akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 38 เพื่อน

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 38 เพื่อน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.5k

ความคิดเห็น : 210

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2560 20:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 38 เพื่อน
แบบอักษร

38

เพื่อน

            นาคินทร์แทบไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองกับสิ่งที่ได้ยิน ชายหนุ่มหันไปมองพอลอย่างต้องการฟังคำพูดนั้นอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ

                “เมื่อกี้นายไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม”

                ไม่มีเสียงตอบรับจากคำถาม นาคินทร์เดินเข้าไปใกล้พอลมากขึ้น

                “นายจะยกเลิกพันธะวิญญาณกับรุจน์ใช่ไหม”

                คราวนี้เขาเลือกที่จะเค้นคำตอบออกจากปากของพอลให้ได้ แต่สิ่งที่ได้รับมีเพียงสายตาที่เย็นชา ไร้เสียงพูดตอบใดๆทั้งสิ้น

                “นี่แกคิดจะกวนโมโหฉันสินะ”

                นาคินทร์ไม่คิดจะใจเย็นอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความเป็น           ความตายของเพื่อนเขา พอลเป็นคนทำให้ทุกอย่างมันแย่ เพื่อนเขายังนอนแน่นิ่งไม่ฟื้น นั่นก็เป็นเพราะว่าพอลคนเดียว

                “ฉันจะพักผ่อน”

                เขาเมินต่อเสียงของนาคินทร์ ร่างสูงใหญ่หมุนกายจะไปนอนอีกครั้ง              แต่นาคินทร์ก็ออกแรงบีบกระชากที่ไหล่ของพอล

                “นายจะนอนไม่ได้ จนกว่าจะคุยกับฉันให้รู้เรื่อง”

                ชายหนุ่มพยายามสงบสติอารมณ์ความโกรธของตัวเอง เพราะเขากลัวว่าเสียงของเขาจะไปรบกวนวิรุจน์

                พอลตวัดสายตามองเหมือนรำคาญ เขาไม่คิดจะฟังนาคินทร์เลยสักนิด                ชายหนุ่มทำเหมือนว่านาคินทร์ไม่มีตัวตน เขาจับมือของนาคินทร์ให้ออกห่าง

                “อย่ามายุ่งกับฉัน”

                ตอนนี้ความหงุดหงิดไม่ได้เกิดขึ้นกับนาคินทร์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับพอลด้วย พอลไม่คิดจะรักษาน้ำใจนาคินทร์ เขารู้อยู่แล้วว่านาคินทร์ไม่ได้มาเฝ้าเขา แต่มาก็เพื่อเฝ้าวิรุจน์ และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้พอลหงุดหงิดมากกว่าเดิม

                “ฉันก็ไม่อยากจะยุ่งกับนายนักหรอก ถ้าไม่ติดว่าที่เพื่อนฉันต้องเป็นแบบนี้           ก็เพราะนาย”

                “ไสหัวไปซะ”

                ชัดเจนมากพอที่จะทำให้นาคินทร์รู้ว่าพอลกำลังไล่เขาให้ออกจากห้องนี้          แต่นาคินทร์ไม่คิดจะทำตาม

                “ฉันจะอยู่เฝ้าเพื่อนฉัน”       

                “เพื่อนงั้นเหรอ…”

                พอลหันขวับไปมองนาคินทร์ เขาเห็นนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลที่วาวโรจน์ท่ามกลางความมืด

                “เป็นแค่เพื่อน ก็อย่ามายุ่งเรื่องส่วนตัวให้มันมากนัก”

                “เห็นทีคงจะไม่ได้ เพราะฉันกับรุจน์เราสนิทกันมาก ถ้าเจ้านั่นยังไม่ฟื้น                ฉันก็คงออกไปจากห้องนี้ไม่ได้ เพราะฉันไม่ไว้ใจนาย นายอาจจะทำอะไรเพื่อนฉันบ้าง        ก็ไม่รู้”

                “ทำอะไรที่นายว่า…หมายถึงแบบนี้หรือเปล่า”

