น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 9 : ตกลงปลงใจ (1/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 : ตกลงปลงใจ (1/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 647

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2560 17:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 : ตกลงปลงใจ (1/3)
แบบอักษร

​ตอนที่ 9 


บ้านไม้ยกสูงที่ร่มรื่นไปด้วยไม้ยืนต้นที่แตกกิ่งก้านสาขาจนทำให้บริเวณบ้านไม่ถูกแสงแดดสาดส่องเข้ามาตรงๆ จนทำให้ไอร้อนที่ควรจะปะทุเกิน 35 องศาเซลเซียส บรรเทาลงด้วยความเย็นจากต้นไม้ที่คายก๊าซออกซิเจนออกมา แถมยังสบายตาด้วยพรรณไม้ดอกนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นเฟื่องฟ้า พุทธรักษา และต้นมะลิที่ปลูกเรียงรายยาวเป็นแนวทางเดินไปจนจรดบันไดทางขึ้นบ้าน

ร่างสูงที่เพิ่งก้าวลงจากที่นั่งด้านหลังของรถกระบะสี่ประตูยืดตัวสุดความสูงพลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อรับเอาอาการบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายหลังจากที่ต้องเข้าโรงพยาบาลจนได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อติดจมูกมา ก่อนจะเหลียวมองบรรยากาศรอบๆตัวอย่างรู้สึกสดชื่น

ใกล้รุ่งและพี่ชายเปิดประตูรถตอนหน้าพลางเดินนำร่างสูงของคณุตม์ขึ้นไปบนบ้านที่วันนี้บรรยากาศของบ้านดูเงียบสงัดจนผิดปรกติ ทั้งๆที่ใต้ถุนของบ้านไม้ยกสูงที่ถูกปราบหน้าดินจนเรียบมีรถกระบะและรถเก๋งห้าประตูที่นายพงษ์สิริเช่ามาจอดอยู่ทั้งสองคัน แสดงว่าวันนี้นายตะวันและนางจรุงจิตบิดามารดาของใกล้รุ่งไม่ได้ออกไปทำไร่อย่างที่เคย

“พี่นุดอยู่คุยกับยัยนิด กับคุณปู่ ไปพลางๆก่อนนะคะ รุ่งกับพี่ดงจะแวะไปหาพ่อกับแม่ที่หลังบ้านก่อน”

ใกล้รุ่งเอ่ยขึ้นพลางหันไปชวนพี่ชายที่กำลังสงสัยในสิ่งเดียวกับที่ผู้เป็นน้องคิดอยู่เช่นกัน ดังนั้นเมื่อคณุตม์พยักหน้ารับและเดินเลี่ยงขึ้นบันไดไป สองพี่น้องจึงเดินอ้อมไปยังสวนเล็กด้านหลังบ้านทันที

เสียงสนทนาที่กำลังถกกันอย่างคร่ำเคร่งหยุดชะงักลงทันทีเมื่อคนที่นั่งอยู่ที่เฉลียงมองเห็นว่าผู้ที่เดินขึ้นบ้านมาคือ บุคคลที่เป็นหัวข้อหลักในการสนทนาอยู่ในครั้งนี้

“พี่นุด! พี่นุดออกจากโรงพยาบาลแล้วทำไมไม่บอกเราคะ นิดจะได้ไปรับ”

คะนึงนิจว่าพลางเดินตรงมาหาผู้เป็นพี่ชาย หากขาที่กำลังก้าวเร็วๆชะงักเอาไว้เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพี่ชายตนเข้าโรงพยาบาลด้วยสาเหตุอะไร คณุตม์จึงยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ร่างเล็กของน้องสาวเอง

“พี่ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย  อย่าเป็นห่วงเลยน่า”

 “นุด มาใกล้ๆปู่ตรงนี้หน่อยลูก”

นายพงษ์สิริเอ่ยขึ้นพลางขยับที่ให้หลานชายเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวที่คะนึงนิจเพิ่งลุกเดินออกไปเมื่อครู่ คณุตม์จึงตรงเข้ามากราบที่ตักของบุรุษชรา นายพงษ์สิริได้แต่ลูบศีรษะของผู้เป็นหลานพลางเอ่ยเสียงแหบเครือ

“ปู่ดีใจที่นุดไม่เป็นอะไรนะลูก”

