น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 7 : แม่ทัพออกโรง (3/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 : แม่ทัพออกโรง (3/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 689

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2560 00:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 : แม่ทัพออกโรง (3/3)
แบบอักษร

............................................................

เสียงไก่ขันที่ดังเจื้อยแจ้วนั้นทำให้ผู้ที่เคยตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกมาเกือบทั้งชีวิตต้องพยายามตั้งสติระลึกว่าขณะนี้เขากำลังตื่นอยู่หรือกำลังฝัน  ความมืดที่ยังคงปกคลุมไปทั่วทุกอาณาบริเวณทำให้คณุตม์ต้องเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา

“ตีห้า... ”

ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่าของคนที่เพิ่งตื่นนอน ก่อนจะตัดสินใจลุกไปยังหน้าต่างเพื่อเปิดรับเอาอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าตรู่

สรรพสำเนียงที่ยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงไก่ขันและเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ร้องระงมนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความสงบได้อย่างชัดเจน และในยามเช้ามืดที่ยังไร้แสงอาทิตย์ส่องฟากฟ้านั้น กลับทำให้คณุตม์ได้มองเห็นดวงดาวที่กระจายเต็มท้องฟ้า ที่ชายหนุ่มคิดว่าจะเห็นดาวที่เยอะมากมายขนาดนี้แค่ในบทเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องดวงดาวและกาแล็คซี่ทางช้างเผือกเท่านั้น

คณุตม์ตัดสินใจเดินออกจากห้องไปยังชานกว้างกลางตัวบ้านที่ชายหนุ่มจำได้ว่าเป็นลานอเนกประสงค์ที่เปิดโล่งไม่มีหลังคา เพื่อจะได้ออกไปชมดาวได้แบบ 360 องศา โดยที่ไม่ต้องเสียค่าตั๋วเข้าไปชมที่ท้องฟ้าจำลอง

หากแล้วชายหนุ่มก็ยังช้ากว่าร่างเพรียวบางของเจ้าของบ้านที่ออกมายืนดูดาวก่อนแล้ว เสียงฝีเท้าหนักๆที่เดินใกล้มาทำให้ ใกล้รุ่งหันกลับมามอง ครั้นพอเห็นร่างสูงที่คุ้นตาเดินเข้ามาเป็นเงาตะคุ่มๆ หญิงสาวจึงขยับผ้าคลุมไหล่ให้กระชับเรียบร้อยขึ้นพลางเอ่ยทัก

“อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่นุด”

“อรุณสวัสดิ์ รู้สึกว่าเราจะเจอกันตอนเช้าตรู่ตลอดเลยนะ”

“ก็...รุ่งชอบตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นนี่คะ”

“อ้อ...ใช่ รุ่งเคยบอกพี่แล้ว ฟ้ายังมืดขนาดนี้อีกนานไหมกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น” คณุตม์เอ่ยถามพลางเดินมายืนใกล้ๆ คนที่เอ่ยตอบเขาเสียงนุ่ม

“หน้าร้อนแบบนี้อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็คงเริ่มสว่างแล้วค่ะ พี่นุดจะรับกาแฟไหมคะ รุ่งจะไปชงมาให้”

คณุตม์พยักหน้าตอบ ใกล้รุ่งจึงเลี่ยงหายไปทางครัวด้านล่าง ชายหนุ่มจึงเดินไปยังมุมเก้าอี้ตรงเฉลียงพลางดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เย็นสบายท่ามกลางแสงดาวที่ระยิบระยับบนท้องฟ้านับล้านดวง

“พี่ชักอยากจะได้ที่ดินไร่รุ่งอรุณขึ้นมาจริงๆเสียแล้วซี”

คณุตม์เอ่ยขึ้นลอยๆเมื่อเห็นว่าร่างแบบบางนั้นประคองถาดกาแฟที่ส่งกลิ่นหอมมานั่งร่วมเก้าอี้ยาวตัวเดียวกัน ใกล้รุ่งเพียงแต่เหลือบตามองแว่บเดียวพลางเอ่ยถามเสียงราบเรียบ

“พี่นุดทานหวานมากหรือเปล่าคะ”

“น้ำตาลช้อนเดียวพอ ...”