                นาคินทร์ขมวดคิ้วฉับ เขาตัวแข็งทื่อไป เมื่อพอลก้มลงไปจุมพิตที่ริมฝีปากของวิรุจน์ ชายหนุ่มได้แต่กำมืออย่างเจ็บใจ เมื่อปลายลิ้นร้อนไล้เลียที่ริมฝีปากนุ่มไปมาเบาๆ พร้อมกับการเหลือบตามองนาคินทร์ ราวกับต้องการแสดงความเป็นเจ้าของกับร่างกายนี้

                “ตราบใดที่ฉันยังเชื่อมต่อกับเขา…เขาก็เป็นของฉัน… คนนอกอย่างนาย             อย่าสอดจะดีกว่า”

                พอลแสยะยิ้ม เขาเอนกายนอนลงบนเตียง เตียงนอนของวิรุจน์และพอลอยู่ชิดติดกัน ชายหนุ่มพลิกกายนอนตะแคงแล้วโอบกอดวิรุจน์เอาไว้ จมูกโด่งแนบชิดแตะกับแก้มนิ่ม เขาตวัดสายตามองนาคินทร์เพียงครู่ ริมฝีปากแสยะยิ้มเพียงเล็กน้อย              ก่อนจะปิดเปลือกตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทรา

                การกระทำของพอล นาคินทร์รู้ได้ดีกว่าพอลกำลังต้องการตอกย้ำว่าตอนนี้

วิรุจน์ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพอล เขายังไม่สามารถทำอะไรได้ ถึงแม้เขาอยากจะเข้าไปกระชากร่างของเพื่อนรักให้ออกห่างจากพอล แต่การที่วิรุจน์ได้ใกล้ชิดพอลมากขนาดนี้ อาจจะทำให้อาการดีขึ้น นาคินทร์จึงทำได้เพียงแค่รู้สึกเจ็บใจเท่านั้น

-------+++++-------

                “ลีโอ…ลูกจะไม่ไปเยี่ยมพี่เขาจริงๆเหรอลูก”

                แม้จะได้รับคำโน้มน้าวจากบิดาและมารดา แต่ลีโอก็ยังเบือนหน้าหนี           เขาแสดงท่าทีที่ไม่พอใจ

                “ผมไม่ว่างหรอก”

                ลีโอรีบหมุนกายเดินขึ้นห้องนอนของตัวเอง เขานั่งหน้าบึ้งอยู่บนเตียงกว้าง ก่อนจะตัดสินใจเดินไปเปิดลิ้นชักไม้แกะสลักราคาแพงออก มีกรอบรูปที่วางคว่ำไว้ซ่อนอยู่

                เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พลิกกรอบรูปขึ้นมาดู ภาพที่เห็นคือภาพที่เขาถ่ายร่วมกับพี่ชายของเขา ลีโอนึกย้อนภาพในอดีตต่างๆ ที่ผ่านมา เพียงเพราะว่ามาคัสเป็นเลือดผสม เขาถึงได้ตั้งแง่รังเกียจ ทั้งที่อีกฝ่ายก็เป็นพี่ชายแท้ๆของเขา ตลอดเวลา มาคัสทำดีกับเขาเสมอ เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้มาคัสบาดเจ็บสาหัส ลีโอนิ่งคิดอยู่พักใหญ่ ว่าเขาไม่เคยทำดีกับพี่ชายตัวเองเลย

                “นายคงไม่ตายหรอกใช่ไหม”

                ถึงแม้จะทำเป็นไม่ยอมฟังข่าวพี่ชาย แต่เขาก็รู้ว่าพี่ชายเขาอาการสาหัสมาก เพราะพอลไม่ใช่บุคคลธรรมดา แค่พอลไว้ชีวิตมาคัสก็นับว่ามาคัสโชคดีมากแล้ว

                ทั้งๆที่บอกกับตัวเองว่าไม่จำเป็นต้องสนใจก็ได้ แต่ลีโอก็ลอบหนีออกจากบ้านกลางดึก เขาให้คนขับรถแอบพาเขาไปโรงพยาบาล แต่ทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของ

แลนเดอร์ทั้งหมด ถึงแม้ลีโอจะดูเป็นเด็กที่ดื้อและเอาแต่ใจตัวเอง แต่เนื้อแท้ลึกๆแล้วก็ไม่ได้เป็นคนใจร้ายใจดำ

