TAKE / หยงเอวี่ยน [永远]

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.7k

ความคิดเห็น : 117

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2560 23:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 14
แบบอักษร

14

ยินหย่งสั่นสะท้านยามอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ ใบหน้าชราซีดเผือด เหงื่อกาฬซึมไหลผ่านใบหน้าแต่ไม่อาจเช็ดความเปียกชื้นที่น่าหวาดหวั่นนี้ได้ เหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายต่างก้มหน้าก้มตาจนหัวแทบติดกับพื้น แต่ไม่มีผู้ใดเลยที่จะกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตานิ่งเฉย ราวกับชีวิตได้แขวนอยู่บนเส้นด้าย เฉดเช่นเจอจอมมารในโลกของปีศาจ หรือพญามัจจุราชจากปรโลก

ยินหย่งสำนึกแล้ว ไม่อาจหาข้อแก้ตัวในความผิดที่ก่อด้วยความจงรักภัคดี

“จะให้ข้าทำเช่นไรกับท่านดี ท่านยินหย่ง”

ซ่งจินเหลียงลุกขึ้นเอ่ยถาม พลางเดินลงจากบัลลังก์ สาวเท้าเดินไปยังผู้ที่ยังก้มหน้าต่ำ

“ฝ่าบาท อาญามิพ้นเกล้า ข้าน้อยยินหย่งจงรักภักดี ขอให้ฝ่าบาทโปรดเห็นแก่ความดีความชอบ ไว้ชีวิตด้วยเถิด” ยินหย่งเสียงสั่นสะท้าน ดวงตาหวาดเหลือมองเห็นเท้าที่เดินผ่านหน้า

“อืม ท่านจงรักภักดี” พยักหน้ารับ ก่อนตวัดดาบไปที่ลำคอ “จงรักภัคดีแล้วทำกับข้าเช่นนี้รึ!”

ยินหย่งรับรู้ถึงปลายแหลมคมเฉี่ยวตรงคอจนเกิดเป็นแผล สร้างความตื่นตระหนกให้ไม่น้อยจนต้องร้องขอชีวิตอีกครา “ฝ่าบาท!...ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด ข้าน้อยถูกใส่ความ ข้าน้อยไม่รู้”

“ข้าเกลียดคำว่าไม่รู้ของพวกท่านนัก! อายุปูนนี้แล้วยังริอาจแสดงอำนาจบาตรใหญ่ คิดแทนข้า! เห็นข้าเป็นเด็กอมมือหรือไงกัน! ข้าซ่งจินเหลียงเป็นฮ่องเต้แคว้นฉิน เป็นจักรพรรดิผู้ลือชา คิดว่าข้าโง่งมเอาแต่หมกตัวอยู่ในกระดองงั้นรึ!”

ซ่งจินเหลียงไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น อาภรณ์ไหมพลิ้วสะบัดตามห้วงอารมณ์โทสะ

เหล่าเสนาอำมาตย์ในท้องพระโรงกล่าวเสียงเซ็งแซ่

“พระอาญามิพ้นเกล้า โปรดระงับโทสะ”

พวกเขาต่างหวาดกลัวที่จะถูกประหารชีวิต

ซ่งจินเหลียงสูดลมหายใจเข้าปอด เก็บดาบเข้าฟักคาดเอวด้านซ้ายตามเดิม ในเมื่อยินหย่งเป็นผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงทัณฑ์ที่สมน้ำสมเนื้อ โทษฐานที่คิดเกินเลย ไม่เคารพการตัดสินใจของตน

หนิงลี่คือผู้ที่ซ่งจินเหลียงเลือก ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดได้ทั้งนั้น!

“ทหาร! จับตัวยินหย่งโบยสามร้อยไม้!”

ทหารสองนายอารักขาที่อยู่ด้านนอกวิ่งเข้ามาในท้องพระโรง นั่งลงคารวะเพื่อรับคำสั่ง

“พ่ะย่ะค่ะ!”

