jackxy wu

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 15 So…Do You Love Me?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2560 01:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 15 So…Do You Love Me?
แบบอักษร

Chapter 15

So…Do You Love Me?

[Tasha’s Part]

เวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์เต็มแผลผมก็เริ่มหายดี ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณ ‘พยาบาล’ พิเศษที่คอยดูแลและอยู่ข้างๆ อย่างแฮกเตอร์ ถึงเจ้าตัวจะบ่น จะดุ จะด่า หรือทำท่าเหมือนการดูแลผมมันน่ารำคาญมากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วผมก็รู้ดีว่าคนปากแข็งคนนี้น่ะห่วงผมมากแค่ไหน

ก็นะ เจ้าตัวเล่นสารภาพมาเองขนาดนั้นนี่ :)

ผมเผลอหลุดยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องราววันนั้น วันที่ผมดึงดันจะไปคุยกับลุงดลให้ได้จนลืมไปว่าสภาพร่างกายตัวเองไม่เอื้ออำนวย และมันทำให้แฮกเตอร์สติแตกจนหลุดปากออกมาว่าห่วงผม แถมยังห่วงมากซะด้วยสิ บอกตามตรงนะว่าผมอึ้งมาก ไม่คิดว่าคนปากแข็งอย่างเขาจะยอมพูดคำนั้นออกมาตรงๆ แต่ก็นั่นแหละ แฮกเตอร์คงเหลืออดกับผมมากจริงๆ แต่หลังจากอึ้งเสร็จ ยอมรับเลยว่าในใจมันพองโตไปหมด ถ้าไม่ติดว่าผมเจ็บจนขยับตัวไม่ถนัด สาบานเลยว่าจะกระชากตัวแฮกเตอร์มากอดให้จมอกสมกับความน่ารักของเขา

“ยิ้มบ้าอะไรคนเดียว ผีเข้าหรือไง”

เสียงเข้มเจือแววหงุดหงิดดังขึ้นจนผมหลุดจากภวังค์ความคิด พอเงยหน้ามองก็เห็นแฮกเตอร์หรี่ตาจ้องผมเขม็ง ดวงตาสีฟ้าใสคู่สวยฉายแววสงสัย ผมได้แต่ยิ้มและส่ายหน้าให้ ขืนบอกไปว่ากำลังคิดถึงเรื่องอะไร แฮกเตอร์คงได้อายจนอาละวาดตามประสาเขาแน่ๆ

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”

“แล้วเรื่อยเปื่อยน่ะเรื่องไหน”

“ก็เรื่องเรื่อยเปื่อย” ผมว่ายิ้มๆ เท้าคางจ้องหน้าแฮกเตอร์ จงใจทำตาหวานใส่เขาเป็นพิเศษ “หรืออยากให้ฉันตอบว่าคิดถึงเรื่องนาย :)”

แฮกเตอร์ชะงักกึก เขาเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมกริบถลึงจ้องผม ไม่มีเสียงโวยวายตามมาเหมือนที่คาดไว้ แต่กลับเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นแทน

“แล้วนี่จะไปหรือยัง ใกล้ได้เวลาแล้วไม่ใช่หรือไง”

เวลาที่ว่าคือการนัดประชุมตัวแทนผู้พิทักษ์ในแต่ละเขตพื้นที่ของโซนภาคใต้ สถานที่จัดประชุมในครั้งนี้คือสภาผู้พิทักษ์ประจำภาค ส่วนประเด็นก็หนีไม่พ้นการบุกจู่โจมของพวกวิญญาณสัมภเวสีเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

“นั่นสินะ ลุงดลกับธันก็คงเตรียมตัวเสร็จแล้วมั้ง”

ผมว่าพลางลุกจากโซฟาที่นั่งอยู่ แอบเหลือบมองแฮกเตอร์แล้วแกล้งเซน้อยๆ จนเขาขยับมาประคองผมแทบไม่ทัน ฝ่ามือใหญ่โอบเอวผมไว้ ผมฉวยโอกาสนี้ทิ้งน้ำหนักเข้าหาแฮกเตอร์ มือเลื้อยไปโอบเอวเขาเป็นหลักพยุงตัว แม้ความจริงจะหายดีแล้วก็ตาม ผมซบหัวลงบนไหล่แฮกเตอร์ แอบสูดกลิ่นกายเขาเข้าปอดจนเต็มรัก จะหาว่าผมโรคจิตอะไรก็ช่างเถอะ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบที่สุดคือการได้ซุกได้ซบแล้วสูดกลิ่นตัวหอมๆ ของแฮกเตอร์นี่แหละ

จะว่ายังไงดีนะ น้ำหอมที่แฮกเตอร์ใช้มันให้ความรู้สึกเซ็กซี่ดิบๆ แมนๆ ยังไงไม่รู้ เท่าที่จมูกผมพอจะแยกออก มันมีส่วนผสมของกลิ่นดอกไวโอเล็ตที่เด่นออกมา ผสานกับกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ กลั้วซิตรัสให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น ให้ตาย! เอาเป็นว่ากลิ่นนี้ยั่วผมมากพอสมควรเลยล่ะ

“มากไปล่ะๆ”

แฮกเตอร์ว่าเสียงเข้มเมื่อรู้ตัวว่าโดนผมสำออย...หมายถึงแกล้งยืนไม่ไหวจนต้องให้เขาช่วย แถมยังมาทำตัวโรคจิตดมเขาฟุดฟิดอีก

“ก็ตัวนายหอม” ผมว่าตามตรงแล้วยื่นหน้าคลอเคลียปลายจมูกกับซอกคอแฮกเตอร์ กลิ่นน้ำหอมเขากระตุ้นผมจริงๆ นะ ทำให้รู้สึกอยากซุกไซ้ซอกคอแล้วกัดเนื้อขาวๆ ให้ขึ้นรอยฟัน ดีที่ผมยั้งตัวเองไว้ได้ทัน “ใช้น้ำหอมอะไรน่ะ?”