                ตลอดทางที่รถยนต์เคลื่อนผ่าน ลีโอรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เด็กหนุ่มก็รีบตรงขึ้นไปยังห้องของมาคัสทันที เขาคิดว่าในเวลานี้มาคัสน่าจะนอนหลับไปแล้ว เขาเลือกมาช่วงเวลานี้ก็เพื่อให้อีกฝ่ายไม่รู้ตัว

                “ไม่อยู่”

                แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มพบนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของมาคัส อีกทั้งคนที่บิดาเขาส่งมาดูแลมาคัสกลับนอนสลบอยู่กับพื้น

                …เกิดอะไรขึ้นกันแน่…

                ลางสังหรณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้ใจของลีโอกระตุกแรง จมูกของเขาขยับเล็กน้อย เพื่อดมกลิ่น

                “เจ้าบ้านั่น!”

                กายเล็กรีบหมุนวิ่งออกจากห้องพัก เขาวิ่งไปยังยังลิฟต์ สัญชาตญาณบางอย่างกำลังบอกเขาว่าอาจจะกำลังเกิดเรื่องร้ายแรง นิ้วเรียวสวยกดปุ่มเพื่อไปยังชั้นบนสุด

                ลีโอรอลิฟต์และขึ้นลิฟต์ด้วยใจที่ร้อนรน เขาขึ้นมาในโรงพยาบาลเพียงลำพัง ไม่ได้ให้คนขับรถตามมาด้วย

                ใช้เวลาไม่นาน ลีโอก็มาถึงชั้นบนสุด แต่เขาต้องเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังดาดฟ้าของโรงพยาบาล ทันทีที่ได้ขึ้นมาบนดาดฟ้า เขาก็พบกับคนที่เขาตามหา

                มาคัสกำลังยืนรับลมอยู่บนดาดฟ้า ชายหนุ่มหลับตาพริ้ม ให้สายตาลมปะทะกับร่างกาย ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยผ้าก็อซที่พันล้อม ไม่เว้นแม้แต่บนใบหน้าที่หล่อเหลา

                “เจ้าบ้า!”

เสียงของลีโอทำให้มาคัสลืมตาขึ้น เขาหันไปมองลีโอช้าๆ

“ทำไม…นายถึงได้มาอยู่ที่นี่”

“ฉันต่างหากที่ต้องถามนาย ว่าขึ้นมาทำอะไรบนดาดฟ้าแบบนี้ แล้วในห้องนายมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนที่คุณพ่อส่งมาดูแลนายถึงได้นอนสลบแบบนั้น”

มาคัสระบายยิ้มจางๆ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า

“เป็นฝีมือของฉันเอง”

เขายอมรับโดยที่ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆทั้งนั้น และนั่นทำให้ลีโออึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน

“นายพูดบ้าอะไรของนาย”

“ฉันก็แค่อยากขึ้นมาบนนี้ แต่คนพวกนั้นไม่ยอม ก็เลยต้องใช้กำลังนิดหน่อย”

ถึงมาคัสจะเป็นเลือดผสม แต่ทว่าเขาก็มีสายเลือดอมนุษย์ในร่างกาย          ชายหนุ่มหันไปยิ้มให้กับลีโอ

“แล้วนายล่ะ…ทำไมถึงมาหาฉัน”

ลีโอพูดไม่ออก สายตาที่มาคัสมองมา ทั้งที่มันดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ลีโอก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าที่ซ่อนอยู่

“ฉันก็แค่มาดูว่านายจะตายหรือยัง”

แม้ในใจไม่ได้คิดจะพูดถ้อยคำร้ายกาจถึงเพียงนี้ แต่ปากเขาก็พูดออกไปแล้ว มาคัสอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา

“นั่นสินะ ฉันอยู่ไปก็มีแต่จะเกะกะนาย ฉันไม่ควรจะมีชีวิตอยู่จริงๆ”

ยิ่งเห็นท่าทางเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากของมาคัส ลีโอก็ได้แต่พูดไม่ออก เขาไม่คิดว่ามาคัสจะเป็นแบบนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ได้เป็นถึงขนาดนี้

“นายทำแบบนั้นทำไม รู้ไหมว่ามันเลวมาก”

“ในสายตาของนาย ฉันคงไม่มีวันได้เป็นพี่ชายที่ดีได้เลยใช่ไหม”

น้ำเสียงเศร้าๆส่งมา ลีโอเบือนหน้าหนี

“ถึงพูดไป…นายก็คงหาว่าฉันแก้ตัว ฉันก็แค่…อยากให้ทุกคนยอมรับฉัน อยากให้นายยอมรับฉันเป็นพี่ของนาย ถึงฉันจะเป็นเลือดผสม แต่ฉันก็รักนายจริงๆ นายเป็นน้องชายที่ฉันรักมาก”

“จะพูดเรื่องไร้สาระแก้ตัวไปเพื่ออะไร!”