ชายหนุ่มเอ่ยตอบพลางมองมือเรียวที่ตักเติมน้ำตาลและครีมเทียม ก่อนที่จะเลื่อนสายตาขึ้นไปจับจ้องใบหน้านวลที่ผ่องแสงจันทร์ ที่แม้จะพยายามรักษาอาการหากคิ้วเรียวที่ขมวดมุ่นนั้นทำให้คณุตม์นึกรู้ว่าหญิงสาวเองก็คงกังวลเกี่ยวกับไร่แห่งนี้ไม่น้อย

“ขอบใจจ้ะ...” คณุตม์เอ่ยพลางรับกาแฟมาจากอีกฝ่าย ในขณะที่ยังคงเอ่ยต่อเรื่อยๆพลางสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายอย่างละเอียด

“ถึงแม้ว่าที่ไร่รุ่งอรุณนี่จะอยู่นอกเมืองไปหน่อย  แต่บรรยากาศที่นี่เหมาะกับการทำโครงการประเภทรีสอร์ทหรือบ้านพักตากอากาศอยู่เหมือนกันนะ บางทีถ้าพี่ถูกกดดันมากๆ พี่คงต้องยอมเสี่ยงเปลี่ยนประเภทโครงการดู  เพราะอย่างน้อยพี่ก็ได้ที่ดินที่นี่อยู่แล้ว...รุ่งว่าไอเดียพี่ดีมั้ย?”

“ก็...ก็ดีค่ะ อย่างน้อยพวกโครงการรีสอร์ทก็ยังพอเก็บต้นไม้บางส่วนของไร่เราได้บ้าง ไม่ต้องโค่นทิ้งหมด”

ใกล้รุ่งเอ่ยตอบอีกฝ่ายในขณะที่ไม่แม้แต่จะสบตาคนนั่งใกล้ จนชายหนุ่มได้แต่ถอนใจเฮือกใหญ่

“รุ่ง...พี่ถามจริงๆเถอะ รุ่งรังเกียจพี่มากจนถึงขั้นยอมทิ้งไร่รุ่งอรุณเลยหรือไง”

คณุตม์ถามขึ้นเอาตรงๆ จนหญิงสาวชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง หากชายหนุ่มยังคงเอ่ยต่ออย่างเคร่งเครียด

“ถึงคุณปู่กับคุณย่าจะยกเหตุผลร้อยแปดมาเพื่อให้เราแต่งงานกันจนรุ่งรู้สึกอึดอัดใจที่ถูกบังคับ แต่พี่อยากให้รุ่งลองพิจารณามันใหม่ และคิดเสียว่ามันจะเป็นการเริ่มต้นระหว่างเราสองคนแทน ...จะได้ไหม?”

“พี่นุดคะ รุ่งต้องขอพูดตรงๆนะคะ รุ่งไม่พร้อมที่จะแต่งงานกับใครตอนนี้ และโอเค ถึงรุ่งจะไม่ได้รังเกียจพี่นุด เพราะรุ่งเห็นพี่นุดเป็นเหมือนพี่ชายของรุ่งอีกคน..แต่รุ่ง...”

“ 3 ข้อ” คณุตม์เอ่ยแทรกขึ้นเสียงห้วนอย่างขัดใจและขัดหู ...บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตัวเองหงุดหงิดตรงไหน รู้แต่ว่าไม่อยากฟังในสิ่งที่หญิงสาวกำลังจะพูดออกมา

“คะ?”

“พี่จะให้สัญญารุ่ง 3 ข้อ ถ้ารุ่งยอมรับ พี่อยากจะให้รุ่งทบทวนเรื่องการแต่งงานระหว่างเราอีกครั้ง” คณุตม์เอ่ยพลางวางแก้วกาแฟลงเพื่อชูนิ้วขึ้นประกอบคำอธิบาย

“ข้อ 1 พี่จะไม่ผูกมัดรุ่ง ถ้ารุ่งเจอคนที่ดีกว่าพี่   ข้อ 2 พี่จะไม่ล่วงเกินรุ่ง ไม่เข้าใกล้ในระยะประชิดด้วยเอ้า!” คณุตม์รีบยืนยันหนักแน่นก่อนจะเอ่ยต่อเมื่อหญิงสาวไม่ได้ขัด

“และ ข้อ 3 ... พี่จะขอร้องคุณปู่กับคุณย่าให้ยกที่ดินของไร่รุ่งอรุณทั้งหมดให้รุ่ง และพี่กับคุณปู่จะไม่แตะต้องที่ดินผืนนี้อีก ต่อให้พี่จะไม่มีที่ดินไปทำโครงการของบริษัทก็ตาม”

ใกล้รุ่งมองคนพูดที่ยืนชูสามนิ้วแล้วก็ได้แต่ลอบถอนใจอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี หากใบหน้าคมสันที่ยังคงจ้องมองเธออย่างกึ่งคาดหวังและรอคอยนั้น ทำให้หญิงสาวได้แต่ลังเลใจ

 “ตอนแรกพี่เองก็ไม่เห็นด้วยที่คุณปู่จะบังคับให้เราแต่งงานกัน แต่เพราะเป็นรุ่ง... คุณปู่เองก็รักรุ่ง เห็นรุ่งเป็นเหมือนคนในครอบครัว  และถ้ารุ่งเห็นว่าพี่เป็นคนในครอบครัวเหมือนกัน ...”

