Finland (ช้อย)

เปิดเรื่องใหม่แล้วนะค๊า ช่วยกันเม้นเยอะ ๆ ช้อยจะได้มีกำลังใจ ขอบพระคุณค่าที่อยู่ด้วยกันมาตลอด / กราบ

Chapter 11 : ฝึกเสร็จซักที สามเดือนเหมือนกับสามปี...!!

ชื่อตอน : Chapter 11 : ฝึกเสร็จซักที สามเดือนเหมือนกับสามปี...!!

คำค้น : ดอกหญ้าที่ปลายฟ้า,คนคุก,เด็กแว้นที่รัก,รักร้าย ๆ สไตล์ลูกทุ่ง,กุมหัวใจมังกร,แสงสว่างแห่งรัก,ไอ้พี่เขยจอมหื่น,เด็กขายน้ำกับชายขี้เหงา,ทหารเกณฑ์ฉ่ำรัก,finland,ช้อย,

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.7k

ความคิดเห็น : 165

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2560 09:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 11 : ฝึกเสร็จซักที สามเดือนเหมือนกับสามปี...!!
แบบอักษร

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้ายแล้วที่ทหารใหม่อย่างพวกผมจะได้อยู่หน่วยฝึก และจะมีพิธีรับเสื้อ ได้ยินไอ้พวกนั้นบอกว่าไม่ได้รับกันง่าย ๆ  คงต้องโดนอะไรอีกหลายอย่างแน่  พอฝึกเสร็จเขาก็ให้พักกลับไปเยี่ยมบ้านได้สิบวัน กลับมาก็ต้องเข้าประจำกองร้อยต่อ  ตลอดระยะเวลาเกือบสามเดือนที่พวกผมต้องฝึกหนัก ทั้งร่างกายและจิตใจพวกเราต่างเหนื่อยล้าไปตาม ๆ กัน บางคนน้ำหนักลดเกือบสิบกิโล  ผมก็เช่นกัน แต่พอคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้กลับไปพักผ่อนที่บ้านแล้ว พลทหารอย่างพวกผมต่างก็ดี๊ด๊ากันเป็นแถว

“หยุดพักสิบวันมึงจะไปไหนวะ....?”  ไอ้อาร์มมันหันมาถามกับผม

“ก็กลับบ้านดิวะ คิดถึงบ้านจะแย่”  ผมบอกกับมันไป

“แล้วมึงอ่ะ..?”  ผมย้อนถามมันกลับ ผมเห็นสีหน้ามันสลดลง

“มึงไม่อยากกลับบ้านเหรอวะ..?” ผมถามมันอีกครั้ง

“กลับดิ”  มันตอบผมกลับมาเบา  ๆ ผมสังเกตเหมือนมันมีเรื่องในใจ

“เป็นอะไรวะ..?”  ผมตบไหล่มันเบา ๆ

“เปล่าไม่มีอะไร”  มันเงยหน้ายิ้มบอกกับผม

แล้วเสียงนกหวีดของครูฝึกก็ดังขึ้น วันนี้พวกผมต้องบุกชิงธงจากครูฝึก ปกติจะชิงจากหน่วย และต้องฝึกตอนกลางคืนด้วย  ทั้งวันพวกผมฝึกอยู่แต่ในป่าอาบเหงื่อต่างน้ำ  ฝึกการจู่โจม ต่อสู้ด้วยมือเปล่า ต่อสู้ด้วยอาวุธ ถอดเสื้อคลุกดินคลุกโคลน จนเนื้อตัวถลอกปอกเปิกไปหมด ใครทำไม่ถูกใจครูฝึกก็จะโดนหนัก ผมรู้สึกว่าวันนี้ครูฝึกโหดเป็นพิเศษ อะไรนิดอะไรหน่อยก็โวยวายด่ากราด ทำไม่พร้อมกันบ้าง เหลาะแหละบ้าง ครูฝึกก็จะสั่งลงโทษทุกคน

