ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ

ชื่อตอน : Chapter 15 So…Do You Love Me?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.5k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2563 23:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 15 So…Do You Love Me?
แบบอักษร

Chapter 15 

So…Do You Love Me? 

[Tasha’s Part] 

เวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์เต็มแผลผมก็เริ่มหายดี ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณ ‘พยาบาล’ พิเศษที่คอยดูแลและอยู่ข้างๆ อย่างแฮกเตอร์ ถึงเจ้าตัวจะบ่น จะดุ จะด่า หรือทำท่าเหมือนการดูแลผมมันน่ารำคาญมากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วผมก็รู้ดีว่าคนปากแข็งคนนี้น่ะห่วงผมมากแค่ไหน

ก็นะ เจ้าตัวเล่นสารภาพมาเองขนาดนั้นนี่

ผมเผลอหลุดยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องราววันนั้น วันที่ผมดึงดันจะไปคุยกับลุงดลให้ได้จนลืมไปว่าสภาพร่างกายตัวเองไม่เอื้ออำนวย และมันทำให้แฮกเตอร์สติแตกจนหลุดปากออกมาว่าห่วงผม แถมยังห่วงมากซะด้วยสิ บอกตามตรงนะว่าผมอึ้งมาก ไม่คิดว่าคนปากแข็งอย่างเขาจะยอมพูดคำนั้นออกมาตรงๆ แต่ก็นั่นแหละ แฮกเตอร์คงเหลืออดกับผมมากจริงๆ แต่หลังจากอึ้งเสร็จ ยอมรับเลยว่าในใจมันพองโตไปหมด ถ้าไม่ติดว่าผมเจ็บจนขยับตัวไม่ถนัด สาบานเลยว่าจะกระชากตัวแฮกเตอร์มากอดให้จมอกสมกับความน่ารักของเขา

“ยิ้มบ้าอะไรคนเดียว ผีเข้าหรือไง”

เสียงเข้มเจือแววหงุดหงิดดังขึ้นจนผมหลุดจากภวังค์ความคิด พอเงยหน้ามองก็เห็นแฮกเตอร์หรี่ตาจ้องผมเขม็ง ดวงตาสีฟ้าคู่สวยฉายแววสงสัย ผมได้แต่ยิ้มและส่ายหน้าให้ ขืนบอกไปว่ากำลังคิดเรื่องอะไร แฮกเตอร์คงได้อายจนอาละวาดตามประสาเขาแน่ๆ

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”

“แล้วเรื่อยเปื่อยน่ะเรื่องไหน”

“ก็เรื่องเรื่อยเปื่อย” ผมว่ายิ้มๆ เท้าคางจ้องหน้าแฮกเตอร์ จงใจทำตาหวานใส่เขาเป็นพิเศษ “หรืออยากให้ฉันตอบว่าคิดถึงเรื่องนาย”

แฮกเตอร์ชะงักกึก เขาเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมกริบถลึงจ้องผม ไม่มีเสียงโวยวายตามมาเหมือนที่คาดไว้ แต่กลับเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นแทน

“แล้วนี่จะไปหรือยัง ใกล้ได้เวลาแล้วไม่ใช่หรือไง”

เวลาที่ว่าคือการนัดประชุมตัวแทนผู้พิทักษ์ในแต่ละเขตพื้นที่ของโซนภาคใต้ สถานที่จัดประชุมในครั้งนี้คือสภาผู้พิทักษ์ประจำภาค ส่วนประเด็นก็หนีไม่พ้นการบุกจู่โจมของพวกวิญญาณสัมภเวสีเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

“นั่นสินะ ลุงดลกับธันก็คงเตรียมตัวเสร็จแล้วมั้ง”

ผมว่าพลางลุกจากโซฟาที่นั่งอยู่ แอบเหลือบมองแฮกเตอร์แล้วแกล้งเซน้อยๆ จนเขาขยับมาประคองผมแทบไม่ทัน ฝ่ามือใหญ่โอบเอวผมไว้ ผมฉวยโอกาสนี้ทิ้งน้ำหนักเข้าหาแฮกเตอร์ มือเลื้อยไปโอบเอวเขาเป็นหลักพยุงตัว แม้ความจริงจะหายดีแล้วก็ตาม ผมซบหัวลงบนไหล่แฮกเตอร์ แอบสูดกลิ่นกายเขาเข้าปอดจนเต็มรัก จะหาว่าผมโรคจิตอะไรก็ช่างเถอะ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบที่สุดคือการได้ซุกได้ซบแล้วสูดกลิ่นตัวหอมๆ ของแฮกเตอร์นี่แหละ

จะว่ายังไงดีนะ น้ำหอมที่แฮกเตอร์ใช้มันให้ความรู้สึกเซ็กซี่ดิบๆ แมนๆ ยังไงไม่รู้ เท่าที่จมูกผมพอจะแยกออก มันมีส่วนผสมของกลิ่นดอกไวโอเล็ตที่เด่นออกมา ผสานกับกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ กลั้วซิตรัสให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น ให้ตาย! เอาเป็นว่ากลิ่นนี้ยั่วผมมากพอสมควรเลยล่ะ

“มากไปล่ะๆ”

แฮกเตอร์ว่าเสียงเข้มเมื่อรู้ตัวว่าโดนผมสำออย...หมายถึงแกล้งยืนไม่ไหวจนต้องให้เขาช่วย แถมยังมาทำตัวโรคจิตดมเขาฟุดฟิดอีก

“ก็ตัวนายหอม” ผมว่าตามตรงแล้วยื่นหน้าคลอเคลียปลายจมูกกับซอกคอแฮกเตอร์ กลิ่นน้ำหอมเขากระตุ้นผมจริงๆ นะ ทำให้รู้สึกอยากซุกไซ้ซอกคอแล้วกัดเนื้อขาวๆ ให้ขึ้นรอยฟัน ดีที่ผมยั้งตัวเองไว้ได้ทัน “ใช้น้ำหอมอะไรน่ะ?”

