vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 ♥ [UPDATE]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.8k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2562 23:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 ♥ [UPDATE]
แบบอักษร

ตอนที่ 30

                [PART: ฮันนี่**]**

                ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในห้องที่คุ้นตาก่อนจะลุกขึ้นพรวดอย่างตกใจ แอเรียนั่งอยู่ข้างเตียงรีบจับตัวผมไว้ทันที

                “แอเรีย!...คุณฟอเรสล่ะ”

                “ใจเย็น ๆ นะฮันนี่ ตอนนี้เราเจอตัวพี่ฟอเรสแล้ว” ประโยคจากปากแอเรียทำให้ผมหัวใจพองโต

                “จริงเหรอ คุณฟอเรสไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม? ทำไมไม่ตอบผมล่ะ” ผมถามแต่เขากลับทำหน้าเหมือนไม่อยากบอก

                “เขาอยู่ไหน ผมจะไปหาเขา” ผมก้าวลงจากเตียงแล้วเซ นัมเบอร์เดินเข้ามาพอดีเลยรีบพยุงช่วย

                “ราชินีได้โปรดใจเย็น ๆ นะครับ หากเป็นลมไปอีกคงไม่ดีแน่”

                “งั้นก็พาผมไปหาคุณฟอเรสสิครับ พาผมไป” ผมอ้อนวอน แอเรียกับนัมเบอร์มองหน้ากันอย่างหนักใจ ก่อนพวกเขาจะพยักหน้าตกลง

                ผมเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่สำหรับรับรองแขก ผมได้ยินจากแอเรียมาคร่าว ๆ ว่า องครักษ์ออกตามหาไปเจอร่างสูงอยู่แถวชายป่าไม่ห่างจากปราสาทมากนัก ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วผลักประตูเข้าไป

                แววตาคมสบสายตากับผม ผมมองเขาที่มีผ้าพันแผลพันรอบบริเวณเอว เสื้อเชิ้ตสีขาวไม่ได้ติดกระดุมสักเม็ด ท่านพ่อและท่านแม่ รวมถึงท่านปู่ก็อยู่ในห้องนี้ด้วย ทุกคนตกใจเมื่อเห็นผม

                “นี่เหรอครับ ราชินีของผม?” คำถามจากปากร่างสูงทำให้ผมตัวชาวาบ

                “ใครบอกให้พาฮันนี่เข้ามาตอนนี้” ท่านปู่ว่าขึ้นพลางหันไปถามแอเรียและนัมเบอร์ ผมมองภาพตรงหน้าด้วยมือเริ่มสั่นเทา ผมกำเสื้อตัวเองแน่น

                “นี่มันหมายความว่ายังไงครับ” ผมถาม ท่านปู่เป็นคนเดินเข้ามาลูบไหล่ผมเบา ๆ ก่อนจะพูดประโยคความจริงทำให้หัวใจผมเหมือนหล่นหายไปอีกรอบ

                “หมอบอกว่า ฟอเรสใช้เวทมนตร์สูงสุดในการช่วยชีวิตตัวเองไว้ แต่ผลข้างเคียงของมันคือ การยอมสละความทรงจำให้หายไปชั่วคราว และความทรงจำที่หายไปคือช่วงเวลาที่อยู่กับฮันนี่ แต่ความทรงจำที่หายไป มันเป็นการถูกผนึกเก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ มันไม่ได้หายไปไหนหรอกนะ ฮันนี่ต้องเข้มแข็งนะลูก...” ท่านปู่พูดกับผมเสียงแผ่ว

                ผมเหลือบมองฟอเรสอีกครั้ง สายตาเขานิ่ง เหมือนกับครั้งแรกตอนเจอกันไม่มีผิด...ตอนที่เขายังไม่ได้รักผม         พอคิดแบบนี้มันช่างน่าปวดใจเหลือเกิน

                แต่มันก็ดีแล้วนี่ครับที่เขาปลอดภัย ผมยังคงมีเขาอยู่ข้างกาย แม้เขาจะจำผมไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าผมสามารถดึงความทรงจำของเขากลับมาได้ ผมยิ้มเรียกกำลังใจให้ตัวเอง....

                ร่างกายของเขาไม่มีอะไรผิดปกติ มีเพียงรอยช้ำและความทรงจำที่หายไปเท่านั้น หลังจากการเผชิญหน้ากันเมื่อกี้ เขาทำราวกับว่าไม่รู้จักผม ก็เขาความจำเสื่อมนี่...