“อะไรวะ วันนี้แม่งฝึกหนักชิบหาย”  ไอ้ออมมันพูดขึ้นมาเบา ๆ ขณะที่ผู้ช่วยครูฝึกปล่อยให้พักห้านาที

“นั่นดิ กูว่าไอ้ภูมิตายแน่งานนี้”  ผมบอกกับมันไป มันรีบหันไปหาไอ้ภูมิที่นอนแผ่หลาบนพื้นหายใจหอบแฮ่ก

“มึงเป็นไงบ้างวะไอ้ภูมิ...? ทนหน่อยนะโว้ย เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว”  ไอ้ออมมันบอกกับภูมิด้วยความเป็นห่วง

“อ่ะกินน้ำก่อน”  แล้วไอ้อาร์มมันก็ยื่นกระติกน้ำให้กับผม ของผมน้ำหมดไปตั้งนานแล้ว หาเติมที่ไหนก็ไม่ได้ด้วย มีแต่ป่า ผมรับกระติกมันมาเขย่าดูน้ำเหลืออยู่แค่ก้นกระติกเท่านั้น

“มึงกินเหอะ”  ผมยื่นกลับให้มัน เพราะรู้ว่ามันก็คงจะกระหายเหมือนกัน

“กูไม่หิว มึงเอาไปเหอะ”  มันยัดกระติกน้ำใส่มือผมกลับ  ผมเทน้ำใส่ฝากระติกเหลือน้ำแค่ฝาเดียวจริง ๆ ผมจิบไปนิดหน่อยแล้วยื่นกลับให้มัน

“แบ่งกัน”  ผมยิ้มบอกกับมัน มันยิ้มแล้วรับเอาไปกิน

ปี๊ดดดดดด...!! เสียงนกหวีดก็ดังขึ้นอีกครั้ง พวกผมรีบเข้าไปรวมแถว

“มาช้า วิดพื้นหนึ่งร้อยปฏิบัติ...!!”  ครูฝึกสั่งทำโทษพวกผม พวกผมจะพูดอะไรได้ก็ต้องวิดพื้นตามคำสั่ง  วิดพื้นเสร็จครูฝึกก็บอกให้ทุกคนถอดเสื้อเอาผูกปิดตาไว้ แล้วให้คลานไปตามถนนดินลูกรัง ใครที่คลานช้าก็ต้องโดนคอมแบทไปตามระเบียบ  ใครบ่นเหนื่อยบ่นเพลียให้ได้ยินก็ต้องโดน ไม่ใช่โดนคนเดียว โดนทั้งหน่วย ตอนนี้ผมแสบไปทั้งตัวเพราะต้องเอาตัวเปล่าไถลไปกับพื้น  ผมยกตัวขึ้นเพราะแสบจนทนไม่ไหว

ปึก..!!  แล้วผมก็โดนครูฝึกกระทืบเข้าที่กลางหลังอย่างแรง จะร้องก็ไม่ได้ต้องกัดฟันอดทนเอาไว้

“ใครบอกให้ยกขึ้น เอาอกแนบไปกับพื้น...!!”  ครูฝึกตะคอกบอกกับผม ผมต้องเอาอกแนบกับพื้นแล้วคลานต่อไป ข้างหน้าจะมีอะไรบ้างก็ไม่มีใครรู้เพราะถูกปิดตาหมด ครูฝึกบอกคลานก็ต้องคลาน บางคนคลานไปยังพุ่มหนามก็ต้องฝ่าไปให้ได้

“เมื่อไหร่จะฝึกเสร็จวะ...? เหนื่อยชิบหาย”  ผมได้แต่กัดฟันทน   แล้วเสียงนกหวีดก็ดังขึ้น

