jackxy wu

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 16 Please Tell Me How You Feel

ชื่อตอน : Chapter 16 Please Tell Me How You Feel

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.7k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2560 15:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 16 Please Tell Me How You Feel
แบบอักษร

Chapter 16

Please Tell Me How You Feel

[Hactor’s Part]

“เฮ้ นายจะทิ้งฉันไว้บนนี้คนเดียวจริงเหรอ”

ผมแกล้งเมินเสียงร้องเรียกความสนใจจากคนที่อยู่บนฝั่งแล้วจ้วงแขนว่ายน้ำเล่นอย่างสบายอารมณ์ วันนี้ผมไม่อยากอยู่แต่ในห้องเลยตัดสินใจออกมาว่ายน้ำเล่นที่สระว่ายน้ำของรีสอร์ทแทน แดดวันนี้ไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ ซึ่งนั่นก็ถือว่าดี เพราะผมยังไม่อยากถูกแดดประเทศไทยเลียผิวจนไหม้

ผมเปลี่ยนท่าว่ายจากฟรีสไตล์มาเป็นกรรเชียง จงใจว่ายผ่านคนที่นั่งทำหน้าหงอยบนเก้าอี้บุนวมริมสระ ผมสบตากับธชาแล้วกระตุกยิ้มเย้ยก่อนพลิกตัวกลับมาว่ายท่าฟรีสไตล์เหมือนเดิม ถ้าจะให้อธิบายสถานการณ์ตอนนี้ก็คือธชามาเฝ้าผมว่ายน้ำ และที่ตามลงมากวนในสระไม่ได้เพราะแผลเขาห้ามโดนน้ำนี่แหละ

“ถ้าเบื่อก็ไปหาอะไรทำสิ” ผมตะโกนจากกลางสระ

“ฉันอยากว่ายน้ำกับนาย”

“เสียใจด้วย แผลนายห้ามโดนน้ำ”

“แต่มันใกล้หายแล้ว” เขาว่าอย่างไม่ยอมแพ้ ผมว่ายน้ำไปใกล้เขา เอื้อมมือเกาะขอบสระเอาไว้ ธชาลุกจากที่นั่ง เขาเดินมาชิดขอบสระแล้วนั่งยองๆ จ้องหน้าผมก่อนบ่นต่อเสียงงุ้งงิ้ง “อยากลงไปฟัดนายในสระจะแย่...”

“น้อยๆ หน่อย ในหัวคิดแต่เรื่องแบบนี้หรือไง”

“ฉันเคยบอกหรือเปล่าว่าหุ่นล่ำๆ แบบหนุ่มนักกีฬาของนายมันน่ากัด...”

“เฮ้!” ผมส่งเสียงขัดขึ้นมา หรี่ตามองหน้าธชาดุๆ รู้สึกเหมือนตัวเองโดนลวนลามทางคำพูดอย่างบอกไม่ถูก “เลิกพูดจาแบบนั้นสักทีได้ไหมเนี่ย”

“ก็พูดความจริงนี่”

“พูดอะไรอายปากมั่งเถอะน่า” ผมส่ายหัวให้เขา ยิ่งธชายิ้มใส่ก็ยิ่งหมั่นไส้จนอยากจับแก้มเขาแล้วยืดออกให้เหมือนชีสบนขอบพิชซ่า

“เรื่องปกติออก ฉันก็แค่อยากสัมผัสคนที่รักบ้าง” ธชายักไหล่ เขาโน้มหน้าลงมาใกล้แล้วคลี่ยิ้มหวานๆ จนดวงตาหยีโค้ง “หรือนายไม่เคยมีความคิดอยากสัมผัสฉันในหัวเลย?”

ผมนิ่งไปเมื่อธชาถามออกมาตรงๆ แบบนี้ ผมสบตาเขาก่อนหรี่ตาลง เวลาธชาทำหน้าตาเจ้าเล่ห์แบบนี้ทีไรผมล่ะอยากจับเขามาตีก้นซะให้ลาย ส่วนคำถามที่เขาถามผมนั้น มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วว่าผมอยากสัมผัสเขา แต่แค่ผมไม่ได้พูดออกมาหรือแสดงอาการโจ่งแจ้งเหมือนที่ธชาทำ

“อยากให้ตอบแบบไหนล่ะ” ผมย้อนถาม

“อืม...ตอบด้วยการกระทำเป็นไง :)”

“ตรงนี้?”

