น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 8 : ความลับที่อยู่ในใจ (3/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 : ความลับที่อยู่ในใจ (3/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 711

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 เม.ย. 2560 19:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 : ความลับที่อยู่ในใจ (3/3)
แบบอักษร

​“คืนนี้คุณปู่กับคุณย่าไปพักที่ไร่ดีกว่าค่ะ รุ่งกับนิดจะอยู่เฝ้าพี่นุดเอง”

ใกล้รุ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเหลียวมองออกไปยังนอกหน้าต่างแล้วเห็นว่าบัดนี้เป็นเวลาเย็นมากแล้ว หากนายพงษ์สิริส่ายหน้าทันควันพลางหันมาเอ่ยกับหญิงสาว

“อย่าดีกว่าลูก เรายังไม่รู้ว่าอาการกลัวผู้หญิงของเจ้านุดแย่ลงมากน้อยแค่ไหน ให้ปู่อยู่เฝ้าเจ้านุดที่นี่แหละดีแล้ว”

“ผมจะอยู่เป็นเพื่อนน้องเองครับคุณปู่” อัสดงเอ่ยขึ้นในขณะที่หันมาสะกิดผู้เป็นเพื่อนที่ยืนหน้าเหรอหราอยู่

“คุณปู่กับคุณย่ากลับไร่ไปพร้อมๆกับพงศ์พิชชาดีกว่าครับ วันนี้ยุ่งกันมาทั้งวัน ผมว่ากลับไปพักผ่อนกันก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ถ้าอาการคุณคณุตม์ไม่เป็นอะไรมาก หมอก็ให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”

“นิดเห็นด้วยกับพี่ดงนะคะ คุณปู่อย่าเป็นห่วงทางนี้เลยค่ะ นิดกับรุ่งแล้วก็พี่ดง เราดูแลพี่นุดได้อยู่แล้วค่ะ”

คะนึงนิจหันมาเห็นสนับสนุนอัสดงอีกเสียง หากใกล้รุ่งกลับเอ่ยขึ้นเบาๆ

“อย่าเลยนิดยิ่งอยู่กันเยอะจะเป็นภาระทางโรงพยาบาลเปล่าๆ นิดกลับไปดูแลคุณปู่เถอะ ทางนี้รุ่งกับพี่ดงจะดูแลให้เอง ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”

ใกล้รุ่งเอ่ยขอร้องแกมบังคับทำให้ทั้งนายพงษ์สิริและนางกนกทิพย์ได้แต่ยอมทำตาม พงศ์พิชชาจึงหันไปบอกผู้เป็นเพื่อนเบาๆก่อนจะเดินออกจากห้องพักคนไข้เพื่อไปส่งตามที่อีกฝ่ายเอ่ย

“ถ้ามีอะไรฉุกเฉินโทรหาฉันได้ตลอดนะ แล้วพรุ่งนี้ฉันจะรีบมาแต่เช้า”

“ขอบใจมากไอ้ชา ฉันขอโทษด้วยนะที่ทำให้แกพลอยวุ่นวายไปด้วย”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันไปก่อนละ”

พงศ์พิชชาเอ่ยพลางเดินตามคะนึงนิจและผู้สูงวัยทั้งสองคนไป ในขณะที่ใกล้รุ่งได้แต่ถอนหายใจพลางหันกลับมามองร่างสูงใหญ่ที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงโดยที่ได้แต่คาดหวังว่าเมื่อยามที่ชายหนุ่มตื่นขึ้นมา เขาจะไม่มีอาการย่ำแย่มากกว่าที่เคยเป็น

นายคณินที่มาถึงโรงพยาบาลในช่วงค่ำ ได้แต่หงุดหงิดเมื่อเจ้าหน้าที่พยาบาลแจ้งว่างดเยี่ยม ดังนั้นบุรุษกลางคนจึงได้แต่เดินหัวเสียกลับมาที่รถพร้อมกับกดมือถือแรงๆเป็นการระบายอารมณ์

“ให้มันได้อย่างนี้สิ ..คุณเข้าไปรอในรถก่อนก็ได้นิอร ขอผมโทรหาคุณพ่อสักเดี๋ยว”