“จะรู้ไปทำไม” เขาว่าเสียงรำคาญ แถมยังตวัดตามองผมดุๆ อีกแน่ะ

“เผื่อจะได้ไปซื้อมาใช้บ้าง”

ผมว่ายิ้มๆ แฮกเตอร์กลอกตา เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ

“Gucci Pour Homme” เขาตอบผมอย่างเสียไม่ได้ “แต่กลิ่นนี้ไม่เหมาะกับนายหรอกธชา”

“แล้วนายว่ากลิ่นไหนเหมาะกับฉันล่ะ”

ผมชวนเขาคุยในขณะที่พากันเดินออกจากห้อง แฮกเตอร์เลิกช่วยพยุงผมแล้ว ถึงจะน่าเสียดายนิดหน่อยแต่ผมก็ไม่ได้ตามไปคลอเคลียเขาต่อด้วยกลัวว่าจะทำให้แฮกเตอร์รำคาญจนเกินไปแล้วไม่ยอมให้เข้าใกล้อีก เฮ้อ...ไว้ค่อยหาโอกาสตีเนียนเข้าหาเขาใหม่ก็ได้

“ไม่รู้สิ อาจจะ...” แฮกเตอร์เงียบไป เขาขมวดคิ้วจ้องผมอย่างครุ่นคิด “...ต้องแนวกลิ่นหวานๆ หน่อย ขี้อ้อนนิดๆ มั้ง ปกตินายใช้ของอะไรล่ะ?”

“ฉันไม่ใช้น้ำหอมน่ะ”

“พูดจริง?” แฮกเตอร์เลิกคิ้วมองผมเหมือนไม่อยากจะเชื่อ “ดูจากลักษณะนายแล้วไม่เหมือนพวกที่ไม่ชอบใช้น้ำหอมเลยนะ”

“ไม่ได้บอกว่าไม่ชอบ” ผมปฏิเสธความเข้าใจผิดของแฮกเตอร์ในขณะที่เดินเข้าลิฟต์ พออีกฝ่ายเดินตามมาถึงกดปิดและกดหมายเลขหนึ่ง ผมหันมองเขา สบกับดวงตาสีฟ้าของแฮกเตอร์แล้วว่ายิ้มๆ “แค่ไม่ใช้เฉยๆ ไม่รู้จะใส่ไปทำไม แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้วล่ะ...”

“ยังไง?”

“ก็อย่างที่บอกว่าก่อนหน้านี้ไม่ใช้ เพราะไม่รู้จะใส่เพื่อใคร” ผมอมยิ้ม เอียงคอมองหน้าแฮกเตอร์ที่ดูจะตั้งใจฟังเป็นพิเศษ “แต่ตอนนี้อยากใช้แล้ว เผื่อว่าถ้าบนตัวฉันมีกลิ่นหอมๆ นายอาจจะอยากหอมฉันบ้างเหมือนที่ฉันอยากหอมนายตลอดเวลาไง :)”

ติ๊ง...

เสียงประตูลิฟต์เปิด ผมก้าวออกไปหลังหย่อนระเบิดอ่อยลูกใหญ่เสร็จ ไม่ต้องหันไปมองก็พอจะรู้ว่าคนข้างหลังต้องหน้าแดงแน่ๆ แต่เหมือนว่าสำหรับแฮกเตอร์แล้ว สิ่งที่เขาถนัดที่สุดคงเป็นการทำสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง ข้อมือผมถูกจับไว้แน่น แฮกเตอร์ออกแรงดึงผมกลับเข้าไปในลิฟต์แล้วกดปิดอย่างรวดเร็ว ผมมองหน้าเขาอย่างงงๆ เมื่อถูกจับดันชิดผนังลิฟต์ ก่อนเบิกตากว้างตัวแข็งค้างเมื่อแฮกเตอร์ยื่นหน้าเข้าใกล้ แล้วกดปลายจมูกลงข้างแก้มผมแบบไม่ทันให้ตั้งตัวสักนิด

สัมผัสที่จู่โจมมากะทันหันทำให้สมองผมมึนเบลอไปชั่วขณะหนึ่ง ได้แต่ปล่อยให้แฮกเตอร์หอมแก้มผมอยู่แบบนั้น ลมหายใจร้อนๆ ดึงสติผมกลับคืนมาในที่สุด ผมอ้าปากจะถาม แต่อีกคนเร็วกว่า

“งี่เง่าน่า ถึงไม่ใส่น้ำหอม...” เขาว่าพลางคลอเคลียปลายจมูกกับสันกรามผม ริมฝีปากประทับจูบเบาๆ แล้วยื่นหน้ามาใกล้ น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู “ก็อยากหอมอยู่แล้วปะวะ แค่ไม่พูดไม่ได้แปลว่าไม่อยากทำสักหน่อย”

เยี่ยม...จากที่คิดว่าแฮกเตอร์ต้องหน้าแดงแน่ๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ผมเองก็หน้าแดงเหมือนกัน

-----------------------------------------------------------------

สภาผู้พิทักษ์ประจำภาคตั้งอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มันแฝงตัวอยู่ในรูปลักษณ์ของห้างสรรพสินค้าหรูหราขนาดใหญ่ จากตัวเมืองกระบี่มาสงขลาถ้าเดินทางโดยการขับรถ ปกติใช้เวลาสามชั่วโมงนิดๆ แต่แน่นอนว่าพวกผมไม่ใช้การเดินทางแบบปกติ แต่พวกเราใช้ประตูมิติเป็นเครื่องทุ่นเวลา ทำให้มาถึงหน้าห้องประชุมชั้นบนสุดของห้างได้ภายในเวลาห้านาทีเท่านั้น

แต่ถึงประตูมิติจะช่วยเราไว้มากแค่ไหน ก็ยังมีใครบางคนที่ไม่ชอบมันอยู่ดี :)

“ฉัน...เกลียดประตูมิติบ้าๆ นี่ชะมัด!”