                พวกเราเดินกลับมาห้องนอนใหญ่ด้วยกัน ผมมองเขาสำรวจห้อง ทั้งที่มันเป็นห้องของเขา ฟอเรสมองราวกับว่ามันไม่คุ้นตาเขา ผมยิ่งรู้สึกปวดใจ ผมจะอ่อนแอไม่ได้

                “คุณฟอเรสนั่งตรงนี้ก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้คุณ” ผมบอกด้วยรอยยิ้มฝืน โดยไม่รู้ว่าเขาเงยหน้ามองรอยยิ้มของผมนิ่ง ๆ แม้เขาอาจจะจำไม่ได้ถึงความรู้สึกที่มีต่อผม แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกห่างเหินเลย

                ผมกำลังจะเดินเข้าไปในห้องน้ำถึงกับหยุดกึก เมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง ผมเลยเดินเข้าไปทางห้องนอนเล็กอีกมุมของลูก เฟธน้อยดันตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับปุ๋ย

                “โอ๋ ๆ ตื่นขึ้นมาทำไมเอ๋ย หิวเหรอครับ” ผมอุ้มเฟธไว้ในอ้อมกอดพลางเอาจมูกไปถูกับแก้มลูกเบา ๆ น้ำตาผมไหลออกมาช้า ๆ ความอ่อนแอห้ามยากจัง... ลูกชายมองผมตาใสพลางยกมือน้อยมาแตะน้ำตาผม ราวกับรู้ว่าผมเสียใจอยู่

                “มาให้ฉันอุ้มเขาเองมา” ผมสะดุ้งกับเสียงเข้มที่ดังขึ้นด้านหลัง ผมเลยรีบเช็ดน้ำตาแล้วหันไปมองเขาที่เดินตรงเข้ามาหา สายตาเขามองไปที่ลูก ร่างสูงรับเฟธไปอุ้มไว้ในอ้อมกอดเหมือนเขาเคยทำ จนผมรู้สึกถึงความอบอุ่น

                รอยยิ้มของเขาที่ยิ้มให้ลูก ทำเอาผมอดยิ้มตามไม่ได้

                “นี่ลูกของเราใช่ไหม...” เสียงเข้มถาม เพราะเขารับรู้เรื่องราวจากท่านปู่แล้วครับว่าเขาอยู่ในช่วงความจำเสื่อม แม้เขาจะดูเหมือนกึ่งเชื่อและไม่เชื่อก็เถอะ ว่ามีผมเป็นภรรยา ฟอเรสพิจารณาลูกชายตัวน้อยแล้วพูดต่อ

                “เขาหน้าเหมือนฮันนี่” คำพูดจากปากเขาทำให้ผมเงยหน้ามองเขาตรง ๆ

                “ขอโทษที่ฉันจำอะไรยังไม่ได้ จนทำให้นายต้องทุกข์ใจอย่างนี้” เขาเอ่ยแผ่วเบา เป็นเหตุให้ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปล่อยให้มันไหลอาบแก้ม ผมยกมือไปลูบหน้าเขาด้วยความรัก

                “แค่คุณกลับมาปลอดภัย ไม่เป็นอะไร ผมก็ดีใจที่สุดแล้วครับ...” ผมยิ้ม ฟอเรสมองน้ำตาผมด้วยความไม่ชอบใจ และได้แค่คิดในใจว่า ‘รอยยิ้มมากกว่าที่เหมาะกว่าน้ำตา’ ฟอเรสชะงักกับความคิดเมื่อรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหวานเล็กดังก้องอยู่ในหัว

                ผมมองเขาที่เหม่อไป ผมเลยเช็ดน้ำตาตัวเองออก ไม่อยากงอแงเหมือนเด็กแบบนี้ ฟอเรสโอ๋ลูกจนหลับปุ๋ยไปอีกรอบ เขาวางลูกลงไว้ในเปลที่นอนนุ่ม ก่อนผมจะตกใจเมื่อจู่ ๆ เขาใช้มือหนาโอบเอวผมเข้าไปกอดไว้โดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว

                “คุณฟอเรส ทำอะไรครับ?” ผมถามด้วยน้ำเสียงตกใจนิดหน่อย อ้อมกอดเขาอันตรายต่อหัวใจผมเสมอ

                “กอดยังไงล่ะ” น้ำเสียงคล้ายกับขี้เล่นจนผมเลิกคิ้วงง แต่กลับไม่กล้าผลักเขาให้ออกห่างจากตัวเอง

                “คือว่า...ผมจะไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้คุณ ปล่อยผมก่อนได้ไหม จะได้ไปนอนกันครับ คุณต้องกินยาแก้ปวดอีกด้วย” ผมบอกด้วยความเป็นห่วง ฟอเรสยอมถอยออก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวเขาคิดอะไรอยู่ในใจกัน