ผมเลิกคิ้ว แต่พอมองรอบตัวถึงเข้าใจ เพราะว่าสระว่ายน้ำตอนนี้ นอกจากผมกับธชาแล้วก็ไม่มีใครเลยน่ะสิ ผมหันกลับมาสบตาธชา เขายังยิ้มหวานตาเป็นประกายให้ผมอยู่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือดูเจ้าเล่ห์ขึ้นเป็นกองจนผมเห็นภาพหลอนหูกับหางหมาป่ากระดิกยิกๆ จากตัวเขา

“ถ้าไม่อยากให้ใครมาเห็นก็รีบเข้าสิ”

“หึ จูบนายกลางห้างฉันยังทำมาแล้ว” ผมว่าพลางเอื้อมมือคล้องคอธชาให้โน้มลงมาใกล้กว่าเดิม เขาเปลี่ยนมานั่งคุกเข่า มือวางเท้าพื้นด้านข้างเพื่อพยุงตัว “อีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไรหรอก”

ธชายิ้มกว้าง ก่อนที่ผมจะปิดรอยยิ้มนั้นด้วยริมฝีปากตัวเอง ริมฝีปากธชาอุ่นและให้ความรู้สึกดีเหมือนทุกครั้งที่ได้สัมผัส ผมแกล้งเขาด้วยการขบเรียวปากล่างเบาๆ ก่อนสอดลิ้นเข้าไปในโพลงปาก ได้ยินเสียงครางในลำคออีกฝ่ายดังแผ่ว ดูท่าแล้วเขาคงพอใจน่าดู ธชาเองก็ไม่ยอมให้ผมได้เป็นฝ่ายชักนำอยู่คนเดียว เขาเริ่มรุกไล้ปลายลิ้นเข้าเกี่ยวพันกับผม เคล้าคลึงและดูดเม้มอย่างไม่ยอมแพ้ แถมยังมือซนเลื้อยลงมาลูบไล้หน้าอกผมอีก

“ธชา อย่ามือซน...”

ผมกระซิบชิดริมฝีปากเขา คว้าจับมือธชาไม่ให้ซุกซนไปมากกว่านี้

“ฉันอยาก...ได้นายจะตายอยู่แล้ว”

ธชาว่าเสียงแหบพร่า เขาสบตาผม ในดวงตาสีดำสนิทอัดแน่นไปด้วยแรงอารมณ์และความต้องการจนผมสัมผัสได้ ผมกระตุกยิ้ม ยิ่งเห็นเขาต้องการผมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากแกล้งมากเท่านั้น

“เอาสิ...” ผมกระซิบ ยื่นหน้าไปกัดริมฝีปากล่างธชาเพราะรู้ดีว่าการทำแบบนี้ยิ่งกระตุ้นให้เขาแทบคลั่ง ธชาจ้องหน้าผม ดูพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้กระโจนเข้าหา ผมกระตุกยิ้ม ออกแรงผลักเขาเบาๆ จนธชาเสียหลักล้มไปนั่งกองกับพื้นแล้วถีบตัวว่ายออกไปกลางสระ “...ถ้านายมีปัญญาทำได้น่ะนะ”

“แฮกเตอร์ นายนี่มัน...!”

โฮ่ เขาดูหัวเสียนะ ไม่บ่อยที่ผมจะเห็นเขาหลุดอาการแบบนี้ สะใจชะมัด!

“นายคงไม่คิดว่าฉันจะยอมนายง่ายๆ หรอกนะ” ผมว่ายน้ำต่ออย่างสบายอารมณ์ จงใจว่ายวนเวียนไปมาตรงหน้าธชา ดูเจ้าตัวแสดงอาการหงุดหงิดอย่างชอบใจ

“จำไว้นะ ฉันเอาคืนนายแน่”

“อย่าลืมเตือนล่ะ ฉันยิ่งความจำสั้นอยู่”

ธชาหรี่ตาจ้องผม เขาทำสีหน้าประมาณว่า ‘รอก่อนเถอะ ถึงทีฉันเมื่อไหร่นายไม่รอดแน่’ เหอะ...คิดว่าผมจะกลัวหรือไง แต่ยังไม่ทันได้พูดจายียวนกวนเขากลับ เสียงหวานๆ ของใครบางคนกลับแทรกขึ้นมาซะก่อน และผมคงไม่คิดสนใจ ถ้าเสียงนั้นไม่ได้เรียกชื่อธชา

“ธชา!”

“ลินิน” ธชาเรียกชื่อเธอคนนั้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจก่อนที่เขาจะ...คลี่ยิ้มกว้าง “มาได้ไงน่ะ?”

“เซอร์ไพรส์!”

