น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 7 : แม่ทัพออกโรง (2/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 : แม่ทัพออกโรง (2/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 596

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2560 00:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 : แม่ทัพออกโรง (2/3)
แบบอักษร


เสียงจ้อกแจ้กจอแจที่ดังไปทั่วตลาดทำให้ร่างเพรียวที่วันนี้สลัดมาดคุณหนูคะนึงนิจมาสวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์แบบสบายๆก้าวเดินซอกแซกดูร้านขายของจนเพลินและไม่ได้ยินเสียงเรียกของอัสดงที่เดินตามหญิงสาวไม่ทันเลย

คะนึงนิจเดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก่อนจะไปหยุดตรงแผงขายพวงกุญแจลูกปัดร้อยตัวอักษรก่อนจะทรุดนั่งลงหยุดมองอย่างสนใจ จนทำให้อัสดงที่เร่งเดินตามหาคลาดกับหญิงสาวไปจนได้

“เอาตัว K-H-A-N-U-N-G-N-I-T ค่ะ”

“ผมนึกว่าคุณจะเหมาหมด 26 ตัวอักษรไปเลย” เสียงห้าวที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้คะนึงนิจเอี้ยวคอกลับไปมอง ครั้นเห็นว่าเป็นเจ้าของไร่ฟ้าเพียงดินที่ยังคงคอนเซ็ปต์สวมยีนส์ทั้งเสื้อและกางเกง หญิงสาวก็หันกลับอย่างไม่คิดจะเสียเวลาใส่ใจ

“คุณมาทำอะไรที่นี่คนเดียวเนี่ย” ชายหนุ่มทรุดนั่งยองๆข้างๆเมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับจากหญิงสาวข้างตัว พลางเริ่มกวาดมือเลือกตัวอักษรชื่อตัวเองบ้าง

“ใครว่าฉันมาคนเดียว ฉันมากับพี่ดงต่างหาก”

“ก็ผมเห็นคุณคนเดียวแท้ๆยังจะมาเถียง”

“พี่ดงเดินตามฉันมาเมื่อกี้นี้เอง เดินไปอีกหน่อยก็คงเจอกันแหละ แล้วคุณมายุ่งอะไรกับฉันเนี่ย”

คะนึงนิจเอ่ยพลางตวัดค้อนตาเขียว หากพงศ์พิชชายักไหล่อย่างไม่แยแสเมื่อเอ่ยตอบหญิงสาว

“ผมก็ไม่ได้คิดจะมายุ่งอะไรกับคุณหรอก แต่พอดีผมมาคุยธุระเรื่องที่ดินแถวนี้ แล้วก็เห็นคุณนั่งสะกดชื่อตัวเองยาวเป็นวา ผิดกับผู้หญิงคนที่ผมเพิ่งเจอเมื่อกี้ ชื่อสั้นนิดเดียวเอง”

“แม่นั่นจะชื่อสั้นหรือชื่อยาวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันมิทราบ”

“อ้าว ผมก็นึกว่าเกี่ยวเพราะเห็นเขาบอกว่าจะมาหาซื้อที่ในนามของบริษัท เพียงธำรง”

คราวนี้คะนึงนิจหันขวับมาทันที พลางเอ่ยถามเสียงเครียด

“นิอร... อย่างนั้นเหรอ”

“ใช่... แต่ที่ผมแปลกใจ ในเมื่อบริษัทพวกคุณได้ที่ดินของไร่รุ่งอรุณไปแล้ว เขาจะมาหาซื้อที่ทำเลอื่นอีกทำไม..”

