น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 8 : ความลับที่อยู่ในใจ (1/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 : ความลับที่อยู่ในใจ (1/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 684

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2560 18:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 : ความลับที่อยู่ในใจ (1/3)
แบบอักษร

ตอนที่ 8

เสียงนาฬิกาที่เดินในแต่ละวินาทีนั้นบีบคั้นหัวใจของคนที่นั่งรออยู่หน้าบานประตูสีขาวสองบานที่ถูกปิดสนิทเพื่อแบ่งกั้นพื้นที่ให้แพทย์ได้รักษาคนไข้ได้โดยไม่มีญาติผู้ป่วยเข้าไปรบกวนสมาธิ

หากผู้ที่นั่งรออยู่นั้นก็แทบจะมีอาการไม่ต่างจากคนป่วยเลยจนชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่ยังคงมีสติอยู่ครบถ้วนต้องเดินมานั่งข้างๆคนที่เคยปากเก่งเถียงเขาฉอดๆ พลางเอื้อมมือหนามาบีบมืออีกฝ่ายที่กำแน่นเอาไว้จนมือเรียวเล็กนั้นซีดขาวและเย็นเฉียบ

“พี่ชายคุณจะต้องไม่เป็นอะไร เชื่อผมสิ”

“ฉันกลัว...ฉันไม่รู้จริงๆว่าพี่นุดเป็นอะไร”

คะนึงนิจเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับชายหนุ่มเสียงสั่นเครือ ใบหน้าคมที่เคยเชิดสูงอย่างดื้อรั้นนั้นบัดนี้แสดงความหวาดหวั่นออกมา จนพงศ์พิชชาอดสงสารไม่ได้ ก่อนจะเอื้อมมือหนาของตนไปโอบไหล่บอบบางของอีกฝ่ายพลางลูบเบาๆอย่างปลอบโยนและให้กำลังใจ

“ใจเย็นๆก่อนคุณนิด ตอนนี้พี่ชายคุณอยู่กับหมอแล้ว เขาจะต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ”

“เป็นเพราะฉัน ถ้าฉันเชื่อพี่นุด ถ้าฉันไม่บอกให้คุณพริมามาหาพี่นุดที่นี่”

“คุณตั้งสติก่อนคุณนิด มันไม่ใช่ความผิดของคุณ ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ผมติดต่อพี่ดงกับรุ่งแล้วอีกเดี๋ยวคงมาถึงที่โรงพยาบาล คุณบอกที่บ้านหรือยัง?”

คะนึงนิจได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบ พงศ์พิชชาจึงค่อยคลายกังวลเพราะหากเกิดเรื่องฉุกเฉินมาคะนึงนิจคงไม่พร้อมรับมือกับการตัดสินใจอะไรแน่ๆ

ชายหนุ่มเหลือบมองหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่นั่งหน้าเสียอยู่ไม่ห่างไปนัก หากพริมายังควบคุมสติได้ดีกว่า เพราะอีกฝ่ายยังคงก้มหน้าก้มตาเล่นโซเชียลได้ตามปรกติ หากเท่าที่พงศ์พิชชาสังเกต พริมาไม่ได้มีการถ่ายคลิปอาการป่วยของคณุตม์ ดังนั้นชายหนุ่มจึงพอวางใจได้เปลาะหนึ่งว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ไร่ของเขายังคงพอควบคุมไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้างได้

 “ไอ้ชา ยัยนิด!...”

เสียงใกล้รุ่งร้องทักขึ้นก่อนที่จะรีบก้าวยาวๆนำอัสดงตรงเข้ามาหาบุคคลทั้งสามที่นั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน คะนึงนิจนั้นพอเห็นเพื่อนก็โผเข้าหาทันทีพลางร้องไห้อย่างขวัญเสีย ใกล้รุ่งจึงต้องเป็นฝ่ายปลอบเพื่อน ปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนยืนคุยกันเคร่งเครียด

“ฉันโทรหาคุณปู่พงษ์สิริแล้ว ท่านว่ารอเที่ยวบินอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง ทางนี้เป็นยังไงบ้าง”

อัสดงเอ่ยพลางบุ้ยใบ้ไปยังห้องฉุกเฉิน หากใบหน้าคมเข้มของเจ้าของไร่ฟ้าเพียงดินได้แต่ส่ายหน้าพลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยสบายใจ

“ยังไม่รู้เลยครับพี่ดง เข้าไปนานพอดูแล้วเหมือนกัน”

“แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงมีเรื่องเกิดขึ้นที่ไร่นายได้”

“เรื่องมันยาวฮะ พี่ลองไปถามแม่สาวหลงกรุงนั่นดูเหอะ”

อัสดงจึงหันไปตามสายตาที่พงศ์พิชชาจ้อง ก่อนจะตัดสินใจเดินไปหาตัวต้นเหตุทั้งหมดพลางเอ่ยอย่างสุภาพ

“คุณครับ ผมว่าคุณกลับไปพักที่ที่พักก่อนดีกว่า ทางนี้คืบหน้ายังไงผมจะแจ้งข่าวให้ทราบ”

“แต่ฉันจะรอฟังอาการของคณุตม์ ฉันอยากเจอคุณปู่เพื่ออธิบายเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟังด้วย”

“ถ้าคุณจะรอพบคุณปู่ ผมว่าคุณไปรอพบท่านโอกาสอื่นดีกว่า เวลาตอนนี้คงไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่”

อัสดงเอ่ยเสียงทุ้มหากหางเสียงนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประโยคเชิงปรึกษาหารือ แต่เป็นประโยคกึ่งคำสั่งที่ไม่มีทางเลือกใดๆให้พริมานอกจากการทำตาม ก่อนจะเอ่ยย้ำเสียงหนักแน่น

“พวกเราเข้าใจดีนะครับว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นอุบัติเหตุ และขอให้คุณสบายใจได้ไม่มีใครกล่าวโทษคุณอย่างแน่นอน ดังนั้นผมขอร้องให้คุณกลับไปรอการติดต่อจากคุณปู่ที่ที่พักของคุณจะดีกว่า ส่วนเรื่องที่โรงพยาบาลขอให้เป็นเรื่องผมและคนในครอบครัวเป็นคนจัดการจะดีกว่านะครับ”

พริมาเงยหน้าขึ้นจ้องวงหน้าคร้ามเข้มนั้นอย่างไม่พอใจ หากแววตาคมดุที่สำทับคำพูดที่ชายหนุ่มเอ่ยมาเมื่อครู่นั้นทำให้ร่างเพรียวสูงต้องลุกขึ้นยืนก่อนที่จะเปิดกระเป๋าและหยิบนามบัตรส่งให้ชายหนุ่มตรงหน้า

“นี่นามบัตรของฉัน ถ้าคณุตม์ปลอดภัยแล้วก็ส่งข่าวบอกกันด้วย และถ้าคุณปู่ต้องการพบฉันก็ฝากบอกท่านด้วยว่าฉันยินดีที่จะพบท่านทุกเมื่อ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

“แล้วผมจะแจ้งท่านตามที่คุณบอก”

อัสดงเอ่ยเสียงราบเรียบก่อนจะหันหลังกลับไปสมทบกับพงศ์พิชชาที่หน้าห้องฉุกเฉิน โดยที่พริมาได้แต่ระงับความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ เพราะถึงอย่างไรเธอเองก็มีแหล่งข่าววงในที่จะสามารถล้วงลึกข้อมูลได้เหมือนกัน

บานประตูห้องฉุกเฉินที่ถูกเปิดออกด้วยมือของบุรุษสูงวัยในชุดกาวน์ ทำให้คะนึงนิจรีบถลาเข้าไปหาทันทีพลางเอ่ยถามเสียงสั่น

“พี่ชายของดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะหมอ”

“หมอขอเชิญญาติคนไข้ที่ห้องตรวจดีกว่าครับ” นายแพทย์เจ้าของไข้เอ่ยขึ้นก่อนจะเดินนำไปยังห้องตรวจ คะนึงนิจจึงหันไปหาผู้เป็นเพื่อนก่อนจะลากข้อมือใกล้รุ่งตามไปเพียงแค่สองคน

“โรคกลัวอะไรที่เฉพาะเจาะจง (Specific Phobia) เกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และในกรณีของคุณคณุตม์ คนไข้มีอาการกลัวผู้หญิง”