ผมหรี่ตาจ้องร่างเล็กๆ ของผู้หญิงคนนั้นโผเข้ากอดธชาพร้อมกับหัวเราะคิกคักเสียงใส ส่วนคนโดนกอดเองก็ไม่ต่างกัน ธชายิ้มกว้าง เขากอดตอบเธอแน่นแล้วพูดทักทายจนเหมือนลืมไปว่า...ผมเองก็อยู่ตรงนี้

เหอะ! ลืมง่ายจริงนะ เมื่อกี้ยังคุยกับผมอยู่เลยไม่ใช่หรือไง

ช่างเถอะ แดดตอนนี้เริ่มแรงแล้ว ผมว่าผมขึ้นจากสระดีกว่า คิดได้อย่างนั้นก็ว่ายไปริมสระ ก้าวเท้าขึ้นบันได เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่ทิ้งไว้บนเก้าอี้ข้างสระมาพันรอบเอวแล้วแยกตัวเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องล็อกเกอร์ ธชาไม่ได้ตามผมมาทันทีอย่างที่นึกไว้ คงคุยติดพันอยู่กับผู้หญิงคนนั้น...

ผมหลุบตาลงต่ำ สะบัดหัวไปมาไล่ความรู้สึกแปลกๆ ในใจทิ้งแล้วมองเงาสะท้อนในกระจก สบกับดวงตาสีฟ้าของตัวเอง ผมไม่ใช่พวกชอบสังเกตอะไรนัก แต่ประกายในดวงตาผมตอนนี้มันแปลกไป ถึงจะทำเป็นมองข้ามก็ทำไม่ได้ มันสั่นไหว เต็มไปด้วยความกังวลและไม่แน่ใจในอะไรสักอย่าง

ผมเกลียด เกลียดที่ตัวเองเป็นแบบนี้

“แฮกเตอร์?” เสียงเรียกดังขึ้น ผมสบตากับคนเรียกผ่านกระจกตรงหน้า ธชามองผม ก่อนขยับปากถามต่อ “อยู่ๆ ก็หายไป ฉันหานายแทบแย่แน่ะ”

“ไม่ได้อยู่ๆ ก็หาย” ผมว่าพลางหยิบเสื้อยืดแขนสั้นสีดำมาสวม “ก็เดินจากสระขึ้นมาตามปกติ อยู่ที่ว่านายจะสังเกตเห็นหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง”

“พูดแบบนี้...โกรธอะไรหรือเปล่า?”

“ฉันจะโกรธนายเรื่องอะไร” ผมหันกลับมาสบตาเขาตรงๆ “นายทำอะไรให้ฉันโกรธหรือไงถึงมาถามแบบนี้?”

ธชาเงียบไป เขาจ้องหน้าผมอยู่สักพักเหมือนรอดูว่าผมจะหลุดพิรุธออกมาหรือเปล่า แต่พอไม่เห็นอะไรผิดสังเกตเขาก็คลี่ยิ้มให้ผมเหมือนปกติ

“ฮะๆๆ ฉันก็แค่ถามดูน่ะ เผื่อนายเป็นอะไร”

“ไม่ต้องมาสนหรอก ฉันยังอยู่ดี” ผมว่าพลางเดินนำออกจากห้องล็อกเกอร์ “ว่าแต่นายเถอะ มีแขกมาหาไม่ใช่หรือไง ทิ้งเธอไว้แบบนั้นจะไม่เป็นไรเหรอ”

“ไม่เป็นไรหรอก ที่นี่ก็เหมือนบ้านหลังที่สองของลินินนั่นแหละ”

“อ๋อ สนิทกันมานานว่างั้น?” ไม่รู้ว่าเสียงผมแปลกไปจากเดิมหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มันทำให้ธชาชะงัก เขาหรี่ตาจ้องหน้าผมคล้ายจะจับผิดอีกรอบ จนผมต้องรีบพูดขึ้น “ทำไม ถามไม่ได้หรือไง”

“เปล่า ถามได้”

“ก็ดี เพราะถ้าถามไม่ได้จะได้ไม่ถาม” ผมเหลือบตามองเขา “สรุปว่าสนิทกัน?”

“อืม ฉันกับลินินสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”

“เธอสวยดีนะ” ผมว่าไปเรื่อย “ร้ายนี่ มีสาวสวยแล้วเก็บเงียบ”

“ทำไมนาย...”

“ไม่คิดแนะนำให้ฉันรู้จักเธอหน่อยเหรอ” ผมพูดขัด “หรือว่าหวง ไม่อยากให้ฉันยุ่ง”

“นายดูแปลกไปนะ” ธชาขมวดคิ้ว เขาส่ายหัวไปมาแล้วยิ้มให้ผม “ที่มาตามนายก็เพราะจะพาไปแนะนำให้ลินินรู้จักนี่แหละ ตอนนี้เธอรออยู่ที่ล็อบบี้น่ะ”

“งั้นก็รีบไป ให้ผู้หญิงรอนานมันไม่ดี”