อำมาตย์ยินหย่งถูกลากออกไปด้านนอก เสียงร้องโอดครวญร่ำไห้ขอร้องให้ซ่งจินเหลียงเมตตาปรานี ยินหย่งในปีนี้ก็อายุปาไปเกือบเลขเจ็ดแล้ว หากต้องโดนสามร้อยไม้...ไม่ตายก็พิการ

ซ่งจินเหลียงเพิกเฉยต่อเสียงร้องนั้น อย่างไม่แยแส

ไม่ถึงยี่สิบไม้ยินหย่งก็แทบสิ้นลมหายใจ นายอำมาตย์ผู้มากอายุไม่อาจข่มตาหลับให้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดทางกายได้แม้สักไม้ สร้างความน่าเวทนาให้กับผู้พบเห็นไม่น้อย ไม่มีใครกล้าห้ามปราม ไม่มีใครกล้าที่จะขัดพระทัยองค์ฮ่องเต้ จึงได้แต่ทนฟังเสียงร้องที่น่าเวทนา

“ฝ่าบาท! ฝ่าบาทโปรดหยุดเถิด ฝ่าบาท!”

เมื่อยินหย่งถูกโบยถึงไม้ที่ยี่สิบห้า เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นห้าม ผู้ที่ส่งเสียงร้องห้ามไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากพระสนมอัปลักษณ์

หนิงลี่วิ่งกระหืดกระหอบเพื่อห้ามไม่ให้ซ่งจินเหลียงกระทำผิดไปมากกว่านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ หนิงลี่จึงคุกเข่าก้มหน้า ร้องขอให้ซ่งจินเหลียงมีความเมตตา

ซ่งจินเหลียงนั่งอยู่ในบัลลังก์ทองยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทหารที่ทำหน้าที่โบกยินหย่งหยุด

“ข้าน้อยหนิงลี่ มาขอชีวิตอำมาตย์ยินหย่ง ฝ่าบาทโปรดเมตตาได้หรือไม่”

หนิงลี่นึกหวั่นให้กับคำขอของตัวเองนัก

ในขณะที่ตนเองกำลังนั่งอยู่ในห้อง พลันได้ยินเสียงหนึ่งร้องเรียกจากหน้าตำหนัก เป็นลูกสาวของยินหย่งที่มาร้องขออ้อนวอนให้ช่วยเหลือบิดาที่กำลังถูกลงโทษด้วยการโบย ในคราแรกหนิงลี่นึกแปลกใจนักแต่เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้หนึ่งจึงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงได้ฝ่าวงล้อมการโทษทัณฑ์ของยินหย่งมาพบซ่งจินเหลียง

ยินหย่งคือผู้ทำผิดที่ริอาจคิดแทนฮ่องเต้ หากแต่ความดีความชอบของยินหย่งก็มีมาก และที่ยินหย่งทำไปก็เพื่อซ่งจินเหลียงทั้งสิ้น

“พระสนม ยินหย่งสมควรได้รับการลงโทษ หากไม่เช่นนั้นแล้วผู้ที่จะต้องอับอายเมื่อคืนอาจเป็นเจ้า มิใช่สหายเก่าแม่ทัพซู”

มันเป็นดั่งที่ซ่งจินเหลียงกล่าว หนิงลี่แม้จะเคยดื่มสุรามาบ้าง แต่มันก็เป็นเพียงแค่สุราชาวบ้าน รสชาติหรือน้ำเมามันไม่เท่ากับสุราที่วังหลวง เพียงแค่ดื่มไม่กี่จอกอาการของหนิงลี่จึงผิดแผกไปจากทุกที ทว่ายังไม่ทันที่จะเมากลับได้ยินเสียงหนึ่งดังโครมใหญ่ เป็นซูลี่ที่ล้มลงไปกับพื้น ภาพของแม่ทัพผู้สง่างามผิดแปลกจากเดิมจนน่าใจหาย ซูลี่ดิ้นทุรนทุราย บิดกายอย่างเร้าร้อน วิงวอนร้องขอด้วยความเย้ายวน เป็นสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง

มาภายหลังหนิงลี่จึงได้รู้จากซ่งจินเหลียงว่าแท้จริงแล้วซูลี่คิดวางแผนกับองค์รัชทายาทโจวอี้หานให้ตนเองต่างหากเล่าที่จะต้องอับอาย เดิมทีกับซูลี่นั้นแล้วคิดว่าหมดความบาดหมางต่อกัน แต่ใครเล่าจะคิดว่าซูลี่นั้นมีแผนการร้ายอยู่ในใจ

“ข้า...” หนิงลี่ไม่อาจตอบได้ ลำคอแห้งผากราวกับทะเลทราย

ยินหย่งร่วมมือกับซูลี่และโจวอี้หานอย่างไม่น่าให้อภัย!

หากเป็นเช่นนั้นแล้วใยจะต้องช่วยเหลือ?

หนิงลี่ผินมองใบหน้าชรา แววตาทั้งสองข้างทอแววประกายสิ้นหวัง หยาดน้ำสีใสไหลทะลักจากดวงตาคู่นั้น อายุอานามของอำมาตย์ผู้นี้ดูท่าจะมากกว่าบิดาของตนไม่กี่ปี หากเป็นบิดาของตนเองเล่าจะรู้สึกเช่นใด?

“ฝ่าบาท หม่อมฉันขอความเมตตาสักครา ปล่อยท่านผู้นี้ได้หรือไม่”

ซ่งจินเหลียงยิ้มแผ่วหวาน “เจ้าบอกเหตุผลกับข้าได้หรือไม่ ว่าทำไมข้าจะต้องปล่อย”

“ฝ่าบาท ข้ามีบิดาที่อายุมากที่อยู่ต้าฉี ขนาดข้าเป็นคนอื่นข้ายังปวดใจขนาดนี้ แล้วลูกหลานของท่านยินหย่งจะปวดใจเพียงใด คราวนี้ถือว่าท่านอำมาตย์ได้รู้ถึงความผิดแล้ว ความผิดครั้งนี้เกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ ท่านอำมาตย์จงรักภักดีต่อท่าน ท่านจะเห็นในส่วนนี้ได้หรือไม่”

อาภรณ์สีขาวสะบัดไปด้านหลัง แววตาเหี้ยมทอดมองร่างที่ยังคงนอนนิ่งไปด้วยความเจ็บปวด

“ในเมื่อพระสนมมาขอร้องเองกับตัว ใยข้าต้องใจร้ายไม่ทำตาม...ทหาร! ปล่อยตัวยินหย่ง”

ทหารผู้ทำหน้าที่โบยน้อมรับในคำสั่ง

“พ่ะย่ะค่ะ”

แผนการนี้ได้สำเร็จลุล่วงไปหนึ่งแล้ว สร้างความพึงใจให้กับฮ่องเต้แคว้นฉินไม่น้อย...หากใครเล่าจะล่วงรู้ หากใครเล่าจะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่...การสร้างสถานการณ์

หนิงลี่ได้รับการยอมรับจากเหล่าเสนาอำมาตย์ในแคว้นฉิน

พระสนมผู้ใจดีและมีจิตเมตตา

เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ความสงบสุข

ผ่านไปหลายวันหนิงลี่ก็ได้พบกับยินหย่งอีกครั้ง ชายชราดูมีสีหน้าอิดโรยจากอาการบาดเจ็บที่ยังคงไม่หายขาด มาครานี้ยินหย่งมาพร้อมกับบุตรสาว หนิงลี่จำได้ว่าเป็นหญิงคนเดียวกับคนที่มาขอร้องให้ไปช่วย ยินหย่งที่ถูกช่วยชีวิตสำนึกในบุญคุณอันใหญ่หลวง จึงได้มาคุกเข่าคารวะเพื่อแสดงความขอบคุณ มิหนำซ้ำยังแสดงเจตนาขอสาบานจงรักภักดีต่อหนิงลี่อยู่พักใหญ่ กว่าที่หนิงลี่จะให้ยินหย่งหยุดได้ก็ใช้เวลาไปเกือบชั่วยาม

