-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 17

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 29.3k

ความคิดเห็น : 99

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2560 23:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 17
แบบอักษร

17

มือของซ่งจินเหลียงช่างเหนียวเหมือนปลาหมึก?...

หนิงลี่คิดเช่นนั้นตั้งแต่ออกเดินทาง ซ่งจินเหลียงแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของต่อหน้าราชบริพานและต่อหน้าเซียวถิงเย่นางกำนัลอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการโอบกอด การพูดจาเกี้ยวพาราสี หรือแม้แต่กระทั่งการขู่เข็นเหล่าทหารที่บางคนเผลอหันมองหน้าเท่านั้น

คนพวกนั้นแค่แคลงใช่ ใช่เสน่หาอย่างที่คิดไม่!

หนิงลี่เพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วภายใต้หน้ากากที่เรียบเฉยกลับขี้หึงกว่าที่คิด ยึดติดกับสิ่งของเหมือนเด็กที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ

หากแต่ความคิดทั้งหมดกลับถูกบั่นทอนลงเมื่อหนิงลี่เห็นวิวทิวทัศน์ที่คุ้นตา อีกไม่กี่สิบลี้ก็จะถึงจี้หนาน ด้านหน้าเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหินและภูเขา หากผ่านเส้นทางนี้คงใช้เวลาไม่ถึงวันก็จะเดินทางเข้าสู่เขตแคว้นฉี ไปจนถึงประตูเมือง

สู่บ้านเกิดเมืองนอน...กลับสู่ต้าฉี

“ฝ่าบาท! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

เสียงร้องและเสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้น

ทหารนายหนึ่งซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตาหนิงลี่เป็นอย่างยิ่งควบอาชาสีขาววิ่งตรงมายังขบวนเสด็จ

ซ่งจินเหลียงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเพื่อให้ทัพหยุด

ชายผู้มีร่างกายองอาจ พันผ้าพันแผลด้านซ้าย คนผู้นั้นหนิงลี่จำได้ว่าชื่ออี้ชิง เป็นรองแม่ทัพของแคว้นฉิน...ครั้งหนึ่งหลังจากที่หนิงลี่หนีออกจากวัง ซ่งจินเหลียงเคยให้รองแม่ทัพคอยตามดูพฤติกรรมอยู่พักใหญ่พอสมควร

แล้วเหตุใดเล่าถึงได้ดูรีบขนาดนี้?

อี้ชิงลงจากหลังม้า นั่งลงชันเข่าหนึ่งข้างยกมือขึ้นคารวะเพื่อเอ่ยในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ก้มหน้าต่ำมองพื้นทำให้หนิงลี่เห็นหน้าไม่ค่อยชัด

“ฝ่าบาท! บัดนี้แคว้นฉินแย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังแคว้นโจวนำโดยองค์รัชทายาทโจวอี้หานนำทัพมาบุกยึดเมืองหลวง ตอนนี้ท่านแม่ทัพหวางมู่กำลังนำทัพต้านอยู่พ่ะย่ะค่ะ!”

“เจ้าว่าเช่นไรนะ!? โจวอี้หานเช่นนั้นรึ”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

“โจวอี้หาน! บังอาจนัก!” ซ่งจินเหลียงกัดฟันแน่น นึกแค้นใจองค์รัชทายาทที่มาหักหลัง ดวงหน้างดงามบิดเบี้ยวไปด้วยเพลิงโทสะ สงครามที่ไม่น่าจะเกิดดันมีขึ้นเพราะคนคิดคดทรยศ!

หนิงลี่ตื่นตระหนกทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย ไม่น่าเชื่อว่าโจวอี้หานจะคิดทำการใหญ่ หากเป็นเช่นนั้นซ่งจินเหลียงคงไม่ปล่อยให้ผู้ทำผิดลอยนวลเป็นแน่

อี้ชิงกล่าวต่อ “ขณะนี้ทางองค์ชายโจวได้ส่งนักฆ่าฝีมือฉกาจเพื่อสังหารพระองค์ ฝ่าบาท! ได้โปรดหนีไปกับหม่อนฉันเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

“นี่เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนขี้ขลาดตาขาว!”