ผมว่าพลางสาวเท้าเร็วขึ้นกว่าเดิม ติดที่ว่ายังไม่ทันได้เดินไปไหน ไหล่ก็ถูกคว้าเอาไว้ ผมรู้สึกได้ถึงแรงบีบที่มากกว่าปกติจนต้องหันไปมอง ธชาจ้องหน้าผมอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาเรียวรีสีดำสนิทฉายประกายจริงจังขัดกับรอยยิ้มที่ริมฝีปาก มันให้อารมณ์เหมือนกับธชาพยายามทำให้ผมคิดว่าเขายิ้มปกติ แต่ในความรู้สึกของผม แววตาเขามันไม่ปกติสักนิด มันไปด้วยกันกับรอยยิ้มของเขาไม่ได้จริงๆ

“ฉันถามจริงนะแฮกเตอร์ นายมีอะไรอยากจะพูดหรือถามฉันอีกหรือเปล่า?”

ผมจ้องหน้าเขา กดเสียงร่ำร้องข้างในให้ลึกที่สุด

“ไม่นี่”

“...โอเค” ธชาปล่อยมือจากไหล่ เขามองผมนิ่ง ก่อนคลี่ยิ้มอีกครั้ง “ไม่มีก็ไม่มี”

หลังจากนั้นระหว่างพวกเราก็มีแต่ความเงียบ ธชากับผมเดินกลับไปที่ล็อบบี้ พอผู้หญิงที่ชื่อลินินเห็นพวกผมเธอก็ลุกขึ้นยืนแล้วโบกไม้โบกมือให้ ผมใช้โอกาสนี้พิจารณาผู้หญิงตรงหน้าอย่างละเอียด

เธอเป็นผู้หญิงประเภทน่ารักน่าทะนุถนอม ตัวเล็กๆ สูงแค่ไหล่ธชากับผมเองมั้ง ใบหน้าจิ้มลิ้ม ตาโต แก้มป่อง จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบางๆ สีชมพูอ่อน เธอมีผมสั้นประบ่าสีน้ำตาลอ่อนแถมยังไว้หน้าม้าด้วย สำหรับผมแล้วผู้หญิงเอเชียอย่างเธอค่อนข้างน่าเอ็นดูมากกว่าสาวชาวตะวันตกที่เน้นเซ็กซี่อวบอึ๋ม

“ลินินนี่แฮกเตอร์” ธชาผายมือมาทางผม

“สวัสดีค่ะฉันลินิน” เธอทักทายผมเป็นภาษาอังกฤษ คงไม่รู้ว่าตอนนี้ผมพูดภาษาไทยได้เหมือนกัน “ฉันชื่อลินินนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมตอบกลับด้วยภาษาอังกฤษ โปรยยิ้มแบบหนุ่มฮอตสมัยเรียนจนลินินหน้าแดง แล้วเปลี่ยนมาพูดภาษาไทย “พูดภาษาไทยกับผมก็ได้นะครับ”

“คุณพูดไทยเก่งจังค่ะ” ลินินทำตาโตมองผม

“มีตัวช่วยดีน่ะครับ” อย่างไอ้ความทรงจำด้านภาษาของวิญญาณนั่น ที่นอกจากจะทำให้ผมสามารถพูดฟังอ่านเขียนภาษาไทยได้แล้ว มันยังแถมคำศัพท์แปลกๆ และคำด่าที่โคตรสร้างสรรค์มาให้ผมเลือกใช้อีกเพียบ

“รู้จักกันแล้วก็นั่งคุยกันก่อนดีกว่า” ธชากวักมือเรียกให้ผมกับลินินนั่งลงบนโซฟานุ่ม “ยืนคุยกันแบบนั้นเมื่อยแย่เลย ลินินเองก็เพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ ไม่ใช่หรือไง?”

“ฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้น” เธอหัวเราะร่า แล้วทรุดนั่งลงข้างธชา “อีกอย่างไม่ได้คุยกับนายตั้งนาน คิดถึงจะแย่”

“อืม คิดถึงเหมือนกัน”

ผมมองธชาสลับกับลินิน ดูเหมือนสองคนนี้จะลืมไปแล้วว่ามีผมอยู่ด้วย ให้ตายสิ...ผมเกลียดบรรยากาศแบบนี้ชะมัด ไม่ชอบเลยที่ต้องมานั่งระหว่างคนที่ ‘สนิท’ กันมาตั้งแต่เด็กๆ

“งั้น...คุยกันให้สนุกนะครับ” ผมพูดแทรกขึ้นมา “คุณลินินคงอยากคุยกับธชา ผมเป็นคนนอกเดี๋ยวขอตัวก่อนดีกว่า”

“เอ๋ ไม่เป็นไรค่ะคุณแฮกเตอร์” ลินินโบกมือห้ามผมไว้แล้วยิ้มหวาน “คุยด้วยกันหลายๆ คนสนุกดีนะคะ ฉันคิดถึงธชาก็จริง แต่ก็อยากได้เพื่อนใหม่ๆ บ้าง ถ้าคุณแฮกเตอร์ไม่รังเกียจ รับฉันเป็นเพื่อนสักคนได้ไหมคะ?”