หนิงลี่ก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้มีแอบแฝงว่าจะต้องได้ความดีความชอบ

ครั้นพอมีหนึ่งคนพูดสรรเสริญ ข่าวลือเกี่ยวกับพระสนมอัปลักษณ์ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งวังหลวง ชีวิตของหนิงลี่ที่เคยอยู่ในความสงบก็เริ่มพบกับความครื้นเครงของเหล่าบรรดาข้าราชบริพานที่บางครั้งนำสิ่งของมามอบให้หรือแม้กระทั้งเข้ามาเยี่ยมเยือนในตำหนักเพื่อพบหน้าสักครา ในทุกวันหนิงลี่จึงต้องออกไปต้อนรับแขกที่เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

เซียวถิงเย่นางกำนัลคนสนิทหน้าชื่นตาบานจนเป็นดั่งดอกท้อที่บานสะพรั่ง พระสนมที่ใจดีขนาดนี้หาได้ยากยิ่ง นี่แหละหนาที่ว่า...ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว

ในวันที่ดวงอาทิตย์สาดแสงจ้าตรงบนศีรษะซ่งินเหลียงได้ให้คนมาตามหนิงลี่เพื่อนัดเที่ยวชมอุทยาน หนิงลี่จึงได้ถูกเซียวถิงเย่จับแต่งตัวอย่างสวยหรูเพื่อรอเข้าเฝ้า

ครั้นพอไปถึงสถานที่นัดหมายกลับพบเจอแต่เพียงความว่างเปล่าของผู้นัด หนิงลี่จึงได้ไปนั่งรออยู่ที่ศาลาริมน้ำ พลันมองบรรยากาศโดยรอบ นับว่าที่นี่เป็นสถานที่ไม่เลวทีเดียว ปกติแล้วนอกจากหอสมุดกับสระบัวก็แทบไม่ได้ไปเดินเพ่นพ่านที่ไหน ด้วยเบื่อหน่ายกับคำติฉินนินทาว่าร้ายจึงไม่ค่อยชอบใจนัก

“นี่เจ้า...ข้าได้ข่าวว่าโจรป่าทางเหนือนึกเหิมเกริมคิดลองดีกับฮ่องเต้ ส่งคนเข่นข้าราษฎรเป็นผักปลา”

“ฮ่องเต้ส่งคนไปกำราบคราหนึ่งแล้วมิใช่รึ”

“ข้าได้ข่าวมาว่าพวกนั้นหลบหลีกเก่งนัก มีวิชาอาคมแรงกล้าจนไม่เกรงกลัวฟ้าดิน”

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้นหนิงลี่ก็ได้ยินนางกำนัลหญิงสองคนกำลังเดินคุยกันอยู่ไม่ห่างนัก พวกนางไม่เห็นหนิงลี่จึงได้เดินผ่านโดยที่ไม่ทำการคารวะ หากหนิงลี่กลับใส่ใจไม่ สิ่งที่สนคือคำของพวกนางที่กำลังเอื้อนเอ่ย นอกจาเรื่องภายในแล้วเรื่องภายนอกวังหนิงลี่แทบไม่รับรู้ อาจเป็นเพราะตำแหน่งที่ตนได้รับอยู่ในขณะนี้ จึงไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึงเรื่องราวด้านนอกสักเท่าไหร่ จึงทำให้หนิงลี่สนใจอย่างมาก

“พระสนม อย่าไปฟังที่นางพวกนั้นพูดเลยเพคะ ออกจะน่ากลัว” เซียวถิงเย่นางเป็นหญิงสาววัยแรกแย้ม ใช้ชีวิตอยู่แต่ในวังหลวงไม่เคยได้พบกับศึกสงคราม นางถึงกับสั่นสะท้านยามที่นางพวกนั้นพูดจบ

