เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

19 ยามลืมตาตื่น

ชื่อตอน : 19 ยามลืมตาตื่น

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ค. 2561 13:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 1,175
× 9,500
แชร์ :
19 ยามลืมตาตื่น
แบบอักษร

19 ยามลืมตาตื่น

.

.

.

กลิ่นหอมเข้มข้นอบอวลแน่นหนาจนยากจะหาอากาศสะอาดบริสุทธิ์ องค์ชายสิบเอ็ดแห่งแคว้นผู่โจวที่ตกอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น สติเดี๋ยวแจ่มชัดราวฟ้ากระจ่างหลังม่านพายุฝนจากจร เดี๋ยวก็สติพร่ามัวดั่งวิ่งหลงทางอยู่ในม่านหมอกกลางหุบเขาเวิ้งว้าง องค์ชายโม่หลางรับรู้ได้เพียงว่าตัวเองอยู่ในห้องแคบแห่งหนึ่งที่จุดตะเกียงให้แสงสว่างน้อยนิด และมีกลิ่นกำยานที่ถูกตลอดเวลาไม่ขาดสาย

.

โม่หลางย่นจมูกเล็กน้อยอย่างขัดใจ...กลิ่นกำยานหอมเข้มข้นที่ผสานเครื่องประกอบส่วนผสมหลายชนิดเข้าด้วยกันอย่างลงตัวนี้ช่างแปลกยิ่งนัก

.

ในวังหลวงมีเครื่องหอมมากมายล้วนแบ่งแยกกลิ่นได้อย่างเด่นชัดไม่มีทางผสมปนเป อย่างเช่น กลิ่นหอมที่ให้ความรู้สึกสูงส่งต้องเป็นกลิ่นไม้กฤษณา หอมสะอาดใหม่ก็ต้องเป็นใบสมุนไพรและใบสะระแหน่ จะเย็นก็ต้องเป็นกลิ่นหอมเย็นสดชื่นเหมือนดอกมะลิขาว หอมหวานชวนฝันก็เป็นดั่งกลิ่นดอกจำปาผลิบานในยามแดดช่วงสาย หอมสบายใจรื่นรมย์ก็ต้องหอมดั่งกลีบบัวแดงยามอรุณเยือน และหอมรัญจวนก็ต้องกลิ่นหอมเช่นดอกโบตั๋นที่ทั้งเย้ายวนและชวนหื่นกระหาย

.

แต่นี่! เขากลับไม่สามารถแยกออกได้เลยว่ามันเป็นกลิ่นหอมแบบใดกันแน่...

.

จะหอมเย็นชวนใจให้สดชื่นรื่นรมย์ท่ามกลางความสูงส่ง หรือเป็นกลิ่นหวานเลี่ยนชวนฝันแต่กลับเย้ายวนชักนำความคิดให้ลุ่มหลงจนยากจะตัดใจอำลา เขารู้สึกได้แค่เพียงว่า ยิ่งเสพกลิ่นหอมเหล่านี้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้จิตใจล่องลอยอยู่กลางอากาศที่ว่างเปล่า ร่างกายรู้สึกสบายและเบาราวกับขนนกที่ทอดกายลงบนเรือใบไม้ ลอยลำอยู่บนผิวน้ำสงบนิ่งกลางทะเลสาบกว้างไพศาลอย่างเสรี ไร้ซึ่งลมพายุกวนใจให้ขุ่นเคือง ความสุขและความพึงพอใจในสิ่งที่กำลังสัมผัสอยู่อาบไล้จิตวิญญาณให้อิ่มเอมจนไม่อยากจะผละจากไป

.

ช่างเป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าเขาคือเซียนเทพที่กำลังดื่มด่ำกับกลิ่นทิพย์บนสวรรค์ฉันใดฉันนั้น   

.

อ่า...ยากจะตัดใจจากความฝันอันแสนหวานยิ่งนัก

.