“สำหรับคนน่ารักๆ แบบคุณลินินนี่ยินดีเลยครับ”

ผมยิ้มหวาน เล่นหูเล่นตาตามประสาหนุ่มเพลย์บอยเต็มที่ ทั้งที่ในใจไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลยสักนิด ไม่รู้สิ...ผมก็แค่ไม่อยากให้ใครรู้ความรู้สึกจริงๆ ก็เท่านั้นแหละ โดยเฉพาะธชา...

“งั้นเรียกแค่ลินินอย่างเดียวก็ได้ค่ะ”

“ครับ ลินินเองก็เรียกผมว่าแฮกเตอร์ก็ได้ ไม่ต้องมีคำนำหน้าหรอก”

“ขอบคุณค่ะ” ลินินยิ้มหวานให้ผม “แฮกเตอร์นี่หน้าตาดีแถมยังเฟรนลี่อีกนะคะ”

“ฮ่าๆๆ ไม่หรอกครับ” ผมหัวเราะกลบเกลื่อน รู้สึกได้ว่าธชาจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ผมเลยเบี่ยงความสนใจตัวเองโดยการชวนลินินคุยต่อ “ว่าแต่ลินินนี่สนิทกับธชามากเลยเหรอครับ เห็นเขาว่ารู้จักกับลินินตั้งแต่เด็กๆ”

เวร...พอถามออกไปแล้วก็นึกอยากตบปากตัวเอง

“ใช่ค่ะสนิทมากๆ”

“มากแค่ไหนครับ” ให้ตาย ผมอยากตบปากตัวเองอีกแล้ว!

“ก็ อืม...” ลินินทำท่าคิด ก่อนเธอจะหันไปหาธชาแล้วยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ ส่วนผมได้แต่นั่งนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกได้ว่าตัวเองขบฟันดังกรอด มองภาพตรงหน้าตาแข็งกร้าว อารมณ์เริ่มคุกรุ่น ลินินหันกลับมายิ้มให้ผม เธอไม่ได้สังเกตสักนิดว่าผมมีท่าทีผิดไปจากเดิมยังไง “...สนิทกันถึงขั้นนี้เลยล่ะค่ะ คิก~”

“ลินิน...”

ธชาปรามเธอเสียงเบาแล้วเหลือบตามองผม

“อะไรธชา เดี๋ยวนี้เล่นตัวเหรอ?”

“ไม่ใช่ แต่...”

“งั้นก็หอมนายเหมือนเดิมได้ใช่ไหมล่ะ”

ลินินหัวเราะคิกคักแล้วจับหน้าธชามาหอมแก้มซ้ายทีขวาทีโดยไม่สนใจสักนิดว่าตอนนี้พวกเรานั่งอยู่ที่ล็อบบี้ ไม่ใช่ในห้องส่วนตัวที่จะทำอะไรก็ได้ แถมยัง...ทำต่อหน้าผม ทำต่อหน้าผมโดยที่ผมไม่สามารถอ้าปากแย้งหรือห้ามเธอได้เลย ธชาเองก็ไม่ขัดขืนสักนิด

เหอะ...

ลินินกับธชาดูมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเกินกว่าผมจะเข้าไปแทรกได้ ถ้าจะว่ากันตามตรง ผู้หญิงน่ารักๆ แบบลินินยังไงก็ดีกว่าผู้ชายตัวใหญ่ๆ เหมือนผมสินะ นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมไม่กล้าแสดงตัวว่าธชาเป็นของผม เพราะผมไม่มั่นใจ ไม่มั่นใจสักนิดว่าถ้าในระยะยาวแล้วธชาจะเลือกใคร ผม...หรือลินิน

ผมได้แต่คิดอยู่ในใจแบบนั้นในขณะที่นั่งนิ่ง มองลินินหอมแก้มธชาจนกระทั่งเธอพอใจ...

-------------------------------------

หลังจบมื้อเย็นผมก็ขอแยกตัวกลับขึ้นห้องคนเดียวโดยอ้างว่ารู้สึกไม่สบายนิดหน่อย ธชาทำท่าจะตามมา แต่ผมปฏิเสธแล้วให้เหตุผลว่าเขาควรอยู่คุยกับลินินมากกว่า ธชาทำท่าจะไม่ยอม แต่พอผมตีหน้าดุใส่ เขาก็ถอนหายใจแล้วกลับไปร่วมโต๊ะกับครอบครัวเหมือนเดิม จากที่ผมสังเกต ลินินคงสนิทกับครบครัวธชาน่าดู คุณธัญญ่ากับคุณดลเอ็นดูเธอไม่น้อย แถมธันวาเองก็ดูจะดีใจที่ลินินมาเยี่ยม

มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกโดยสมบูรณ์แบบ

“เฮ้อ...”