แฮกเตอร์คำรามกร้าว เขายกมือกุมหน้าผากตัวเองแล้วสะบัดไปมาไล่อาการเวียนหัวในขณะที่เดินตามผม ลุงดลและธันวาเข้ามานั่งรอในห้องประชุม มันเป็นห้องขนาดใหญ่ ใจกลางห้องมีโต๊ะตัวยาว รอบโต๊ะจัดเรียงเก้าอี้ไว้ร่วมสามสิบตัว ในนั้นมีคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว แต่เก้าอี้ที่ว่างอยู่ก็พอให้ผมรู้ว่าผู้พิทักษ์บางคนยังมาไม่ถึง ผมพาแฮกเตอร์ไปนั่งตรงจุดที่เครื่องปรับอากาศตกกระทบพอดี หวังว่าแอร์เย็นๆ จะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

พอนั่งที่เรียบร้อยแล้วแฮกเตอร์ก็เอาแต่คลึงนิ้วนวดขมับตัวเองเงียบๆ ไม่พูดไม่จา ดูท่าว่าอาการเมาประตูมิติของเขาจะยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ เห็นแบบนี้แล้วก็นึกถึงตัวเองสมัยก่อน กว่าผมจะชินกับการเดินทางด้วยประตูมิติก็ต้องไปๆ มาๆ เกือบยี่สิบรอบได้ อืม...หรือผมควรพาแฮกเตอร์วิ่งเข้าวิ่งออกประตูมิติหลายๆ ที่ดีนะ เผื่อเขาจะได้ชินเร็วๆ?

อา...แต่คิดอีกที แฮกเตอร์อาจหักคอผมตายก่อน

“ไหวไหมเนี่ย” ผมว่าพลางช่วยนวดขมับให้แฮกเตอร์ พอมีผมนวดให้เขาก็เอามือตัวเองออกแล้วหลับตาเอนหลังพิงเก้าอี้ให้ผมนวดให้แต่โดยดี “บอกแล้วว่านายไม่ต้องมาก็ได้”

“ฉันไม่ปล่อยนายมาคนเดียวหรอกน่า”

“ทั้งที่รู้ว่าต้องเดินทางผ่านประตูมิติที่นายเกลียดเนี่ยนะ?” ผมแกล้งถาม อยากรู้ว่าเขาจะตอบแบบไหน

“อืม”

“ตอบสั้นจัง”

“แล้วจะให้ตอบอะไร” แฮกเตอร์ลืมตาแล้วหันมองผม ดวงตาสีฟ้าคมกริบดูหงุดหงิดแต่ก็แฝงแววบางอย่างไว้ “ก็บอกแล้วไงว่าจะไม่ยอมให้นายแบกเรื่องนี้ไว้คนเดียว ฉันต้องการรับรู้ไปพร้อมกับนาย ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ให้นายออกหน้าปกป้อง ฉันเป็นผู้ชายนะธชา สัญชาติญาณของผู้ชายเป็นยังไงนายคงจะเข้าใจ”

ผมยิ้มออกมากับน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังของแฮกเตอร์ อย่างที่เขาว่า สัญชาติญาณของผู้ชายไม่ชอบการถูกปกป้อง แต่ชอบเป็นฝ่ายปกป้อง พวกเรามีความเป็นผู้นำในตัวเอง มันถือเป็นศักดิ์ศรีที่เราภาคภูมิใจ เพราะงั้นคงไม่แปลกถ้าแฮกเตอร์จะดูหงุดหงิดที่ผมออกหน้าออกตาอยากปกป้องเขาซะเหลือเกิน

“โอเค ฉันเข้าใจแล้ว”

“ก็ลองไม่เข้าใจดูสิ” เขาขู่ แต่ผมกลับอมยิ้ม

“เฮ้อ...น่าอิจฉาคนมีคู่” เสียงธันวาพูดแทรกขึ้นมา ผมเหลือบตามองน้องชายที่นั่งข้างตัวเองแล้วเผลอชักสีหน้าใส่ ก่อนเปลี่ยนเป็นเหยียดยิ้มเสแสร้ง

“ไม่ยุ่งก็ไม่มีใครว่านะครับน้องชาย :)”

“แหม พูดเสียงดังเข้าหูผมขนาดนี้ ถึงไม่อยากยุ่งก็ต้องยุ่งล่ะครับพี่ชาย” ธันวาหัวเราะหึหึใส่ ผมหรี่ตา ในหัวเริ่มคิดว่าจะจัดการเจ้าน้องชายตัวดียังไง แต่ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างธันวา

“พอก่อนสองคนนี้ ประธานมาแล้ว”

ลุงดลพูดแทรกขึ้นมาเบาๆ แล้วพยักพเยิดไปทางประตูห้องที่ถูกเปิดเข้ามา เสียงพูดคุยในห้องประชุมเงียบลงทันตาเห็นเมื่อชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่เดินมานั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะซึ่งเป็นตำแหน่งของประธานในการประชุม บรรยากาศจริงจังและเคร่งเครียดเข้าปกคลุมทันทีที่ชายคนนั้นเอ่ยปากพูด

“สวัสดีผู้พิทักษ์ทุกท่าน” เขามองรอบโต๊ะตัวยาวแล้วหยุดสบตาผมกับแฮกเตอร์ก่อนคลี่ยิ้มให้ “และบุตรชายท่านจ้าวนรกทั้งสอง...”