“ผมขอโทษครับปู่ เป็นเพราะผมทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วงแบบนี้”

“ปู่ต่างหากที่ต้องขอโทษนุด ถ้าปู่ไม่ให้นุดเข้าไปยุ่งที่บริษัท นุดก็คงไม่ต้องเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้”

“ปู่อย่าพูดอย่างนั้นสิฮะ” คณุตม์เอ่ยขึ้นพลางเงยหน้ามองผู้เป็นปู่ก่อนจะเอ่ยอย่างเข้าใจเรื่องทุกอย่างดี

“ผมไม่เคยคิดว่าการเข้าไปทำงานที่บริษัท จะเป็นเรื่องไม่ดีตรงไหน ตรงกันข้าม...ปู่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ถ้าผมสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของปู่ที่บริษัทได้ ต่อให้ผมต้องเจอเรื่องยิ่งกว่านี้ ผมก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันครับ”

“ก็เรื่องนี้แหละค่ะที่เราคุยกันอยู่เมื่อกี้นี้ นิดอยากให้พี่นุดพักรักษาตัวที่ไร่รุ่งอรุณนี้ก่อนสักพัก นิดไม่อยากให้พี่นุดต้องกลับไปเผชิญหน้ากับยัยพริมาหรือใครๆตอนนี้”

คะนึงนิจเอ่ยค้านขึ้นอย่างเป็นห่วงผู้เป็นพี่ชาย หากคณุตม์หันมาตอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“เราหลบเลี่ยงเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เหมือนๆกับที่พี่หนีจากสิ่งที่พี่เป็นไม่ได้หรอกนิด พี่จะกลับไปทำงาน ไปทำโปรเจ็กต์ที่พี่ได้รับมอบหมายมาให้สำเร็จให้ได้”

“แต่ว่านิดเป็นห่วงนี่คะ ยิ่งเกิดเรื่องเมื่อวานขึ้นด้วย...”

“เมื่อวาน?” คณุตม์เอ่ยทวนสั้นๆพลางเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย คะนึงนิดถอนหายใจก่อนจะเหลือบตามองผู้เป็นปู่ที่นั่งหน้าตึงขึ้นอย่างอารมณ์เสียขึ้นมาทันทีเมื่อเอ่ยถึงพ่อของหลานๆทั้งสอง

“เมื่อวานพ่อของหลานมาที่นี่...”

นายพงษ์สิริเอ่ยเพียงสั้นๆ หากชายหนุ่มก็พอจะเดาออกจากสีหน้าของผู้เป็นปู่และคะนึงนิจว่าคงมีปัญหาอะไรระหว่างพ่อของตนกับปู่แน่ๆ หากคณุตม์ก็ไม่คิดจะถามซักไซ้ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“อย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่งไม่ใช่หรือครับที่พ่อเป็นห่วงผม...อย่ากังวลกันเลยครับ ผมจะพยายามระวังตัวให้มากขึ้นในระหว่างที่ผมกลับไปทำงานที่บริษัท”

“ถ้านุดยืนยันว่าจะกลับไปทำงาน ถ้าอย่างนั้นปู่จะยกบริษัท เพียงธำรง ให้กับคณุตม์”

“คุณปู่! / ปู่ครับ!” สองพี่น้องพร้อมใจประสานเสียงกันพลางมองหน้าเคร่งขรึมของบุรุษชราอย่างคาดไม่ถึง หากนายพงษ์สิริยังคงเอ่ยยืนยันความคิดตัวเอง

“ปู่คิดมาตั้งนานแล้วว่าจะให้นุดเข้ามาดูแลบริษัทแทนปู่”

“แล้วคุณพ่อละคะปู่”

“ถ้ามันยังเลือกผู้หญิงมากกว่าครอบครัว มันก็ไม่สมควรจะได้รับสมบัติอะไรจากฉันแม้แต่ชิ้นเดียว”

คราวนี้คะนึงนิจหันไปมองสบตากับพี่ชายอย่างหนักใจ ก่อนที่คะนึงนิดจะเอ่ยค้านขึ้น  

“แต่ว่าปู่คะ... มันเร็วเกินไปค่ะ บอร์ดบริหารคงไม่ยอมกันแน่ๆ เพราะแค่เรื่องโปรเจ็กต์โครงการคอมเพล็กซ์พี่นุดยังโดนต่อต้าน แล้วนี่จะให้พี่นุดมาทำงานแทนคุณปู่ นิดว่ามันจะยิ่งเป็นผลเสียกับพี่นุดมากกว่านะคะ”