ผมถอนหายใจ ขยี้ผ้าเช็ดผมเปียกชื้นจากการสระของตัวเองแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา โทรทัศน์จอแบนเครื่องใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ผมไม่มีอารมณ์แม้แต่จะเปิดดู น่าเบื่อ...ทุกอย่างตอนนี้น่าเบื่อไปหมด มันพาลทำให้ผมหงุดหงิดจนเผลอสบถคำหยาบกับตัวเองเพื่อระบายอารมณ์

สุดท้ายก็ได้แต่คว้าคีย์การ์ดแล้วเดินออกจากห้องไป เป้าหมายคือชั้นดาดฟ้าของรีสอร์ทที่ตกแต่งเป็นสวนหย่อมไว้ให้คนที่พักขึ้นมานั่งผ่อนคลายชมวิวทิวทัศน์ ใช้เวลาไม่นานนักผมก็มาถึงที่หมาย แสงไฟสีนวลทำให้ผมเห็นสถานที่ด้านบนได้ชัดเจน ลานกว้างบนดาดฟ้าแบ่งเป็นสองโซน ด้านหนึ่งปูด้วยหญ้าสีเขียว ประดับตกแต่งด้วยหินและกระถางดอกไม้ กลางลานตั้งม้านั่งไม้ตัวยาวสีน้ำตาลอ่อนขัดมันเอาไว้โดยหันหน้าออกไปทางฝั่งชายหาด

ส่วนอีกด้านปูด้วยไม้ปาเก้ มีกระถางต้นไม้วางประดับเหมือนกันแต่น้อยกว่า ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้สองชุดวางอยู่คู่กันพร้อมกับแท่นตั้งร่มสีขาวขนาดใหญ่ ผมเลือกเดินไปนั่งที่ม้านั่งตัวยาวกลางสนามหญ้า เหม่อมองออกไปทางชาดหาดที่อยู่ไกลลิบๆ ผ่านรั้วกั้นตาข่ายที่มีไว้เพื่อกันไอ้บ้าที่ไหนมาโดดตึก

สายลมตอนกลางคืนไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนกลางวันแต่ก็ไม่ถึงกับเย็น มียุงพอให้รำคาญบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าผมนั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็ไม่ได้อยู่คนเดียวซะแล้ว

“บอกแล้วไงว่าอย่ามาเงียบๆ”

“ฉันก็บอกแล้วไงว่ามันติดเป็นนิสัยไปแล้ว”

ผมถอนหายใจ หันไปข้างหลังเพื่อสบตารักษ์ สิ่ง(ไม่)มีชีวิตที่ผมเรียกว่าวิญญาณ แต่เจ้าตัวกลับบอกว่าตัวเองเป็นเทพอารักษ์ แม้ว่าธชาจะกระซิบบอกผมว่ามันไม่ต่างอะไรกับเจ้าที่เลยก็ตาม

“แล้วนี่โผล่มาทำไม”

“เห็นนายดูเหงาๆ เลยจะมาอยู่เป็นเพื่อน” รักษ์ว่าแล้วหายตัวมานั่งข้างผม เขาเอนหลังพิงผนังเก้าอี้ มือกางเหยียดยาวจนผมต้องเด้งตัวลุกนั่งตรง ไม่งั้นคงมีสภาพไม่ต่างจากอีหนูนั่งข้างป๋าแน่ๆ รักษ์ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดเข่าอีกข้างแล้วกระดิกยิกๆ เขาหันมาทางผมก่อนกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ทะเลาะกับธชาเหรอ”

“ไม่ได้ทะเลาะ”

“แน่ใจ?” เขาเลิกคิ้ว ยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วยิ้มยียวน “แปลกแฮะ ถ้าไม่ได้ทะเลาะธชาคงไม่ปล่อยให้นายแยกตัวมาคนเดียวแบบนี้หรอก หมอนั่นมันติดนายเหมือนเห็บติดหมา”

“ขอโทษทีนะ นี่นายเปรียบเทียบหรือด่า บอกมาตรงๆ เถอะ”

“ฉันจะไปด่านายทำไม” รักษ์ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ถ้าจะโผล่มาแล้วชวนคุยไร้สาระก็กลับไปเถอะ” ผมว่าอย่างเซ็งๆ

“โอเคๆ งั้นมาคุยเรื่องมีสาระดีกว่า” รักษ์พยักหน้ารับแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที “ได้ข่าวว่าตอนนี้สภาผู้พิทักษ์แยกเป็นสองฝ่าย โดยมีพวกนายเป็นต้นเหตุ นายรู้เรื่องบ้างไหม?”