                พอเขาปล่อยผมออก ผมรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำด้วยใบหน้าร้อนฉ่า ทิ้งให้ฟอเรสสงสัยกับตัวเองว่าร่างกายเขาขยับไปตามความคุ้นชิน ผมออกมาพร้อมผ้าขนหนูแล้วเช็ดตัวให้เขา (เนื่องจากเขามีแผล เลยทำให้แผลโดนน้ำไม่ได้ครับ เลยเช็ดตัวเช็ดหน้าแล้วเปลี่ยนเสื้อ)

                พวกเราเข้านอนกันทันทีเมื่อเขาเปลี่ยนชุดนอนใหม่เรียบร้อย เราสองคนนอนเตียงเดียวกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมในคืนนี้ คือ เขาไม่ได้นอนกอดผมไว้ แม้ผมรู้ว่าเขาจำอะไรยังไม่ได้ ความรู้สึกเขาก็คงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับผมเหมือนกัน แม้รู้ แต่อดใจหวิว ๆ ไม่ได้ เพราะอ้อมกอดของเขามักทำให้ผมนอนหลับฝันดีเสมอ

                ผมพยามยามข่มตานอนด้วยความยากลำบาก โดยไม่รู้ว่ามีสายตาเข้มแอบมองผมอยู่จนกระทั่งเขารอผมหลับไปสู่ห้วงนิทรา ก่อนร่างสูงจะเขยิบเข้ามาใกล้ ๆ ผม ความอบอุ่นที่คุ้นเคยทำให้ผมเขยิบตัวเข้าไปใกล้อย่างเคยชิน

                “คุณฟอเรส...” ผมพึมพำพร้อม ๆ กับริมฝีปากเล็กของผมจุ๊บตรงแผงอกของฟอเรสพอดี...

                รุ่งเช้า

                ผมขยับตัวเล็กน้อยและยังไม่ยอมลืมตา ผมรู้สึกว่าตัวผมถูกวัตถุอะไรหนัก ๆ ทับตัวไว้ ดิ้นออกไม่ได้เลย ผมลืมตาขึ้นถึงกับเบิกตากว้างเมื่อใบหน้าคุ้นเคยอยู่ใกล้จนจมูกเขากับผมแทบจะชนกันอยู่แล้ว แถมคนตรงหน้ายังตื่นอยู่ด้วย มือหนากอดผมไว้แนบชิด หือ?

                “เออ ผมเข้าไปกอดคุณก่อนเหรอครับ” ผมถาม เพราะผมมักจะชอบเขาไปกอดร่างสูงไว้ตอนนอน เลยคิดว่าตัวเองอาจจะเผลอไปกอดเขาเอง แต่คำตอบที่ได้รับทำให้หน้าผมร้อนวูบ

                “ฉันกอดเอง ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าฉันกำลังกอดนาย” เสียงเข้มอารมณ์ดีทำให้ผมแปลกใจ ฟอเรสเลยว่าต่อ

“ฉันความจำเสื่อมก็จริง แต่หัวใจของฉันไม่ได้เสื่อมไปด้วย เข้าใจรึเปล่า”

                “ครับ?” ผมทำหน้าเอ๋อ เขาเลยพูดต่อมาอีก

                “นายเป็นคนรักของฉัน เป็นคนที่ฉันแต่งงานด้วยแล้ว เป็นราชินีคนเดียวของฉัน จะแปลกอะไรหากฉันจะขอนอนกอดนายไว้แบบนี้ หรือว่าฉันไม่มีสิทธิ์” ผมรีบส่ายหน้า

                “มีครับ คุณมีสิทธิ์กอด...เพียงแต่ผมไม่คิดว่าคุณจะอยากกอดผมเท่านั้นเอง”

                “นุ่มขนาดนี้ ให้นอนกอดทั้งวันฉันก็ทำได้” เสียงเข้มว่าขึ้นทำเอาคนฟังหน้าร้อนวูบอีกรอบ ฟอเรสยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยน เพียงแค่ความทรงจำเท่านั้นที่หายไป ผมเงยหน้ามองเขาที่อยู่ใกล้

                ผมจ้องหน้าเขาอย่างเนิ่นนานราวกับต้องการจะซึมซับความรักของผมให้ส่งผ่านไปถึงเขา

            ห้องอาหาร

                ผมกับฟอเรสแยกย้ายกันตั้งแต่เช้า พอเขาลุกขึ้นมามีแรงก็เริ่มทำงานราชการของเขาทันที ส่วนตอนนี้ผมอยู่ในห้องอาหารกับแอเรีย และท้องฟ้า ส่วนเด็ก ๆ ไปเล่นด้วยกันโดยมีสาวใช้ประจำตัวผมช่วยดูแลเป็นเพื่อนเล่น