คณุตม์หยุดเว้นวรรคเพื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงทุ้มทว่าหนักแน่น...

“แต่งงานกับพี่...ได้ไหม?”

“พี่นุด...” ใกล้รุ่งอุทานเสียงแผ่วในลำคอ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นสบดวงตาดำคมที่ห่างไปเพียงแค่คืบ

ใบหน้าคมสันของคณุตม์นั้นแม้จะเคร่งเครียด หากริมฝีปากเรียวนั้นแตะแต้มไปด้วยรอยยิ้มละมุนละไม และแววตาคมกล้าที่สบประสานสายตาไม่มีหลบนั้นสื่อออกมาอย่างชัดเจนว่าชายหนุ่มจริงจังกับคำพูดที่เพิ่งเอ่ยออกมาเพียงใด 

“พี่รู้ตัวเองดี  พี่อาจจะมีเรื่องแย่ๆที่รุ่งอาจจะ...รับไม่ได้ แต่พี่สัญญาว่าระหว่างนี้พี่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่  พี่จะไม่ให้รุ่งต้องอายใครที่แต่งงานกับพี่อย่างแน่นอน! เพราะฉะนั้นขอร้องละ อย่าปฏิเสธพี่อีกเลยนะ...ใกล้รุ่ง”

“นานแค่ไหนคะ?”

คณุตม์หันมาเขม้นมองคนที่เอ่ยถามเสียงแผ่ว พลางเลิกคิ้วมองใบหน้าหวานที่เงยหน้าขึ้นมองเขาพลางถามย้ำอีกครั้งอย่างเก้อกระดาก

“รุ่ง...ต้องแต่งงานกับพี่นุดนานแค่ไหนคะ?”

คณุตม์มองดวงตากลมที่สุกใสไม่แพ้ดาวที่ระยิบระยับบนท้องฟ้านั้นแล้วก็ไม่รู้จะตอบหญิงสาวอย่างไรให้ตรงกับความรู้สึกของเขาในขณะนี้ หัวใจที่พองฟูขึ้นราวกับจะติดปีกบินได้นั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกดี ...ดีมากเสียจนเขาชักเริ่มคำนวณวันเวลาไม่ถูก ว่าเขาอยากจะเรียนรู้และทำความรู้จักกับหญิงสาวไปนานแค่ไหน

ใกล้รุ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ ชายหนุ่มอยากจะรู้จักกับเธอให้มากขึ้นเรื่อยๆจนไม่ต้องใช้หน่วยนับระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน  แต่ในขณะเดียวกันเขาก็กลัว...กลัวว่าถ้าหญิงสาวได้รับรู้ตัวตนทั้งหมดของเขาแล้ว เธอจะปล่อยให้เขาต้องโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม

“3 เดือน...” คณุตม์ตัดสินใจโพล่งออกมาตามที่ตัวเองคิดว่าเป็นระยะปลอดภัยที่สุดที่ชายหนุ่มจะสามารถถอนตัวและหัวใจได้ทันถ้าหากว่าหญิงสาว..ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นไม่ได้

ชายหนุ่มลอบถอนหายใจอย่างกังวลก่อนจะเอ่ยต่อกับดวงตากลมโตที่ยังคงจ้องมองเขาอย่างชั่งใจ

“...ถ้าในระหว่างนี้คุณปู่จัดการเรื่องของนิอรเรียบร้อย พี่ก็คงไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่านิอรจะคิดวางแผนทำอะไรอีก ..และพี่ก็จะยุติเรื่องของเราตามสัญญา”

“รุ่งขอเวลาคิดอีกสักนิดนะคะพี่นุด แล้วรุ่งจะมาให้คำตอบค่ะ”

ใกล้รุ่งเอ่ยกับร่างสูงตรงหน้าอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ จนคณุตม์คิดว่า..เขาอาจจะเป็นฝ่ายตกหลุมพรางของปู่เขาไปแล้วก็ได้ เพราะจากที่คิดจะพิสูจน์หญิงสาวว่าดีมากพอที่เขาจะแต่งงานด้วยหรือไม่

ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า เขาเองต่างหากที่ต้องเป็นคนพิสูจน์ตัวเองว่าเขาจะดีมากพอที่หญิงสาวจะเสียสละตัวเองมาแต่งงานเพื่อช่วยเขาหรือเปล่า?   