“จะรู้ไปทำไม” เขาว่าเสียงรำคาญ แถมยังตวัดตามองผมดุๆ อีกแน่ะ

“เผื่อจะซื้อมาใช้บ้าง”

ผมว่ายิ้มๆ แฮกเตอร์กลอกตา เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ

“Gucci Pour Homme” เขาตอบผมอย่างเสียไม่ได้ “แต่กลิ่นนี้ไม่เหมาะกับนายหรอกธชา”

“แล้วนายว่ากลิ่นไหนเหมาะกับฉันล่ะ”

ผมชวนคุยในขณะที่พากันเดินออกจากห้อง แฮกเตอร์เลิกช่วยพยุงผมแล้ว ถึงจะน่าเสียดายนิดหน่อยแต่ผมก็ไม่ได้ตามไปคลอเคลียเขาต่อด้วยกลัวว่าจะทำให้แฮกเตอร์รำคาญเกินไปแล้วไม่ยอมให้เข้าใกล้อีก เฮ้อ...ไว้ค่อยหาโอกาสตีเนียนเข้าหาเขาใหม่ก็ได้

“ไม่รู้สิ อาจจะ...” แฮกเตอร์เงียบไป เขาขมวดคิ้วจ้องผมอย่างครุ่นคิด “...ต้องแนวกลิ่นหวานๆ หน่อย ขี้อ้อนนิดๆ มั้ง ปกตินายใช้ของอะไรล่ะ?”

“ฉันไม่ใช้น้ำหอมน่ะ”

“พูดจริง?” แฮกเตอร์เลิกคิ้วมองผมเหมือนไม่อยากจะเชื่อ “ดูจากลักษณะนายแล้วไม่เหมือนพวกที่ไม่ชอบใช้น้ำหอมเลยนะ”

“ไม่ได้บอกว่าไม่ชอบ” ผมปฏิเสธความเข้าใจผิดของแฮกเตอร์ในขณะที่เดินเข้าลิฟต์ พออีกฝ่ายเดินตามมาถึงกดปิดและกดหมายเลขหนึ่ง ผมหันมองเขา สบกับดวงตาสีฟ้าของแฮกเตอร์แล้วว่ายิ้มๆ “แค่ไม่ใช้เฉยๆ ไม่รู้จะใส่ไปทำไม แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้วล่ะ...”

“ยังไง?”

“ก็อย่างที่บอกว่าก่อนหน้านี้ไม่ใช้ เพราะไม่รู้จะใส่เพื่อใคร” ผมอมยิ้ม เอียงคอมองหน้าแฮกเตอร์ที่ดูจะตั้งใจฟังเป็นพิเศษ “แต่ตอนนี้อยากใช้แล้ว เผื่อว่าถ้าบนตัวฉันมีกลิ่นหอมๆ นายอาจจะอยากหอมฉันบ้างเหมือนที่ฉันอยากหอมนายตลอดเวลาไง”

ติ๊ง...

เสียงประตูลิฟต์เปิด ผมก้าวออกไปหลังหย่อนระเบิดอ่อยลูกใหญ่เสร็จ ไม่ต้องหันไปมองก็พอจะรู้ว่าคนข้างหลังต้องหน้าแดงแน่ๆ แต่เหมือนว่าสำหรับแฮกเตอร์แล้ว สิ่งที่เขาถนัดที่สุดคงเป็นการทำสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง ข้อมือถูกจับไว้แน่น แฮกเตอร์ออกแรงดึงผมกลับเข้าไปในลิฟต์แล้วกดปิดอย่างรวดเร็ว ผมมองหน้าเขาอย่างงงๆ เมื่อถูกจับดันชิดผนังลิฟต์ ก่อนเบิกตากว้างตัวแข็งค้างเมื่อแฮกเตอร์ยื่นหน้าเข้าใกล้ กดปลายจมูกลงข้างแก้มผมแบบไม่ทันให้ตั้งตัวสักนิด

สัมผัสที่จู่โจมกะทันหันทำให้สมองมึนเบลอไปชั่วขณะ ได้แต่ปล่อยให้แฮกเตอร์หอมแก้มอยู่แบบนั้น ลมหายใจร้อนๆ ดึงสติผมกลับคืนมาในที่สุด ผมอ้าปากจะถาม แต่อีกคนเร็วกว่า

“งี่เง่าน่า ถึงไม่ใส่น้ำหอม...” เขาว่าพลางคลอเคลียปลายจมูกกับสันกรามผม ริมฝีปากประทับจูบเบาๆ แล้วยื่นหน้ามาใกล้ น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู “ก็อยากหอมอยู่แล้วปะวะ แค่ไม่พูดไม่ได้แปลว่าไม่อยากทำสักหน่อย”

เยี่ยม...จากที่คิดว่าแฮกเตอร์ต้องหน้าแดงแน่ๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ผมเองก็หน้าแดงเหมือนกัน

สภาผู้พิทักษ์ประจำภาคตั้งอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มันแฝงตัวอยู่ในรูปลักษณ์ของห้างสรรพสินค้าหรูหราขนาดใหญ่ จากตัวเมืองกระบี่มาสงขลาถ้าเดินทางโดยการขับรถ ปกติใช้เวลาสามชั่วโมงนิดๆ แน่นอนว่าพวกผมไม่ใช้การเดินทางแบบปกติ แต่พวกเราใช้ประตูมิติเป็นเครื่องทุ่นเวลา แค่แป๊บเดียวก็มาโผล่ที่หน้าห้องประชุมชั้นบนสุดของห้างเรียบร้อยแล้ว

แต่ถึงประตูมิติจะช่วยเราไว้มากแค่ไหน ก็ยังมีใครบางคนที่ไม่ชอบมันอยู่ดี

“ฉัน...เกลียดประตูมิติบ้าๆ นี่ชะมัด!”