‘ติง!’ ท่ามกลางความฝัน ประหนึ่งมีเสียงน้ำหยดหนึ่งร่วงลงสู่สายธารน้ำใสในโถงถ้ำ เสียงดังก้องกังวานที่แผ่ขยายออกไปเริ่มแผ่วเบาพร้อมกับกลิ่นกำยานหอมที่ค่อยๆ เจือจางลงทีละส่วนจนสลายหายไป อากาศที่อับชื้นแทรกซึมเข้ามาแทนที่ความอบอุ่นในห้วงฝันอันแสนหวาน สติที่ลุ่มหลงอยู่ในเส้นทางที่พล่าเลือนเริ่มฟื้นคืนมาอย่างเชื่องช้า ดวงเนตรคมกล้าเปิดขึ้นมาจากการหลับใหล ยามนี้องค์ชายสิบเอ็ดแห่งแคว้นผู่โจวได้ตื่นขึ้นมาด้วยสติครบถ้วนทุกประการ

.

“อ่า...” โม่หลางครางเสียงแผ่ว ยามเมื่อเขาตื่นขึ้นมาเต็มตา ความปวดเมื่อยล้าล้วนพากันกลับมาแบบถาโถมกระหน่ำดั่งพายุฝน เรือนร่างที่ดูหนักอึ้งรู้สึกได้ถึงอาการเคล็ดขัดยองไปทั่วตัว เสมือนเนื้อและกระดูกจะแยกหลุดออกจากกันเสียอย่างนั้น โดยเฉพาะส่วนอ่อนไหวตรงช่องทางด้านหลัง เขารู้สึกว่ามันทั้งแสบร้อนและปวดระบมยิ่ง

.

ร่างสูงหนั่นแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อค่อยๆ ยันร่างตัวเองลุกขึ้นมาจากเตียงกว้างอย่างระมัดระวังไม่ให้ส่งแรงกระเทือนถึงความบอบช้ำตรงส่วนช่องทางด้านหลังอันเปราะบาง ดวงเนตรคมกลมโตกวาดมองรอบห้องลักษณะแปลกตาด้วยความงุนงงระคนสงสัย

.

จะว่าไปแล้ว...ถ้าเรียกเป็นห้องสักห้องหนึ่งก็ดูเหมือนโม่หลางจะเข้าใจผิดไปหน่อย ที่แห่งนี้ดูเหมือนเป็นถ้ำหินใต้ดินสีน้ำตาลสว่างเหมือนสีเนื้อไม้อ่อนที่ถูกตัดกระแทะเปลือกออกเสียมากกว่า ขนาดของถ้ำหินใต้ดินแห่งนี้ใหญ่โตโอ่โถงเต็มไปด้วยช่องทางหลายช่องนำไปสู่ห้องย่อยอีกนับไม่ถ้วน ทั้งหมดล้วนถูกขุดเจาะและก่อสร้างเสาค้ำยันดัวยไม้และคานอย่างแน่นหนา มั่นคงแข็งแรงจนอยู่ได้ยืนยาวไปถึงนับพันปี

.

นอกจากตามผนังและบนเพดานถ้ำใต้ดินจะถูกเจาะเต็มไปด้วยรูพรุนเล็กๆ นับไม่ถ้วนแล้ว ยังมีรูขนาดใหญ่ที่เจาะอยู่สูงขึ้นไปเกินกว่าจะปีนขึ้นไปได้อีกหนึ่งรู ทั้งนี้เพื่อให้อากาศและแรงลมจากบนพื้นผิวด้านนอกสามารถส่งผ่านอากาศลงมาสู่ด้านล่าง จึงทำให้โม่หลางที่อยู่ในส่วนใต้ดินแห่งนี้สามารถหายใจได้อย่างสะดวกสบาย ไร้ซึ่งอาการหายใจติดขัดใดๆ ทุกประการ

.

ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจไปกว่าโครงสร้างใต้ดินอันน่าตื่นตะลึงในวิทยาการก้าวหน้านั้น คือระบบการใช้แสงสว่างใต้ดิน เพราะระบบแสงว่างในถ้ำใต้ดินแห่งนี้ไม่ใช่มีเพียงแค่เทียนไขอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลับมีตะเกียงขนาดสูงหนึ่งศอกห้อยตามจุดต่างบนฝาผนัง โดยตะเกียงเหล่านั้นใช้ไส้ป่านทำออกมาด้วยกรรมวิธีแบบพิเศษจึงไหม้ช้าและน้ำมันจากไขปลามาเป็นเชื้อไฟ อีกทั้งยังใช้ระบบแสงสว่างจากแสงอาทิตย์ที่อยู่ภายนอกส่องผ่านรูที่เจาะเป็นช่องว่างขนาดเล็กจากด้านบนเพดาน อาศัยระบบแสงส่องกระทบลงบนกระจกทองเหลืองวาวจนส่องเงาบางหนึ่งหักเหไปยังอีกบานหนึ่ง จากนั้นก็ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ทำให้ภายใต้ดินที่เปรียบเสมือนโลกเบื้องล่างใต้ขุมอเวจีสว่างไสวราวกับกลางวัน

.