นิอรไม่ปฏิเสธคำแนะนำจากสามีแม้แต่น้อยเพราะในยามค่ำมืดเช่นนี้สิ่งที่ชุกชุมมากเป็นพิเศษก็คือ ยุงที่ไซส์ใหญ่เป็นพิเศษ และอากาศที่ที่เธอแอบค่อนขอดในใจว่าร้อนอบอ้าวคนที่เคยชินกับเครื่องปรับอากาศเย็นๆอยู่เกือบตลอด 24 ชั่วโมงอย่างเธอทนไม่ได้

“คุณพ่อหรือครับ ผมเพิ่งรู้เรื่องที่เจ้านุดเข้าโรงพยาบาล แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ไม่ให้ผมเยี่ยมแล้ว คุณพ่ออยู่ที่ไหนครับ”

บุรุษกลางคนนิ่งฟังผู้เป็นพ่อบอกทางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดวางสายและก้าวขึ้นรถไปนั่งประจำที่คนขับ ก่อนจะเคลื่อนรถยนต์เช่าที่ขับมาจากสนามบินตรงไปยังไร่รุ่งอรุณทันที

เส้นทางเข้าไร่ที่เคยสวยงามไปด้วยต้นไม้ที่ออกดอกสะพรั่ง บัดนี้เมื่อถูกความมืดปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณทำให้มองดูแล้วคล้ายเป็นป่าทะมึนที่ นิอรได้แต่ปรามาสในใจว่าเป็นพื้นที่แถบชนบทที่ไม่เห็นว่าจะเหมาะสมในการเอาที่ดินมาทำโครงการอสังหาฯประเภทไหนได้เลย

“นิว่า ที่ดินของคุณพงศ์พิชชาที่นิเคยมาดูก่อนหน้านี้ทำเลดีมากเลยค่ะ นิทราบมาว่าเขาทำไร่อยู่ไม่ห่างจากไร่รุ่งอรุณเท่าไหร่ แต่ว่าเขามีที่ดินในตัวเมืองด้วย”

“เจ้านุดก็มาที่พิษณุโลกเพื่อมาหาซื้อที่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะใช่ทำเลเดียวกับที่คุณไปดูมาหรือเปล่า”

“นิว่าคุณรับทำโปรเจ็คนี้แทนลูกชายน่าจะดีกว่านะคะ แล้วยิ่งมาป่วยแบบนี้โครงการจะยิ่งล่าช้า ทางบริษัท ศิริวัฒน์ ที่เป็นผู้ร่วมทุนกับบริษัทเราก็คงอยากให้โครงการเดินหน้า อีกอย่างตาคณุตม์ป่วยอยู่ คุณน่าจะให้ลูกคุณพักรักษาตัวนะคะ”

“ผมจะปรึกษาเรื่องนี้กับคุณพ่ออีกที ตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าลูกป่วยเป็นอะไร”

คณินว่าพลางจอดรถยนต์เช่าลงที่หน้าบ้านไม้ยกสูงที่บัดนี้มีเปิดไฟสว่างไสว ก่อนจะก้าวลงไปยืนรอนิอรที่เดินอ้อมมาหาเขา

คะนึงนิจได้ยินเสียงรถก็รีบวิ่งลงบันไดมาพลางตรงเข้ามาหาบิดาพลางสวมกอดเอาไว้แน่นในขณะที่เอ่ยขึ้นเสียงอู้อี้กับอกบุรุษกลางคน

“คุณพ่อ นิดเป็นห่วงพี่นุดจังเลยค่ะ”

“พ่อก็เป็นห่วง ถึงได้รีบมาที่นี่ไง แล้วนี่ตกลงเจ้านุดเป็นอะไร ทำไมถึงเข้าโรงพยาบาลกะทันหันแบบนี้”

“นิดว่าคุณพ่อไปคุยกับคุณปู่เองจะดีกว่าค่ะ คุณปู่รออยู่ข้างบนอยู่แล้ว และคงอยากคุยกับพ่อเป็นการส่วนตัว