..............................................


...........................

แสงแดดที่แรงกล้าขึ้นตามลำดับทำให้คะนึงนิจรีบเดินไปเร่งพี่ชายที่เดินเตร็ดเตร่อยู่ใต้ถุนบ้านราวกับรอใครบางคนอยู่พลางเอ่ยเสียงเขียว

“พี่นุด เร็วๆได้ไหม ถ้าสายกว่านี้นิดจะไม่ไปเป็นเพื่อนพี่แล้วนะ”

“ไร่ฟ้าเพียงดินอยู่ใกล้ๆนี่เอง เราจะรีบไปทำไมกันยัยนิด”

“ก็ถ้าสายแดดมันก็แรง แล้วยิ่งเราไปกันเองแบบนี้ พี่คิดว่าอีตาพงศ์พิชชาจะต้อนรับขับสู้เราไหม รีบๆไปนั่นแหละจะได้รีบคุยให้เสร็จๆ”

คะนึงนิจว่าพลางจะเดินไปคว้าแขนอีกฝ่าย หากคณุตม์รีบเดินเลี่ยงไปที่รถทันทีจนผู้เป็นน้องนึกฉุน ก่อนจะรีบจ้ำตามไปขึ้นรถเพื่อทำหน้าที่พลขับอย่างเสียไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าเธอจะเคยไปที่ไร่ฟ้าเพียงดินไม่กี่ครั้งแต่ก็ยังพอจำทางได้อยู่ ดังนั้นเพื่อให้การเจรจาเรื่องความลับที่ต้องการปกปิดไม่ให้ใกล้รุ่งและอัสดงรู้ ดังนั้นหญิงสาวจึงต้องรีบพาตัวพี่ชายไปดำเนินการชนิดด่วนที่สุด

สวนมะม่วงที่ขึ้นเรียงรายอยู่เต็มสองข้างทางยาวไปจนถึงที่พักชั่วคราวของไร่ฟ้าเพียงดินนั้นไม่ทำให้สองพี่น้องจากตระกูลเพียงธำรงแปลกใจเท่ากับรถหรูสีดำที่จอดนิ่งสนิทอยู่ที่ใต้ร่มไม้ด้านหน้าที่พักแห่งนั้น และเมื่อคณุตม์เพ่งมองร่างเพรียวที่ยืนคุยกับชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของไร่อยู่นั้น ก็ถึงขั้นอุทานออกมาอย่างคาดไม่ถึง

“คุณพริมา!  นี่มันหมายความว่ายังไงยัยนิด”

คะนึงนิจไม่ยอมตอบก่อนจะรีบเดินหนีพี่ชายไปหาคนทั้งสองที่ยืนคุยกันอยู่พลางเอ่ยทักทายเสียงใส

“สวัสดีค่ะคุณพริมา”

“คุณนิด... ทำไมมาช้าจัง พริมมาถึงก่อนตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงได้ค่ะ ดีนะคะที่เจ้าของไร่ที่นี่ใจดีพาพริมชมไร่ก่อน พริมเลยไม่ต้องนั่งเหงารอนาน จริงไหมคะคุณพงศ์พิชชา”

พริมาเอ่ยพลางยิ้มโปรยเสน่ห์ใส่ร่างสูงที่วันนี้สวมเสื้อเชิ้ตลายตารางแขนยาวที่พร้อมลุยงานมากกว่าจะแต่งหล่อกระชากวัยเหมือนอย่างที่ผ่านมา หากกระดุมเสื้อที่ปลดเกือบถึงสะดือยังคงแหวกให้เห็นเสื้อกล้ามสีขาวด้านในที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อย

“ผมต้องไปตรวจงานในไร่พอดีอยู่แล้วครับ ว่าแต่วันนี้ไม่ทราบว่าคุณพริมาและคุณคะนึงนิจมีธุระอะไรกับผมหรือครับ ถึงได้นัดกันมาหาผมที่ไร่ตั้งแต่เช้า”

พงศ์พิชชาเอ่ยพลางเหลือบไปมองเจ้าของร่างเล็กกะทัดรัดที่ตวัดสายตาแอบค้อนใส่พริมาโดยที่หญิงสาวไม่เห็น ก่อนที่พริมาจะรีบชิงเอ่ยตอบชายหนุ่มเสียงดังฟังชัด