                “เป็นยังไงบ้างฮันนี่ พี่ฟอเรสพอจะจำอะไรได้บ้างรึยัง” แอเรียถามพลางจิบชาไปด้วย

                “ยังเลยครับ แต่ว่าเขาก็ทำตัวเหมือนเดิมนะ” ผมบอก แอเรียเลยตาโต

                “หา? ทำตัวเหมือนเดิม นี่ฮันนี่โดนพี่ฟอเรสจับกดเมื่อวานนี้เหรอ” คำพูดตลกบวกกับตรงไปตรงมา ทำเอานัมเบอร์ที่รินชาอยู่สะดุดกึก ผมหัวเราะ

                “ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น หมายถึงเรื่องที่เขาดูยิ้มแย้มแล้วก็นอนกอดผมเหมือนทุกคืนที่เขาเคยทำ” ผมอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ เดี๋ยวนะครับ นี่ทุกคนคิดถึงฟอเรสในด้านความหื่นของเขาหมดเลยเหรอเนี่ย

                “จริง ๆ พี่ฟอเรสก็แค่ความจำเสื่อม ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกจะเสื่อมสักหน่อย ฮันนี่อยู่ห่างๆไว้ก็ดีนะ ยิ่งน่ารัก ๆ อยู่” แอเรียว่าแบบมีหลักการเชิงหยอกล้อ นัมเบอร์เสิร์ฟขนมหวานน่าทานพร้อมเอ่ยกับคนรัก

                “แอเรียอย่าพูดเรื่องที่มันโจ่งแจ้งหน้าตาเฉยแบบนั้นสิครับ” ผมกับท้องฟ้าเลยหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

                “โทษนะขอรับ ราชินีฮันนี่มีช่างตัดผ้ามาขอพบขอรับ” องครักษ์เดินมาหยุดอยู่ประตูแล้วโค้งทำความเคารพ      ผมหันไปมองและพยักหน้า แอเรียถามขึ้นอย่างแปลกใจ

                “เดี๋ยวฮันนี่ จะไปคนเดียวเหรอ?” ผมพยักหน้าพร้อมกับลุกขึ้นใส่เสื้อกันหนาว เนื่องจากวันนี้อากาศหนาว

                “ใช่ครับ” แอเรียขมวดคิ้ว

                “ขออนุญาตพี่ฟอเรสรึยัง? ปกติไม่เคยเห็นพี่เขาปล่อยฮันนี่ไปคนเดียวเลยนะ ให้ฉันกับท้องฟ้าไปเป็นเพื่อนไหม” ผมส่ายหน้า

                “ยังไม่ได้ขอเลยครับ น่าจะไม่เป็นอะไรหรอก...อีกอย่างเขาประชุมอยู่ ผมไม่อยากเดินเข้าไปรบกวนเขา” น้ำเสียงที่แฝงความน้อยใจนิด ๆ ปรากฏขึ้นมา แอเรียมองผมอย่างครุ่นคิดก่อนจะยิ้ม

                “งั้นก็รีบไปรีบกลับละกันนะ พวกฉันจะรออยู่นี่” เขาว่าขึ้น ผมเลยยิ้มรับและเดินออกไปจากห้องนี้

                หลังจากฮันนี่เดินออกไปจากห้อง ทั้งนัมเบอร์และท้องฟ้าถามเป็นเสียงเดียวกัน

                “ปล่อยฮันนี่ไปอย่างนี้จะดีเหรอครับ” ท้องฟ้าถามขึ้น

                “ใช่ครับ คุณแอเรีย ผมรึว่าคุณจะห้าม” นัมเบอร์ถามบ้าง แอเรียกระตุกยิ้มเหมือนรู้อะไร

                “จำได้ไหมที่ท่านปู่เคยพูด ว่าพี่ฟอเรสใช้เวทมนตร์สูงสุดเพื่อช่วยชีวิตของตัวเองและผนึกความทรงจำที่มีค่าที่สุดของเขา การที่จำเรื่องราวเกี่ยวกับฮันนี่กับลูกไม่ได้ก็แสดงว่าฮันนี่กับลูกคือสิ่งที่มีค่าของพี่ฟอเรส...และพลังทุกพลัง แน่นอนเมื่อมีการปิดผนึก ย่อมมีการ คลายผนึก ได้เช่นกัน โดยการคลายผนึกคนที่กำหนดไว้ก็คือ เจ้าตัวนั่นแหละ”