ลีโอแสดงท่าทีเหมือนรำคาญ แต่ลึกๆแล้วเขาก็เชื่อคำพูดของมาคัส แต่ก็ไม่อยากจะแสดงให้มาคัสเห็นว่าเขาโอนอ่อนไปกับคำพูดของอีกฝ่าย

“ฉันรู้ว่าฉันทำผิดไปแล้ว ฉันรู้แล้วว่าฉันคิดอะไรโง่ๆ ขอโทษจริงๆนะลีโอ ที่ฉันเกิดมาเป็นพี่ชายนาย…ถ้าโลกนี้ไม่มีคนแย่ๆแบบฉันอยู่ ชีวิตนาย คุณพ่อ และทุกคนก็คงจะไม่ต้องรู้สึกแย่ขนาดนี้”

พอได้ฟังเท่านั้น ลีโอก็รีบหันไปมองมาคัสทันที เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นสิ่งที่มาคัสคิดจะทำ

“นี่นายคิดจะทำอะไร!”

กายสูงที่ถอยหลังไปเรื่อยๆ จนแทบจะถึงขอบตึก ทำให้ลีโอใจเต้นแรงด้วยความวิตกกังวล เพราะอีกแค่นิดเดียว ร่างสูงตรงหน้าเขาก็คงตกลงไปยังพื้นด้านล่างที่อยู่ห่างไกลจากดาดฟ้าเป็นอย่างมาก

“พี่ฝากขอโทษคุณพ่อ…ฝากดูแลคุณพ่อด้วย”

เอ่ยจบ มาคัสก็หมุนกายเพื่อหันหลังจะก้าวเท้ากระโดดตึกเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง

“ไม่รับฝาก! ถ้าอยากขอโทษ หรืออยากดูแลคุณพ่อ ก็ทำเองสิ ไอ้พี่บ้า!!!”

ลีโอตะโกนเสียงดังลั่น มาคัสชะงัก เท้าที่จะก้าวออกไปมีอันต้องหยุดลง เขาได้ยินเสียงร้องไห้ของลีโอ

“ฮือๆ ฮือๆ  ไอ้พี่บ้า เห็นแก่ตัวที่สุด”

“ลีโอ!”

พอหันมาเห็นน้องชายยืนร้องไห้ สะอึกสะอื้น มาคัสก็รีบเข้ามาหาน้องชายทันที หัวใจของเขาเหมือนโดนทำร้าย ปกติแม้ลีโอจะต่อว่าเขายังไง แต่อีกฝ่ายก็ไม่คิดจะเรียกเขาว่าพี่และร้องไห้งอแงเหมือนในตอนเด็กๆแบบนี้

“อยากตายก็ตายไปสิ จะมาสนใจฉันทำไม ฮึก”

เด็กหนุ่มยกมือปาดน้ำตาของตัวเอง มาคัสปวดใจจนต้องเข้าไปเช็ดน้ำตาให้กับน้องชาย เขารั้งลีโอมากอดอย่างปลอบโยน

“พี่ขอโทษ อย่าร้องไห้เลยนะ”

“ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะนายสักหน่อย ไม่สนด้วยว่านายจะตายหรือเปล่า           คนอย่างนายมันน่าจะตายๆไปด้วยซ้ำ”

เด็กหนุ่มโกหกคำโต มาคัสค่อยๆผละออกจากกายเล็ก

“เข้าใจแล้วล่ะ”

มาคัสบอกอย่างไม่คิดจะโต้เถียง ในขณะที่เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง เมื่อเห็นพี่ชายหมุนกายจะไปกระโดดตึกอีกครั้ง มาคัสเซไปด้านหน้า เพราะอยู่ๆก็มีแรงโอบกอดจากด้านหลัง