แฮกเตอร์คำรามกร้าว เขายกมือกุมหน้าผากตัวเองแล้วสะบัดไปมาไล่อาการเวียนหัวในขณะเดินตามผม ลุงดลและธันวาเข้ามานั่งรอในห้องประชุม มันเป็นห้องขนาดใหญ่ ใจกลางห้องมีโต๊ะตัวยาว รอบโต๊ะจัดเรียงเก้าอี้ไว้ร่วมสามสิบตัว มีคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว แต่เก้าอี้ที่ว่างอยู่ก็พอให้ผมรู้ว่าผู้พิทักษ์บางคนยังมาไม่ถึง ผมพาแฮกเตอร์ไปนั่งตรงจุดที่เครื่องปรับอากาศตกกระทบพอดี หวังว่าแอร์เย็นๆ จะช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

พอนั่งที่เรียบร้อยแฮกเตอร์ก็เอาแต่คลึงนิ้วนวดขมับตัวเองเงียบๆ ไม่พูดไม่จา ดูท่าว่าอาการเมาประตูมิติของเขาจะยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ เห็นแบบนี้ก็นึกถึงตัวเองสมัยก่อน กว่าผมจะชินกับการเดินทางด้วยประตูมิติก็ต้องไปๆ มาๆ เกือบยี่สิบรอบได้ อืม...หรือผมควรพาแฮกเตอร์วิ่งเข้าวิ่งออกประตูมิติหลายๆ ที่ดีนะ เผื่อเขาจะได้ชินเร็วๆ?

อา...แต่คิดอีกที แฮกเตอร์อาจหักคอผมตายก่อน

“ไหวไหมเนี่ย” ผมว่าพลางช่วยนวดขมับให้แฮกเตอร์ พอมีผมนวดให้เขาก็เอามือตัวเองออกแล้วหลับตาเอนหลังพิงเก้าอี้ให้ผมนวดให้แต่โดยดี “บอกแล้วว่านายไม่ต้องมาก็ได้”

“ฉันไม่ปล่อยนายมาคนเดียวหรอกน่า”

“ทั้งที่รู้ว่าต้องเดินทางผ่านประตูมิติที่นายเกลียดเนี่ยนะ?” ผมแกล้งถาม อยากรู้ว่าเขาจะตอบแบบไหน

“อืม”

“ตอบสั้นจัง”

“แล้วจะให้ตอบอะไร” แฮกเตอร์ลืมตาแล้วหันมองผม ดวงตาสีฟ้าคมกริบดูหงุดหงิดแต่แฝงแววบางอย่างไว้ “ก็บอกแล้วไงว่าจะไม่ยอมให้นายแบกเรื่องนี้ไว้คนเดียว ฉันต้องการรับรู้ไปพร้อมกับนาย ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ให้นายออกหน้าปกป้อง ฉันเป็นผู้ชายนะธชา สัญชาตญาณของผู้ชายเป็นยังไงนายคงจะเข้าใจ”

ผมยิ้มออกมากับน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังของแฮกเตอร์ อย่างที่เขาว่า สัญชาตญาณของผู้ชายไม่ชอบการถูกปกป้อง แต่ชอบเป็นฝ่ายปกป้อง พวกเรามีความเป็นผู้นำในตัวเอง มันถือเป็นศักดิ์ศรีที่เราภาคภูมิใจ เพราะงั้นคงไม่แปลกถ้าแฮกเตอร์จะดูหงุดหงิดที่ผมออกหน้าออกตาอยากปกป้องเขาซะเหลือเกิน

“โอเค ฉันเข้าใจแล้ว”

“ก็ลองไม่เข้าใจดูสิ” เขาขู่ แต่ผมกลับอมยิ้ม

“เฮ้อ...น่าอิจฉาคนมีคู่” เสียงธันวาพูดแทรกขึ้นมา ผมเหลือบมองน้องชายที่นั่งข้างตัวเอง เผลอชักสีหน้าใส่ ก่อนเปลี่ยนเป็นเหยียดยิ้มเสแสร้ง

“ไม่ยุ่งก็ไม่มีใครว่านะครับน้องชาย ”

“แหม พูดเสียงดังเข้าหูผมขนาดนี้ ถึงไม่อยากยุ่งก็ต้องยุ่งล่ะครับพี่ชาย” ธันวาหัวเราะหึหึใส่ ผมหรี่ตา ในหัวเริ่มคิดว่าจะจัดการเจ้าน้องชายตัวดียังไง แต่ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างธันวา

“พอก่อนสองคนนี้ ประธานมาแล้ว”

ลุงดลพูดแทรกขึ้นมาเบาๆ เขาพยักพเยิดไปทางประตูห้องที่ถูกเปิดเข้ามา เสียงพูดคุยในห้องประชุมเงียบลงทันตาเมื่อชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่เดินมานั่งบนเก้าอี้หัวโต๊ะซึ่งเป็นตำแหน่งของประธานในการประชุม บรรยากาศจริงจังเคร่งเครียดเข้าปกคลุมทันทีที่ชายคนนั้นเอ่ยปากพูด

“สวัสดีผู้พิทักษ์ทุกท่าน” เขามองรอบโต๊ะตัวยาวแล้วหยุดสบตาผมกับแฮกเตอร์ก่อนคลี่ยิ้มให้ “และบุตรชายท่านจ้าวนรกทั้งสอง...”