“เรามาติดต่อเรื่องขอซื้อที่ดินที่ในตัวเมืองจากคุณค่ะคุณพงศ์พิชชา ดิฉันกับคุณคณุตม์...เราสองคนยินดีจ่ายให้คุณไม่อั้น คุณเรียกตัวเลขมาได้เลยค่ะ”

“ผมขอคุยกับคุณพริมาก่อนสักครู่จะได้ไหมครับ”

คณุตม์เอ่ยขัดขึ้นเสียงเครียดพลางผายมือเชิญอีกฝ่ายไปยังรถหรูที่จอดเอาไว้ของหญิงสาว พลางเอ่ยย้ำเสียงเข้ม

“เชิญครับคุณพริมา ผมขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวสักครู่”

ใบหน้าที่ถูกตกแต่งเอาไว้ด้วยเครื่องสำอางหันมาสบตากับผู้พูดอย่างหมายมาด ก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำไปที่รถหรูของเธอ และเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนทันทีที่เห็นว่าคณุตม์เดินตามเธอมาที่รถโดยปราศจากคนตามมารบกวน

“ถ้าจะถามว่าฉันมาทำไมที่นี่?  ฉันก็จะตอบคุณว่า...ฉันมาเพื่อให้คุณแสดงความรับผิดชอบกับข่าวเสียๆหายๆที่คุณทำให้ฉันเสียชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลกโซเชียล”

“ยัยนิดบอกให้คุณมาที่นี่ใช่ไหม”

“ใช่  และฉันก็...”

“คุณกลับไปเถอะคุณพริมา ส่วนเรื่องข่าวนั่นผมคิดว่าเราไปแถลงข่าวชี้แจงที่กรุงเทพฯน่าจะเหมาะกว่าที่นี่”

“แต่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อมาช่วยคุณนะคุณคณุตม์  ไหนคุณนิดบอกว่า คุณกำลังย่ำแย่เพราะเรื่องข่าวนั่นไม่มีใครยอมขายที่ให้คุณเลย ฉันเลยมาช่วยคุณเจรจาซื้อที่ตามที่คุณนิดขอร้อง ส่วนเรื่องข่าวนั่นฉันคิดหาทางออกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”

พริมาเอ่ยพลางก้าวเข้ามาใกล้ชายหนุ่มตรงหน้า พลางเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างมั่นใจในตัวเองอย่างที่สุด

“เราต้องแต่งงานกันค่ะคุณคณุตม์”

“คุณว่าอะไรนะคุณพริมา?”

“คุณต้องรับผิดชอบชื่อเสียงฉันด้วยการ-แต่งงาน-เท่านั้น! ฉันชอบคุณนะคะคุณคณุตม์”

พริมาว่าพลางถลาเข้าไปกอดรัดชายหนุ่มโดยที่คณุตม์ไม่ทันตั้งตัว จนชายหนุ่มเสียหลักถอยหลังไปกระแทกกับรถของหญิงสาวเข้าอย่างจัง

“อย่า..คุณพริมา ปล่อยผม!”

คณุตม์เอ่ยห้ามเสียงสั่น พลางมีอาการหน้าซีดตกใจจนสั่นไปทั้งตัว หากพริมายังคงกอดรัดชายหนุ่มเอาไว้แน่น จนคณุตม์ที่พยายามจะดันร่างเพรียวของหญิงสาวให้ออกห่างนั้นตื่นตระหนกจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ชายหนุ่มรู้สึกคล้ายกับว่าภาพตรงหน้าพร่าลายไปจนบิดเบี้ยว ร่างเพรียวของพริมาที่กอดรัดเขาไว้พลางเอ่ยเสียงแหลมนั้นกรีดก้องไปในสมองของเขาจนชายหนุ่มตกใจกลัว

“คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะคณุตม์ คุณต้องรับผิดชอบพริม!”

“อย่า!...อย่าเข้ามา!...อย่าทำร้ายผม!”

คณุตม์ดิ้นสะบัดหากพริมายังคงไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งชายหนุ่มหายใจแรงขึ้นและมีอาการสั่นกระตุกราวกับกำลังจะขาดอากาศหายใจ  เสียงสุดท้ายที่เข้ามาในโสตประสาทชายหนุ่มก่อนจะหมดสติไปก็คือ เสียงของคะนึงนิจที่กรีดร้องเรียกชื่อของเขาอย่างตกใจ

“พี่นุด!!! ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที!”

................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น