“นายมันโง่จริงๆ ฉันบอกให้ไปตายก็จะไปตายเลยหรือไง”

“นายเป็นคนบอกให้พี่ตายเองไม่ใช่เหรอ”

เขาเริ่มเอาใจน้องชายไม่ถูก ลึกๆแล้วมาคัสเองก็อยากตายเป็นทุนเดิม             เพราะเขารู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ ถึงแม้ตอนแรกจะทำเพราะอยากจะพิสูจน์ให้ทุกคนยอมรับ แต่มันกลับกลายเป็นว่าเขาเลือกเดินทางผิด ความผิดบาปในครั้งนี้คงมีแต่ชีวิตของเขาเท่านั้นที่จะสังเวยเพื่อให้ทุกคนได้อภัย

“นายไม่มีสมองหรือไง”

“อืม…พี่คงไม่มีสมอง แต่พี่อยากให้นายและคุณพ่ออภัยให้พี่ ถ้าพี่ตายไป นายคงจะมีความสุขมากขึ้น นายไม่ดีใจหรือไง”

มาคัสหันมาคุยกับน้องชาย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทรมาน

“ฉันเคยไปบอกตอนไหนว่าอยากให้นายตายกันฮะ! ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ทุกคนก็เป็นห่วงนายทั้งนั้นแหละ รวมทั้งฉันด้วย!”

พอได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็ชะงักไป เขามองน้องชาย

“ลีโอเป็นห่วงพี่เหรอ…”

“ก็ใช่น่ะสิ! นายเป็นพี่ของฉัน ถ้าไม่ให้ห่วงนาย แล้วจะให้ไปห่วงสิงโตตัวไหนล่ะฮะ!”

เด็กหนุ่มตะโกนใส่อย่างอารมณ์เสีย แต่นั่นกลับทำให้มาคัสร้องไห้ออกมา     เขาไม่คิดว่าลีโอจะยอมรับเขาเป็นพี่ชายแล้ว ลีโอโผเข้าไปสวมกอดมาคัส แม้จะแสดงต่อต้านมาคัสเพียงใด แต่ลึกๆแล้วลีโอก็ต้องการพี่ชายคนนี้

“ถึงฉันจะไม่ชอบใจยังไง แต่ฉันก็ไม่อยากให้พี่ชายตัวเองต้องตายหรอก แล้วก็…คุณพ่อน่ะ อภัยให้นายอยู่แล้ว ถ้านายฆ่าตัวตาย คิดว่าคุณพ่อจะมีความสุขเหรอ”

“อ่า…”

“ส่วนฉันน่ะ ยังไม่ให้อภัยนาย ดังนั้น นายห้ามตายเด็ดขาด นายต้องเป็นพี่ชายที่ดูแลน้องชายให้ดีที่สุด เพื่อไถ่โทษที่ทำให้ฉันโมโหที่นายทำตัวโง่ๆกับเหตุการณ์ในครั้งนี้!”

ลีโอผละกายออก แล้วออกคำสั่ง เชิดหน้าขึ้น มาคัสระบายยิ้มอย่างมีความสุข ยกมือขยี้ผมของลีโอเบาๆ

“รับทราบครับ น้องชาย”

-------+++++-------

      

            ความอบอุ่นที่ได้รับจากแผงอก ทำให้ฝันร้ายที่รุมเร้าวิรุจน์อย่างยาวนานเริ่มเลือนหายไป ร่างกายที่อยู่ท่ามกลางทะเลเลือดสีแดงฉาน เขาหายใจไม่ออก ไม่ว่าจะมองทางไหนก็ไม่เจอเสียที

                “ช่วยด้วย…”

                เสียงดังแผ่วเหมือนไม่ได้พูดออกมา คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน ไออุ่นที่ได้รับ ทำให้วิรุจน์ซุกตัวเข้าร่างกายใหญ่ของพอล

                เพียงไม่นานเปลือกตาทั้งสองก็เปิดขึ้นอย่างช้าๆ เขายังงุนงงและสับสน เพราะไม่สามารถประติดประต่อเรื่องราวได้ รู้แค่ว่าเขากำลังถูกวงแขนแข็งแกร่งโอบกอดเอาไว้ ราวกับเป็นการป้องกันอันตราย