เกิดเสียงฮือฮากันในที่ประชุมเมื่อ ‘คุณธีระ’ ประธานอาวุโสประจำสภาผู้พิทักษ์ภาคใต้พูดออกมาแบบนั้น ผมคลี่ยิ้ม ก้มหัวน้อยๆ เป็นเชิงทักทาย พวกเขาจะฮือฮากันก็ไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะผมเองไม่ค่อยออกหน้างานแบบนี้ หนึ่งเพราะผมไม่ใช่ผู้พิทักษ์ และสอง งานหลักผมประจำอยู่ในนรก ส่วนแฮกเตอร์นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เขาเพิ่งรู้ตัวว่ามีพ่อเป็นเฮดีส แถมยังเปิดตัวในงานหมั้นแค่งานเดียวก่อนหมกตัวยาวๆ ถ้าจะบอกว่าพวกผู้พิทักษ์ตกใจที่ได้เห็นผม กับแฮกเตอร์พวกเขาช็อกยิ่งกว่า

“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมจะเข้าเรื่องเลยนะครับ” คุณธีระกวาดตามองรอบโต๊ะประชุม ใบหน้าขรึมลง “จากเหตุการณ์ที่เหล่าวิญญาณสัมภเวสีก่อความวุ่นวายขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไม่เพียงก่อความเสียหายให้กับพวกเรา แต่ยังเข้าสิงมนุษย์ธรรมดาคนอื่นอีกมากเกินกว่าจะจัดการได้หมดในระยะเวลาสั้นๆ”

“จากรายงานสถานที่เกิดเหตุที่พวกคุณส่งให้ผม จุดร่วมอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือมีปีศาจคอยควบคุมวงแหวนเวทคุมวิญญาณ แต่อักขระที่สลักอยู่บนวงแหวนเวทในที่เกิดเหตุเป็นเวทคุมวิญญาณชั้นสูง” ประเด็นนี้ทำให้ทุกคนพากันมองคุณธีระเป็นตาเดียว “ปีศาจระดับ A พวกนั้นไม่มีทางทำได้ พลังพวกมันไม่มากพอจะเขียนเวทนี้ เว้นแต่จะมีผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าถ่ายพลังให้มัน”

“เรื่องที่พวกเราควรช่วยกันคิดตอนนี้คือ ทำไมวิญญาณพวกนั้นถึงจู่โจม...ไม่สิ ต้องพูดว่า ทำไมปีศาจพวกนั้นถึงต้องควบคุมวิญญาณสัมภเวสีและสั่งให้พวกมันจู่โจมเรา”

“ดิฉันคิดว่าสาเหตุหลักอาจเป็นเพราะบุตรชายจ้าวนรกทั้งสองค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งยกมือแสดงความคิดเห็น เธอเหลือบมองผมกับแฮกเตอร์เล็กน้อยแล้วกลับไปสบตากับคุณธีระต่อ “อย่างที่ทุกๆ ท่านทราบกันว่าในโลกข้างล่างตอนนี้ไม่ได้สงบสุขเท่าไหร่ ถ้าเปรียบเทียบเป็นเกมการเมือง ก็ร้อนเป็นไฟน่าดู”

“ถ้าผมได้ยินมาไม่ผิด พวกคุณหมั้นกันใช่ไหมครับ?”

ผู้ชายที่นั่งเยื้องกับผมและแฮกเตอร์เอ่ยถามขึ้นมา ผมปรายตามอง ถ้าจำไม่ผิด เขาคนนี้เป็นหนึ่งในตัวแทนของผู้พิทักษ์เขตระยอง เขามองผมกับแฮกเตอร์ด้วยสายตาประหลาด หึ...คงเป็นพวกหัวโบราณที่ยังรับการหมั้นระหว่างชายชายไม่ได้สินะ ผมยิ้ม กุมมือแฮกเตอร์เอาไว้ จงใจให้แหวนหมั้นเด่นกระแทกตาเขาเป็นพิเศษ

“ครับ ตามที่คุณได้ยินมานั่นแหละ”

“ธชา” แฮกเตอร์กระซิบเสียงดุ เขาหลุบตามองมือตัวเองที่โดนผมกุมเอาไว้ แล้วเงยขึ้นจ้อง “ปล่อยได้แล้ว”

“ไม่เป็นไร นายน่ะเฉยๆ เถอะ”

ผมตัดบท หันไปยิ้มให้ผู้พิทักษ์คนอื่นเป็นเชิงว่ามีอะไรอีกไหม พวกเขามองหน้ากันไปมา ก่อนผู้หญิงคนเดิมจะพูดขึ้น

“คุณพอจะเล่ารายละเอียดสถานการณ์ในโลกข้างล่างให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมคะ” เธอเงียบไปเล็กน้อยแล้วค่อยเสริมเหมือนกลัวผมจะไม่ยอมเล่า “ดิฉันรู้ดีกว่าไม่ควรแทรกแซง แต่ถ้ามันส่งผลกับโลกด้านบน พวกเรากลุ่มผู้พิทักษ์ก็ควรรู้รายละเอียดบ้าง หรือคุณคิดว่าไงคะ”

ฟังดูเป็นประโยคคำถาม แต่ผมรู้ดีว่าเจตนาเธอไม่ได้อยากรู้ความคิดเห็นของผมหรอก แต่ก็เข้าใจนะ ถ้าจะให้เธอพูดออกมาตรงๆ ว่า ‘หรือคุณคิดว่าสิ่งที่ฉันพูดมันไม่จริง’ ก็คงดูไร้มารยาทไปหน่อย ผมยิ้มรับคำถามนั้น แน่นอนว่าเป็นรอยยิ้มเสแสร้งสำหรับออกงานแบบนี้โดยเฉพาะ

“จริงอย่างที่ว่า ผมควรบอกรายละเอียดให้พวกคุณรู้บ้าง” ผมกวาดตามองทั่วห้องประชุม เมื่อเห็นทุกคนเงียบตั้งใจฟังเลยว่าต่อ “อย่างที่พวกคุณรู้คร่าวๆ ว่าโลกข้างใต้มีกลุ่มอำนาจสองสายร่วมมือกันคิดจะโค่นล้มป๊าผมและเฮดีส จากข้อมูลที่ทราบมา พวกมันร่วมมือกันและส่งคนของตัวเองแทรกซึมในนรกทั้งสองแห่ง หรือถ้าจะให้ผมพูดง่ายๆ ก็คือมีสายจากฝั่งของทาร์ทารัสแทรกซึมอยู่ในเขตนรกป๊าผม ในขณะเดียวกัน สายจากฝั่งนรกป๊าผมก็แทรกซึมเข้าในเขตทาร์ทารัสเหมือนกัน ยังไม่แน่ชัดว่าที่ทำแบบนี้มีจุดประสงค์อะไร แต่มันทำให้จ้าวนรกทั้งสองหงุดหงิดน่าดู”