“ทางเหนือของแคว้นฉินเป็นเช่นใด” พระสนมใคร่รู้ในคำถาม

“เป็นป่าเขาเพคะ ข้าไม่เคยไปที่นั่น แต่เคยได้ยินว่าเป็นชายแดนทางเหนือ มีโจรป่าน่ากลัว รายล้อมไปด้วยป่าเขาราวกับเป็นที่อยู่ของปีศาจ”

หนิงลี่พยักหน้ารับอย่างใช้ความคิด เท่าที่ได้ฟังเซียวถิงเย่กล่าวถึง มันคงเป็นสถานที่ที่น่ากลัวพอดูมาก หากมีโจรป่าโหดร้ายนั้นแล้วก็ยิ่งยากลำบากในการปกครอง หนทางที่จะชนะก็พอจะมีอยู่ เมื่อตอนอยู่ต้าฉีหนิงลี่เคยอ่านหนังสือกลยุทธ์การรบมาบ้าง จึงได้พอรู้ว่ามีวิธีการเช่นใด

“ถิงเย่ เจ้าเคยได้ยินกลยุทธ์กวนน้ำจับปลา**[9]** หรือไม่”

เซียวถิงเย่ส่ายหน้าอย่างไม่รู้

“ชายแดนทางเหนือเป็นป่าเขา ช่วงนี้ใกล้เข้าหน้าฝนย่อมเป็นการดี ใช้เวลายามโฉ่ว**[10]** บุกโจมตีตอนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวสร้างความปั่นป่วนให้พวกโจรป่า จุดไฟคบเพลิงเผาหลอกล่อให้โจรป่าไปอีกทางแล้วใช้ยานอนหลับใส่ในเสบียงของโจรป่า แสร้งทำเป็นพ่ายแพ้หนี เมื่อโจรป่านึกลำพองใจต้องฉลองชัยแน่ หากพวกเขากินเสบียงที่ผสมยานอนหลับเมื่อใด...” หนิงลี่หยุดคำ

เซียวถิงเย่จึงกล่าวต่อ “พวกโจรป่าก็จะพ่ายแพ้ใช่ไหมเพคะ!”

“แต่แผนการนี้จะใช้ไม่ได้เลยถ้าหากว่าไม่รู้ที่อยู่ของโจรป่าอย่างแน่ชัด” หนิงลี่ถอนหายใจหนึ่งครั้ง “ก่อนอื่นต้องหาหนทางเข้าไปในที่หลบซ่อน หากที่เชิงเขามีต้นน้ำให้นำทหารสอดแนวที่มีฝีมือคอยจับตาดู เมื่อใดที่ขาดน้ำพวกนั้นก็คงต้องหาหนทางลงไปหาน้ำเพื่อใช้ดื่มใช้เป็นแน่”

“พระสนม...ท่านนี้ช่างฉลาดล้ำลึก”

หนิงลี่ยิ้มแผ่วให้กับคำชมนั้น...น่าเสียดายที่แผนการนี้อาจไม่ได้นำไปใช้จริง ซ่งจินเหลียงคงมีวิธีจัดการพวกโจรป่าอยู่แล้ว

หากหนิงลี่ไม่รู้...ทุกคำซ่งจินเหลียงยืนฟังมาตั้งแต่ต้น สองคิ้วขมวดเป็นปมพลางนึกชื่นชมในแผนการ ซ่งจินเหลียงมีคำบัญชาแก่ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ให้ไปจัดการ ก่อนแสร้งทำเป็นเดินไม่ได้ยินเดินเข้าไปยังศาลาที่พระสนมยืนอยู่

หนิงลี่คารวะด้วยความนอบน้อม “ฝ่าบาท”