พงศ์พิชชาเอ่ยถามหญิงสาวที่เปลี่ยนท่าทีไปเลยตั้งแต่มีชื่อของนิอรเข้ามาในประโยคสนทนาระหว่างเขากับเธอ คะนึงนิจผุดลุกขึ้นทันทีพลางถามย้ำกับชายหนุ่มอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“นายแน่ใจว่าชื่อนิอร ไม่ผิดแน่ๆนะ”

“ใช่”

“ฉันอยากติดต่อเจ้าของที่ดินผืนที่ยัยนิอรนั่นมาติดต่อขอซื้อด่วน นายพอจะรู้จักไหม”

“คุณจะติดต่อเขาทำไม ...” พงศ์พิชชาเอ่ยถามอย่างแปลกใจ หากคะนึงนิจตาวาววับขึ้นอย่างเอาเรื่อง

“ฉันจะไปบอกให้เขาว่าไม่ต้องขายที่ให้แม่นั่นอย่างเด็ดขาด ฉันต้องรายงานคุณปู่หน่อยแล้วว่ายัยแม่มดนี่คิดไม่ซื่อ”

“ทำไมคุณขี้ฟ้องจัง เป็นเด็กสามขวบหรือไง เอะอะฟ้องผู้ปกครอง”

“ฉันซีเรียสนะ ซื้อที่ดินครั้งนึงใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ แม่นั่นจะเอาเงินจากไหนตั้งหลายล้านถ้าไม่เอาเงินจากบริษัทมา ดีไม่ดีเจ้าของที่อาจจะถูกแม่นั่นหลอกเอาก็ได้”

คะนึงนิจเอ่ยพลางทำท่าจะเดินออกจากร้านพวงกุญแจไปทันที หากพงศ์พิชชาคว้าแขนเรียวของอีกฝ่ายเอาไว้พลางเอ่ยห้าม

“ไม่ต้องรีบหรอกคุณ จ่ายค่าพวงกุญแจเขาก่อน เดี๋ยวค่อยไปจัดการก็ได้”

“ฉันแค่รีบ ไม่ได้คิดจะเบี้ยวซักหน่อย”

คะนึงนิจทำตาเขียวใส่คนทวงค่าพวงกุญแจแทนแม่ค้า ในขณะที่พงศ์พิชชายิ้มกว้างกับคำแก้ตัวนั้น ก่อนจะค่อยคลายมือหนาที่เกาะกุมแขนเรียวเสลาของอีกฝ่ายออกเพื่อเปิดโอกาสให้หญิงสาวได้หยิบเงินให้แม่ค้าที่อมยิ้มรอ

“เอ้า...เสร็จแล้ว ทีนี้นายจะพาฉันไปหาเจ้าของที่ได้หรือยัง”

“ได้...คุณจะคุยตรงนี้หรือที่ไหนก็บอกมาได้เลย...เพราะผมนี่แหละเจ้าของที่ที่คุณนิอรมาเจรจาขอซื้อที่ดินด้วย”

คะนึงนิจอ้าปากค้างในขณะที่กวาดสายตามองใบหน้าคมเข้มที่ยิ้มอวดโอ่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา หมอนี่เคยเปิดโรงรับจำนำหรือปล่อยเงินกู้เถื่อนหรือเปล่า ทำไมถึงได้เที่ยวเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเยอะแยะไปหมด

“นายเนี่ยนะ เจ้าของที่ดินที่บริษัทฉันจะซื้อ”

“ใช่...และคุณสบายใจได้ ผมไม่มีวันถูกหลอก เพราะผม...ไม่มีวันขายให้พวกคุณเด็ดขาด!!!”

.....................................

ต้นข้าวที่ออกรวงสีทองอร่ามเอนลู่ตามลมที่พัดโบกเป็นริ้วคลื่นดูราวกับเป็นทะเลสีทองที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา ทำให้คณุตม์เปิดกระจกรถพลางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดจนชายหนุ่มได้กลิ่นหอมจากรวงข้าวและกลิ่นไอดินที่ทำให้รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอากาศที่ปลอดมลพิษนั้นมันดีต่อระบบทางเดินหายใจและร่างกายอย่างไร

 ใกล้รุ่งชะลอความเร็วของรถลงก่อนจะเลี้ยวเข้าถนนเล็กๆที่แยกออกจากถนนใหญ่ โดยที่สองข้างทางนั้นรายเรียงไปด้วยทิวต้นราชพฤกษ์และต้นตะแบกที่บานสะพรั่งอวดดอกสีม่วงอ่อนและสีเหลืองอร่ามที่เรียงสลับกันจนคนที่เคยอยู่เมืองนอกมาเป็นสิบปีถึงขั้นอดหันมาถามคนขับไม่ได้