“ผมเคยได้ยินเรื่องกฎการห้ามแทรกแซงอำนาจต่างเขตแดน” คุณธีระว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง  

“พวกที่อยู่ในเงามืดไม่สนใจกฎหรอกครับ” ผมเหยียดยิ้ม “แต่กับป๊าและเฮดีสต่างออกไป ถึงพวกเขาจะอยากส่งคนของตัวเองข้ามเขตไปสมทบและสืบหา แต่ก็ทำไม่ได้เพราะกฎเหล็กข้อนี้”

“งานหมั้นของพวกคุณเลยเป็นเหมือนกับการเปิดทางให้พวกเขาส่งคนข้ามเขตแดนได้สินะ”

“มันคือการเชื่อมสัมพันธไมตรี” ผมพยักหน้ารับ

“แสดงว่าพวกคุณหมั้นทั้งที่ไม่ได้รักกันสินะคะ” ผู้หญิงคนเดิมว่าต่อ ผมเลิกคิ้ว รู้สึกประเด็นที่ถามไม่เกี่ยวกับที่พวกเราประชุมกันเท่าไหร่

“จะอยากรู้ไปทำไม” เสียงเข้มตอบกลับ นั่นไม่ใช่เสียงผม แต่เป็นแฮกเตอร์ที่เงียบมานาน ผมมองเขา แฮกเตอร์หน้านิ่ง แต่ผมกลับรู้สึกว่าเขาน่ากลัว อาจเป็นเพราะดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์ที่จ้องผู้หญิงคนนั้นเป็นเชิงเตือนว่าอย่าล้ำเส้นล่ะมั้ง

“คือดิฉัน...”

“เวลามีค่า ถามเฉพาะเรื่องที่มีประโยชน์ดีกว่า” เขาพูดขัดเสียงเรียบ ดวงตาสีฟ้าคมกริบหรี่ลงฉายแววอันตราย “เรื่องไหนไม่เกี่ยวก็ไม่ต้องถาม เว้นแต่คุณอยากจะ ‘ศึกษา’ เรื่องของคนอื่นมากกว่าประเด็นสำคัญในที่ประชุมนี้”

ไม่ต้องให้ผมแปลก็พอจะรู้ ว่าคำว่าศึกษาของแฮกเตอร์ไม่ต่างจากคำว่า ‘เสือก’ ดีๆ นี่เอง ผมลอบยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าเธอคนนั้นซีดลง เสียงพึมพำขอโทษเบาๆ ดังขึ้น ก่อนการประชุมจะดำเนินต่อหลังจบโฆษณาคั่น คราวนี้เป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่พูดขึ้นมา

“จากที่ฟังคุณธชาเล่า ดิฉันเห็นว่าข้อสันนิษฐานของเมริษาน่าจะเข้าเค้าอยู่บ้าง”

อ้อ...ผู้หญิงคนนั้นชื่อเมริษาสินะ

“ทำลายสัมพันธไมตรีโดยมุ่งเป้ากำจัดพวกเขา ไม่ก็หนึ่งในสองน่ะเหรอ?”

“นั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ท่านยมราชและท่านเฮดีสส่งคนของตัวเองข้ามเขตอำนาจไม่ได้นี่”

“แต่ถ้าเป้าหมายเป็นคุณธชากับคุณแฮกเตอร์ งั้นทำไมพวกมันถึงไม่โจมตีแต่เขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาหลบอยู่ที่เดียวแต่กระจายไปทั้งประเทศแบบนี้ล่ะ?”

“ไม่ใช่แค่ทั้งประเทศ” คุณธีระถอนหายใจ “จากการที่ผมประชุมทางไกลกับสภาผู้พิทักษ์ในแต่ละประเทศ พวกเขารายงานมาว่าเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองก็โดนเล่นงานเหมือนกัน”

“นี่มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว!?”

“พวกมันต้องการอะไรกันแน่!?”

“ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ...”

เสียงถกประเด็นดังจอแจจนผมขี้เกียจฟังเลยจับมือแฮกเตอร์มากุมเล่น ไม่ใช่ว่าไม่สนใจประเด็นสำคัญที่เขาคุยกันหรอกนะ แต่ในเวลาที่ต่างฝ่ายต่างเถียงกันจนฟังไม่ได้ศัพท์แบบนี้ ผมว่ารอให้ได้บทสรุปที่แน่นอนแล้วค่อยกลับมาสนใจดีกว่า

“หยุดเล่นมือฉันได้แล้วน่า”

“จับนิดจับหน่อยไม่ได้เหรอ” ผมว่ายิ้มๆ หันไปสบตาแฮกเตอร์ แกล้งหักนิ้วเขาดังกร๊อบๆ

“รำคาญ”

“เฮ้ พูดแบบนี้ฉันเสียใจนะ”

“เฉยๆ น่า”

แฮกเตอร์ดุ เขาพลิกกุมมือผมไว้แทน รู้แหละว่าเจตนาต้องการให้ผมอยู่เฉยๆ เลิกวอแวกับเขา แต่คิดอีกแง่ ปล่อยให้แฮกเตอร์จับไว้แบบนี้ก็รู้สึกดีเหมือนกัน ฝ่ามือใหญ่ๆ ที่ไม่ได้เนียนนุ่มเหมือนมือผู้หญิง แต่ผมกลับชอบที่เป็นแบบนี้ ไม่สิ...ทุกอย่างที่เป็นแฮกเตอร์ทำให้ผมชอบหมดนั่นแหละ