คะนึงนิจว่าพลางปรายตาไปยังแม่เลี้ยงที่ยืนอยู่ไม่ห่าง นายคณินจึงหันมาเอ่ยกับภรรยาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“คุณไปรอผมที่ห้องนั่งเล่นก่อนก็ได้”

“ที่นี่ไม่มีห้องนั่งเล่นหรอกค่ะ มีแต่เฉลียงนอกชาน คุณน้านิอรไปนั่งรอที่นั่นก็แล้วกันนะคะ”

คะนึงนิจว่าพลางกอดแขนบิดาลากเดินขึ้นบันไดไป ทิ้งให้นิอรได้แต่ข่มอารมณ์เก็บอาการไม่พอใจเอาไว้ก่อนจะเดินตามขึ้นไปอย่างกระฟัดกระเฟียด

นายพงษ์สิริหันกลับมามองร่างสูงของบุตรชายที่เดินเข้ามาหาเขาเพียงลำพังในห้องพัก พลางยื่นเอกสารการรักษาตัวของคณุตม์ให้อีกฝ่ายได้อ่านอย่างละเอียด

“นี่มันอะไรกันครับคุณพ่อ ตานุดป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่”

คณินเอ่ยถามพลางกวาดตาอ่านเอกสารที่มีตราประทับโรงพยาบาลจากอเมริกา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นพ่ออย่างงงงัน

“เป็นเพราะแก เจ้านุดต้องมารับบาปที่แกกับแม่เจ้านุดทำเอาไว้ยังไงล่ะ”

“หมายความว่ายังไงครับ ผมไม่เข้าใจ ผมผิดอะไร?”

“เพราะแก! แกหย่าขาดจากเมียแล้วก็ไปคว้านางนิอรมาแทน แกรู้บ้างไหมว่า ตานุดต้องเจออะไรบ้างหลังจากที่เมียแกหย่าขาดจากแกแล้วออกจากบ้านเพียงธำรงไป!”

นายพงษ์สิริหลับตาข่มสติอารมณ์ก่อนจะกัดฟันเอ่ยใส่หน้าลูกชายของตนอย่างเจ็บปวด

“เจ้านุดถูกแม่ทารุณจนเป็นโรค specific phobia”

คณินรู้สึกเหมือนกับว่าคำพูดของบิดาที่เอ่ยขึ้นมานั้นเป็นคำสาปที่ทำให้เขากลายเป็นหินไปในพริบตา คณุตม์ ลูกชายของเขาที่ภรรยาที่ตายจากพาออกจากบ้านไป กลับกลายเป็นเหยื่อจากความเกลียดชังที่ภรรยาเก่ามีต่อเขา

“ฉันส่งเจ้านุดไปรักษาที่อเมริกา 10 ปี จนอาการดีขึ้นเป็นปรกติ ฉันหวังว่าเจ้านุดจะทำงานและอยู่ที่บริษัท เพียงธำรง ได้อย่างมีความสุขเหมือนคนปรกติทั่วๆไป แต่เพราะความจุ้นจ้านของยัยนิอรเมียแก ที่เอาเรื่องข่าวชั่วๆมาป้ายสีหลานของฉัน จนมีผู้หญิงเข้ามาวุ่นวาย!”

“ผมกับนิอร เราไม่รู้เรื่องนี้เลยนะครับพ่อ ถ้าเรารู้ก่อนหน้านี้...”

“เป็นเพราะแก! ถ้าแกไม่ใฝ่ต่ำคว้านังนั่นมาเป็นเมียน้อย เจ้านุดก็คงไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้”

นายพงษ์สิริยกมือขึ้นชี้หน้ากล่าวหาบุตรชายของตนเสียงสั่นอย่างโกรธจัด หากคณินกลับมองสบตาผู้เป็นบิดาอย่างปวดร้าว

“พ่อก็เอาแต่โทษผม ทำไมพ่อไม่คิดว่าเรื่องทั้งหมดจะไม่เป็นแบบนี้ถ้าพ่อให้ผมแต่งงานกับคนที่ผมรัก!”

“คณิน!!!”