                “แปลว่า มีวิธีทำให้ความทรงจำของฝ่าบาทฟอเรสกลับมาหรือครับ?” ท้องฟ้าถามต่อ ส่วนนัมเบอร์รอฟังที่คนรักพูด แอเรียพยักหน้า

                “ใช่ และฉันพอจะเดาออกว่า คนอย่างพี่ฟอเรส การคลายผนึกความทรงจำคงหนีไม่พ้นการ ‘หึง’ แน่ ๆ...” แอเรียพูดอย่างมั่นใจพร้อมกับยิ้มให้นัมเบอร์กับท้องฟ้าที่มองหน้ากันอย่างไม่เชื่อ



                [PART: ฟอเรส**]**

                ระหว่างการประชุมราชการ ผมแทบไม่ได้ฟังการประชุมสักเท่าไหร่ แต่ใจกลับไปคิดหาแต่คนที่เป็นราชินีของตัวเอง ผมมองมือของตัวเองที่โอบกอดฮันนี่ไว้เมื่อเช้า แม้จะยังจำอะไรไม่ได้ แต่ความรู้สึกของผมกลับรู้สึกผูกพันกับร่างบางมาก

                แถมตอนนี้การประชุมตรงหน้าผมแทบไม่ได้ฟังสักนิด เพราะใจของผมกลับรู้สึกหวิว ๆ พะวงถึงร่างบางยังไงไม่รู้ ผมคิดว่าจะไม่ใส่ใจกับความรู้สึกนี้ แต่ก็ทนไม่ได้ ผมลุกขึ้นพรวด เหล่าข้าหลวงที่นั่งประชุมอยู่ด้วยกันพากันมองอย่างงง ๆ รวมทั้งคาร์ลที่นั่งประชุมอยู่ด้วย

                “มีอะไรหรือครับ ฝ่าบาท?” คาร์ลเลิกคิ้วถามผม

                “ช่วยประชุมกันต่อเลยได้หรือไม่ เราจะไปฮันนี่สักเดี๋ยว” ผมกล่าวออกไป ทุกคนเลยรีบพยักหน้า

                “ได้ขอรับ ฝ่าบาท ไม่ต้องเป็นห่วง ทางนี้ไม่มีเรื่องอะไรต้องประชุมให้มากความแล้วขอรับ” ข้าหลวงที่ทำงานด้วยกันรีบบอก

                ผมเลยเดินออกมาจากห้องประชุมอย่างรีบร้อน ผมถามกับสาวใช้ว่าฮันนี่อยู่ไหนก็ได้รับคำตอบว่า อยู่ห้องอาหารกับน้องชายของผม แต่พอผมเดินเข้ามากลับไม่เห็นฮันนี่นั่งอยู่ด้วย

                “แอเรีย ฮันนี่อยู่ไหน” ผมถามแอเรียที่นั่งเล่นเกมอยู่ข้างนัมเบอร์ ส่วนท้องฟ้านอนหลับอยู่ที่โซฟา

                “พี่จะอยากรู้ไปทำไม” แอเรียเงยหน้าขึ้นมองผม น้องชายของผมสกิลการกวนระดับบิ๊ก ยังมีหน้ามากวนพี่อีก

                “เขาเป็นราชินีของพี่ พี่ก็ต้องอยากรู้สิ” ผมตอบเต็มปากเต็มคำด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเป็นห่วง แอเรียฟังก่อนจะยิ้ม

                “อย่าทำให้ฮันนี่ต้องร้องไห้อีกนะ ผมไม่อยากเห็นพี่สะใภ้ของผมร้องไห้...” แอเรียว่าก่อนจะยอมบอกผมว่าฮันนี่ไปไหน

                เมื่อผมรู้ผมก็รู้สึกว่า หัวใจของผมมันกระวนกระวาย แอเรียบอกผมว่าฮันนี่ออกไปพบช่างตัดผ้าเพื่อที่จะมาตัดผ้าม่านเปลี่ยนห้องใหม่ เหมือนความคิดผมจะจำได้ลาง ๆ ขึ้นมาว่า ฮันนี่อยากได้ผ้าม่านใหม่ ผมให้คนเอารถออกเพื่อไปส่งที่ร้าน ทำไมไม่บอกให้ผมรู้ก่อนนะ!  ผมจะได้พามา ทำไมต้องมาคนเดียวด้วย

                ผมมาถึงหน้าร้าน ผมรีบวิ่งเข้าไปในร้านและชะงักเมื่อเจอท่านปู่นั่งจิบชาอยู่

                “อ้าว ฟอเรสแกมาทำอะไรที่นี่?” เจ้าของร้านที่เดินออกมาจากหลังร้านก็ตกใจเมื่อเห็นผม เขาโค้งให้ผมอย่างสุภาพ