“เอาล่ะทุกคนพอก่อน” เสียงคุณธีระแทรกขึ้นหลังปล่อยให้ผู้พิทักษ์แต่ละเขตเถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง พอโดนปราม เสียงโต้แย้งก็เริ่มซาลง คุณธีระกวาดตามองรอบโต๊ะประชุม “สาเหตุที่แท้จริงนั่นเอาไว้ก่อน ยังไงซะตอนนี้สิ่งที่เรารับรู้คือพวกมันบุกจู่โจม และไม่แน่ชัดว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว เราควรหาทางป้องกัน”

“คุณคิดว่าจะมีครั้งต่อไปสินะครับ” ลุงดลถามขึ้น

“ใช่แล้ว”

“ถ้ามันทำอย่างนี้เพราะต้องการตัวพี่ธชากับพี่แฮกเตอร์ มันก็น่าจะรู้ว่าถึงบุกจู่โจมกี่ครั้งก็ไม่สามารถเข้าในเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับเปลืองแรงเปล่านะครับ”

ธันวายกมือออกความเห็น มีเสียงฮือฮาเห็นด้วยทันทีที่น้องชายผมว่าจบ แต่สำหรับผมไม่ใช่อย่างนั้น มันมีบางอย่างที่ทำให้ผมต้องพูดออกไป

“ไม่นะธัน ลองคิดอีกมุมนึง” ผมเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด “เพราะมันทำพี่กับแฮกเตอร์โดยตรงไม่ได้ไงถึงต้องทำแบบนี้”

“พี่หมายความว่าไง?”

“ก่อความวุ่นวาย เล่นงานคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องด้วย หึ!...” คราวนี้แฮกเตอร์เป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมา เขาหันไปสบตากับคุณธีระ “ถึงตรงนี้แล้วคุณคิดยังไงล่ะคุณธีระ มองแผนการของพวกมันออกหรือยัง”

“พวกมันต้องการกดดันเราให้ส่งตัวพวกคุณให้มัน”

“มีความเป็นไปได้ครับ” ผมพยักหน้ารับ “ก่อความวุ่นวาย ลากคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องมาโดนลูกหลงเพื่อกดดันให้ผู้พิทักษ์เลิกปกป้องผมกับแฮกเตอร์ไว้ในเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”

“หึ! ถือว่ามันฉลาดพอสมควร”

แฮกเตอร์แค่นเสียงขึ้นจมูก ดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์จนไม่มีใครกล้าแทรกถามยกเว้นธันวา

“ยังไงครับ?”

“ที่มันไม่โจมตีแค่รีสอร์ตนายที่เดียวเพราะขอบเขตและแรงกดดันมันไม่มากพอยังไงล่ะ” แฮกเตอร์อธิบายสั้นๆ แต่ดูเหมือนธันวาและอีกหลายๆ คนจะยังไม่เข้าใจ ผมเลยขยายความให้พวกเขาฟัง

“ยิ่งมีเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้รับความเสียหายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลให้ทางฝั่งผู้พิทักษ์เดือดร้อนมากขึ้นเท่านั้น “ผมเว้นระยะครู่หนึ่ง รอให้ทุกคนทำความเข้าใจตามแล้วว่าต่อยิ้มๆ เหมือนเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบกับตัวเองทั้งที่มันไม่ใช่เลยสักนิด “ยิ่งความเดือดร้อนกระจายเป็นวงกว้างแบบนี้ พวกคุณคิดว่าทางแก้ไหนจะดีที่สุดล่ะ?”

“ส่งตัวคุณสองคนให้พวกมัน”

“ใช่ครับ ส่งตัวพวกผมเป็นทางเลือกที่ดี”

“ไม่ได้นะพี่!”

“นายห้ามไม่ได้หรอก” ผมหันไปหาธันวา “อย่างที่บอกว่าความเดือดร้อนมันกระจายเป็นวงกว้าง ไม่แค่เฉพาะที่เขตเรา ถ้าแค่ที่เขตเราอาจจะพอหาวิธีอื่นได้บ้าง แต่นี่ทั่วโลกนะธัน ผู้พิทักษ์คนอื่นๆ มีหน้าที่ปกป้องเขตของตัวเอง และถ้าพี่กับแฮกเตอร์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขตแดนของพวกเขาไม่ปลอดภัย พวกเขาต้องรวมตัวกันกดดันให้เราเลือกทางนี้”

“ตอนนี้ผู้พิทักษ์เขตอื่นๆ พอจะรู้เรื่องราวคร่าวๆ หรือยังครับ” ลุงดลหันไปถามคุณธีระ

“ตอนนี้ยัง แต่เดี๋ยวก็คงรู้ เพราะผมต้องเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสภาผู้พิทักษ์ระดับโลกต่อ”

คุณธีระมีสีหน้าลำบากใจ ซึ่งผมเองก็ไม่โทษเขาหรอก การส่งตัวบุตรชายจ้าวนรกทั้งสองไปหาอันตรายไม่ต่างอะไรกับการมีเรื่องกับพญายมราชและเฮดีส พวกเขาคงไม่อยากเสี่ยงให้ชีวิตหลังความตายตัวเองโดนอำนาจมืดเพ่งเล็งหรอก และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผมยังวางเฉยได้อยู่ ถึงการส่งตัวผมกับแฮกเตอร์ให้พวกมันอาจช่วยหยุดการจู่โจม แต่อำนาจของป๊าและเฮดีสทำให้พวกเขาต้องฉุกคิดถึงผลได้ผลเสียมากกว่านี้

งี้แหละครับ คนมันมีเส้น

“แต่ดิฉันคิดว่าการส่งตัวคุณธชากับแฮกเตอร์ให้พวกมันไม่ใช่ความคิดที่ดี” หญิงวัยกลางคนที่ผมได้ยินคนอื่นเรียกเธอว่ามณีพูดขึ้น

“คุณคิดว่าการเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมากไม่ดีตรงไหนคะคุณมณี” เมริษาสอด...ผมหมายถึงพูดแทรกขึ้นมาบ้าง

“งั้นคุณเมริษาลองคิดดูนะคะ” คุณมณีว่าพลางปรายตามองเมริษา “เป้าหมายของพวกมันคือการโค่นอำนาจท่านยมราชและท่านเฮดีส การที่เราส่งคุณธชากับคุณแฮกเตอร์ไปไม่ต่างอะไรกับสนับสนุนการกระทำของมัน ถ้าเกิดจ้าวนรกทั้งสองสูญเสียอำนาจในการปกครองนรกไป คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น?”