“ที่ข้าให้เจ้ามาที่นี่ ข้ามีเรื่องจะบอกกับเจ้า” ซ่งจินเหลียงไม่พูดมากความ เขามีเรื่องจะต้องบอกกับพระสนมอยู่หนึ่งเรื่อง ที่มาช้าด้วยติดภารกิจของโจรป่าเหล่านั้น หากหนิงลี่ได้ฟังแล้วคงได้ชอบใจไม่น้อย

“ท่านมีเรื่องอันใดที่จะพูดกับข้ารึ”

“ข้าจะพาเจ้ากลับต้าฉี ไปเยี่ยมเยียนครอบครัว”

ดวงตากลมตื่นตระหนก หนิงลี่เผยยิ้มอย่างยินดี “ท่านพูดจริงงั้นรึ ท่านไม่ได้ปดข้า”

“ใยข้าต้องพูดปดกับเจ้าด้วยเล่า” ซ่งจินเหลียงนึกขันนัก หนิงลี่ไม่ได้มีท่าทีผิดแผกไปจากที่คิด “หากเจ้ากลัวว่าซูลี่จะทำอะไรครอบครัวของเจ้าตามคำขู่ เจ้าจงกลับไปดูกับตัวเองให้เห็นกับตา ข้าไม่ได้เข่นฆ่าครอบครัวของเจ้าแม้สักคน ข้าไม่ได้ทำอันตรายพวกเขาอย่างที่เจ้าเคยคิด”

“ฝ่าบาททรงรู้?” สบดวงตาพราวโดยตรง

“พระสนมลี่ ข้าเป็นฮ่องเต้ ไม่มีอะไรในแคว้นที่ข้าไม่รู้ หากครานั้นเจ้าเชื่อคำซูลี่ข้าจะเสียใจมาก”

หนิงลี่แย้มยิ้มแก้มแทบฉีกถึงใบหู “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา”

“ข้าทำเพื่อเจ้าเช่นนี้แล้ว เจ้าจะทำเพื่อข้าได้หรือไม่” ซ่งจินเหลียงยื่นมือขวาไปด้านหน้า สิ่งที่ซ่งจินเหลียงต้องการมีเพียงแค่อย่างเดียว หากใช่ร่างกายอีกฝ่ายไม่ แต่เป็นเพียงฝ่ามืออุ่นที่คอยประสานเดินเล่นชมบัวในสระ

คนถูกเชิญชวนหยุดชะงักครู่หนึ่ง หนิงลี่มองฝ่ามือซ่งจินเหลียงด้วยท่าทีไม่แน่ใจนัก จนต้องเงยหน้ามองใบหน้างดงามนั้น ราวกับถูกมนต์สะกด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองได้ส่งฝ่ามือหยาบกร้านทาบทับฝ่ามือฮ่องเต้ พร้อมกับใจดวงน้อยที่เต้นแรง

มันช่างน่าแปลกที่พวกเขาต่างมาถึงจุดนี้ หนิงลี่ยังคงจำตอนที่เจอกับซ่งจินเหลียงได้ในครั้งแรก ในสายตาของหนิงลี่แล้วชายผู้นี้คือบุคคลอันตรายที่คอยคร่าชีวิตผู้อื่น ถูกบังคับพามายังเสียนหยางอย่างไม่เต็มใจ ถูกทำร้ายโดยการยิงธนูใส่จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็มีหลายครั้งที่หนิงลี่ไม่เข้าใจในพฤติกรรมของซ่งจินเหลียง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทำเอาหวาดระแวงจนไม่เป็นอันกินอันนอน

สิ่งเหล่านั้นไม่อาจลบเลือนด้วยกาลเวลา ในเมื่อหนีไม่รอด ไปไหนไม่พ้น หนิงลี่จึงได้แต่ทำใจอยู่ภายใต้คำสั่งของซ่งจินเหลียง...หากไม่ได้รับรู้ถึงอดีตของซ่งจินเหลียง หากไม่ได้มีเรื่องของซูลี่ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นเช่นไรกันนะ...หนิงลี่ไม่อาจรู้