เกิดเสียงฮือฮากันในที่ประชุมเมื่อ ‘คุณธีระ’ ประธานอาวุโสประจำสภาผู้พิทักษ์ภาคใต้พูดออกมาแบบนั้น ผมคลี่ยิ้มแล้วก้มหัวน้อยๆ เป็นเชิงทักทาย พวกเขาจะฮือฮากันแบบนี้ก็ไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะผมเองก็ไม่ค่อยออกหน้างานแบบนี้ หนึ่งเพราะผมไม่ใช่ผู้พิทักษ์ และสอง งานหลักผมประจำอยู่ในนรก ส่วนแฮกเตอร์นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เขาเพิ่งรู้ตัวว่ามีพ่อเป็นเฮดีส แถมยังเปิดตัวในงานหมั้นแค่งานเดียวก่อนหมกตัวยาวๆ ถ้าจะบอกว่าพวกผู้พิทักษ์ตกใจที่ได้เห็นผม กับแฮกเตอร์พวกเขาคงเรียกได้ว่าช็อกยิ่งกว่า

“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมจะเข้าเรื่องเลยนะครับ” คุณธีระกวาดตามองรอบโต๊ะประชุม ใบหน้าเริ่มขรึมลง “จากเหตุการณ์ที่เหล่าวิญญาณสัมภเวสีก่อความวุ่นวายขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไม่เพียงก่อความเสียหายให้กับพวกเรา แต่ยังเข้าสิงมนุษย์ธรรมดาคนอื่นอีกมากเกินกว่าจะจัดการได้หมดในระยะเวลาสั้นๆ”

“จากรายงานสถานที่เกิดเหตุที่พวกคุณส่งให้ผม จุดร่วมอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือมีปีศาจคอยควบคุมวงแหวนเวทคุมวิญญาณ แต่อักขระที่สลักอยู่บนวงแหวนเวทในที่เกิดเหตุเป็นเวทคุมวิญญาณชั้นสูง” ประเด็นนี้ทำให้ทุกคนพากันมองคุณธีระเป็นตาเดียว “ปีศาจระดับ A พวกนั้นไม่มีทางทำได้ พลังพวกมันไม่มากพอจะเขียนเวทนี้ เว้นแต่จะมีผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าถ่ายพลังให้มัน”

“เรื่องที่พวกเราควรช่วยกันคิดตอนนี้คือ ทำไมวิญญาณพวกนั้นถึงจู่โจม...ไม่สิ ต้องพูดว่า ทำไมปีศาจพวกนั้นถึงต้องควบคุมวิญญาณสัมภเวสีและสั่งให้พวกมันจู่โจมเรา”

“ดิฉันคิดว่าสาเหตุหลักอาจเป็นเพราะบุตรชายจ้าวนรกทั้งสองค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งยกมือแสดงความคิดเห็น เธอเหลือบมองผมกับแฮกเตอร์เล็กน้อยแล้วกลับไปสบตากับคุณธีระต่อ “อย่างที่ทุกๆ ท่านทราบกันว่าในโลกข้างล่างตอนนี้ไม่ได้สงบสุขเท่าไหร่ ถ้าเปรียบเทียบเป็นเกมการเมือง ก็ร้อนเป็นไฟน่าดู”

“ถ้าผมได้ยินมาไม่ผิด พวกคุณหมั้นกันใช่ไหมครับ?”

ผู้ชายที่นั่งเยื้องกับผมและแฮกเตอร์เอ่ยถามขึ้นมา ผมปรายตามอง ถ้าจำไม่ผิด เขาคนนี้เป็นหนึ่งในตัวแทนของผู้พิทักษ์เขตระยอง เขามองผมกับแฮกเตอร์ด้วยสายตาประหลาด หึ...คงเป็นพวกหัวโบราณที่ยังรับการหมั้นระหว่างชายชายไม่ได้สินะ ผมยิ้มแล้วกุมมือแฮกเตอร์เอาไว้ จงใจให้แหวนหมั้นเด่นกระแทกตาเขาเป็นพิเศษ

“ครับ ตามที่คุณได้ยินมานั่นแหละ”

“ธชา” แฮกเตอร์กระซิบเสียงดุ เขาหลุบตามองมือตัวเองที่โดนผมกุมเอาไว้ แล้วเงยขึ้นจ้องผม “ปล่อยได้แล้ว”

“ไม่เป็นไร นายน่ะเฉยๆ เถอะ”

ผมตัดบท หันไปยิ้มให้กับผู้พิทักษ์คนอื่นๆ เป็นเชิงว่ามีอะไรจะถามอีกไหม พวกเขามองหน้ากันไปมา ก่อนที่ผู้หญิงคนเดิมจะพูดขึ้น

“คุณพอจะเล่ารายละเอียดสถานการณ์ในโลกข้างล่างให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมคะ” เธอเงียบไปเล็กน้อยแล้วค่อยเสริมเหมือนกลัวว่าผมจะไม่ยอมเล่า “ดิฉันรู้ดีกว่าไม่ควรแทรกแซง แต่ถ้ามันส่งผลกับโลกด้านบน พวกเรากลุ่มผู้พิทักษ์ก็ควรจะรู้รายละเอียดบ้าง หรือคุณคิดว่าไงคะ”

ฟังดูเป็นประโยคคำถาม แต่ผมรู้ดีว่าเจตนาเธอไม่ได้อยากรู้ความคิดเห็นของผมหรอก แต่ผมก็เข้าใจนะ ถ้าจะให้เธอพูดออกมาตรงๆ ว่า ‘หรือคุณคิดว่าสิ่งที่ฉันพูดมันไม่จริง’ ก็คงดูไร้มารยาทไปหน่อย ผมยิ้มรับคำถามนั้น แน่นอนว่าเป็นรอยยิ้มเสแสร้งสำหรับออกงานแบบนี้โดยเฉพาะ

“จริงอย่างที่คุณว่า ผมควรบอกรายละเอียดให้พวกคุณรู้บ้าง” ผมกวาดตามองทั่วห้องประชุม เมื่อเห็นทุกคนเงียบตั้งใจฟังเลยว่าต่อ “อย่างที่พวกคุณรู้คร่าวๆ ว่าโลกข้างใต้มีกลุ่มอำนาจสองสายร่วมมือกันคิดจะโค้นล้มป๊าผมและเฮดีส จากข้อมูลที่ผมทราบมา พวกมันร่วมมือกันและส่งคนของตัวเองแทรกซึมในนรกทั้งสองแห่ง หรือถ้าจะให้ผมพูดง่ายๆ ก็คือมีสายจากฝั่งของทาร์ทารัสแทรกซึมอยู่ในเขตนรกป๊าผม ในขณะเดียวกัน สายจากฝั่งนรกป๊าผมก็แทรกซึมเข้าในเขตทาร์ทารัสเหมือนกัน ยังไม่แน่ชัดว่าที่ทำแบบนี้มีจุดประสงค์อะไร แต่มันทำให้จ้าวนรกทั้งสองหงุดหงิดน่าดู”