ซ่งจินเหลียงเดือดดาล เขาเป็นถึงฮ่องเต้แคว้นฉิน จะให้หนีหน้าอย่างหมาจนตรอกเช่นนั้นรึ! บ้านเมืองจะล่มสลายก็ต่อเมื่อมีฮ่องเต้ที่ไร้ความสามารถ เขาจะทำให้โจวอี้หานรู้ว่าแท้จริงแล้วความทุกข์ระทมเป็นเช่นไร

เหล่าราชบริพานต่างฮึกเฮิม ใจสู้สุดกำลัง ทหารคนหนึ่งกู่ร้องขอกลับแคว้นเพื่อเข้าช่วยเหลือ อีกคนหนึ่งก็เสริมขึ้น เลือดนักสู้ทหารต่างหึกเหิมขึ้นอีกครายามที่ได้ข่าวว่าบ้านเมืองกำลังจะมีภัย

อี้ชิงกล่าว “ฝ่าบาท หากท่านไปตอนนี้เท่ากับว่าเข้าทางศัตรู กองกำลังทหารของแคว้นนับหมื่นนับพัน ข้าคาดว่าท่านแม่ทัพคงต้านไว้อยู่ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ข้าคิดว่าไปปรึกษาหารือเกี่ยวกับการรบชั่วครู่ มันก็ไม่สาย”

แปลก?...

หนิงลี่คิดเช่นนั้น

หนิงลี่ที่ได้ฟังอี้ชิงกล่าวมาตั้งแต่ต้น ทั้งน้ำเสียงที่ดูแปลก ไหนจะยังวาจาที่ชวนให้หนีสงคราม มันช่างแปลกจนอดคิดวิตกมิได้...ถึงจะยังไม่ได้รู้จักอี้ชิงมากเท่าใดนัก แต่ด้วยท่าทางและน้ำเสียงของอีกฝ่ายมันดูน่าเกรงขามมากกว่าอ่อนปวกเปียก พละกำลังในการพูดมันก็ช่างดูองอาจมากกว่านี้ ความสงสัยอย่างใคร่รู้ทำให้หนิงลี่มองอีกฝ่ายให้ถนัดตาทว่ากลับรู้สึกเหมือนถูกหลบจึงมองหน้าไม่ชัด

“เอาเถิด เอาอย่างที่เจ้าว่า”

อี้ชิงแสยะยิ้มอย่างร้ายกาจ...

แผนคั่นที่หนึ่งสำเร็จลุลวง...

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะนำฝ่าบาทไปที่ปลอดภัย ส่วนกองทัพมุ่งหน้าไปอีกทิศทางหนึ่งเพื่อหลอกล่อนักฆ่า”

ซ่งจินเหลียงพยักหน้าให้กับความคิด

อี้ชิงกระโดดขึ้นหลังม้า แล้วนำวิ่งไปอีกทางโดยที่ซ่งจินเหลียงกับทหารไม่ถึงสิบนายตามหลังไปติดๆ

หนิงลี่กอดอานม้าไว้แน่น ด้วยความเร็วที่ค่อนข้างเร่งรีบทำให้แรงสั่นสะเทือนมากกว่าปกติหลายเท่านัก...แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่ยังแคลงใจมากกว่าเรื่องของอี้ชิง

ซ่งจินเหลียง...ใยท่านถึงดูขี้ขลาด?

เป็นความคิดแรกที่หนิงลี่มีต่อจักรพรรดิผู้ครองแผ่นดิน นับตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักกับซ่งจินเหลียง บุรุษผู้เก่งกล้าสามารถและชาญฉลาด แต่กลับเลือกที่จะทำตามแผนการตื้นๆ ที่ดูยังไงก็น่าสงสัย หรือว่าบางทีซ่งจินเหลียงอาจมีแผ่นการบางอย่าง...มันเป็นเรื่องที่หนิงลี่ไม่อาจรู้ในความคิดนั้นได้

ซ่งจินเหลียงควบอาชาไปยังเส้นทางที่มีโขดหินเรียงรายตลอดทาง หนิงลี่เงยหน้าขึ้นมองรอบด้าน หินบางก้อนอยู่ตรงภูเขามีลักษณะที่ไม่น่าไว้ใจนัก

มันดูเหมือนจับมาวางมากกว่าที่จะเกิดตามธรรมชาติ?

“ฝ่าบาท ข้าว่า...”

ดูเป็นลางไม่ดีเสียกระไร...

“ระวังพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาทด้านหน้ามีก้อนหิน!”