“ที่นี่เขามีงานเทศกาลดอกไม้หรือเปล่าใกล้รุ่ง ถนนแถวนี้ถึงสวยกว่าที่อื่น”

“เปล่าหรอกค่ะพี่นุด ถนนเส้นนี้เป็นทางเข้าไร่รุ่งอรุณของเราเองค่ะ” หญิงสาวเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับโทนให้เป็นปรกติ พลางพยายามทำเป็นลืมๆเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ไป ในขณะที่เอ่ยเล่าให้อีกฝ่ายฟังต่อ

“ต้นไม้พวกนี้พ่อกับคนงานช่วยกันเอามาลงเอาไว้ค่ะ เพราะแม่ชอบ ยิ่งที่บ้านนะคะมีเยอะกว่านี้อีกจนรุ่งนึกว่าพ่อจะทำสวนดอกไม้มากกว่าสวนผลไม้”

“ต้นไม้เยอะขนาดนี้นี่เองที่นี่ถึงไม่ค่อยร้อนมากเหมือนที่กรุงเทพฯ”

“แต่ก็ร้อนระอุอยู่ดีแหละค่ะ พี่นุดมาถึงช่วงเย็น เลยดูเหมือนไม่ค่อยร้อน ลองมาอยู่ตอนเที่ยงสิคะ ต้องพกเสื่อออกมาปูตามต้นหูกวางหรือไม่ก็ต้นมะม่วงค่ะ รุ่งเคยอยู่ในบ้าน แทบจะสุกไปทั้งตัวเลย”

“แล้วทำไมไม่เปิดแอร์ล่ะ หรือกลัวเปลืองค่าไฟ”

คณุตม์ถามอย่างสงสัยเพราะการที่จะทำตามกรรมวิธีหาที่หลบร้อนอย่างที่หญิงสาวเล่ามาเมื่อครู่ดูจะลำบากกว่าการอยู่ในบ้านแล้วอาศัยความเย็นจากเครื่องปรับอากาศเสียอีก

“เปิดแอร์มันเย็นก็จริงค่ะ แต่มันไม่ปลอดโปร่ง สู้ออกมาอยู่กับต้นไม้ไม่ได้ มีลมพัดเย็นๆแล้วก็ได้อากาศสดชื่นเข้าปอดด้วย”

คณุตม์อดยิ้มตามคำโฆษณาชวนเชื่อของหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้ พลางเผลอจ้องมองรอยยิ้มที่เบิกบานราวกับนกน้อยที่ได้กางปีกร่อนถลาไปสู่ป่ากว้างอย่างอิ่มเอมใจ ใกล้รุ่งมักจะมีรอยยิ้มที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจโดยที่ไม่ต้องพยายามบังคับตัวเองให้คิดว่ากำลังผ่อนคลายอย่างที่เขาเคยทำมาตลอดหลายปี และนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่คิดจะปฏิเสธเมื่อปู่บอกให้เขาแต่งงานกับเธอ

“แล้วรุ่งไม่เสียดายหรือที่ไร่นี้จะถูกเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น”

ใกล้รุ่งใช้เสียงถอนหายใจเป็นคำตอบ ในขณะที่คณุตม์เองก็ไม่ได้คาดคั้นให้หญิงสาวเอ่ยสิ่งที่คิดออกมา หากเขาเพียงแค่ต้องการพูดขึ้นเพื่อให้หญิงสาวฉุกคิด

เขาชักอยากจะรู้ว่าหญิงสาวจะยืนกรานปฏิเสธการแต่งงานเขาไปได้สักกี่น้ำ ในเมื่อทุกครั้งที่พูดถึงที่ดินแห่งนี้และคนในครอบครัว หญิงสาวก็มีอาการวิตกกังวล จนชายหนุ่มมั่นใจ...ก่อนกลับกรุงเทพฯเขาต้องได้คำตอบที่เขาพอใจจากใกล้รุ่งจนได้