“ผมเคยได้ยินเรื่องกฎการห้ามแทรกแซงอำนาจต่างเขตแดน” คุณธีระว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง  

“พวกที่อยู่ในเงามืดไม่สนใจกฎหรอกครับ” ผมเหยียดยิ้ม “แต่กับป๊าและเฮดีสต่างออกไป ถึงพวกเขาจะอยากส่งคนของตัวเองข้ามเขตไปสมทบและสืบหา แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะกฎเหล็กข้อนี้”

“งานหมั้นของพวกคุณเลยเป็นเหมือนกับการเปิดทางให้พวกเขาส่งคนข้ามเขตแดนได้สินะ”

“มันคือการเชื่อมสัมพันธไมตรี” ผมพยักหน้ารับ

“แสดงว่าพวกคุณหมั้นทั้งที่ไม่ได้รักกันสินะคะ” ผู้หญิงคนเดิมว่าต่อ ผมเลิกคิ้วมองเธอ รู้สึกว่าประเด็นที่ถามนี่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราประชุมกันเท่าไหร่

“จะอยากรู้ไปทำไม” เสียงเข้มตอบกลับ นั่นไม่ใช่เสียงผม แต่เป็นเสียงของแฮกเตอร์ที่เงียบมานาน ผมมองเขา แฮกเตอร์ตอนนี้ตีหน้านิ่ง แต่ผมกลับรู้สึกว่าเขาน่ากลัว อาจเป็นเพราะดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์ที่จ้องผู้หญิงคนนั้นเป็นเชิงเตือนว่าอย่าล้ำเส้นล่ะมั้ง

“คือดิฉัน...”

“เวลามีค่า ถามเฉพาะเรื่องที่มีประโยชน์ดีกว่า” เขาพูดขัดเสียงเรียบ ดวงตาสีฟ้าคมกริบหรี่ลงฉายแววอันตราย “เรื่องไหนไม่เกี่ยวก็ไม่ต้องถาม เว้นแต่คุณอยากจะ ‘ศึกษา’ เรื่องของคนอื่นมากกว่าประเด็นสำคัญในที่ประชุมนี้”

ไม่ต้องให้ผมแปลก็พอจะรู้ ว่าคำว่าศึกษาของแฮกเตอร์ไม่ต่างจากคำว่า ‘เสือก’ ดีๆ นี่เอง ผมลอบยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าเธอคนนั้นซีดลง เสียงพึมพำขอโทษเบาๆ ดังขึ้น ก่อนการประชุมจะดำเนินต่อหลังจบโฆษณาคั่นเมื่อสักครู่ คราวนี้เป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่พูดขึ้นมา

“จากที่ฟังคุณธชาเล่า ดิฉันเห็นว่าข้อสันนิษฐานของเมริษาน่าจะเข้าเค้าอยู่บ้าง”

อ้อ...ผู้หญิงคนนั้นชื่อเมริษาสินะ

“ทำลายสัมพันธไมตรีโดยมุ่งเป้ากำจัดพวกเขา ไม่ก็หนึ่งในสองน่ะเหรอ?”

“นั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ท่านยมราชและท่านเฮดีสส่งคนของตัวเองข้ามเขตอำนาจไม่ได้นี่”

“แต่ถ้าเป้าหมายเป็นคุณธชากับคุณแฮกเตอร์ งั้นทำไมพวกมันถึงไม่โจมตีแต่เขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาหลบอยู่ที่เดียวแต่กระจายไปทั้งประเทศแบบนี้ล่ะ?”

“ไม่ใช่แค่ทั้งประเทศ” คุณธีระถอนหายใจ “จากการที่ผมประชุมทางไกลกับสภาผู้พิทักษ์ในแต่ละประเทศ พวกเขารายงานมาว่าเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองก็โดนเล่นงานเหมือนกัน”

“นี่มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว!?”

“พวกมันต้องการอะไรกันแน่!?”

“ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ...”

เสียงถกประเด็นดังจ้อกแจ้กจอแจจนผมขี้เกียจฟังเลยจับมือแฮกเตอร์มากุมเล่น ไม่ใช่ว่าไม่สนใจเด็นสำคัญที่เขาคุยกันหรอกนะ แต่ในเวลาที่ต่างฝ่ายต่างเถียงกันจนฟังไม่ได้ศัพท์แบบนี้ ผมว่ารอให้ได้บทสรุปที่แน่นอนแล้วค่อยกลับมาสนใจดีกว่า

“หยุดเล่นมือฉันได้แล้วน่า”

“จับนิดจับหน่อยไม่ได้เหรอ” ผมว่ายิ้มๆ หันไปสบตาแฮกเตอร์แล้วแกล้งหักนิ้วเขาดังกร๊อบๆ

“รำคาญ”

“เฮ้ พูดแบบนี้ฉันเสียใจนะ”

“เฉยๆ น่า”

แฮกเตอร์หันมาดุผมแล้วเป็นฝ่ายพลิกกุมมือผมไว้แทน รู้แหละว่าเจตนาเขาต้องการให้ผมอยู่เฉยๆ เลิกวอแวกับเขา แต่คิดอีกแง่ ปล่อยให้แฮกเตอร์จับไว้แบบนี้ก็รู้สึกดีเหมือนกัน ฝ่ามือใหญ่ๆ ที่ไม่ได้เนียนนุ่มเหมือนมือผู้หญิง แต่ผมกลับรู้สึกชอบที่เป็นแบบนี้ ไม่สิ...ทุกอย่างที่เป็นแฮกเตอร์ทำให้ผมชอบหมดนั่นแหละ