“ดิฉันไม่ทราบค่ะ แต่ว่า...”

“ใช่ค่ะ คุณไม่ทราบ...” คุณมณีแทรกขึ้นก่อนเมริษาจะคิดหาข้อแก้ตัว ส่วนผมได้แต่พิงผนังเก้าอี้มองการโต้เถียงตรงหน้ายิ้มๆ ให้ตายสิ ผู้หญิงตีกันนี่มันสนุกชะมัด! “...ไม่ทราบว่าการทำแบบนั้นมันจะส่งผลดี...หรือส่งผลร้ายกว่าเดิม”

“ผมเห็นด้วยกับคุณมณีนะครับ”

“แต่ความเห็นของคุณเมริษาก็น่าคิด”

“งั้นถ้าไม่ส่งตัวแล้วเราจะรับมือกับมันไหวเหรอ?”

“เหอะ คุณคงไม่คิดว่าผู้พิทักษ์อย่างเราไร้น้ำยาจนต้องเดินตามเกมพวกนั้นหรอกนะ!”

เป็นอีกครั้งที่เสียงโต้เถียงดังเซ็งแซ่ กลุ่มผู้พิทักษ์แบ่งเป็นสองเสียง หนึ่งเห็นด้วยกับคุณมณี และอีกหนึ่งเห็นด้วยกับเมริษา

“เอาล่ะทุกคนพอก่อน” คุณธีระยกมือขึ้นห้าม จนกระทั่งทุกอย่างสงบลง “ตอนนี้ผมจะยังไม่ตัดสินว่าเราควรทำยังไงกับคุณธชาและคุณแฮกเตอร์ แต่สิ่งที่ผมอยากบอกเอาไว้ พวกเราเป็นผู้พิทักษ์ หน้าที่ของเราคือการพิทักษ์และปกป้องเขตแดนที่เรารับผิดชอบ การส่งตัวพวกเขาทั้งสองถือเป็นหนึ่งในการปกป้องเขตของเราไม่ให้ได้รับความเสียหายก็จริง แต่พวกคุณจะภูมิใจเหรอ ที่ได้ ‘ปกป้อง’ โดยการเลือก ‘ไม่ปกป้อง’ พวกเขาสองคนนี้”

บรรยากาศรอบด้านเงียบลง คุณธีระกวาดตามองรอบโต๊ะประชุม

“เราจะตั้งรับ” คุณธีระว่าเสียงเรียบ “เพิ่มการเฝ้าระวังในแต่ละเขตให้แน่นหนากว่าเดิม”

“ถ้าจะเพิ่มการเฝ้าระวังให้แน่นหนา ผมคิดว่าเราควรขอกำลังเสริมจากโลกข้างล่าง”

“ท่านยมราชจะยอมเหรอ”

“ผมจะคุยกับป๊าให้ครับ” ผมยกมือเสนอตัวแล้วคลี่ยิ้ม “ในเมื่อต้นเหตุเกิดจากป๊า อย่างน้อยเขาก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลืออะไรบ้าง...จนกว่าเรื่องจะคลี่คลายล่ะนะ คุณวางใจเถอะ เรื่องนี้ผมจัดการเอง”

“ถ้าคุณธชาว่าอย่างนั้นผมก็เบาใจ” คุณธีระยิ้มก่อนลุกขึ้นยืน “งั้นผมขอจบการประชุมไว้เท่านี้ ขอบคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาเข้าร่วม ขอให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัยครับทุกท่าน”

พอปิดการประชุมเสร็จ ต่างคนก็พากันเดินออกจากห้อง ส่วนพวกผมไม่อยากไปเบียดกับใครเลยรอให้พวกเขาทยอยออกจนคนน้อยลงถึงได้ลุกเดินตามไป

“ธชา ที่เราพูดในที่ประชุมเมื่อกี้...” ลุงดลว่าพลางขมวดคิ้ว “คิดว่าท่านยมราชเขาจะส่งคนขึ้นมาช่วยได้เหรอ”

“ก็เรื่องยุ่งๆ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดเขา ยังไงเขาก็ต้องรับผิดชอบบ้างแหละครับ”

“แต่ลุงคิดว่าทางโลกข้างล่างเองก็น่าจะต้องใช้คนเยอะอยู่นะ”

“ป๊ามีบริวารเยอะครับไม่ต้องห่วงหรอก”

“เฮ้อ ถ้าธชาว่าอย่างนั้นลุงก็ไม่ขัดแล้วกัน”

“ฮ่าๆๆ เชื่อมือผมเถอะครับ อ้อจริงสิ ขากลับนี่เดี๋ยวผมกับแฮกเตอร์ขอแยกกลับนะครับ ลุงดลกับธันกลับกันไปก่อนเลย”

“อะไรของนาย?” แฮกเตอร์ขมวดคิ้วมองผม

“ก็นายไม่ถูกกับประตูมิตินี่”

“ก็ใช่ แต่ถ้ากลับแบบปกติมันใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าๆ เลยไม่ใช่เหรอ”

“หรือนายมีธุระต่อจากนี้?”