ทหารนายหนึ่งกู่ร้องเพื่อเตือนภัย เมื่อเห็นก้อนหินก้อนหนึ่งทำท่าจะหล่นลงมาจากภูเขา

ซ่งจินเหลียงหยุดม้ากะทันหัน ควบอาชาหนีไปฝั่ง แรงสะเทือนที่มีมากของก้อนหินทำให้พื้นดินสั่นไหวและฝุ่นผงละอองลอยคละคลุ้งอยู่กลางอากาศ หนิงลี่ที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวสูดเข้าไปเต็มปอดจนถึงกับไอโครกไอเครก

ความจลาจลเกิดขึ้นอีกระรอก หนิงลี่ได้ยินเสียงดังตูมใหญ่ ก้อนหินมากมายโถมลงมาจากภูเขาอย่างไม่รู้จักหยุด แม้ว่าซ่งจินเหลียงจะพยายามบังคับไม่ให้ม้าตื่นตระหนกก็ตาม แต่ด้วยแรงสะเทือนของก้อนหินที่ปะทะลงกับพื้นทำให้ไมอาจหยุดยั้งได้

หนิงลี่อยู่ในอ้อมแขนของซ่งจินเหลียงแม้ในยามที่ตกลงจากม้า ได้ยินเสียงของเหล่าทหารร้องเรียกชื่อตนกับซ่งจินเหลียงสลับกันไปมา

นี่ข้า...กำลังจะตายหรือ

หนิงลี่ไม่อาจหยุดความคิดที่ไม่น่าพิศมัยนี้ได้

กลิ่นควันจากฝุ่นพงของเศษไม้และเศษหิน คลุ้งคลุ้งจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า อี้ชิงแสยะยิ้มอย่างร้ายกาจทอดมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลัง เส้นทางที่อี้ชิงพาซ่งจินเหลียงมาได้ถูกเตรียมการไว้ตั้งแต่แรก การทำให้เกิดอุบัติเหตุเพื่อลอบสังหารมันช่างเป็นอะไรที่ง่ายมากจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าซ่งจินเหลียงโง่เง่าได้ถึงเพียงนี้

จักพรรดิวิปลาสงั้นรึ...เป็นชื่อที่เยินยอเกินความเป็นจริง

ซ่งจินเหลียงจงตายอยู่ท่ามกลางก้อนหินนี้เสียเถอะ!

พลม้าเร็วเร่งรีบส่งสารต่อผู้เป็นองค์ฮ่องเต้ ส่งร้องเรื่องการโจมตีของฝ่ายทัพศัตรู สองมือควบม้าด้วยความเร็วดั่งพญานกอินทรีเหินฟ้า มุ่งสู่เส้นทางเบื้องหน้าจนฝุ่นตลบอบอวล ใช้เวลาอยู่เกือบครึ่งค่อนวันจึงได้ตามทันขบวนเสด็จ ทว่ากลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า นายทหารฉกรรณ์ใบหน้าซีดเผือด คาบม้าหันมองรอบทิศ กู่ร้องก้องเรียกฝ่าบาทผู้ปกครองแผ่นดิน

“ฝ่าบาท! ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ หากมีแต่ความเงียบงัน ไม่มีเสียงตอบรับจากนายทหารคนอื่น

เขาสังเกตเห็นฝีเท้าของม้าวิ่งไปสองทางตรงพื้น พื้นหนึ่งไปทางปัจฉิม อีกทิศหนึ่งตรงไปยังทิศบูรพา สองเส้นทางที่มีจำนวนอาชาต่างกันอย่างเห็นได้ชัด...นายทหารคิดไคร่ครวญก่อนที่จะไปทิศทางที่มีฝีเท้าเป็นจำนวนมาก ควมเร็วในการควบคุมอาชายังไม่ตก เร่งหมายไปยังทิศทางที่คาดว่าองค์ฮ่องเต้จะอยู่

จนกระทั่งฝีเท้าม้าเร็วก็หยุดอีกครั้งเมื่อเจอแต่ม้าตัวใหญ่อยู่เป็นฝูง ไร้วี่แววคนบังคับ นายทหารหนุ่มลงจากหลังม้ากู่ร้องก้องเรียก ด้วยกลัวว่าจะเกิดเพศภัยที่มิควร

นายทหารไม่รู้...ว่ามีกองกำลังขนาดหย่อมดักซุ่ม เมื่อเห็นว่าเป็นคนจากแคว้นจึงได้รีบออกมาจากที่ซ่อน

“ข้าน้อยได้รับมอบหมายจากท่านแม่ทัพหวาง ให้มาเตือนภัยร้ายฝ่าบาท” พลทหารม้าเร็วยกมือขึ้นคารวะผู้ที่ดูว่าเหมือนมีตำแหน่งสูงกว่า

คนฟังสีหน้าฉงน “ว่าเช่นไรนะ! เจ้าบอกว่าท่านแม่ทัพหวางเป็นคนสั่งเจ้ามางั้นรึ”

“ไม่ผิดขอรับ ขณะนี้แม่ทัพหวางกำลังต่อสู่เพื่อปกป้องบ้านเมืองอย่างสุดกำลัง ท่านแม่ทัพจึงสั่งให้ข้าน้อยเร่งฝีเท้าเพื่อมาเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

“ถ้าเช่นนั้นรองแม่ทัพอี้ชิงเล่า!”