“ลุกขึ้น...!!”  ครูฝึกตะเบ็งเสียงสั่ง พวกผมลุกขึ้นแล้วเอาเสื้อที่ปิดตาออก ตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้วก็ไม่รู้ รอบ ๆ ตัวมืดสนิทพวกผมฝึกตั้งแต่เย็นมาแล้ว ผมหันไปมองไอ้อาร์ม มันมองผมด้วยความเป็นห่วง ผมส่ายหน้าบอกเป็นนัยว่าผมไม่เป็นไร

เสร็จแล้วก็จะเป็นพิธีมอบเสื้อ ร้อยโทก็ออกมาให้โอวาท พร้อมกับสวมเสื้อยืดลายทหารที่สกรีนชื่อของหน่วยให้แต่ละคนจนครบ

“แม่งเอ้ยกว่าจะได้เสื้อทหารมาใส่เลือดตาแทบกระเด็น”  ถึงว่าเสื้อทหารเขาหวงยิ่งกว่าอะไรดี เพราะกว่าจะได้มาแทบตายคาค่าย

และแล้วการฝึกนรกสามเดือนก็ผ่านพ้นไป สามเดือนเหมือนกับสามปีจริง ๆ  ทางค่ายให้พลทหารกลับไปเยี่ยมบ้านได้สิบวัน   พอกลับมาก็ต้องเข้าประจำกองร้อยต่อ แต่คงไม่ได้ฝึกหนักแบบนี้แล้ว

รถบัสของค่ายทหารขับพาพวกผมออกจากประตูมาได้ไม่นาน พวกผมก็โห่ร้องรำทำเพลงกันเป็นที่สนุกสนาน แต่ละคนต่างปลดปล่อยอย่างเต็มที่เพราะฝึกหนักมาหลายเดือน คนขับรถก็ช่างเป็นใจ จอดแม่งทุกที่ที่มีของขาย พวกผมก็เฮโลกันลงไปซื้อของกินเหมือนคนตายอดตายอยากมานาน อยากกินอะไรก็ซื้อ มีทั้งเหล้ายาปลาปิ้งพร้อม

“อ่ะ กูให้” แล้วไอ้อาร์มก็ยื่นเบียร์เย็น ๆ ให้กับผม

“ขอบใจว่ะ”  ผมยิ้มตอบพร้อมกับรับเอามาจิบ

“แม่งเอ้ย ชื่นใจชิบหาย”  ผมนั่งถอนหายใจยาวอย่างสบายใจเฉิบ

“กูคงคิดถึงมึงแย่เลยว่ะ”  แล้วไอ้อาร์มก็พูดขึ้น

“สัส..!! อย่ามาเยอะ สิบวันเอง”  ผมบอกกับมันไป

“ไม่เหมือนมึงนิ มึงไม่ได้ชอบกูนี่หว่า”  มันกระแนะกระแหนผมอีกตามเคย

“มึงรู้ได้ไง...?”  ผมย้อนถามมันกลับ

“มึงไม่เคยบอกชอบกูเลยซักครั้ง”  มันทำหน้าสลดลง  ก็จริงอย่างที่มันพูดผมไม่กล้าที่จะบอกกับมันไป มันกระดากปากยังไงก็ไม่รู้

“แต่ก็ช่างเหอะ กูเคยบอกแล้วกูชอบมึงคนเดียวก็ได้”  มันยิ้มให้กับผม

“เอ๊า..ชน...!!”  ผมชนเบียร์กับมันกระป๋องแล้วกระป๋องเล่าเพราะอดอยากปากแห้งมานาน ผมหันไปมองเบาะหลัง

“ไอ้เหี้ยออม มึงไม่แดกเบียร์กับพวกกูเหรอวะ...?”  ผมถามมันไป แม่งเอาแต่ซบกับไอ้ภูมิทำหน้าอย่างกับจะเป็นจะตาย

“ไม่แดกโว้ย ไม่มีอารมณ์”  มันบอกกับผมอย่างไม่สบอารมณ์

“เป็นเหี้ยอะไรของมึงอีกห๊ะ ไม่ดีใจหรือไงจะได้กลับบ้าน...?”  ผมถามมันไป

“ไอ้ดีใจมันก็ดีใจอ่ะนะ แต่กูต้องจากกับไอ้ภูมิเนี่ยดิ ทำใจไม่ได้ว่ะ”   แล้วมันก็พูดขึ้น