                ทั้งร่างหนักอึ้ง ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว วิรุจน์รู้สึกเหนื่อยล้า…

                “พอล”

                เขาพยายามส่งเสียงเรียก เป็นจังหวะเดียวกับที่นาคินทร์เปิดประตูเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย

                “รุจน์! นี่นายฟื้นแล้วเหรอ”

                สมองของวิรุจน์อื้ออึง เสียงของนาคินทร์ทำให้เขาต้องหันไปมอง แต่ร่างเขาก็โดนกอดกระชับให้แน่นขึ้น เจ้าของร่างใหญ่ลืมตาขึ้นแล้ว

                “นาย…ทำไม”

                เพราะวิรุจน์ยังไม่รู้ความจริง เขาจึงตกใจอย่างมากที่เห็นนาคินทร์ วิรุจน์รีบเอากายตัวเองบังพอลเอาไว้

                “ถ้านายคิดจะทำอะไรพอล ก็ข้ามศพฉันไปก่อน”

                พอลได้ยินแบบนั้นแล้วก็กระตุกยิ้ม เขามองหน้านาคินทร์ราวกับตนเป็นผู้ชนะ ในขณะที่นาคินทร์กำมือแน่นด้วยความเจ็บใจและเสียใจกับท่าทีของเพื่อนรัก

                “นายจะปกป้องมันทำไม! ในเมื่อมันทำนายเกือบตาย”

                “พอลเป็นเพื่อนฉัน เขาต้องเจ็บตัวก็เพราะฉัน ทุกอย่างมันก็เพราะว่านายทำไม่ใช่หรือไง”

                “ฉันต่างหากที่เป็นเพื่อนของนาย”

                “นายกับฉันไม่ใช่เพื่อนกันแล้ว นายอย่าลืมสิ ว่านายพูดอะไรกับฉันเอาไว้บ้าง”

                วิรุจน์ยันกายขึ้นมาเถียงกับนาคินทร์อย่างคนหมดแรง แต่ก็พยายามใช้แรงที่มีให้มากที่สุด พอลประคองร่างเขาเอาไว้ นาคินทร์มองพอลที่ไม่คิดจะช่วยอธิบายอะไรเลย

                …นายคงกำลังสนุกอยู่สินะ…

                นาคินทร์ได้แต่นึกตำหนิพอลอยู่ในใจ เขากับพอลไม่ถูกกันอยู่แล้ว ดังนั้น        การที่พอลจะไม่ช่วยเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด

                “ออกไปซะ ฉันไม่อยากจะเห็นหน้านายอีก”

                แม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงได้มาอยู่ที่นี่กับพอล และนาคินทร์มาที่นี่ด้วยแต่วิรุจน์ก็เจ็บปวดเหลือเกินกับสิ่งที่ได้พบเจอก่อนหน้านี้ เขาเจ็บปวดกับสิ่งที่เพื่อนรักทำกับเขา เรื่องที่เขาตัดเพื่อนกับอีกฝ่ายไปนั้น แทบจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับสิ่งเลวร้ายที่นาคินทร์ได้ทำเอาไว้กับเขาและพอล

                “พอได้แล้วเจ้ารุจน์!”

                เสียงทุ้มที่ทรงอำนาจ ทำให้วิรุจน์ชะงัก เขาเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของพยัคฆ์เดินเข้ามาในห้อง

                “พี่ใหญ่ ทำไม…ทำไมพี่ถึงได้อยู่ที่นี่”

                “แกสลบไปตั้งเจ็ดแปดวัน จะให้ฉันไม่สนใจแกได้ยังไง”

                “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับเนี่ย”

                วิรุจน์งุนงงไปหมดแล้ว เขามองหน้าพอล สลับกับมองหน้าพยัคฆ์  ผู้เป็นพี่ชายได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ จะว่าสงสารน้องก็สงสาร เพราะวิรุจน์ไม่รู้ความจริงอะไรเลย

                “เอาเถอะ เดี๋ยวฉันจะเล่าให้แกฟังเอง”

-------+++++-------

                หลังจากที่วิรุจน์ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของพี่ชายแล้ว ชายหนุ่มก็อยู่ในสภาวะที่นิ่งงันไป ราวกับว่าสมองกำลังประมวลผลอย่างหนักกับความสับสนนี้ จะไม่ให้เขาสับสนได้อย่างไร  ในเมื่อเรื่องราวมากมายมันเกิดขึ้นถาโถมเข้ามาจนเขาเลือกเชื่อไม่ถูกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือการเสแสร้ง