“เปล่านี่”

“งั้นเสียเวลานิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก” ผมมัดมือชก จูงมือแฮกเตอร์พาเดินลงบันไดเลื่อนไปชั้นล่าง “แต่ไหนๆ ก็มาเที่ยวห้างหรูๆ ทั้งที เดินเล่นกันก่อนค่อยกลับแล้วกัน”

ที่จริงอยากจะเรียกกว่าเดตด้วยซ้ำ แต่ถ้าพูดแบบนั้นแฮกเตอร์ต้องไม่ยอมแน่

“เฮ้ ทำอะไรถามความเห็นฉันมั่ง ไม่ใช่นึกจะทำอะไรก็ทำ”

“ทีนายนึกจะหอมฉันก็หอมได้เลย”

ผมแกล้งพูดเย้าเขาเล่น แต่ดันกลายเป็นว่าผมรู้สึกเขินเองอย่างนั้น ผมยิ้ม แสร้งตีหน้าปกติทั้งที่ในใจเต้นรัวไปหมด

“พูดแล้วก็เขินเองจะพูดทำไมเนี่ย” แฮกเตอร์เหลือบมองผม ใบหูเขาขึ้นสีแดง ทำให้ผมรู้ว่าเขาเองก็เขินกับสิ่งที่ตัวเองทำไปเหมือนกัน ว่าแต่ทำไมเขารู้ล่ะว่าผมเขิน

“ฉันไม่ได้เขินสักหน่อย”

“นายเขิน” แฮกเตอร์ย้ำ เขากระตุกยิ้มมุมปาก ให้ตาย...โคตรแบดเลยครับ “ไม่รู้ตัวหรือไงว่าเวลาตัวเองเขินจะชอบยิ้มโง่ๆ กลบเกลื่อนแบบนั้น”

“ฉันก็ยิ้มของฉันปกติ”

“คิดว่าฉันแยกยิ้มปกติของนายกับยิ้มตอนเขินไม่ออกหรือไงกัน”

“โห งั้นแสดงว่านายสังเกตฉันอยู่ตลอดล่ะสิ”

“ตอนแรกก็ไม่...” เขาว่าพลางสบตาผมก่อนเม้มปากคล้ายประหม่า “แต่รู้ตัวอีกทีนายก็อยู่ในสายตาฉันตลอด น่าหงุดหงิดชะมัด”

“โอเค...เอาจริงๆ นะ ตอนนี้ฉันเริ่มเขินขึ้นมาหน่อยๆ แล้วล่ะ”

“เลิกไร้สาระได้แล้ว” แฮกเตอร์บ่นกลบเกลื่อน เขาบีบจมูกผมด้วยความมันเขี้ยวจนต้องตีมือให้เขาปล่อยก่อนขาดอากาศหายใจตาย “จะพาเดินเที่ยวไม่ใช่หรือไง นำสิ”

“เดี๋ยวสิ”

“อะไรอีก?”

“ก่อนไปขอถามสักอย่างได้ไหม?”

“ถ้าบอกว่าไม่ล่ะ” เขาเลิกคิ้วแล้วกระตุกยิ้มมุมปากนิดๆ

“ก็จะถามอยู่ดี”

“งั้นก็ไม่ต้องทำเป็นขออนุญาต จะถามอะไรก็ถามมา เสียเวลา”

แฮกเตอร์หยุดเดินแล้วหันไปยืนกอดอกพิงกำแพง เขาใช้ดวงตาคมกริบสีฟ้าจ้องหน้าผมเร่งให้รีบพูด ผมสบตาเขา สูดหายใจลึกแล้วถามออกไป

“ตอนที่คุณเมริษาถามว่าพวกเราหมั้นโดยไม่ได้รักกัน ถ้าฉันถามคำถามนั้นกับนายตอนนี้อีกครั้ง นายจะตอบฉันว่าไงเหรอแฮกเตอร์”

“ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนี้”

แฮกเตอร์ขมวดคิ้วมุ่น เขาจ้องหน้าผมคล้ายจะมองทะลุเข้าไปถึงความคิดข้างในให้ได้

“คงเพราะฉันเป็นฝ่ายเดียวที่บอกความรู้สึกของตัวเองกับนายไปจนหมด” ผมยักไหล่ สาวเท้าเข้าประชิดแฮกเตอร์ พวกเราสบตากันนิ่ง “แต่ความรู้สึกของนาย ฉันยังไม่รู้เลย...”

“อยากรู้เหรอ”

“ใช่...ฉันอยากรู้ว่านายรักฉันบ้างไหม”

หลังคำถามหลุดจากปาก ผมก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเงียบกริบ ทั้งที่ตอนนี้เราอยู่ในห้าง ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านไปมาพร้อมเสียงพูดคุยจอแจ แต่ไม่รู้สิ...คงเพราะความสนใจผมมีแค่แฮกเตอร์คนเดียวล่ะมั้ง เขาจ้องหน้าผมด้วยดวงตาสีฟ้าใส ประกายบางอย่างวาบผ่านรวดเร็วจนผมไม่ทันได้วิเคราะห์ว่ามันคืออะไร และวินาทีต่อมาเขาก็ทำผมอึ้งอีกครั้ง

แฮกเตอร์ไม่ตอบอะไรทั้งนั้นแต่กลับกระชากคอเสื้อผมเข้าไปจูบ

จูบ...ท่ามกลางผู้คนมากมายคล้ายไม่สนใจสายตาใครทั้งนั้นว่าจะมองพวกเรายังไง ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจในตอนแรก ก่อนหลับตาลง ซึมซับสัมผัสที่เขามอบให้ รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าจูบนี้คือคำตอบ ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังอยากได้ยินเขาพูดชัดๆ อยู่ดี...

...ผมอยากได้ยินคำว่ารักจากปากแฮกเตอร์

ความคิดเห็น