ส่วนที่องค์ชายโม่หลางนอนอยู่นั้นเป็นเพียงแค่พื้นที่มุ่มหนึ่งในถ้ำใต้ดิน จัดแบ่งสำหรับเป็นที่นอนโดยกั้นด้วยฉากไม้แกะสลับเป็นลายปลาไนแหวกว่ายในดงดอกบัวขนาดหกบานพับสูงเท่าตัวคน ด้านในที่ชิดติดผนังมีเตียงที่ทำมาจากแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ปูทับแท่นหินนั้นด้วยพรมทอชั้นหนาและวางทับด้วยขนสัตว์ฟอกสีขาวขนฟูลงอีกหนึ่งชั้น 

.

จากการที่โม่หลางใช้ฝ่ามือสัมผัสดูครุ่นคิดว่ามันน่าจะเป็นขนแกะนุ่มๆ หรืออาจเป็นขนจามรีภูเขาที่ขนส่งมาจากแผ่นดินไกล อาจจะจากแคว้นผู่โจวออกไปไกลมากเกินกว่าจะเดินทางมาได้ภายในหนึ่งเดือน แต่ความหนานุ่มของพรมขนสัตว์ผืนนี้กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นคลายความเย็นชื้นในถ้ำใต้ดิน เมื่อใช้ทำเป็นผ้าปูเตียงจึงชวนให้รู้สึกนอนหลับสบายดียิ่งนัก

.

องค์ชายโม่หลางกวาดสายตาออกไปจากเตียง ทอดมองดูปูพื้นด้วยผืนพรมทอชั้นหนาสีครามเข้มไร้ลวดลายด้วยความสนใจ จากนั้นก็หรี่ตาดูบนผนังด้านหนึ่งซึ่งตกแต่งไปด้วยภาพวาดลงสีสันสดสวยรูปคนที่แสดงท่าทางแปลกๆ ยามเมื่อเขามองสังเกตอย่างละเอียดดูถึงกับหน้าแดงก่ำเพราะว่ามันเป็นภาพการเสพสังวาสระหว่างบุรุษกับบุรุษด้วยท่วงท่าต่างๆ ที่ดูเหมือนไม่ค่อยสบายตัวนัก แต่กลับเป็นท่วงท่าที่เร่าร้อนและเปิดเผย

.

“อะแฮ่ม!” โม่หลางเสแสร้งแกล้งไอออกมาหนึ่งคำ หลบเลี่ยงสายตาลาจากภาพวาดที่ชวนหวั่นใจไปมองสิ่งประดับตกแต่งเพียงหนึ่งเดียวในส่วนสำหรับนอนหลับ สิ่งนั้นคือโต๊ะไม้สนเขาตัวเตี้ยข้างเตียง บนโต๊ะเตี้ยตัวนั้นวางกระถางทองเหลืองขนาดเล็กรูปดอกบัวบานสำหรับใส่กำยานแล้วจุดใช้งาน ตรงก้นกระถางกำยานเหลือก้อนขี้เถ้าสีเทาและกลิ่นหอมอวลจางๆ ที่คุ้นจมูก

.

กลิ่นกำยานนี้กระมังที่เขาได้กลิ่นมันหอมจัดในความฝัน...

.

องค์ชายโม่หลางกวาดสายตามองรอบกายอีกรอบพร้อมกับสรุปอย่างมั่นใจว่าสถานที่ประหลาดที่เต็มไปด้วยความแปลกตาเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ห้องในตำหนักขังตัวเองในวังหลวงแน่นอน...

.