“ก็พอรู้อยู่”

“คิดว่าไง?”

“ก็ไม่ว่าไง” ผมยักไหล่ เงยหน้ามองท้องฟ้าตอนกลางคืน “ฉันเข้าใจทั้งสองฝั่งนั่นแหละ ไม่ผิดที่เขาคิดจะเลิกให้ความช่วยเหลือฉันกับธชา ในเมื่อการที่สภาผู้พิทักษ์ออกตัวปกป้องพวกเรามันทำให้คนบริสุทธิ์โดนลูกหลงไปด้วย”

“นายเป็นคนดีกว่าที่ฉันคิดนะ” รักษ์หัวเราะเบาๆ ส่วนผมแค่นยิ้ม

“ไม่หรอก ก็แค่พยายามทำความเข้าใจ อย่างน้อยพวกเขาก็มีเหตุผล”

“งั้นสมมุติถ้าเกิดสภาลงมติเลิกให้ความช่วยเหลือพวกนาย นายจะทำยังไง”

“ก็ไม่ทำยังไง” ผมว่าเสียงเรียบแล้วหันมาทางรักษ์ก่อนกระตุกยิ้มมุมปาก “ก็แค่ให้เฮดีสออกมาจัดการ มีพ่อเป็นจ้าวนรกทั้งที อย่างน้อยเขาก็ต้องมีเส้นมีสายพอช่วยเหลือลูกชายบ้างแหละ”

“ฮ่าๆๆๆ นายนี่มันเจ๋งชะมัด” รักษ์หัวเราะลั่น เขาตบไหล่ผมป้าบๆ อย่างชอบใจ “ดูสบายๆ ไม่กังวลอะไรเลย”

“สภายังไม่ลงมตินี่ ฉันเลยไม่รู้จะกังวลเรื่องนี้ไปทำไม”

“ก็เลยกังวลเรื่องอื่นแทนงั้นสิ?”

“อะไรของนายอีก”

“ก็...” รักษ์ลากเสียง เขาจ้องหน้าผม ดวงตาคมกริบหรี่ลงแล้วยิ้มแบบรู้ทัน “เรื่องธชากับลินินไง ฉันเดาถูกใช่ไหมล่ะ”

“ฉันไม่ได้...” ผมตั้งท่าจะปฏิเสธ แต่พอสบตากับรักษ์ คำปฏิเสธทุกอย่างคล้ายถูกดูดหายไปหมด ผมทำได้แค่เงียบแล้วเสตาหลบไปทางอื่น

“นายหึงธชา” รักษ์พูดจี้ใจดำผม “รู้สึกแย่ล่ะสิที่เห็นลินินสนิทกับธชาแบบนั้น ลึกๆ ในใจแล้วนายก็คิดสินะว่าทั้งคู่น่ะเหมาะสมกันชะมัด เหมาะสมกว่านาย ทั้งเรื่องเพศ รูปร่างหน้าตาและความใกล้ชิด”

“หุบปากน่า!” ผมว่าเสียงกร้าว ตวัดตามองรักษ์ด้วยสายตาดุดัน “เงียบซะรักษ์ ฉันไม่ได้ขอความคิดเห็นจากนาย อย่าทำให้ฉันหงุดหงิดได้ไหม”

“ธัญญ่าเองก็ชอบลินินมากเหมือนกันเผื่อนายไม่รู้” รักษ์ไม่หยุด เขายิ่งดูสนุกเมื่อเห็นผมมีปฏิกิริยารุนแรงแบบนั้น “บางทีถ้าธชาเปลี่ยนใจจากนายมาหาลินิน ธัญญ่าคงได้อุ้มหลานก็คราวนี้”

“ฉันบอกให้นายหุบปาก!”

คราวนี้ผมตวาดก้อง ความอดทนในตัวถูกรักษ์ใช้คำพูดของเขาตัดจนขาดสะบั้นออกจากกัน ผมหายใจหอบ จ้องหน้ารักษ์ด้วยสายตาวาวโรจน์ อารมณ์มากมายตีกันอยู่ในใจจนแยกไม่ออก แต่ที่แน่ๆ ผมรู้ตัวว่าตอนนี้ผมโกรธจนตัวสั่น แถมยังโกรธจัดซะด้วย!