น้ำเสียงที่อธิบายบ่งบอกอาการของคนป่วยนั้นราบเรียบไม่ต่างจากใบหน้าที่สงบนิ่งของบุรุษในชุดกาวน์ หากผู้ฟังที่ถูกเชิญเข้ามาพบในฐานะญาติสนิทของคนไข้ นั่งฟังด้วยสีหน้าราวกับได้ยินคำประกาศว่าโลกจะแตกอย่างไรอย่างนั้น

ใกล้รุ่งเป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน จึงค่อยถามอาการป่วยของชายหนุ่มต่อในขณะที่คะนึงนิจยังคงช็อกกับเรื่องราวที่เพิ่งได้ยินได้ฟังจากปากของคนเป็นหมอ

“แล้วจะมีโอกาสรักษาให้หายได้หรือเปล่าคะคุณหมอ”

“ถ้าได้รับการบำบัดรักษาที่ถูกต้องจากจิตแพทย์ มีโอกาสหายขาดได้สูงครับ และจากที่ทางพวกคุณเล่าให้หมอฟัง คนไข้สามารถเข้าสังคมได้ตามปรกติ สามารถพูดคุยพบปะกับผู้หญิงได้โดยไม่แสดงอาการหวาดกลัว นั่นหมายความว่า อาการของคนไข้ไม่รุนแรง หรือ ได้มีการบำบัดรักษามาจนหายแล้ว”

ใกล้รุ่งหันไปกุมมือที่เย็นชืดของผู้เป็นเพื่อนอย่างให้กำลังใจ ในขณะที่บุรุษสูงวัยยังคงเอ่ยต่อไปเรื่อยๆ

“อาการหวาดกลัวของคนไข้ที่เกิดขึ้นในเคสนี้อาจจะเป็นเหตุมาจากความรู้สึกหรือสถานการณ์ที่ทำให้คนไข้รู้สึกว่าถูกคุกคาม จนสภาพจิตใจรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย ส่งผลให้ความกลัวที่ถูกหยั่งรากลึกในสมองสั่งการจนเกิดอาการทางร่างกาย...”

“...ซึ่งหลังจากนี้หมอแนะนำว่าควรให้คนไข้เข้ารับการบำบัดรักษาสภาพจิตใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ คนในครอบครัวต้องเข้าใจคนไข้และคอยเยียวยาทางด้านจิตใจของคนไข้ด้วย”

“ทราบแล้วค่ะคุณหมอ ขอบคุณมากนะคะ”

ใกล้รุ่งเอ่ยขึ้นพลางพนมมือไหว้คุณบุรุษสูงวัยที่เป็นแพทย์เจ้าของไข้ ก่อนจะพาคะนึงนิจกลับออกไปจากห้องตรวจ 

ซึ่งยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตู ใกล้รุ่งก็เห็นนายพงษ์สิริเดินตรงมาที่ห้องตรวจพร้อมๆกับนางกนกทิพย์ย่าของเธอที่มีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ตานุดล่ะหนูรุ่ง ยัยนิด หมอว่ายังไงบ้าง”

บุรุษชราเอ่ยถามขึ้น พลางทำท่าจะเปิดประตูห้องตรวจเข้าไปพบหมออีกครั้ง หากคะนึงนิจเข้ามากอดแขนคนเป็นปู่เอาไว้พลางเอ่ยเสียงสั่นเครือ

“ปู่คะ พี่นุด...พี่นุดเขาเป็นโรคกลัวผู้หญิงค่ะปู่”

นายพงษ์สิริหันไปมองหลานสาวและผู้หญิงอีกคนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ห่าง ก่อนจะถอนหายใจออกมาแรงๆพลางรั้งตัวหลานสาวมากอดปลอบ ร่างเพรียวบางที่พยายามอดทนฟังอาการป่วยของผู้เป็นพี่ชายจึงร้องไห้กับอกของปู่อย่างสะเทือนใจ

“ทำไมคะ ทำไมนิดถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยคะปู่”

“เป็นความผิดของปู่เองแหละนิด ทั้งหมดเป็นความผิดของปู่คนเดียว”

นายพงษ์สิริเอ่ยพลางลูบผมหลานอย่างเสียใจไม่แพ้กัน พลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“เราไปคุยกันในห้องเถอะ เจ้านุดรักษาตัวอยู่ห้องไหน พาปู่ไปหน่อยเถอะรุ่ง”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น