‘มนุษย์’ ย่อมก้าวเดินผิดพลาด คลุกคลีกับถนนจนตัวเปื้อนฝุ่น บ้างก็มีแผล บ้างก็เจ็บตัว กว่าจะหยัดยืนได้อีกครามันไม่ใช่เรื่องง่าย กาลเวลาที่ไม่อาจหวนกลับคืนเหมือนดังเดิม หนิงลี่ไม่แค่เลือกใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และก้าวเดินไปข้างหน้า เรียนรู้สิ่งที่ผิดพลาดเท่านั้น

ที่สวนด้านหลัง...สองร่างเดินจูงมือกันโดยที่ไร้ทหารองค์รักและนางกำนันคอยรับใช้

นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน...มีเพียงฮ่องเต้และพระสนม

TAKE

เมื่อคืนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น หุหุหุ

อะไรนะ! อยากให้เกิดรึ ท่านจงอดใจรอเพียงนิด ข้ามีแผนการไว้อยู่แล้ว

---------

"ผิวกายข้าไม่อ่อนนุ่มเหมือนเต้าหู นิ้วมือข้าก็หยาบกร้านจากการทำงานหนัก ข้า...ข้ากลัวว่าท่าน..."

หนิงลี่ผินหน้าหันไปอีกทาง ใบหน้าห่อร้อนยามเมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่ทำให้จิตใจหวั่นไหว รับรู้ถึงกายใหญ่ทาบทับลงมาบนร่าง

ซ่งจินเหลียงเอ่ยในคำเดียวกัน

"ผิวกายเจ้าไม่อ่อนนุ่มเหมือนเต้าหู นิ้วมือของเจ้าก็หยาบกร้านจากการทำงานหนัก แต่ทั้งหมดนี้คือคือเจ้า...เป็นเจ้า...ที่ข้ารัก"

หันมองสบดวงตาหวานโดยตรง ใบหน้างดงามของซ่งจินเหลียงสะท้อนกับแสงตะเกียงที่อยู่ด้านข้างก่อนที่ริมฝีปากอุ่นร้อนจะทาบทับ รับรู้ถึงความอ่อนนุ่มหอมหวาน

-------------

พอๆ พอละ....อีกไม่นานเกินรอ อิอิ

ตอนนี้ต้องให้หนิงลี่ชนะใจผู้อื่นก่อน แน่นอนว่าชายซ่งนางช่วยวางแผน คริคริ

ปกดำกับปกขาว โอเค ผ่านแล้ว คราวนี้เหลือปก 3 กับปก 4 เทคเปลี่ยนจาก สีชมพูเป็นเลือดหมู เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาลแก่ออกเปลือกมังคุด ตอนแรกเทคเปลี่ยนตามคำแนะนำแล้วสีทองกับสีเทา แต่มันก็ยังไม่เข้าตาหรือเทคเลือกเฉดสีไม่ถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฮ่าๆ คราวนี้เลยเอามาให้ดูใหม่จ้า ส่วนคำแนะนำว่าโล่งไป เทคก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาใส่ดี อันนี้เทคทำเอง ฝีมือแค่ความรู้เท่าที่เรียนมา ไม่ได้โดดเด่น เลยยังคิดไม่ออกอ่าา








[9] กลยุทธ์กวนน้ำจับปลา หรือ หุนเสว่ยออวี๋ เป็นกลยุทธ์ที่มีความหมายถึงการรู้จักฉกฉวยจังหวะที่ศัตรูเกิดความปั่นป่วนภายในกองทัพให้เป็นประโยชน์ แย่งยึดเอาผลประโยชน์นั้นมาเป็นของตน นำกำลังทหารบุกเข้าโจมตีเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

[10] ยามโฉ่ว เท่ากับเวลา 01.00 น. จนถึง 02.59 น.


ความคิดเห็น