“ที่นี่ที่ไหน ไม่ซิ...ทำไมข้าไม่ใส่เสื้อผ้า!” โม่หลางถลึงตามองความเปล่าเปลือยของส่วนสงวน เรือนร่างที่เกิดรอยแดงเรื่อเป็นริ้วๆ สีชมพูกุหลาบผุดพรายไปทั่วทุกพื้นผิวสีเข้มเพราะแดดเผา เขามัวเมาจมอยู่กับการมองสถานที่แปลกตาจนลืมมองดูสภาพไร้อาภรณ์สักชั้นของตัวเอง

.

“บัดซบ! ไอ้เจ้าตัวประหลาดนั่นฉีกเสื้อผ้าข้าทิ้ง” ถ้อยคำสบถหยาบคายพ่นออกมามายมายยาวเหยียด ดวงเนตรคมกล้ากวาดมองไปทั่วห้องอย่างร้อนรน บนเตียงกว้างมีเพียงหมอนใบเล็กหนึ่งใบ แต่ไร้ซึ่งผ้าห่มคลุมกาย เขาอยากจะหาของสักชิ้นมาปกปิดส่วนนั้นไม่ให้ประเจิดประเจ้อเปิดเผยต่อฟ้าสวรรค์ก็ยังหาของสิ่งใดมาปกปิดไม่ได้แม้แต่น้อย เพราะของตกแต่งในละแวกสายตาควานหานั้นมีไม่มาก นอกจากเครื่องเรือนเพียงไม่กี่ชิ้นก็มีเพียงภาพวาดประดับผนังเท่านั้น

.

แต่จะให้องค์ชายโม่หลางแกะภาพวาดบนผนังรูปสองบุรุษเสพสังวาสอย่างเร้าร้อนมาปิดส่วนสงวน ก็ล้วนรู้สึกลำบากกระดากใจ สุดท้ายเขาจึงจำใจดึงผ้าปูที่นอนซึ่งเป็นพรมขนสัตว์สีขาวออกมาพันรอบเอวตัวเองอย่างทุลักทุเล

.

“โอ้ ตื่นแล้วหรือองค์ชาย” น้ำเสียงเอ่ยทักทายสดใสมาพร้อมกับร่างบอบบางของเจ้าสำนักหมื่นราตรีร่วง วันนี้เขาสวมอาภรณ์อย่างเรียบร้อยมิดชิดราวกับบัณฑิตผู้ทรงปัญญา ชั้นในที่สวมใส่เป็นผ้าฝ้ายเนื้อบางเบาสีขาวพิสุทธิ์สวมทับชั้นนอกด้วยผ้าโปร่งผืนบางสีฟ้าอ่อนสดใส แต่ละก้าวฝ่าเท้าเป็นไปอย่างมั่นคงเนิบนาบ หากเสียงก้าวเดินกลับเบากริบเงียบสงัดไม่ต่างไปจากแมวย่อง สายตาเรียวสวยลามกลากไล้จากริมฝีปากผู้อื่นเลื่อนลงมายังแผ่นอกเปลือยเปล่า ดิ่งลงสู่ช่วงหน้าท้องที่เต่งตึงไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรงหนาแน่น แล้วต่ำลงมาเรื่อยๆ เรื่อยลงจนมาหยุดลงส่วนกึ่งกลางร่างกายที่ถูกปกปิดไว้ด้วยขนสัตว์สีขาวฟู

.

“หืม...” หยุ๋นว่านครางแผ่วเบาเสียยิ่งกว่าแมลงหวี่กระซิบวาจา ดวงตาสีครามสวยเพิ่มสีเข้มขึ้นหลายส่วน ประกายพราวระยับอย่างเล่ห์ร้ายระคนอารมณ์หื่นกระหายเบาบาง

.

‘จุ๊จุ๊จุ๊ องค์ชายของข้าเอ๋ย พรมขนสัตว์สีขาวผืนนั้นยามอยู่บนกล้ามเนื้อหน้าท้องและทาบทับลงบนร่างเปลือยเปล่าของเจ้าแล้ว ช่างดูเย้ายวนชวนสัมผัสจริงๆ’

.

“มองอะไรของเจ้า!” ดวงพักตร์คมคร้ามแดดแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูจัด ฝ่ามือใหญ่ของโม่หลางขยับกระชับพรมขนสัตว์สีขาวฟูนุ่มเอาไว้ให้มั่นคง ห่อหุ้มบดบังส่วนอ่อนไหวให้มิดชิด 

.