                “ฝ่าบาทฟอเรส ยินดีต้อนรับค่ะ” เธอว่า

                “ผมมาหาฮันนี่ ท่านปู่เห็นราชินีของผมไหม แล้วท่านปู่มาทำอะไรที่นี่” ท่านปู่หัวเราะอารมณ์ดีให้กับหลานตัวเองที่เริ่มกระวนกระวายกับการหาเมียไม่เจอ

                “อยู่ข้างในนู่น เห็นบอกอยากเลือกผ้าเอง...ตอนแรกฉันเดินเล่นอยู่แถวตลาด เห็นฮันนี่มาคนเดียวโดยไร้ผู้ติดตาม ไม่รู้ว่าพระสวามีหายไปไหน ถึงปล่อยให้ราชินีผู้น่ารักมาเดินอยู่คนเดียวได้ ไม่มีความรับผิดชอบเอาซะเล๊ยยย” ท่านปู่ว่ากระตุ้นความทรงจำ จริง ๆ ท่านปู่ได้โทรศัพท์จากแอเรียเลยมาร่วมสมทบด้วย

                “ท่านปู่ ถ้าจะพูดขนาดนี้เอ่ยชื่อผมมาเลยดีกว่า ว่าผมไม่ดูแลเมีย” ผมพูดออกไปเต็มปากเต็มคำอย่างหัวเสียและรู้สึกไม่ดีจริง ๆ ที่ฮันนี่ออกมาคนเดียวแบบนี้

                “แกนั่งรออยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฮันนี่คงออกมา เห็นไปเลือกกับพนักงานผู้ชายด้วยนะ” เสียงเน้นย้ำของท่านปู่กำลังยั่วโมโหผมชัด ๆ โดยเฉพาะคำว่า ผู้ชาย ผมปรี๊ดเลยครับ

                ตอนแรกว่าจะนั่งรอพอเจอคำว่าผู้ชายเท่านั้นแหละ! ผมไม่นงไม่นั่งมันแล้ว!

                “ผมจะเข้าไปตามฮันนี่” ผมเดินก้าวฉับ ๆ เข้าไปในร้านทันที

                พอเข้ามาผ้ามากมายที่พาดอยู่ปลิวพลิ้วไสว ผมมองหาฮันนี่ก่อนจะเจอร่างบางของผมยืนอยู่กับผู้ชายอีกคนที่ไม่ใช่ผม รอยยิ้มมุมปากเล็ก ๆ ของฮันนี่ทำให้ผมรู้สึกจะคลั่ง

                และผมกำลังรู้สึกว่า ผมคุมตัวเองไม่ได้! นั่นเมียผม! ผมหวง ผมหึง!!!!

                กึก! ผมชะงักเมื่อเห็นแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นมา ผมเห็นฮันนี่หันหน้ามาหาผมพร้อมกับเรียกชื่อ เสียงหวานที่แผ่วเบาดังไปทั้งหัวใจของผม

                คุณฟอเรส!!

                ก่อนผมจะรู้สึกว่าโลกมันมืดไปทันที...

                เวทมนตร์นี้แม้จะเสี่ยงต่อการจำอะไรไม่ได้ แต่ฉันคงต้องลองเสี่ยง ฉันขอปิดผนึกความทรงจำที่มีค่าที่สุด โดยการคลายมนตร์คือ ฉันหึงฮันนี่


                [PART: ฮันนี่**]**

                ผมหันไปมองอย่างตกใจเมื่อเห็นฟอเรสมาหาผมที่ร้านผ้า อ้าว เขาไม่ได้ประชุมอยู่เหรอครับ ทำไมมาอยู่ที่นี่ แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั่นคือ จู่ ๆ เขาล้มลงกับพื้น ผมรีบวิ่งไปประคองเขาอย่างตกใจทันที

                ผมนั่งมองเขาอยู่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง ผมเลื่อนมือไปกุมมือเขาไว้ ก่อนจะรู้สึกถึงมือเขาที่บีบมือผมเล็กน้อย

                “คุณฟอเรส! ไปตามหมอมาให้ที คุณฟื้นแล้ว” ผมหันไปบอกสาวใช้ที่เดินเข้ามาพอดี

                “คุณ...อ๊ะ” ผมกำลังจะถามต่อกลับต้องเซไปชนกับแผงอกตรงหน้า และผมเบิกตากว้างเมื่อริมฝีปากหนาก้มลงประกบปิดปากของผมอย่างนุ่มนวล

                เอ๋!!! ฟอเรสจูบผม

                “อื้อออ...คุณฟอเรส” ผมหน้าร้อนวูบเมื่อเขาถอนจูบออกพร้อมกับกระซิบที่ข้างหู

                “เรียกชื่อฉันอีกทีสิ”

                “ครับ?”