                “ฉันไม่อยากให้เพื่อนสนิทกันต้องมาตัดขาดกัน เพียงเพราะเรื่องเข้าใจผิด”

                พยัคฆ์บอกสิ่งที่ตัวเองคิดออกไป วิรุจน์มองหน้านาคินทร์

                “ขอบใจนะ ที่ช่วยฉันไว้ แล้วก็…ฉันขอโทษ…ที่ปรักปรำนาย ไม่เชื่อใจนาย”

                เขารู้สึกผิดจริงๆ เพราะแม้ส่วนหนึ่งอยากจะเชื่อในตัวของเพื่อนรัก แต่อีกใจก็ผิดหวังและเสียใจจนไม่อยากจะเชื่ออะไรทั้งนั้น นาคินทร์เข้ามาหาเพื่อน แล้วตบไหล่ของวิรุจน์เบาๆ

                “นายไม่ผิดหรอก ฉันต่างหากที่ทำให้นายไม่เชื่อเองตั้งแต่แรก…เอาเป็นว่าต่อไป ฉันจะไม่โกหกนายแบบนั้นอีก ต่อให้ฉันเป็นห่วงนายแค่ไหนก็ตาม”

                “อืม ขอบใจว่ะเพื่อน”

                วิรุจน์จับมือของนาคินทร์ พอลขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาวางมือทาบทับมือของ

วิรุจน์อีกข้าง วิรุจน์หันไปมองพอลอย่างไม่เข้าใจนัก เมื่ออีกฝ่ายออกแรงบีบที่มือเขาเบาๆ นาคินทร์กระตุกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะดึงมือตัวเองกลับ

                “ว่าแต่นายเถอะ ฉันจำได้ว่านายบอกว่าจะยกเลิกพันธะวิญญาณไม่ใช่เหรอ”

                พอลจ้องหน้านาคินทร์ที่อยู่ๆก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นการเปิดประเด็น

                “จริงหรือเปล่า”

                พยัคฆ์หันมาถามพอล  พอลเงียบ ในขณะที่วิรุจน์ค่อนข้างแปลกใจ             เพราะเมื่อก่อนไม่ว่าจะพูดยังไง ก็ดูเหมือนว่าพอลจะไม่สนใจด้วยซ้ำ ไม่คิดจะยกเลิกพันธะวิญญาณระหว่างเขาและอีกฝ่ายเลยสักนิด

                “เกิดเรื่องราวแย่ๆ ขนาดนี้ นายจะยังดันทุรังทำเรื่องนั้นต่ออีกเหรอ”

                เพื่อนผู้หวังดีพยายามจี้จุดกับเรื่องที่เกิดขึ้น พอลมองนาคินทร์ด้วยความ          ไม่พอใจ

                “นายพูดจริงเหรอพอล”

                พอโดนผู้ที่ร่วมทำพันธะวิญญาณถาม พอลก็พูดออกมา

                “อืม”

                การตอบรับนั้น ทำให้วิรุจน์อึ้งไป เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังดีใจหรือว่าเสียใจกับสิ่งที่ได้ยิน สายตาของเขาปรับระดับไปมองยังบาดแผลของพอล ถ้าทุกอย่างที่พยัคฆ์เล่าเป็นความจริง พอลก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ที่ยังไม่ตาย ก็คงเป็นเพราะพันธะวิญญาณที่เชื่อมต่อพลังชีวิตกับเขาได้ช่วยเอาไว้

                “การจะยกเลิกพันธะวิญญาณ ต้องอาศัยความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย”

                พอลเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ เหมือนต้องการให้วิรุจน์ยืนยันความต้องการของตัวเอง ชายหนุ่มเงยหน้ามองพอล เขาไม่รู้ว่าพอลกำลังคิดอะไรอยู่ แต่คำตอบของวิรุจน์ก็ทำให้นาคินทร์และทุกคนตกใจไม่น้อย

                “ผมจะไม่ยกเลิกพันธะวิญญาณ”

100%

อัพทุกวันเสาร์ค่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}