“โว้ย ไอ้เหี้ยแค่สิบวันพวกมึงทำอย่างกับจะจากกันเป็นชาติ เป็นเหี้ยอะไรกันไปหมดเนี่ย...?”  ผมด่าไอ้ออมแล้วก็หันไปมองหน้าไอ้อาร์ม ที่ทำตาละห้อยมองผมอยู่ แม่งไอ้สองตัวนี่พอๆ กัน พอดื่มกันได้ที่ตอนนี้ก็สลบไสลกันหมด ไอ้อาร์มเอาหัวมาซบเข้าที่ไหล่ผม

“มึงเป็นอะไรรึเปล่าวะ หลายวันมานี้กูเห็นสีหน้ามึงไม่ค่อยดี...?”  ผมถามมันไป

“มีเรื่องที่ต้องคิดนิดหน่อย ไม่มีอะไร”  มันตอบผมกลับมาเบา ๆ  แล้วมันก็ค่อย ๆ เอามือสอดมาจับมือผมเอาไว้แน่น มันเหมือนมีเรื่องในใจอยากจะบอกผม แต่มันกลับไม่พูด ผมก็ไม่อยากจะถามอะไรต่อกลัวมันอึดอัด มันไม่ยอมพูดก็แล้วแต่มัน เรื่องส่วนตัวของมัน ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ไอ้อาร์มมันแยกลงก่อนเพราะมันต้องต่อรถกลับไปบ้านอีกที บ้านมันกับบ้านผมอยู่คนละจังหวัดกัน ส่วนผมขอลงที่ศาลากลางจังหวัด พอมาถึงผมก็นั่งรถสองแถวเข้าบ้าน  พอกลับมาถึงบ้าน

“พ่อแม่หวัดดีครับ”  ผมยกมือไหว้พ่อกับแม่  แต่ก่อนผมไม่เคยไหว้พ่อกับแม่ไม่ว่าไปไหนมาไหนก็ตาม แต่กลับมาบ้านคราวนี้ผมรีบยกมือไหว้ก่อนเลย อาจเป็นเพราะผมอยู่ที่ค่ายเจอครูฝึกหรือผู้ช่วยผมก็ต้องทำความเคารพทุกครั้ง

“ไนท์มาแล้วเหรอลูก เอ็งผอมลงไปเยอะเลยนะ ตัวก็ดำขึ้น”  แม่น้ำตาคลอรีบเข้ามากอดผม

“คงฝึกหนักใช่มั้ย...?”  แม่เอ่ยถามผมเสียงสั่นเครือ

“แต่มันก็ดูบึกบึนขึ้นนะแม่มึง ดูกล้ามขึ้นเป็นมัด ๆ ลูกผู้ชายมันต้องอย่างนี้สิวะไอ้ไนท์”  พ่อเดินเข้ามาตบไหล่ผมเบา ๆ

“แม่นี่เงินเดือนก้อนแรกของผม”  ผมยื่นเงินเดือนก้อนแรกในชีวิตให้กับแม่ ถึงแม้มันจะไม่มากมายอะไร แต่ผมก็ภูมิใจ ผมไม่เคยรู้สึกภูมิใจแบบนี้มาก่อนในชีวิต ปกติผมจะเป็นคนแบมือขอเงินแม่ตลอด แต่พอเป็นผู้ให้บ้างผมกลับรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก

“เหนื่อยแย่เลยลูกเอ้ย”  แม่มองผมน้ำตาไหลอาบแก้ม

“แม่รับไปเถอะ เงินเดือนก้อนแรกในชีวิตของผมนะแม่”  ผมบอกกับแม่ แม่ปาดน้ำตาออกแล้วรับเงินไป