นายทหารม้าเร็วครุ่นคิด “ในเมือง ข้าน้อยไม่เห็นท่านรองแม่ทัพนะขอรับ”

!!

ดวงอัศดงกำลังเริ่มลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มแผ่ขยายแทนที่สีฟ้าสดใส ซ่งจินเหลียงโอบอุ้มร่างของพระสนมพาเข้าไปในป่าลึกเพื่อหลบภัยร้ายที่กำลังคุกคาม อาภรณ์สีสะอาดที่เคยสวมใส่เปรอะเปื้อนไปด้วยดิน ร่างกายมีร่องรอยจากการบาดเจ็บจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ มันเป็นเพียงแค่รอยแผลขีดข่วน ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากนัก

เอาเถิด...ลองเล่นเกมแก้เบื่ออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป

ริมฝีปากกระจับเผยยิ้ม ดวงตาร้ายมีเลศนัยบางอย่าง หันมองหนิงลี่ที่สลบอยู่ด้านหลังของตน ความเป็นห่วงใยคนเจ็บทำให้ซ่งจินเหลียงเพิ่มความเร็วของการกระโดด ใช้วิชาตัวเบาที่ร่ำเรียนกระโดดสูงไปบนยอดไม้จนกระทั่งไปถึงถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

ฝ่ามือเรียวลูบไล้ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยมีรอยแดงประทับตรา หนิงลี่จัดได้ว่าเป็นคนน่ารักมากกว่าคนงดงาม ใบหน้าที่ไม่ได้เนียนเรียบ จมูกที่สันเป็นโด่ง ผิวที่ไม่ได้ขาวเหมือนดั่งเต้าหู้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นสิ่งที่สวรรค์สร้าง เป็นตัวของหนิงลี่ที่ซ่งจินเหลียงปันใจ

ดวงตาที่ปิดสนิททั้งสองข้างเริ่มขยับ คนหมดสติขยับกายไหวเล็กน้อยเอ่ยครางเรียกชื่อ

“...ฝ่า...บาท”

ซ่งจินเหลียงชักมือตัวเองกลับ ทว่ายังคงจดจ้องพระสนมไม่ละสายตา

“เจ้าฟื้นแล้วรึ”

หนิงลี่พยักหน้ารับในคำถาม...พอเห็นหน้าซ่งจินเหลียงได้ถนัดตา ความทรงจำก่อนหน้าก็ผุดขึ้นราวกับสายน้ำ อดีตนายทหารลุกขึ้นนั่งพลางสำรวจร่างกายขององค์ฮ่องเต้ ใบหน้าของหนิงลี่ปนเจือไปด้วยความเป็นห่วง

“ฝ่าบาท! ทรงบาดเจ็บหรือไม่ ท่าน...ท่าน...”

ซ่งจินเหลียงเลิกคิ้วพลาง ริมฝีปากเผยยิ้มแผ่วโดยที่อีกฝ่ายไม่เห็น แสร้งทำเป็นเจ็บหนักแสนสาหัส ส่งเสียงร้องโอดครวญแสดงปดเท็จ

“โอ๊ย!”

พระสนมหน้าซีดเผือด สะดุ้งตัวโหยงยามที่ได้ยินเสียงร้องนั่น “ขอประทานอภัยฝ่าบาท ข้า...ข้าไม่รู้ว่าท่านเจ็บหนัก”

“ข้าเจ็บหนัก แถมยังแบกเจ้ามาซะไกล”

หนิงลี่มองไปยังรอบๆ เพิ่งสังเกตว่ามันเป็นถ้ำที่มีแต่โขนหิน ดวงหน้าฉงนหันมองซ่งจินเหลียงอีกครั้งหนึ่ง สีหน้าของบุรุษตรงหน้าทำให้หนิงลี่ไม่อาจไว้วางใจได้

ซ่งจินเหลียงเอ่ยวาจา “เป็นเช่นนี้แล้ว ถือว่าเจ้าเป็นหนี้บุญคุณข้า ข้าพูดผิดหรือไม่”