                “เรียกชื่อฉัน” เขาเชยคางผมขึ้นให้เงยหน้ามองเขาชัด ๆ ผมมองอย่างงง ๆ

                เสียงดังกระแฮ่มดังขึ้นข้างหลังทำให้ผมรีบผละออกจากร่างสูง

                “แหม ๆ หายแล้วกะจัดเลยหรือไง เจ้าหลานไวไฟ” เสียงท่านปู่ล้อขึ้น ฟอเรสกระตุกยิ้มขี้เล่น ทำให้ผมมองอึ้ง อะไรนะครับ! ท่านปู่บอกว่า หายแล้ว...

                “หนูไม่ต้องร้องไห้อีกแล้วนะ ฮันนี่ เจ้าหลานจอมเจ้าเล่ห์มันกลับมาแล้วล่ะ” ท่านปู่พูดให้กระจ่าง ผมเบิกตากว้างมองเขาที่ยิ้มให้ผมบาง ๆ

                “จริงเหรอครับ...คุณจำผมได้เหรอ จำเรื่องของเราทั้งหมดได้แล้วใช่ไหม! ฮึก...คุณฟอเรส” ผมกระโดดกอดเขาอย่างไม่อายพร้อมกับปล่อยโฮออกมา เขาเลื่อนมือมากอดปลอบผมไว้

                ทุกคนเมื่อเห็นว่าฟอเรสแข็งแรงและกลับมาจำได้ราวกับปาฏิหาริย์ก็ดีใจและพากันปล่อยให้ทั้งสองคนได้คุยกันตามลำพัง

                5 นาทีผ่านไป

                ผมร้องไห้จนพอใจและพิงตรงอกของฟอเรสไว้ เขาเลื่อนมือมาปัดผมออกจากหน้าผมเบา ๆ

                “ผมอยากจะชกคุณ คนบ้า!” ผมพูดขึ้นพร้อมกับกำปั้นน้อย ๆ ทุบลงที่อกร่างสูง ฟอเรสยิ้มและจับกำปั้นน้อยของผมไว้

                “ฉันเจ็บนะ” เสียงเข้มพูดขี้เล่น

                “อย่าทำให้ผมตกใจแบบนี้...ได้ไหม” ผมเงยหน้ามองเขาอ้อน ๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อเขาพลิกตัวของผมลงไปอยู่ข้างล่างเขา

                “อ๊ะ...จะทำอะไรครับ อย่ามาแกล้งผมนะ ผมยังงอนคุณอยู่” ผมว่างอน ๆ เขากระตุกยิ้มพร้อมกับลูบไล้แก้มเนียนของผมเล่น

                “ให้ทำยังไง ฮันนี่ถึงจะหายงอน”

                “ให้ฉันจูบจนกว่าฮันนี่จะพอใจดีหรือไม่” เขาบอกขึ้นอย่างเข้าทางตัวเอง ผมเลยเอาหน้าออกจากเขาที่จะก้มลงมาจูบ

                “อ๊ะ! หยุดเลยนะครับ อย่าทำตัวเจ้าเล่ห์สิ” ผมว่าแล้วหลุดยิ้มเมื่อเขาก้มลงมาเอาจมูกชนกับจมูกของผม

                “ดีใจไหม ที่ฉันกลับมาจำได้ทุกอย่าง” เสียงเข้มถามขึ้นและซบหน้าลงตรงซอกคอของผม

                ที่อื่นมีให้ซบมาซบตรงนี้ทำไมเนี่ย ผมเขิน!

                “ดีใจสิครับ...แล้วทำไมคุณถึงความทรงจำกลับมาได้ทั้งหมด จำได้หมดจริงรึเปล่า?” ผมถามอย่างสงสัยก่อนจะร้อนวูบ

                “จำได้สิ ครั้งแรกของฮันนี่ นายเอากระดาษจดกระบวนท่ามาด้วย” ผมตีไหล่เขาอย่างหมั่นไส้

                “พูดทำไมเล่า ก็ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องนี่ คุณบอกให้จำท่า” ผมว่าเขิน ๆ พอนึกถึงตอนแรกที่เราเจอกันมันก็เป็นความทรงจำที่น่ารักดีมาก ๆ ครับ เรามาไกลกันจนถึงขนาดมีเจ้าตัวน้อยด้วยกันแล้ว