เขาไม่ได้รู้สึกไปเองหรอกกระมังว่าสายตาของเจ้าตัวประหลาดผู้นี้กำลังมอง...มองส่วนๆ นั้นของเขาอย่างหื่นกระหาย สายตาเหมือนกำลังจะเขมือบของรักของหวงของผู้อื่นเสียอย่างนั้น

.

“ถามข้าว่ามองอะไรอยู่น่ะหรือ หึหึหึ ก็มองเจ้าอย่างไรเล่าองค์ชาย ท่าทางของเจ้าราวกับกระต่ายน้อยขวัญเสียอยู่กลางป่า อยากให้ข้ากอดปลอบโยนสักครั้งดีหรือไม่ ข้าสัญญาว่าจะอ่อนโยนกับเจ้าให้มากๆ” 

.

หยุ๋นว่านหัวเราะเล่ห์ร้าย หากไม่ติดที่ว่าสองมือของเขายังถือถาดสำรับอาหารอยู่แล้วล่ะก็ สาบานได้เลยว่าเจ้าสำนักหมื่นราตรีร่วงผู้ชำชาญการรักระดับเหนือผู้ใดในใต้หล้าจะพุ่งมือไปไขว่คว้าร่างนั้นเข้ามาจูบประทับสักสองสามคำ ปลอบโยนด้วยถ้อยคำหวานๆ และก่อนจบลงด้วยการลากคนน่ารักใคร่ตรงหน้าขึ้นเตียงไปทำเรื่องอย่างว่า...แบบสิบวันสิบคืนเต็ม

.

จะว่าไปแล้ว...วางถาดอาหารในมือลงบนโต๊ะก่อน รอกระต่ายขาวตัวน้อยกินโจ๊กเพิ่มพลังสักชาม จากนั้นก็ลงมือสานต่อความตั้งใจก็ยังไม่นับว่าสาย

.

เรื่องนี้อย่ารีบร้อนลงมือเร็วเกินไปนักจะดีกว่า...เดี๋ยวกระต่ายน้อยจะตื่นตกใจ

.

“ไม่ต้องมายุ่งกับข้าเลยไอ้เจ้าตัวประหลาด” ร่างสูงกายกำยำถลึงตาอย่างดุร้าย สภาพน่าอนาถใจของเขาในยามนี้มิใช่ฝีมือของเจ้าโง่นี่หรือไร เหอะ! ยังมีหน้ามาเอ่ยวาจาน่าสังหารทิ้งอีก

.

“ไม่ยุ่งไม่ได้หรอกองค์ชายสิบสอง” หยุ๋นว่านหัวเราะเสียงกระจ่างใส ดวงหน้างามพิลาสล้ำยิ่งกว่าโฉมสะคราญล่มเมืองฉายรอยยิ้มละไมอ่อนหวาน เขาถือถาดอาหารในมือเทียบข้างโต๊ะเตี้ย เลื่อนกระถางกำยานออกไปจนสุดมุมโต๊ะก่อนจะยกสำรับถ้วยเดียวในถาดออกมาวางอย่างระมัดระวัง

.

“เสวยโจ๊กลูกเดือยสักถ้วยเถอะองค์ชาย โจ๊กลูกเดือยถ้วยนี้ใช้ยอดข้าวใหม่อย่างดีกับลูกเดือยสดเคี่ยวด้วยแรงไฟอ่อนนานหลายชั่วยามเชียว”

.

องค์ชายโม่หลางได้ยินคำเรียกขานของอีกฝ่ายก็ชะงักไปหนึ่งช่วงลมหายใจก่อนจะทำท่าทีนิ่งเฉย เฝ้าดูท่าทีเจ้าของถ้ำใต้ดินที่วางช้อนและตะเกียบจัดเตรียมให้เขาอย่างกระตือรือร้น

.

‘ยังเข้าใจว่าข้าองค์ชายสิบเอ็ดผู้นี้เป็นเจ้าโง่เฉินอวี่หลีอยู่ซินะ...ในเมื่อข้าหลวมตัวถูกจับมาแล้วก็ควรบอกความจริงเสียดีกว่ากระมัง แต่ถ้าบอกไปก็ไม่แน่ว่าชีวิตนี้อาจถูกสังหารฆ่าปิดปากก็เป็นได้ เจ้าตัวประหลาดผู้นี้ยังยากคาดเดาความคิดยิ่งนัก’

.

“ลูกเดือยจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณช่วยเสริมพลังให้กับร่างกาย ช่วยรักษาโรคนอนหลับยาก มีประโยชน์ต่อคนฝึกยุทธ์เช่นเจ้า แล้วยังดีต่อร่างกายของสตรีที่เพิ่งคลอดบุตรด้วย” 

.

ท่านเจ้าสำนักหมื่นราตรีร่วงอธิบายด้วยท่าทีทรงภูมิประดุจจำแลงร่างมาจากหมอเทวดาในตำนาน เรื่องร่างบอบบางปานยอดไผ่โน้มก้มตัวลงมาเล็กน้อย มือเรียวขาวผ่องปานสีกลีบดอกมะลิข้างหนึ่งรั้งปลายแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ก่อนจะจับช้อนกระเบื้องเคลือบลายครามคนโจ๊กอย่างเชื่องช้า ระมัดระวังไม่ให้เนื้อโจ๊กหลุดออกไปจากขอบถ้วย ปลดปล่อยให้ไอร้อนลอยละล่องเป็นสายทาง กลิ่นหอมชวนน้ำลายสออบอวลชวนลิ้มชิมรส

.

“ที่นี่ที่ไหน” โม่หลางกัดฟันข่มความหิวเอ่ยวาจาเหี้ยม แสร้งทำใจแข็งจ้องดวงตาสีครามสวยแปลกคู่นั้นโดยไม่สนโจ๊กลูกเดือยถ้วยนั้นแม้แต่ชายหางตาแล

.

“เจ้าคิดว่าเจ้าสำนักหมื่นราตรีร่วงอย่างข้าจะอยู่ที่ไหน...ถ้าไม่ใช่สำนักของตัวเอง” หยุ๋นว่านแย้มยิ้มหนึ่งครา ใช้ช้อนกระเบื้องเคลือบลายครามในมือตักโจ๊กลูกเดือยขึ้นมาหนึ่งคำ ห่อเรียวปากสีชมพูระเรื่อเป่าลมออกไปขับไล่ความร้อนอย่างใจเย็นจากนั้นก็ส่งเข้าปากตัวเองไปเต็มคำ ตวัดลิ้นชิมรสอย่างละเมียดละไมแล้วกลืนลงคออย่างง่ายดายด้วยสีหน้าพึงพอใจ

.

‘เดี๋ยวๆ นั่นมันโจ๊กของข้าไม่ใช่รึไง ทำไมเจ้ากล้ากินโจ๊กลูกเดือยของข้ากันเล่า ไอ้เจ้าหน้าด้าน!’ โม่หลางถลึงตาใส่ท่านเจ้าสำนักเป็นรอบที่สอง ฝ่ามือลอบกำหมัดข่มความขุ่นเคืองที่ปะทุอยู่ภายในใจ เอ่ยวาจาทิ่มแทงความทรงจำอันน่าเศร้าของอีกฝ่ายว่า

.

“เมื่อคืน เจ้าเล่าว่าสำนักหมื่นราตรีร่วงของเจ้าถูกชาวยุทธ์ของฝ่ายพรรคธรรมะทำลายไปแล้วไม่ใช่หรือไร ที่นี่คือที่หลบภัยสุดท้ายของเจ้ามากกว่าจะเรียกว่าสำนักเสียกระมัง สมน้ำหน้า!”

.

“น่าเสียดายที่เจ้าคิดผิดนะองค์ชาย” หยุ๋นว่านไม่ถือสาวาจาเชือดเฉือน มือเรียวสวยตักโจ๊กลูกเดือยขึ้นมาอีกหนึ่งช้อน แสร้งหลับตาพริ้มดื่มด่ำกับกลิ่นหอม ยั่วยวนผู้อื่นที่ท้องว่างมาตั้งแต่เมื่อราตรีก่อนอย่างเล่ห์ร้าย จากนั้นโจ๊กลูกเดือยช้อนที่สองถูกเจ้าของถ้ำใต้ดินกลืนกินอย่างเกลี้ยงเกลาไม่เหลือคราบ โม่หลางกลอกตาขึ้นมองเพดานถ้ำใต้ดินที่เรียกว่าสำนักหมื่นราตรีร่วงอดทนอดกลั้นต่อโจ๊กลูกเดือยถ้วยนั้นอย่างสุดความสามารถ

.