คนฟังส่ายหน้าเบา “ฝ่าบาทจะให้ข้าทำเช่นไร” วาจาแผ่วเอื้อนเอ่ย หนิงลี่ก้มหน้า แววตาสั่นสะท้านไม่อาจสู้สบตากับองค์จักรพรรดิผู้เกรียงไกร

ฝ่ามือใหญ่จับใบหน้าพระสนมให้เงยหน้าขึ้น สองสายตาสบประสานรวมกันเป็นหนึ่ง ในเมื่อมีโอกาสใยต้องปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอย ซ่งจินเหลียงไม่เพียงพอในความต้องการ เขายังคงต้องการหนิงลี่ ยังต้องการให้พระสนมผู้นี้มาอยู่ข้างกายตน

“แค่ริมฝีปากของเจ้า แค่นี้ข้าก็หายเจ็บแล้ว”

“ฝ่าบาท ท่านอย่าทรงล้อเล่น”

ฮ่องเต้จอมเจ้าเล่ห์แสร้งเจ็บหนัก มือขวากุมหน้าอกพร้อมกับทำท่าสำลักอาการไอ มันเป็นการโป้ปดอีกครั้ง ถึงจะผิด...หากแต่ถ้าเกิดปล่อยไว้ให้นานไปมีหวังแม้แต่ริมฝีปากซ่งจินเหลียงก็อาจไม่ได้สัมผัสมัน

หนิงลี่เลิกลัก ความเป็นห่วงในพระสวามีในนามมีมากจนไม่อาจปล่อยให้คนเจ็บโอดคราญอยู่ได้นาน จนต้องเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้...ใกล้จนได้กลิ่นหอมเฉพาะตัว หัวใจของหนิงลี่เต้นไม่เป็นส่ำ

ข้าเคยทำเช่นที่ไหนกันเล่า*!*...ความคิดนี้ซ่งจินเหลียงไม่รู้

ซ่งจินเหลียงหลับตาพริ้ม เฝ้ารอวันที่ริมฝีปากนั้นมาประทับกับริมฝีปากของตน แต่ความคิดนั้นกลับดับสลายเมื่อรับรู้ถึงไอความอุ่นที่แก้มด้านขวา ซ่งจินเหลียงลืมตามองก็พบว่าหนิงลี่ได้ละหน้าออกไปแล้ว ดวงหน้านั้นแดงระเรื่ออย่างเขินอาย...ซ่งจินเหลียงเองก็เช่นกัน

TAKE

อะไรนะคะ! มันง่าย! ง่ายเกินไปเช่นนั้นรึ! ขนาดคนอ่านยังดูออก นับประสาอะไรกับชายซ่งเล่าาาา

หลังจากนี้อีกสัก ตอนหรือสองตอน จะถวายอาลี่ให้กับชายซ่งสักที จับบรรจงใส่ถาดให้เลย!

ตอบคำถามน่อ

ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณที่แนะนำเข้ามากันนะค้าา มีอะไรที่แนะนำก็แนะนำเทคมาได้เลย...เรื่องนี้เน้นรักๆ ใคร่ๆ ไหม? มันก็คงไม่เน้นมาก แต่ก็ไม่เน้นประวัติศาสตร์หรือสงครามเหมือนกัน มันอยู่ระหว่างก้ำกึ่งๆ อะ เทคไม่ถนัดแนวจีน เป็นครั้งแรกที่เขียนจีน ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องประวัติศาตร์จีนเลยไม่กล้าใส่ข้อมูลเยอะเพราะกลัวผิด แต่จะสอดแทรกบ้างเล็กๆ น้อยๆ และที่ตัวร้ายเฉลยเร็ว? เร็วไหมนั่น ถ้าเป็นคนหลักๆ อาจจะเร็ว เทคไม่ถนัดเรื่องการวางแผน แต่ถนัดเรื่องการหลอกคนอ่าน เอ๊ะ? จะเรียกได้ว่าหลอกไหมอันนี้ไม่รู้อ่าา อันนี้ถ้าเดาทางได้ก็เหมือนไม่ได้หลอกเนอะ ส่วนแผนคร่าวๆ นั้น เทคขอไม่บอกได้ไหม มันเป็นเหมือนการสปอรย์ตอนต่อไปให้รู้ กลัวไม่ลุ้นนน

และก็ขอบคุณในคำแนะนำนะคะ มีอะไรแนะนำมาอีกได้ ส่วนไหนที่ต้องไปปรับเทคจะลองดู แล้วก็ขอบคุณที่ตามอ่าน ทั้งไลท์ ทั้งแชร์ ทั้งเม้นกันนะค้าา รักนะจุ๊บๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น