“เอาล่ะทุกคนพอก่อน” เสียงคุณธีระพูดแทรกขึ้นหลังปล่อยให้ผู้พิทักษ์แต่ละเขตเถียงกันไปครู่หนึ่ง พอโดนปราม เสียงพูดคุยโต้แย้งก็เริ่มซาลง คุณธีระกวาดตามองรอบโต๊ะประชุมแล้วว่าต่อ “สาเหตุที่แท้จริงนั่นเอาไว้ก่อน ยังไงซะตอนนี้สิ่งที่เรารับรู้คือพวกมันบุกจู่โจม และไม่แน่ชัดว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว เราควรหาทางป้องกัน”

“คุณคิดว่าจะมีครั้งต่อไปสินะครับ” ลุงดลถามขึ้น

“ใช่แล้ว”

“ถ้ามันทำอย่างนี้เพราะต้องการตัวพี่ธชากับพี่แฮกเตอร์ มันก็น่าจะรู้ว่าถึงจะบุกจู่โจมกี่ครั้งก็ไม่สามารถเข้าในเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับเปลืองแรงเปล่านะครับ”

ธันวายกมือออกความเห็น มีเสียงฮือฮาเห็นด้วยทันทีที่น้องชายผมว่าจบ แต่สำหรับผมแล้วไม่ใช่อย่างนั้น มันมีบางอย่างที่ทำให้ผมต้องพูดออกไป

“ไม่นะธัน ลองคิดอีกมุมนึง” ผมเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด “เพราะมันทำพี่กับแฮกเตอร์โดยตรงไม่ได้ไงถึงต้องทำแบบนี้”

“พี่หมายความว่าไง?”

“ก่อความวุ่นวาย เล่นงานคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องด้วย หึ!...” คราวนี้แฮกเตอร์เป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมา เขาว่าพลางหันไปสบตากับคุณธีระ “ถึงตรงนี้แล้วคุณคิดยังไงล่ะคุณธีระ มองแผนการของพวกมันออกหรือยัง”

“พวกมันต้องการกดดันเราให้ส่งตัวพวกคุณให้มัน”

“ครับ” ผมพยักหน้ารับ “ก่อความวุ่นวาย ลากคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องมาโดนลูกหลงเพื่อกดดันให้ผู้พิทักษ์เลิกปกป้องผมกับแฮกเตอร์ไว้ในเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”

“หึ! ถือว่ามันฉลาดพอสมควร”

แฮกเตอร์แค่นเสียงขึ้นจมูก ดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์จนไม่มีใครกล้าแทรกถามยกเว้นธันวา

“ยังไงครับ?”

“ที่มันไม่โจมตีแค่รีสอร์ทนายที่เดียวเพราะขอบเขตและแรงกดดันมันไม่มากพอยังไงล่ะ” แฮกเตอร์อธิบายสั้นๆ แต่ดูเหมือนธันวาและอีกหลายๆ คนจะยังไม่เข้าใจ ผมเลยขยายความให้พวกเขาฟัง

“ยิ่งมีเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้รับความเสียหายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลให้ทางฝั่งผู้พิทักษ์เดือดร้อนมากขึ้นเท่านั้น “ผมเว้นระยะครู่หนึ่ง รอให้ทุกคนทำความเข้าใจตามแล้วว่าต่อยิ้มๆ เหมือนกับว่าเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบกับตัวเองทั้งที่มันไม่ใช่เลยสักนิด “ยิ่งความเดือดร้อนกระจายเป็นวงกว้างแบบนี้ พวกคุณคิดว่าทางแก้ไหนจะดีที่สุดล่ะ?”

“ส่งตัวพวกคุณสองคนให้พวกมัน”

“ใช่ครับ ส่งตัวพวกผมเป็นทางเลือกที่ดี”

“ไม่ได้นะพี่!”

“นายห้ามไม่ได้หรอก” ผมหันไปหาธันวา “อย่างที่บอกว่าความเดือดร้อนมันกระจายเป็นวงกว้าง ไม่แค่เฉพาะที่เขตเรา ถ้าแค่ที่เขตเราอาจจะพอหาวิธีอื่นได้บ้าง แต่นี่ทั่วโลกนะธัน ผู้พิทักษ์คนอื่นๆ มีหน้าที่ปกป้องเขตของตัวเอง และถ้าพี่กับแฮกเตอร์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขตแดนของพวกเขาไม่ปลอดภัย พวกเขาต้องรวมตัวกันกดดันให้เราเลือกทางนี้”

“ตอนนี้ผู้พิทักษ์เขตอื่นๆ พอจะรู้เรื่องราวคร่าวๆ หรือยังครับ” ลุงดลหันไปถามคุณธีระ

“ตอนนี้ยัง แต่เดี๋ยวก็คงรู้ เพราะผมต้องเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสภาผู้พิทักษ์ระดับโลกต่อ”

คุณธีระมีสีหน้าลำบากใจ ซึ่งผมเองก็ไม่โทษเขาหรอก การส่งตัวบุตรชายจ้าวนรกทั้งสองไปหาอันตรายไม่ต่างอะไรกับการมีเรื่องกับพญายมราชและเฮดีส พวกเขาคงไม่อยากเสี่ยงให้ชีวิตหลังความตายตัวเองโดนอำนาจมืดเพ่งเล็งหรอก และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผมยังวางเฉยได้อยู่ ถึงการส่งตัวผมกับแฮกเตอร์ให้พวกมันอาจช่วยหยุดการจู่โจม แต่อำนาจของป๊าและเฮดีสกลับทำให้พวกเขาต้องฉุกคิดถึงผลได้ผลเสียให้มากกว่านี้

งี้แหละครับ คนมันมีเส้น :)

“แต่ดิฉันคิดว่าการส่งตัวคุณธชากับแฮกเตอร์ให้พวกมันไม่ใช่ความคิดที่ดี” หญิงวัยกลางคนที่ผมได้ยินคนอื่นเรียกเธอว่ามณีพูดขึ้น

“คุณคิดว่าการเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมากไม่ดีตรงไหนคะคุณมณี” เมริษาสอด...ผมหมายถึงพูดแทรกขึ้นมาบ้าง

“งั้นคุณเมริษาลองคิดดูนะคะ” คุณมณีว่าพลางปรายตามองเมริษา “เป้าหมายของพวกมันคือการโค่นอำนาจท่านยมราชและท่านเฮดีส การที่เราส่งคุณธชากับคุณแฮกเตอร์ไปไม่ต่างอะไรกับสนับสนุนการกระทำของมัน และถ้าเกิดจ้าวนรกทั้งสองสูญเสียอำนาจในการปกครองนรกไป คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น?”