คะนึงนิจเอ่ยกับผู้เป็นปู่เสียงเครียด ร่างเล็กหากสมส่วนเดินเข้ามาใกล้ผู้เป็นปู่ ก่อนจะทรุดนั่งลงกับพื้นพลางโอบกอดบุรุษชราเอาไว้พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสั่น

“นิดไม่รู้นะคะว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณปู่กับคุณพ่อ แต่นิดอยากให้คุณปู่ใจเย็นๆ แล้วพวกเราค่อยปรึกษาเรื่องนี้กันอีกทีดีไหมคะ”

นายพงษ์สิริหันไปมองหลานสาวที่กอดตนเอาไว้อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี หากคณุตม์เอ่ยกับผู้เป็นปู่อย่างจริงจัง

“ผมไม่รู้ว่าคุณพ่อกับคุณปู่ผิดใจกันเรื่องอะไร แต่ที่ผมอยากกลับไปทำงาน เพราะผมอยากพิสูจน์ตัวเองว่า คนประหลาดๆแบบผมไม่ได้เป็นภาระใคร”

คณุตม์หยุดพลางเงยหน้าขึ้นมองผู้สูงวัยที่มองเขาอย่างเมตตาปราณี ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคง  

“ผมยินดีที่จะทำงานในตำแหน่งอะไรก็ได้ในบริษัท ไม่จำเป็นต้องเป็นรองประธานอย่างที่ปู่เคยบอก ผมแค่ไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกไร้ค่ามากไปกว่านี้”

คราวนี้นายพงษ์สิริเป็นฝ่ายโอบหลานชายเอาไว้เอง ในขณะที่คะนึงนิจได้แต่กำมือตัวเองเอาไว้แน่น พลางให้สัญญากับตัวเองอย่างมุ่งมั่น ...เธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่ชายเธอได้อีกแล้ว

.....................................



ใกล้รุ่งหันมาสบตากับอัสดงอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่า ภายใต้ร่มต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ออกดอกสีชมพูสะพรั่งเป็นทิวข้างรั้วบ้านของตน ที่ชุดม้านั่งหินสีขาวบิดาและมารดาของตนกำลังนั่งคุยกับนางกนกทิพย์ผู้เป็นย่าด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างลำบากใจ

สายตาของทั้งสามคู่หันกลับมามองใกล้รุ่งเป็นตาเดียว นั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างประหลาดจึงเอื้อมมือไปเกาะแขนพี่ชายเอาไว้อย่างต้องการที่พึ่ง

อัสดงตบหลังมือน้องสาวอย่างให้กำลังใจก่อนจะเดินนำร่างเพรียวระหงตรงไปร่วมวงสนทนาด้วยอย่างเปิดเผย

“คุณคณุตม์ออกจากโรงพยาบาลแล้วหรือลูก”

นางจรุงจิตหันมาถามบุตรสาวที่ทรุดนั่งลงที่ม้านั่งตัวข้างๆพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของลูกชาย ใกล้รุ่งจึงจำต้องตอบคำถามของมารดาอย่างเสียไม่ได้

“ค่ะแม่”

“แล้วอาการเป็นอย่างไรบ้างลูก ดีขึ้นหรือแย่ลง”

“หนูก็ไม่รู้ค่ะ แต่เจ้าตัวเขายืนยันว่าเขาไม่เป็นอะไร แม่ถามเรื่องนี้กับหนูทำไมคะ”

ใกล้รุ่งตัดสินใจถามเข้าประเด็นเลยอย่างไม่อ้อมค้อมจนนางจรุงจิตไม่รู้จะให้เหตุผลกับลูกสาวอย่างไร คราวนี้นางกนกทิพย์เป็นฝ่ายตอบคำถามของหลานสาวเอง

“ตอนนี้หนูคงรู้แล้วว่าทำไมย่าถึงต้องขอร้องเรื่องตานุด  ย่าอยากให้หนูลองทบทวนเรื่องที่ย่าเคยขอร้องเอาไว้อีกสักครั้งได้ไหมใกล้รุ่ง..”


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น