้งที่ถอนใจออกมา ร่างกายจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ทำลายชั้นบรรยากาศของโลกนะ”

เสียงทุ้มของคนร่างสูงที่เดินเป็นเงาตะคุ่มๆมาทำให้ใกล้รุ่งผุดลุกขึ้นนั่งทันที ดูเหมือนกับว่าสวรรค์จะไม่เป็นใจกับเธอเอาเสียเลย เพราะขนาดที่หญิงสาวอุตส่าห์ลุกเดินออกมารับลมที่นอกเฉลียงในยามเช้ามืดเพื่อผ่อนคลายความฟุ้งซ่าน แต่ก็ยังอุตส่าห์เจอคนที่เธอพยายามหลบหน้ามาทั้งวันจนได้

“พี่นุดตื่นแต่เช้าจังค่ะ”

“พี่นอนไม่หลับต่างหาก เมื่อกลางวันคุณย่ามาบอกข่าวดี ไอ้เราก็อุตส่าห์รอ แต่ก็เก้อตามเคย”

ใกล้รุ่งขอบคุณความมืดที่ช่วยปิดบังสีหน้าของเธอได้อย่างมิดชิด หากคณุตม์กลับเดินไปทำลายมันลงด้วยการเอื้อมมือไปกดเปิดสวิตช์ไฟดวงเล็กที่ติดอยู่ที่มุมของตัวบ้าน เหนือเก้าอี้ตัวยาวที่เธอนั่งอยู่

ใบหน้าคมสันคลี่รอยยิ้มออกเมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้ามีสีหน้าที่เก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด คณุตม์จึงถือวิสาสะยืนอยู่ใต้โคมไฟดวงเล็กนั้นพลางจ้องมองดวงหน้าเรียวที่ระเรื่อขึ้นและไม่ยอมแม้แต่จะสบตากับเขา

“เราจะจัดงานแต่งงานกันที่นี่หรือที่กรุงเทพฯดีล่ะ”

“คะ? ต้องจัดงานด้วยเหรอคะ ไหนคุณย่าบอกว่าจะแค่แต่งงานจัดฉากหลอกๆ แค่นั้นไม่ใช่เหรอคะ”

“ก็ต้องมีรูปถ่ายยืนยันไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยก็ต้องจัดงานล่ะไม่อย่างนั้นจะเป็นข่าวได้ยังไง” คณุตม์เอ่ยหน้าตาย หากน้ำเสียงทุ้มที่อ่อนหวานนั้นค้านกับสีหน้าอย่างสุดขั้ว

“แต่ถ้าจัดงานแต่งงานพี่นุดจะยิ่งลำบากนะคะ อย่างน้อยก็ต้องเดินจับมือกัน เกิดพี่นุดอาการกำเริบ รุ่งจะทำยังไงล่ะ”

คราวนี้คณุตม์ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาจนได้ เมื่อเห็นใบหน้าหวานที่จริงจังเสียจนคิ้วเรียวเหนือดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มนั้นขมวดมุ่นจนแทบจะผูกโบได้ พลางเอ่ยกับหญิงสาวอย่างเอ็นดู

“ขอบใจที่เป็นห่วงพี่ ถ้างั้นเราก็จดทะเบียนกันก่อนที่นี่เลย แล้วค่อยไปจัดงานแต่งออกสื่อที่กรุงเทพฯ”

“แล้วมันจะต่างกันตรงไหนคะ?” ใกล้รุ่งเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจจริงๆ ชายหนุ่มจึงยอมเฉลยพลางทอดสายตามองร่างระหงตรงหน้าด้วยสายตาลึกล้ำที่ชวนทำให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำที่สุด

“ก็ต่างกันตรงที่ ถ้าเราจดทะเบียนสมรสกันที่นี่ก่อน เราจะได้มีเวลาทำให้ร่างกายคุ้นเคยที่จะสัมผัสกันและกันยังไงล่ะ”

“พี่นุด! นี่รุ่งซีเรียสนะคะ ยังมาทำพูดเป็นเล่นอีก”

“พี่ก็พูดจริง แล้วก็จะทำจริงๆด้วย พรุ่งนี้ ...ไม่สิ วันนี้เลย เราจะไปจดทะเบียนสมรสกัน และนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป รุ่งจะต้องอยู่กับพี่ตลอด 24 ชั่วโมง”

.....................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น