“ผมพูดความจริง พ่อบังคับให้ผมแต่งงานกับแม่เจ้านุด บังคับให้ผมเลิกกับนิอร แต่พอเกิดเรื่องเพราะฝีมือลูกสะใภ้คนโปรดของพ่อ พ่อกลับโทษว่าเป็นความผิดของผม!”

“เจ้าคณิน!!!”

บุรุษวัยกลางคนแค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง ก่อนจะสบประสานสายตากร้าวกับผู้เป็นพ่ออย่างร้าวราน

“ต่อให้ผมทำยังไง พ่อก็ไม่เคยมองว่าผมทำตัวดีๆเลยสักครั้ง คราวนี้ผมต้องทำยังไง ผมต้องทำยังไงพ่อถึงจะมองผม รักผมเหมือนที่พ่อรักเจ้านุดมันบ้าง!”

นายพงษ์สิริมองลูกชายอย่างกรุ่นโกรธ ก่อนจะหันหลังสะบัดหน้าหนีพลางไม่ยอมตอบคำถามของคณิน หากกลับออกปากไล่ผู้เป็นลูกเสียงแข็ง

“แกกลับไปซะคณิน อย่าให้ฉันเห็นหน้าแกกับนังเมียน้อยนั่นที่นี่ตอนนี้เลย”

คณินอดเหยียดยิ้มเย้ยหยันตัวเองไม่ได้...ก่อนจะเอ่ยกับบิดาเบาๆ

“นี่คือคำตอบของพ่อใช่ไหมครับ ... ผมเข้าใจแล้ว...ผมเข้าใจแล้ว”

บุรุษกลางคนเอ่ยพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันหลังเดินกลับออกจากห้องไป พลางเอื้อมมือกันสั่นเทาปิดประตูห้องพักของบิดาให้สนิทดังเดิม ปิดสนิท...เหมือนกับที่หัวใจของเขาที่ปิดตายลงด้วยความเข้าใจผิดกันระหว่างพ่อกับลูกที่ยิ่งสร้างกำแพงระหว่างกันจนยากที่จะทลายลง

........................


แสงไฟที่เปิดเอาไว้เพียงระดับแสงหรี่ที่สุดเพื่อไม่เป็นการรบกวนคนไข้ ทำให้ผู้ที่เพิ่งฟื้นจากอาการหลับยาวต้องพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆพลางนึกคำตอบในใจให้กับคำถามของตัวเองว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

ร่างเพรียวระหงที่ยืนเป็นเงาตะคุ่มอยู่ที่ระเบียงห้องไม่ห่างไปนักทำให้คณุตม์พยายามทบทวนความทรงจำของตัวเอง ..เขาไปที่ไร่ฟ้าเพียงดิน ได้เจอพริมา และเกิดอาการโรคเก่ากำเริบจนต้องหามส่งโรงพยาบาลกะทันหัน

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างกังวล นั่นหมายความว่าทุกคนรู้เรื่องโรคประจำตัวของเขาแล้วอย่างนั้นหรือ?

“อ้าว คุณคณุตม์ ตื่นแล้วเหรอ เดี๋ยวผมตามหมอก่อน” เสียงห้าวของอัสดงเอ่ยขึ้น พลางเดินมายังเหนือเตียงคนไข้ที่มีปุ่มเรียกหมอฉุกเฉินอยู่ หากคนป่วยรีบคว้าข้อมือใหญ่เอาไว้พลางเอ่ยเสียงแหบแห้ง

“ไม่ต้อง ผมไม่เป็นอะไรแล้ว ...”

เสียงสนทนาที่ดังโต้ตอบกันทำให้ร่างแบบบางที่ยืนเหม่อทอดสายตาไปยังดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าที่ด้านนอกระเบียง หันกลับเข้ามาก่อนจะรีบเดินเข้ามาในห้อง

สายตาของคณุตม์ที่ยังมองเธอแบบเดิมทำให้หญิงสาวยิ้มออกได้เป็นครั้งแรกของวันใหม่ พลางเดินเข้ามาใกล้เตียงคนไข้ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างยินดี

“รุ่งดีใจนะคะที่เห็นพี่นุดไม่เป็นอะไรมาก”

ใกล้รุ่งเอ่ยพลางถอยหลังไปอีกก้าวอย่างพยายามระวังตัวไม่ให้เข้าใกล้ชายหนุ่มมากจนเกินไป หากคนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้กลับมองมาที่เธอตาใสแจ๋วพลางเอ่ย

“ไม่ต้องไปยืนห่างขนาดนั้นก็ได้ พี่ไม่ได้เป็นโรคติดต่อสักหน่อย”

“อ้าว...ก็...ก็...”