                “แล้วจำได้หมดทุกท่ารึยัง” เขาถามขี้เล่นพร้อมกับหัวเราะเมื่อเห็นผมทำหน้าเอือม

ฟอเรสเลยเล่าให้ฟังว่าทำไมเขาถึงจำผมได้ เพราะเขาได้ผนึกความทรงจำไว้นั่นเอง

                “แต่ยังไงคุณก็ห้ามทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนี้อีกรู้ไหม” เมื่อเขาเล่าจบผมกำชับคนรักของตัวเองที่ดูเหมือนจะไม่ได้ฟังผมสักนิด เพราะเขาเอามือมาลูบขาของผมน่ะสิ!!

                “เอามือออกไปจากขาของผมเลยนะ...อ๊ะ...” ผมสะดุ้งเมื่อเขาดึงผมเบา ๆ ให้ผมไปพิงกับขอบเตียง

                “ฉันไม่ได้กอดฮันนี่มานานแล้ว...” เสียงเข้มพูดขึ้น นี่เป็นคำขอจากเขารึเปล่าครับเนี่ย ผมหลบตาเขาที่จ้องมา

                “ตะ...แต่ตอนนี้ยังไม่มืดเลยนะครับ” ผมว่าด้วยความเขิน ทำไมความทรงจำกลับมาก็จะทำเลยเหรอ โอ๊ย

                ฟอเรสกระตุกยิ้มพร้อมกับเอื้อมมือไปกดรีโมทปิดผ้าม่านทั้งหมดให้มืดลง เขาล็อคประตูไว้ด้วย อะไรจะรวดเร็วขนาดนี้

                “มืดแล้ว” เขาก้าวขึ้นมาบนเตียงแล้วจับไหล่ของผมไว้สองข้าง

                “จะทำจริง ๆ เหรอ” ผมถามเขาที่ปลดเสื้อผ้าผมออกช้า ๆ  มือหนาเลื่อนสัมผัสผมอย่างอ่อนโยน

                “อ๊ะ...อื้อออ...คุณฟอเรส...อย่าตรงนั้น” ผมสั่นเล็กน้อยเมื่อเจอมือเย็นของเขาที่เลื่อนสัมผัส

                “อยากให้ฉันสัมผัสตรงไหน...บอกฉันสิ” เขากระซิบข้างหูพร้อมกับพรมจูบไปทั่ว ฟอเรสเอื้อมมือไปหยิบถุงยางมาใส่ ก่อนจะเขยิบกายเข้าหาผมใกล้ ๆ ช้า ๆ

                “ฉันทำให้ฮันนี่ร้องไห้ตอนฉันไม่มีความทรงจำ ฉันขอไถ่โทษด้วยการสร้างความอบอุ่นให้ฮันนี่ก็แล้วกัน...”

                ปลายลิ้นร้อนเลียเล้าโลมตามร่างกายของผมอย่างกระหาย จนผมรู้สึกเสียววูบแทบไม่มีสติ

                “อ๊ะ!!..อ๊า คุณฟอเรส...ข้างในรู้สึกดีจัง” ผมยิ้มหวานตาเริ่มพร่ามัว สมองเริ่มเบลอ ๆ ฟอเรสกระตุกยิ้มพอใจกับยิ้มหวานผม

                “ฮึ่มมม อืมมม ตัวหอมชะมัด...” เสียงเข้มครางต่ำ เขาออกแรงขยับเบา ๆ ทำให้ผมรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย

                ความหอมหวานเหมือนจะละลาย ราวกับกลิ่นเนย นม น้ำตาล ทำให้ฟอเรสห้ามใจไม่ไหว เขาไม่รอช้าที่จะทำกิจกรรมรักแสนหอมกรุ่นกับผม อย่างไม่เร่งรีบราวกับต้องการให้อ่อนโยน นุ่มนวลและเนิ่นนานให้เต็มอิ่มช้า ๆ

                ฟอเรสใส่ถุงยางในการทำกิจกรรมครั้งนี้ ด้วยเหตุผลน่ารัก ๆ ที่เขาให้กับผม จนผมอดที่จะยิ้มตามไม่ได้

                แค่มีลูกคนเดียว ฉันก็กลัวลูกจะแย่งความรักของฮันนี่ไปจากฉันละ มีคนเดียวไปก่อนละกันนะ ตอนนี้ฉันอยากเก็บ ฮันนี่ไว้เป็นของฉันคนเดียว

...................................................................................

ขอบคุณคอมเมนต์เเละกำลังใจดี ๆ จากคนอ่านที่น่ารัก ^^


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}