“ดิฉันไม่ทราบค่ะ แต่ว่า...”

“ใช่ค่ะ คุณไม่ทราบ...” คุณมณีแทรกขึ้นก่อนเมริษาจะคิดหาข้อแก้ตัว ส่วนผมได้แต่พิงผนังเก้าอี้มองการโต้เถียงตรงหน้ายิ้มๆ ให้ตายสิ ผู้ญิงตีกันนี่มันสนุกชะมัด! “...ไม่ทราบว่าการทำแบบนั้นมันจะส่งผลดี...หรือส่งผลร้ายกว่าเดิม”

“ผมเห็นด้วยกับคุณมณีนะครับ”

“แต่ความเห็นของคุณเมริษาก็น่าคิด”

“งั้นถ้าไม่ส่งตัวแล้วเราจะรับมือกับมันไหวเหรอ?”

“เหอะ คุณคงไม่คิดว่าผู้พิทักษ์อย่างเราไร้น้ำยาจนต้องเดินตามเกมพวกนั้นหรอกนะ!”

เป็นอีกครั้งที่เสียงโต้เถียงดังเซ็งแซ่ กลุ่มผู้พิทักษ์แบ่งเป็นสองเสียง หนึ่งเห็นด้วยกับคุณมณี และอีกหนึ่งเห็นด้วยกับเมริษา

“เอาล่ะทุกคนพอก่อน” คุณธีระยกมือขึ้นห้าม จนกระทั่งทุกอย่างสงบลง “ตอนนี้ผมจะยังไม่ตัดสินว่าเราควรทำยังไงกับคุณธชาและคุณแฮกเตอร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกเอาไว้ พวกเราเป็นผู้พิทักษ์ หน้าที่ของเราคือการพิทักษ์และปกป้องเขตแดนที่เรารับผิดชอบ การส่งตัวพวกเขาทั้งสองถือเป็นหนึ่งในวิธีการการปกป้องเขตของเราไม่ให้ได้รับความเสียหายก็จริง แต่พวกคุณจะภูมิใจเหรอ ที่ได้ ‘ปกป้อง’ โดยการเลือก ‘ไม่ปกป้อง’ พวกเขาสองคนนี้”

บรรยากาศรอบด้านเงียบลงถนัดตา คุณธีระกวาดตามองรอบโต๊ะประชุม

“เราจะตั้งรับ” คุณธีระว่าเสียงเรียบ “เพิ่มการเฝ้าระวังในแต่ละเขตให้แน่นหนากว่าเดิม”

“ถ้าจะเพิ่มการเฝ้าระวังให้แน่นหนา ผมคิดว่าเราควรขอกำลังเสริมจากโลกข้างล่าง”

“ท่านยมราชจะยอมเหรอ”

“ผมจะคุยกับป๊าให้ครับ” ผมยกมือเสนอตัวแล้วคลี่ยิ้ม “ในเมื่อต้นเหตุเกิดจากป๊า อย่างน้อยเขาก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลืออะไรบ้าง...จนกว่าเรื่องจะคลี่คลายล่ะนะ คุณวางใจเถอะ เรื่องนี้ผมจัดการเอง”

“ถ้าคุณธชาว่าอย่างนั้นผมก็เบาใจ” คุณธีระยิ้มก่อนลุกขึ้นยืน “งั้นผมขอจบการประชุมไว้เท่านี้ ขอบคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาเข้าร่วม ขอให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัยครับทุกท่าน”

พอปิดการประชุมเสร็จ ต่างคนก็พากันเดินออกจากห้อง ส่วนพวกผมไม่อยากไปเบียดกับใครเลยรอให้พวกเขาทยอยออกจนคนน้อยลงแล้วถึงได้ลุกเดินตามไป

“ธชา ที่เราพูดในที่ประชุมเมื่อกี้...” ลุงดลว่าพลางขมวดคิ้ว “คิดว่าท่านยมราชเขาจะส่งคนขึ้นมาช่วยได้เหรอ”

“ก็เรื่องยุ่งๆ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดเขา ยังไงเขาก็ต้องรับผิดชอบบ้างแหละครับ”

“แต่ลุงคิดว่าทางโลกข้างล่างเองก็น่าจะต้องใช้คนเยอะอยู่นะ”

“ป๊ามีบริวารเยอะครับไม่ต้องห่วงหรอก”

“เฮ้อ ถ้าธชาว่าอย่างนั้นลุงก็ไม่ขัดแล้วกัน”

“ฮ่าๆๆ เชื่อมือผมเถอะครับ อ้อจริงสิ ขากลับนี่เดี๋ยวผมกับแฮกเตอร์ขอแยกกลับนะครับ ลุงดลกับธันกลับกันไปก่อนเลย”

“อะไรของนาย?” แฮกเตอร์ขมวดคิ้วมองผม

“ก็นายไม่ถูกกับประตูมิตินี่”

“ก็ใช่ แต่ถ้ากลับแบบปกติมันใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าๆ เลยไม่ใช่เหรอ”

“หรือนายมีธุระต่อจากนี้?”