“พี่แค่ตกใจที่จู่ๆก็มีผู้หญิงมาปล้ำกลางแจ้งน่ะ”

อัสดงถึงกับหัวเราะพรืดพลางหันไปยกมือขอโทษชายหนุ่มที่ยังคงตีหน้าตายขณะถามต่อ

“แล้วนี่ทุกคนไปไหนกันหมด ทำไมเหลือแค่รุ่งกับคุณอัสดงล่ะ”

“คุณปู่กับคุณย่ามาเยี่ยมพี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ รุ่งเลยให้พวกท่านกลับไปพักที่ไร่ก่อน ถ้าหมอมาตรวจแล้วเห็นว่าไม่เป็นอะไรแล้ว พวกเราก็จะได้พาพี่นุดออกจากโรงพยาบาลได้เลย”

“พี่ไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ พี่บำบัดอยู่ที่อเมริกา 10 ปี จนอาการดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่บางสถานการณ์ ...เอ่อ...ที่พี่รู้สึกตกใจ มันก็อาจจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงไปบ้าง พี่ไม่อยากให้คุณปู่ท่านต้องเป็นกังวลเลยจริงๆ”

คณุตม์เอ่ยขึ้นพลางทอดถอนใจอย่างวิตก อัสดงจึงเอ่ยขึ้นอย่างกลางๆ พลางอธิบายให้คนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องมาทั้งวันทั้งคืนได้ฟัง

“เรื่องแบบนี้คุณจะห้ามไม่ให้คุณปู่กังวลคงไม่ได้หรอกครับ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้มันผิดปรกติ ที่ท่านวิตกกังวลก็เพราะคุณปู่ท่านเป็นห่วงคุณนั่นแหละ”

“ผมก็พอจะรู้ว่าท่านเป็นห่วง และท่านก็พยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผม รวมถึงเรื่องที่จะให้ผมแต่งงานกับใกล้รุ่งด้วย”

ใกล้รุ่งถึงกับสะดุ้งเมื่อจู่ๆคนป่วยก็วกเข้าเรื่องที่เธอยังไม่ได้บอกกล่าวใคร อัสดงถึงกับตาโตพลางหันมองหน้าน้องสาวสลับกับคนป่วยบนเตียงอย่างคาดไม่ถึง

“แต่ถ้าเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว การแต่งงานก็คงไม่ช่วยอะไรแล้วล่ะครับ ผมเองก็คงหนีจากโรคนี้ไปไม่ได้ตลอดชีวิต การแต่งงานมันจะยิ่งเป็นการสร้างความทรมานให้ทั้งสองฝ่ายมากกว่า”

ใกล้รุ่งเหลือบมองผู้พูดที่แม้จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแววตาที่หม่นเศร้านั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกเจ็บแปลบในใจอย่างบอกไม่ถูก

อัสดงที่ยืนมองเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนใจแรงๆ ก่อนจะเอ่ยตัดบทขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศในห้องอึดอัดไปมากกว่านี้

“ผมว่าเราอย่างเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลยดีกว่า คุณก็พักผ่อนเถอะคุณคณุตม์ เดี๋ยวผมไปตามหมอมาตรวจอาการของคุณก่อนดีกว่า ถ้าไม่เป็นอะไรแล้ว เราจะได้กลับไร่รุ่งอรุณกันเลย”

อัสดงว่าพลางเดินลิ่วออกไปทันที ทิ้งให้ใกล้รุ่งต้องเผชิญหน้ากับแววตาเศร้าสร้อยที่มองมายังเธออย่างผู้ที่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาอันแสนเศร้าของตนแล้วอย่างสิ้นเชิง

............................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น