“แล้วไอ้นนท์ล่ะแม่...?”  ผมถามหาไอ้พี่ชายตัวดี

“โน่นไง เพิ่งเลิกงานมาโน่น”  แม่บอกพร้อมกับมองออกไปหน้าบ้าน ผมเห็นไอ้นนท์มันขี่มอไซค์เข้ามาพอดี

“หวัดดีโว้ย”  ผมทักทายมันไป มันจอดรถแล้วเดินตรงมาหาผม

“แม่งหล่อขึ้นเป็นกองนะมึง”  ไอ้นนท์มันเดินมาตบไหล่บอกกับผม

“หล่อเหี้ยอะไรล่ะ แม่งตัวดำอย่างกะเหนี่ยง”  ผมบอกมันไป

“ขึ้นไปกินน้ำกินท่าบนบ้านก่อน มาเหนื่อย ๆ”  แล้วแม่ก็ชวนผมขึ้นบ้าน

“เอ็งอยากกินอะไรล่ะ..?เดี๋ยวแม่ไปตลาดจะซื้อมาทำให้”  แม่บอกกับผม

“อะไรก็ได้แม่ ของที่แม่ทำอร่อยหมดแหล่ะ กินข้าวที่ค่ายไม่อิ่มซักมื้อ”  ผมบอกกับแม่ไป แม่มองผมน้ำตาริน

“ไม่เป็นไรหรอกแม่ ตอนนี้ผมฝึกเสร็จแล้ว กลับไปก็ขึ้นกองร้อยไม่ค่อยได้ฝึกหนักแล้วล่ะ”  ผมบอกไปเพื่อให้แม่ได้สบายใจขึ้น  ผมเดินขึ้นเรือนมาแล้วล้มตัวลงนอนที่ชานบ้าน อากาศเย็นสบายน่านอนชะมัด ผมเพลียเลยเผลอม่อยหลับไป มาสะดุ้งตื่นอีกที

“ไอ้ไนท์ ไอ้ไนท์โว้ย อยู่มั้ยวะ...?”  เสียงไอ้โก๋ตะโกนเรียกผมดังขึ้น ผมรีบลุกเดินลงไปหามัน

“แม่งหุ่นดีขึ้นนะมึงเนี่ย หล่อขึ้นด้วย กูคิดว่าไปฝึกทหารจะลำบากซะอีก”  ไอ้โก๋มันบอกผม

“เออเรื่องของกู มีไรวะ...?”  ผมถามมันไป

“ไปกินเหล้ากันเดี๋ยวกูเลี้ยงต้อนรับ ไอ้ศักดิ์กับไอ้ชัยก็รอมึงอยู่”  ไอ้โก๋บอกกับผม

“วันนี้กูขอตัวว่ะ กูอยากกินข้าวกับพ่อแม่กูก่อน ไว้วันหลังละกัน อีกตั้งหลายวันกว่าที่กูจะกลับ” ผมบอกไอ้โก๋ไป

“เออ แล้วแต่มึง พักผ่อนนะโว้ยแล้วเจอกัน”   ไอ้โก๋มันบอกแล้วก็สตาร์ทรถขี่ออกไป  ปกติถ้าเป็นเมื่อก่อน ไอ้โก๋มาชวนปุ๊บผมจะรีบซ้อนท้ายมอไซค์มันออกไปปั๊บ ข้าวไม่ต้องถามหาแดกแม่งแต่ยอดข้าว แต่วันนี้ผมอยากกินข้าวกับครอบครัวก่อน ไม่ได้เจอหน้ากันมาตั้งสามเดือน

หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จ ผมก็นั่งคุยกับพ่อแม่ที่ชานบ้าน รับลมเย็น ๆ   ผมก็เล่าเรื่องตอนอยู่ที่ค่ายให้พ่อกับแม่ฟังว่าต้องฝึกอะไรบ้าง อยู่ยังไง กินยังไง  และผมก็เหลือบไปเห็นไอ้นนท์มันเอาแต่คุยโทรศัพท์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่บอกก็รู้ว่าคุยกับแฟนมันแน่ ๆ