“เปล่านี่”

“งั้นเสียเวลานิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก” ผมมัดมือชกแล้วเป็นฝ่ายจูงมือแฮกเตอร์พาเดินลงบันไดเลื่อนไปชั้นล่าง “แต่ไหนๆ ก็มาเที่ยวห้างหรูๆ ทั้งที่ เดินเล่นกันก่อนค่อยกลับแล้วกัน J”

ที่จริงอยากจะเรียกกว่าเดตด้วยซ้ำ แต่ถ้าพูดแบบนั้นแฮกเตอร์ต้องไม่ยอมแน่

“เฮ้ ทำอะไรถามความเห็นฉันมั่ง ไม่ใช่นึกจะทำอะไรก็ทำ”

“ทีนายนึกจะหอมฉันก็หอมได้เลย”

ผมแกล้งพูดเย้าเขาเล่น แต่ดันกลายเป็นว่าผมกลับรู้สึกเขินขึ้นมาเองอย่างนั้น ผมยิ้ม แสร้งตีหน้าปกติทั้งที่ในใจมันเต้นรัวไปหมดเมื่อนึกถึงตอนที่แฮกเตอร์จู่โจมผมในลิฟต์

“พูดแล้วก็เขินเองจะพูดทำไมเนี่ย” แฮกเตอร์เหลือบตามองผม ใบหูเขาขึ้นสีแดง ทำให้ผมรู้ว่าเขาเองก็เขินกับสิ่งที่ตัวเองทำไปเหมือนกัน ว่าแต่ทำไมเขารู้ล่ะว่าผมเขิน

“ฉันไม่ได้เขินสักหน่อย”

“นายเขิน” แฮกเตอร์ย้ำ แล้วกระตุกยิ้มมุมปาก ให้ตาย...โคตรแบดเลยครับ “ไม่รู้ตัวหรือไงว่าเวลาตัวเองเขินจะชอบยิ้มโง่ๆ กลบเกลื่อนแบบนั้น”

“ฉันก็ยิ้มของฉันปกติ”

“คิดว่าฉันแยกยิ้มปกติของนายกับยิ้มตอนเขินไม่ออกหรือไงกัน”

“โห งั้นแสดงว่านายสังเกตฉันอยู่ตลอดล่ะสิ”

“ตอนแรกก็ไม่...” เขาว่าพลางสบตาผมก่อนจะเม้มปากคล้ายประหม่า “แต่รู้ตัวอีกทีนายก็อยู่ในสายตาฉันตลอด น่าหงุดหงิดชะมัด”

“โอเค...เอาจริงๆ นะ ตอนนี้ฉันเริ่มเขินขึ้นมาหน่อยๆ แล้วล่ะ”

“เลิกไร้สาระได้แล้ว” แฮกเตอร์บ่นกลบเกลื่อน เขาเอื้อมมือมาบีบจมูกผมด้วยความมันเขี้ยวจนผมต้องตีมือให้เขาปล่อยก่อนขาดอากาศหายใจตาย “จะพาเดินเที่ยวไม่ใช่หรือไง นำสิ”

“เดี๋ยวสิ”

“อะไรอีก?”

“ก่อนไปขอถามสักอย่างได้ไหม?”

“ถ้าบอกว่าไม่ล่ะ” เขาเลิกคิ้วแล้วกระตุกยิ้มมุมปากนิดๆ

“ก็จะถามอยู่ดี :)”

“งั้นก็ไม่ต้องมาทำเป็นขออนุญาต จะถามอะไรก็ถามมา เสียเวลา”

แฮกเตอร์หยุดเดินแล้วหันไปยืนกอดอกพิงกำแพง เขาใช้ดวงตาคมกริบสีฟ้าจ้องหน้าผมเหมือนกับจะเร่งให้รีบๆ พูด ผมสบตาเขา สูดหายใจลึกแล้วถามออกไป

“ตอนที่คุณเมริษาถามว่าพวกเราหมั้นโดยไม่ได้รักกัน ถ้าฉันถามคำถามนั้นกับนายตอนนี้อีกครั้ง นายจะตอบฉันว่าไงเหรอแฮกเตอร์”

“ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนี้”

แฮกเตอร์ขมวดคิ้วมุ่น เขาจ้องหน้าผมคล้ายกับจะมองทะลุเข้าไปถึงความคิดข้างในให้ได้

“คงเพราะฉันเป็นฝ่ายเดียวที่บอกความรู้สึกของตัวเองกับนายไปจนหมด” ผมยักไหล่ สาวเท้าเข้าไปประชิดแฮกเตอร์ พวกเราสบตากันนิ่ง “แต่ความรู้สึกของนาย ฉันยังไม่รู้เลย...”

“อยากรู้เหรอ”

“ใช่...ฉันอยากรู้ว่านายรักฉันบ้างไหม”

หลังคำถามหลุดออกจากปาก ผมก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเงียบกริบ ทั้งที่ตอนนี้เราอยู่ในห้าง ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านไปมาพร้อมกับเสียงพูดคุยจอแจ แต่ไม่รู้สิ...คงเพราะในความสนใจผมมีแค่แฮกเตอร์คนเดียวล่ะมั้ง เขาจ้องหน้าผมด้วยดวงตาสีฟ้าใส ประกายบางอย่างวาบอย่างรวดเร็วผ่านจนผมไม่ทันได้วิเคราะห์ว่ามันคืออะไร และวินาทีต่อมาเขาก็ทำผมอึ้งอีกครั้ง

แฮกเตอร์ไม่ตอบอะไรทั้งนั้นแต่กลับกระชากคอเสื้อผมเข้าไปจูบ

จูบ...ท่ามกลางผู้คนมากมายเหมือนกับไม่สนใจสายตาใครทั้งนั้นว่าจะมองพวกเรายังไง ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจในตอนแรก ก่อนจะหลับตาลง ซึมซับสัมผัสที่เขามอบให้ รับรู้ได้โดยสัญชาติญาณว่าจูบนี้คือคำตอบ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังอยากได้ยินเขาพูดชัดๆ อยู่ดี...

...ผมอยากได้ยินคำว่ารักจากปากแฮกเตอร์ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น