‘โครกคราก!’ เสียงท้องร้องประท้วงดั่งสายฟ้าฟาด ความอดทนของผู้หิวโหยจวนเจียนถึงขีดจำกัดในไม่ช้า หากเพราะทิฐิถือดีขององค์ชายแห่งแคว้นผู่โจวมีมากกว่า โม่หลางจึงอดทนต่อไปอย่างมุ่งมั่น

.

หยุ๋นว่านเห็นอีกฝ่ายยังดื้อดึงไม่ยอมแพ้ เขาก็เอ่ยวาจาอย่างเรียบเรื่อยไม่รีบร้อน แกล้งใช้ช้อนคนโจ๊กลูกเดือยยั่วน้ำลายฝ่ายตรงข้ามต่อไป

.

“สำนักหมื่นราตรีร่วงของข้ามีสาขาอยู่สี่ร้อยห้าสิบหกแห่ง ครอบคลุมทุกเมืองทุกแคว้นอย่างถ้วนทั่วทุกพื้นที่ หากข้าเลือกอยู่ที่ไหนก็ให้ตั้งสาขานั้นเป็นสาขาหลัก อย่างเช่น ข้าอาจอยู่ในแคว้นผู่โจวสักหนึ่งปีก็ให้สาขาใดสาขาหนึ่งเป็นสาขาใหญ่เสียหนึ่งปี หรือย้ายไปแคว้นอื่นอีกสักสองเดือนก็เลือกเอาสาขาในแคว้นนั้นสักแห่งตั้งเป็นสาขาใหญ่ ซึ่งมันก็อยู่ที่ความพึงพอใจของข้า ดังนั้นต่อให้เจ้าพวกฝ่ายธรรมะเหม็นโฉ่พวกนั้นอาละวาทพังไปสักแห่งสองแห่ง ก็ไม่อาจทำลายสำนักหมื่นราตรีร่วงของข้าลงได้ อีกอย่าง...พังไปแล้วก็แล้วไป ข้าก็สร้างขึ้นมาใหม่ซะก็สิ้นเรื่อง เงินทองของข้าล้วนมีมากมายเสียจนถมทะเลได้มิดเลยทีเดียวเชียว”

.

เจ้าคนผู้นี้ช่างพูดพร่ามมากความ ถ้อยคำแต่ละประโยคล้วนโอ้อวดคุยโวเกินจริง...มีเงินมากมายจนถมทะเลได้มิดเลยหรือ เหอะ! ต่อให้เขาต้องตายซ้ำซากเป็นสิบชาติก็ไม่มีทางเชื่อคำพายลม

.

“เอาเสื้อผ้ามาให้ข้าสักชุดแล้วส่งข้ากลับวังหลวงเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าองค์ชายเยี่ยงข้าจะไม่ละเว้นชีวิตเจ้า”

.

“ไม่จำเป็นหรอกองค์ชาย...” เจ้าสำนักหมื่นราตรีร่วงแย้มยิ้มอ่อนหวานปานสตรี นัยน์เนตรสีฟ้าครามดั่งสีท้องฟ้ายามบ่ายในฤดูใบไม้ผลิที่สดใสพร่างพราวระยับร้ายเล่ห์ น้ำเสียงยามเอ่ยวาจาล้วนมั่นใจ

.

“เพราะข้าไม่คิดจะปล่อยเจ้า”

.

หึหึหึ ข้ารึอุตส่าห์ช่วยเจ้ากินไปหลายคำเชียวนะ หลังเจ้ากินโจ๊กลูกเดือยที่เหลือน้อย.oถ้วยนี้หมดเมื่อไหร่ พวกเราสองคนมาสนุกกันเถอะ

.


.......................................................................................................................................................

ขออภัยที่หายไปนาน ไรท์กลับมาปั่นต่อแล้วจร้า

ขอขอบบคุณสำหรับคำชีแนะ แก้ไขคำผิด และการติดตาม

โปรดรออ่านตอนต่อไปอย่างใจเย็นนะเจ้าคะ ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

蝶兰

เตี๋ยหลาน

19/7/2560




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}