“ไอ้นนท์มันพาแฟนมาไหว้พ่อกับแม่รึยัง...?”  ผมถามแม่ไป

“ก็ไม่เห็นมันพาใครมานะ มันคงยังไม่มีหรอกมั้ง แม่ก็ไม่เคยได้ยินมันเอ่ยถึง”  แม่บอกกับผม

“ไอ้นนท์จะคุยอะไรนักหนาวะ...? น้องนุ่งกลับมาทั้งทีแทนที่จะมานั่งคุยกัน เสือกไปคุยกับสาว”  ผมตะโกนแซวมันไป มันรีบใช้มือปิดโทรศัพท์

“ไอ้น้องเหี้ย เดี๋ยวดิ กูขอเวลาแป๊บ”  มันตะโกนด่าผมกลับแล้วก็รีบไปคุยโทรศัพท์ของมันต่อ ผมได้แต่นั่งยิ้มมองมัน  การที่ได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นสิ่งที่วิเศษสุด ผมรู้ซึ้งดี ไม่มีที่ไหนจะอบอุ่นเท่าครอบครัวอีกแล้ว

เมื่อคืนผมนอนหลับเป็นตายเพราะเป็นคืนแรกที่ไม่ได้ยินเสียงนกหวีดของสิบเวร  ผมตื่นเช้าขึ้นมานั่งหาวหวอดอยู่บนเตียง

“หลับสบายจริง ๆ เล้ย”  ผมบิดขี้เกียจไปมา แล้วก็ลุกพับเก็บที่นอนอย่างเป็นระเบียบ

“ตื่นยังวะไอ้ไนท์...?”  เสียงไอ้นนท์ตะโกนอยู่ที่หน้าห้อง

“เออ”  ผมบอกไป มันเปิดประตูเดินเข้ามา

“น้ำจะท่วมใหญ่แล้วม้าง ไอ้ไนท์พับเก็บที่นอนซะเรียบร้อยเชียว”  ไอ้นนท์แม่งกวนส้นตีนแต่เช้า

“สัส...!! กูอยู่ที่ค่ายต้องทำทุกวันมันเลยชิน” ผมด่ามันไป

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร ดีซะอีก”  ผมเห็นมันแอบอมยิ้ม

“มีอะไรวะ...?”  ผมถามมันไป

“วันนี้กูจะออกไปข้างนอก มึงจะใช้รถรึเปล่า...?”  ไอ้นนท์มันถาม  มันคงคิดว่าผมจะใช้รถออกไปหาเพื่อน ๆ

“หึ ไอ้โก๋จะมารับไปแดกเหล้าตอนเย็น ๆ นู่น”  ผมบอกมันไป

“จะออกไปหาแฟนอ่ะดี๊...? เดี๋ยวนี้มีฟงมีแฟนไม่บอกกูเลยนะ”  ผมเหล่ตาแซวมันกลับไปบ้าง

“สัส..!! ไม่ต้องมาแซวกูเลย”  มันหน้าแดง แล้วรีบจ้ำอ้าวเดินออกจากห้องไป

“สาวที่ไหนวะ...?”   ผมได้แต่คิดในใจ  เพราะปกติแล้วไอ้นนท์มันเป็นคนขี้อายจะตาย มันไม่เคยเข้าไปจีบสาวก่อนเลยซักครั้ง มีแต่พวกสาว ๆ แหล่ะที่เข้ามาจีบมันก่อน แต่ก็ช่างมันเถอะความสุขของมัน ผมก็ได้แต่คิด

ตอนที่อยู่ในค่ายผมคิดว่าถ้าได้กลับบ้านผมจะไปเที่ยวนู่นนี่นั่นให้สุดสวิงไปเลย เพราะอยู่ที่โน่นไม่ได้ออกไปไหนฝึกอย่างเดียว แต่พอกลับมาบ้านจริง ๆ ผมก็ไม่อยากออกไปไหน อยากนอนอยู่บ้านเฉย ๆ 