มือเรียวเอื้อมไปบิดกุญแจรถและดับเครื่องยนต์ลงเมื่อรถมาจอดสนิทที่หน้าบ้านไม้สองชั้นยกสูง ที่บัดนี้มีรถกระบะสองคันจอดขวางทางเข้าบ้านอยู่

“นั่นพี่ดงกับไอ้ชานี่ ทำไมมาขลุกรวมกันได้อีกละเนี่ย”

ใกล้รุ่งบ่นงึมงำในขณะที่ก้าวลงจากรถพลางเดินมาหาทั้งสามคนที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างเคร่งเครียด โดยมีคณุตม์เดินตามมาไม่ห่าง

“นิดคุยกับคุณปู่แล้ว ตอนนี้บริษัทให้สิทธิขาดพี่นุดในการทำโครงการคอมเพล็กซ์ที่พิษณุโลก ดังนั้นการที่ยัยนิอรมาเที่ยวไล่หาซื้อที่ดินที่นี่ คงไม่ได้หวังดีซื้อไปให้พี่นุดแน่ๆ”

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอยัยนิด”

คณุตม์เอ่ยแทรกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินชื่อแม่เลี้ยงของตนเองเข้ามาเอี่ยว คะนึงนิจจึงรีบฟ้องพี่ชายตนเองทันที

“ก็ยัยนิอรน่ะสิคะ ไปเที่ยวขอซื้อที่ดินในตัวเมืองจากนายพงศ์พิชชานี่ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่กันแน่”

คณุตม์หันมองตามสายตาของน้องสาว อัสดงจึงได้โอกาสแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน

“นี่พงศ์พิชชา เจ้าของที่ดินในเมืองแล้วก็เจ้าของไร่ฟ้าเพียงดินด้วยครับ ไอ้ชา นี่คุณคณุตม์ พี่ชายของคุณคะนึงนิจ”

สองหนุ่มที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกหันมาทักทายกันอย่างเป็นทางการ โดยที่พงศ์พิชชาจะเป็นฝ่ายยกมือไหว้หลังจากที่อัสดงแนะนำเสร็จ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณคณุตม์”

“ยินดีเช่นกันครับ หวังว่าคุณคงยังไม่ได้ขายที่ให้ผู้หญิงคนนั้นไป”

คณุตม์เอ่ยถามเสียงขรึมหากพงศ์พิชชากลับยิ้มกว้างในขณะที่เอ่ยปฏิเสธหนักแน่น

“ไม่อย่างแน่นอนครับ ผมไม่คิดจะขายที่ให้ใคร-หน้าไหน-ทั้งนั้น!”

“ย้ำคิดย้ำทำหรือไงนายน่ะ พูดแต่ประโยคเดิมๆอยู่ได้”

คะนึงนิจขัดขึ้นดื้อๆ ก่อนจะหันไปคุยกับพี่ชายโดยที่ไม่สนใจคนที่ตั้งใจจะอ้าปากเถียงกลับหากอัสดงรีบกระตุกแขนห้ามเอาไว้เสียก่อน

“พี่นุดจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้นะคะ ยัยแม่มดนั่นอาจจะกำลังวางแผนทำอะไรชั่วๆอยู่ก็ได้”

“อาจจะไม่ถึงขั้นนั้นหรอกนิด แต่นิอรอาจจะกำลังรอให้ครบกำหนด 3 เดือนอยู่ก็ได้ ถ้าเผื่อพี่พลาด เขาจะได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่แทนพี่”

“นิดว่าพี่ควรไปจัดการเรื่องที่ดินให้เรียบร้อยก่อนนะคะ ถ้ายังไม่ได้ที่แล้วโครงการจะเดินหน้าได้ยังไงคะ? พี่ดงพอจะรู้จักใครที่มีที่ดินในตัวเมืองอีกไหมคะ..ที่ไม่ใช่นายพงศ์พิชชา”

คะนึงนิจหันไปถามอัสดงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ แต่ยังไม่วายส่งสายตาขู่อาฆาตไปยังชายหนุ่มอีกคนที่ยืนกอดอกพลางส่งยิ้มราวกับกำลังเยาะเย้ยเธอ เมื่ออัสดงตอบคำถามด้วยเสียงดังฟังชัด

“ไม่มีแล้วจ้ะ ก่อนหน้านี้กำนันไพบูลย์เขากว้านซื้อไปหมดแล้วหลังจากที่รู้ข่าวมาว่ารัฐบาลจะทำโครงการรถไฟความเร็วสูง เหลือก็แต่ที่ดินของเจ้าชามันนี่แหละที่หัวแข็งไม่ยอมขายให้กำนัน”

อัสดงเอ่ยพลางอดเหลือบมองไปยังชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มที่กำลังทำสงครามสายตากับคะนึงนิจอย่างนึกสนุก แถมยังแกล้งทำเป็นหูทวนลมเมื่ออีกฝ่ายยังคงเอ่ยเตือนขึ้น

“นี่ถ้ากำนันรู้ข่าวว่ามีคนมาขอติดต่อซื้อที่อีก กำนันแกคงหาโอกาสแวะมาทาบทามขอซื้อที่แกอีกแน่ พี่ว่าแกต้องระวังตัวเอาไว้บ้างก็ดีนะไอ้ชา”

“ผมบอกแล้วว่าผมจะไม่ขายที่ของผมให้ใครทั้งนั้น พี่ดงไม่ต้องห่วงหรอกครับ อย่างที่พี่ว่าไง ผมมันพวกหัวแข็ง ผมไม่ยอมให้กำนันใช้อิทธิพลกับผมง่ายๆหรอกน่า”

“แกอย่าทำเป็นเล่นไปไอ้ชา พี่ดงเตือนแกก็ฟังๆเอาไว้มั่งเหอะ” ใกล้รุ่งอดเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วงเพื่อนของตนไม่ได้ จนคนตัวสูงที่ยืนฟังอยู่ข้างๆเหลือบตามองอย่างแปร่งหู...ในขณะที่พงศ์พิชชายอมเลิกแกล้งจ้องตาทำสงครามประสาทกับคะนึงนิจพลางหันมายิ้มกว้างให้ผู้เป็นเพื่อนก่อนจะรับคำอย่างล้อเลียน

“ขอรับกระผมคุณนายใกล้รุ่ง แกไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า ฉันจะเก็บที่ดินของฉันไว้ขายให้แกคนเดียว...”

ท่าทีที่สนิทสนมกันของทั้งคู่นั้นทำให้คณุตม์หันไปสำรวจชายหนุ่มอย่างละเอียดอีกครั้ง ใบหน้าคมเข้มที่แม้จะคร้ามแดดไปบ้าง หากเมื่อพินิจดีๆแล้วอยู่ในเกณฑ์คนหน้าตาดีที่ไม่น่าไว้ใจ เพราะผู้หญิงอาจจะหวั่นไหวไปกับคิ้วเข้มและอกกว้างกำยำนั้นเอาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับคนข้างๆตัวเขาคนนี้

ใกล้รุ่งรู้สึกว่าบรรยากาศการสนทนาดูจะอึมครึมขึ้นทันทีจากประโยคเดียวที่หลุดออกมาจากปากของพงศ์พิชชา โดยเฉพาะสายตาคมเข้มที่เขม้นมองเธออย่างพินิจพิจารณาจากสองพี่น้องครอบครัวเพียงธำรงที่ใกล้รุ่งรู้สึกได้ว่า มีพลังงานบางอย่างที่เธอสัมผัสได้จากประกายตาของคณุตม์ที่ทำให้เธอร้อนๆหนาวๆได้อย่างที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อนเลย