“ปฏิกิริยานายรุนแรงกว่าที่ฉันคิดแฮะ”

“ฉันไม่อยากคุยเรื่องนี้” ผมพยายามควบคุมอารมณ์ “ถ้านายไม่ไปฉันไปเอง”

ผมว่าพลางก้าวฉับๆ ไปยังประตูทางออก ยังไม่ทันเอื้อมมือแตะลูกบิดประตู รักษ์ก็หายตัวมาปรากฏตรงหน้า ขวางผมไว้ไม่ให้หนี เขาจ้องหน้าผมนิ่งแล้วคลี่ยิ้มมุมปาก

“ถ้านายแสดงให้ธชารู้ว่านายแคร์เขาเหมือนที่นายแสดงให้ฉันเห็นก็คงดีนะ”

“ฉันไม่ได้ขอคำแนะนำจากนาย”

“เชื่อเถอะว่านายไม่สามารถเก็บความรู้สึกนี้ได้ตลอดไปหรอก” รักษ์ว่าเสียงเรียบ เขามองผมด้วยสายตาของคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนรู้ทุกอย่างลึกซึ้ง นั่นทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นเทพ หรือที่คนไทยเรียกกันว่าเทวดา ผมไม่รู้อายุจริงของเขา แต่มันคงยาวนานพอจะหล่อหลอมให้รักษ์มีสายตาแบบนี้ได้ “สักวันความรู้สึกนายมันจะล้นและทะลักออกมา การเก็บเงียบไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไปหรอกนะแฮกเตอร์ ฉันเตือนนายด้วยความหวังดี”

“ฉัน...”

วูบ

ผมพูดยังไม่ทันจบรักษ์ก็หายตัวไปซะอย่างนั้น ทิ้งให้ผมยืนนิ่งอยู่หน้าประตูดาดฟ้าเป็นไอ้โง่อยู่คนเดียว ผมเม้มปากแน่น คำพูดของรักษ์ดังก้องในหัว สลัดยังไงก็ไม่หลุด

แอ๊ด...

ประตูดาดฟ้าตรงหน้าผมเปิดออก ผมสะดุ้งเล็กน้อย พอรู้ตัวก็ขยับเท้าจะหลบคนที่เพิ่งมาใหม่ แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อคนที่มาใหม่ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นธชานั่นเอง เขามองหน้าผมนิ่ง ดูไม่ตกใจเลยสักนิดที่เห็นผมอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าเขาคงรู้อยู่แล้ว

“นายมาทำอะ...อื้ม!”

ธชาไม่รอให้ผมพูดจบ เขากระชากคอเสื้อผมไปจูบอย่างรุนแรง ผมพยายามส่งเสียงประท้วงและดันตัวเขาออก แต่ธชาไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขาบีบคางผม บังคับให้เผยอปากแล้วสอดแทรกปลายลิ้นร้อนเข้ามาอย่างจาบจ้วง ผมใช้เวลาตั้งตัวอยู่สักพักถึงได้จูบตอบอย่างไม่ยอมแพ้ ธชาทั้งกัด ทั้งขบเม้มริมฝีปากผมจนผมกลัวว่าพอจบศึกยกนี้แล้วมันต้องบวมจนดูน่าเกลียดมากแน่ๆ

ธชาหายใจหนัก ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดใบหน้าผม ผมไม่เคยเห็นธชาดูดุดันขนาดนี้มาก่อน เหมือนกับว่าจูบนี้เป็นการระบายอารมณ์ที่สุมอยู่ในอกของเขาให้ผมรับรู้ ผ่านไปครู่ใหญ่ลมหายใจธชาถึงเป็นปกติ รสจูบจากดุดันร้อนแรงเปลี่ยนมาเป็นแผ่วเบา เขากดจูบลงบนริมฝีปากผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขบเม้มดูดดึงเบาๆ คล้ายจะเรียกร้องความสนใจ ผมปล่อยให้ธชาทำตามใจชอบ ก่อนเขาจะผละออกแล้วเอนหน้าผากมาแตะกับหน้าผากผมแทน

“เป็นอะไร” ผมถาม ยกสองมือประคองข้างแก้มเขาบังคับให้ธชามองผม

“ฉันสิที่ต้องถาม...”

“ถามฉันงั้นเหรอ?”

“ใช่ ถามนาย...” ธชาทาบมือกับหลังมือผมแล้วออกแรงบีบเบาๆ “ฉันอยากถาม...ว่านายมีอะไรจะพูดกับฉันบ้างหรือเปล่า”

ผมเงียบ สบตากับธชาที่จ้องผมด้วยแววตาติดจะอ้อนวอน คำพูดของรักษ์ดังขึ้นในหัวอีกครั้งจนผมรู้สึกหงุดหงิด ผมยื่นหน้าเข้าจูบธชาเบาๆ ก่อนผละออกมาแล้วยิ้มนิดๆ

“ไม่นี่...ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับนาย”

ดวงตาสีดำสนิทฉายประกายผิดหวัง มันทำให้ผม...เจ็บหัวใจอย่างน่าประหลาด

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น