พออาบน้ำกินข้าวเสร็จ เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น โทรศัพท์ที่ไม่ได้แตะมานานหลายเดือน  ผมหยิบขึ้นมาดู

“ใครวะ...? เบอร์ไม่คุ้น”   ผมกดรับสาย

“มึงทำอะไรอยู่...?”   ไอ้อาร์มนี่เองผมก็จำเบอร์มันไม่ได้ มันก็เคยให้มาเหมือนกัน

“เพิ่งกินข้าวเสร็จ แล้วมึงอ่ะ...?”  ผมถามมันกลับไปบ้าง

“คิดถึงมึงว่ะ”  แม่งตอบตรงประเด็นมาก

“กูถามว่าทำอะไรอยู่ ไม่ได้ถามว่าคิดถึงกูหรือเปล่า มึงนี่”  ผมเอ็ดมันไป

“จะทำอะไรก็แล้วแต่กูคิดถึงมึงตลอดแหล่ะ”  มันก็ยังแถของมันไปได้ เอากับมันสิ  มันนิ่งไปซักพัก

“กูอยากเจอมึงว่ะไนท์”  แล้วมันก็พูดขึ้นมาเบา ๆ

“อีกไม่กี่วันก็กลับแล้ว เดี๋ยวก็ได้เจอกัน”  ผมบอกมันไป  

“กูไม่อยากถามว่ามึงคิดถึงกูหรือเปล่า กูกลัวคำตอบ”   ดูมันพูด เล่นดักทางเอาไว้แบบนี้แล้วกูจะตอบไปว่าอะไร

“กูก็คิดถึง”  ผมตอบมันไปเบา ๆ ที่จริงผมก็คิดถึงมันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว คิดว่าป่านนี้มันจะทำอะไรอยู่  เข้านอนแล้วรึยัง..?

“อะไรนะกูไม่ได้ยิน...?”  มันก็ยังกวนส้นตีนผมไม่เลิก

“คิดถึง..!!”  ผมตะโกนบอกกับมันไป

“จริงเหรอวะ..? ดีใจจัง เมื่อคืนไม่ได้กอดมึงกูนอนไม่หลับเลยว่ะ”   มันทำเสียงอ้อนบอกกับผม

“มึงอย่ามาเยอะไอ้อาร์ม”  ผมว่าให้มันไป

“ก็มึงไม่ได้ชอบกูนี่หว่า จะมีความรู้สึกเหมือนกับกูได้ยังไง”   มันพูดแบบนี้กับผมอีกแล้ว

“ไว้วันหลังกูจะบอกละกัน”  ผมตัดปัญหาบอกกับมันไป  รอให้กูหน้าด้านกว่านี้อีกซักหน่อยก่อน ผมได้แต่คิดในใจ

หลังจากที่คุยกับไอ้อาร์มเสร็จผมก็นอนพักผ่อนอยู่บ้านทั้งวัน จนกระทั่งเย็นไอ้โก๋ก็มารับผมออกไปกินเหล้ากับเพื่อน ๆ  พวกผมนั่งกินเหล้าอยู่ที่ร้านป้าเจ้าประจำ คุยเรื่องสัพเพเหระ หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน จนกระทั่งผมเห็นแอนขี่มอไซค์ตรงเข้ามาหาพวกผม

“ไนท์กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ...?”   แล้วแอนก็เอ่ยขึ้น พวกผมทั้งหมดต่างเงียบกริ๊บมองหน้ากันไปมาจากที่เคยพูดคุยกันหัวเราะกันเสียงดัง

“เพิ่งมา”  ผมตอบกลับไปสั้น ๆ ไม่ได้สนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ

“ชนๆๆ พวกมึงจะนั่งบื้อกันอยู่ทำไมวะ..?”  ผมพูดตัดบทชนแก้วกับพวกมันต่อ 

“ไนท์แอนขอนั่งด้วยคนสิ”  แล้วแอนก็เข้ามานั่งข้างๆ ผม ไอ้โก๋เหล่ตามอง มันคงรู้ว่าผมอึดอัดไม่ชอบ เพราะผมทำหน้าเหมือนไม่เต็มใจเลยซักนิด

“ไอ้โก๋มึงขยับไปดิ๊ แม่งอึดอัดชิบหาย”  ผมพูดขึ้น ไอ้โก๋รีบเขยิบให้ผม ไม่ใช่อะไรผมไม่อยากนั่งใกล้กับแอน แอนคงรู้สึกว่าผมไม่สนใจใยดีเลยขยับเข้ามานั่งใกล้ผมอีก

“ออกไปห่าง ๆ เลย อึดอัด..!!”  ผมหันไปบอกเสียงแข็ง  แอนทำหน้าเหวอไม่คิดว่าจะโดนผมพูดใส่หน้าแบบนี้ ผมไม่สนใจกระดกเหล้าต่อ เลยทำให้พวกไอ้ศักดิ์ทำหน้าเลิกลั่กมองกันไปมา

“เฮ้ยๆๆ ไอ้ไนท์ มึงทั้งหล่อทั้งเท่ห์แบบนี้ลูกสาวนายพลนายพันไม่มาจีบเหรอวะ...?”  ฮิ้วววววว ไอ้โก๋รีบพูดกลบเกลื่อน แล้วพวกไอ้ศักดิ์ก็ร้องโห่ฮากันขึ้น

“มันแน่อยู่แล้ว คนอย่างกูไม่มีทางจะเหงาหรอก”  ผมยักคิ้วกวนส้นตีนบอกกับมันไป

“มึงมีแฟนแล้วเหรอวะ..?”   ไอ้โก๋รีบถาม

“ก็เออดิ”  ผมตอบมันไป แล้วใบหน้าไอ้อาร์มก็ผุดเข้ามาในหัวผม ผมคิดถึงมันอีกแล้ว

“มึงนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ เลยว่ะ” ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ  ไอ้โก๋หัวเราะชอบใจใหญ่  แต่ตอนนี้หน้าแอนเหลือเท่าสองนิ้ว ทำตัวไม่ถูกทำหน้าเลิกลั่ก  เพราะถูกผมเมินใส่

“งั้นแอนกลับก่อนนะ”  แอนรีบลุกแล้วขี่มอไซค์ออกไป ผมไม่มองด้วยซ้ำจะไปไหนก็ช่าง  ผมไม่สนใจซักนิด  แล้วพวกผมก็นั่งดื่มกันต่อจนกระทั่งดึกไอ้โก๋ก็พาผมมาส่งที่บ้าน

“ขอบใจโว้ย พรุ่งนี้เจอกัน”  ผมโบกไม้โบกมือบอกไอ้โก๋ไป แล้วก็เดินกลับขึ้นเรือน พอเข้ามาในห้องผมก็ล้มตัวลงนอนเพราะง่วงเต็มที จนกระทั่ง

“ไอ้ไนท์ มีคนมาหา...!!”  เสียงไอ้นนท์ตะโกนบอกกับผม ผมขยี้ตาตื่นมองออกไปนอกหน้าต่างยังเช้ามืดอยู่เลย 

“ใครมาแต่เช้าวะ...? หรือจะเป็นพวกไอ้โก๋”  ผมได้แต่คิด แล้วเดินออกจากห้องมา

“เฮ้ย..!!  มาได้ไงวะเนี่ย...?”  ผมต้องตกใจตาค้างเมื่อเห็นใครบางคนยืนยิ้นแป้นให้กับผมอยู่ที่หน้าบันไดบ้าน  



...............................................................................

To be continue..........................

..............................................................................


กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาติดตามมาตลอด

1 เม้น = 1 กำลังใจที่สำคัญ

ขอบพระคุณค่า / กราบ


finland (ช้อย)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}