“เอ่อ รุ่งว่าเราขึ้นไปคุยกันต่อข้างบนบ้านดีกว่าค่ะ เย็นมากแล้วเดี๋ยวจะได้ทานข้าวเย็นกันที่นี่เลย ... อ้อ!..พี่นุดเอากระเป๋าไว้ที่ไหนคะ เดี๋ยวรุ่งช่วยยกไปเก็บที่ห้องพักเองค่ะ”

“ไม่เป็นไร พี่จัดการเองได้ รุ่งขึ้นบ้านไปก่อนได้เลย”

ชายหนุ่มว่าพลางเดินย้อนกลับไปเอากระเป๋า หากเสียงวิ่ง..ตึกตึกตึก ที่ไล่หลังมาทำให้คณุตม์เดาได้ทันทีว่าเป็นใคร

“ตามพี่มาทำไมยัยนิด”

“พี่นุด นิดว่าพี่ต้องรุกแล้วนะ ขืนปล่อยชักช้าหมาแถวนี้คาบไปกินแน่ๆ” คะนึงนิจกระซิบข้างๆหูพี่ชายในขณะที่เดินเลี่ยงจากวงสนทนาเพื่อมาเอากระเป๋าเสื้อผ้าของคณุตม์ขึ้นไปเก็บบนบ้าน หากคณุตม์นั้นขยับเว้นระยะห่างกับน้องสาวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปรามเบาๆ

“นี่ยัยนิด พูดอะไรระวังหน่อย เรายังต้องพึ่งคุณพงศ์พิชชาเรื่องที่ดินอยู่นะ”

“คุณ? พี่นุดเรียกไอ้หมอนั่นว่าคุณได้ไง แค่ฟังนิดก็ขนลุกแล้ว” คะนึงนิจว่าพลางทำท่าประกอบ ก่อนจะลดอาการลงปรกติเมื่อเห็นสายตาเข้มของพี่ชายที่ดุมา พลางเอ่ยเป็นการเป็นงาน

“ถ้าที่ดินในตัวเมืองเป็นของเขาจริง เราก็ต้องพึ่งคุณพงศ์พิชชาเขา”

“ แต่เรื่องที่ดินพี่นุดไม่ต้องห่วง นิดว่าพี่นุดห่วงเรื่องยัยรุ่งก่อนเหอะ พี่นุดพร้อมหรือยัง นิดจะลงมือแล้วนะ”

“พร้อมอะไร?”

“อ้าว...ก็ที่มานี่ก็มาตามเจ้าสาวกลับไปแต่งงานไม่ใช่เหรอ” คะนึงนิจเอ่ยเสียงไม่เบานักทำให้ผู้เป็นพี่ชายอยากจะเขกกะโหลกสักที

“นี่ยัยนิด ไม่ต้องมาจุ้นเรื่องนี้เลย พี่จะจัดการเอง...เข้าใจมั้ย!”

คณุตม์เอ่ยห้ามเสียงเข้ม หากคะนึงนิจยังคงทำตาใสก่อนจะเอ่ยกับพี่ชายยืนยันในความคิดของตน

“พี่นุดเชื่อนิดเหอะ เรื่องนี้มันต้องมีผู้ช่วย เรื่องที่ดินนิดจะเชิญคุณพริมาให้ไปช่วยเจรจาเรื่องซื้อที่ดินกับนายพงศ์พิชชาให้ นิดจะได้มีเวลาไปช่วยพี่นุดทำให้ยัยรุ่งใจอ่อน...ยอมแต่งงานกับพี่เร็วๆไง”

“พี่ขอสั่งห้ามเป็นครั้งสุดท้ายนะยัยนิด...อย่าทำ! เรื่องแต่งงานพี่จะคุยกับใกล้รุ่งเอง ส่วนเราถ้าอยู่เฉยๆไม่ได้ก็กลับกรุงเทพฯไปเลย ยัยนิดจอมจุ้น!”

คณุตม์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจนคะนึงนิจต้องเงียบไป หากแววตาที่ยังดื้อรั้นนั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเจ้าตัวจะเชื่อฟังพี่ชายมากน้อยแค่ไหนกัน...


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น