-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.1k

ความคิดเห็น : 177

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2560 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 13
แบบอักษร

13

หนิงลี่นั่งทำหน้าเบื่ออยู่ในงานแม้จะได้รับอภิสิทธิ์จากองค์ฮ่องเต้ให้อยู่ด้านข้างแต่ก็ต้องแลกมาด้วยสายตาของเหล่าราชบริพาน อยู่ต่อหน้าซ่งจินเหลียงไม่มีใครเอ่ยอะไร ทำเพียงแค่ส่งสายตาเชิงดูถูกมาให้ หนิงลี่นึกไม่เข้าใจซ่งจินเหลียงเสียจริงที่เอาตนมาร่วมงานเลี้ยง ไม่กลัวสายตาของเหล่าคนที่ดูถูกหรือไงเล่า แม้ซ่งจินเหลียงไม่คิดแต่ผู้อื่นก็ใช่ว่าไม่คิดเสียเมื่อไหร่ ถึงหนิงลี่จะไม่รู้ขนบธรรมเนียมในวังมากนัก แต่ก็พอรู้คร่าวๆ ว่าฮ่องเต้จะมีพระสนมสักคนหนึ่งจำเป็นต้องผ่านวิธีการคัดตัวสารพัด จนได้หญิงงามมาครอบครอง ส่วนหนึ่งสนมถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของฮ่องเต้ ซ่งจินเหลียงกลับทำตรงกันข้าม ไม่มีการคัดตัว แต่กลับเลือกหนิงลี่เป็นสนม

อดีตนายทหารหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง พอมองไปยังอีกด้านกลับพบบุรุษผู้หนึ่งที่ลอบมองทางตนอยู่บ่อยครั้ง แต่งองค์ทรงเครื่องที่ดูแตกต่างจากเสียนหยาง หนิงลี่เดาได้ทันทีว่าคงเป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจว ส่วนด้านหน้าคือซูลี่ที่กำลังแย้มยิ้มสวย

“ฝ่าบาท ข้าโจวอี้หานขอถามสักคำหนึ่งได้หรือไม่”

ซ่งจินเหลียงปรายตามองไปยังอีกฝ่าย

“ว่ามา” จิบสุราด้วยอารมณ์สุนทรี

“ท่านพบรักกับพระสนมลี่ที่ใดรึ ข้าใคร่รู้นัก ครั้นพอจะถามก็ลังเลอยู่หลายชั่วอึดใจ แต่ความสงสัยมันมีมากล้นจนไม่อาจเก็บได้”

ซ่งจินเหลียงหัวเราะ...

โจวอี้หานสงสัยมันไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เพียงแค่โจวอี้หานที่สงสัย แต่ทุกคนรวมทั้งซูลี่ก็ด้วยเช่นกัน พวกเขารอตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อมีผู้เริ่มต้น คนอื่นก็ตามมาเป็นขบวน เสียงเส็งแซ่ทั่วท้องพระโรง...โจวอี้หานมาดมั่นภายในใจ เขาแค่ต้องการหักหน้าซ่งจินเหลียงก็เท่านั้น อย่างไรเสียการมีสนมอัปลักษณ์ถ้าถูกพูดถึงมากๆ ก็ต้องมีแต่อับอาย โจวอี้หานนึกไม่ถึงว่าซ่งจินเหลียงจะตาต่ำนัก ถ้าเป็นเขาแล้วละก็คงจะเลือกซูลี่แน่ๆ

คำตอบที่เฝ้ารอกลับแทนที่ด้วยความว่างเปล่า ซ่งจินเหลียงทำเพียงแค่จิบสุราด้วยท่าทีสบายอย่างไม่คิดที่จะเล่า ความทรงจำบางอย่างไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นได้รู้

ผ่านมาได้ครู่หนึ่ง...หนิงลี่รู้สึกอึดอัดจนหายใจแทบไม่ทั่วท้อง สุราชั้นเลิศจากแคว้นโจวถึงจะมีฤทธิ์อ่อนแต่มันกลับทำให้ร่างกายของหนิงลี่ร้อนรุ่มจนรู้สึกแปลกๆ

“เจ้าไม่สนุกหรือ”

ซ่งจินเหลียงหันมาถาม สีหน้าพราวระยับด้วยฤทธิ์สุรา

หนิงลี่พยักหน้ารับ รับรู้ได้ถึงอาการสั่นของมือตัวเอง

“ข้า...”

ลำคอแห้งผากราวกับว่าอยากกระหายในน้ำ ทั้งตัวสั่นสะท้านไปหมด...หรือเป็นเพราะสุรากันนะหนิงลี่จึงได้ผิดแปลกไปจากเดิมเช่นนี้

“ข้าเองก็รู้สึกเมาเช่นกัน”

ซ่งจินเหลียงกล่าวนาบเนิบ ร่างกายของเขาร้อนรุ่มไม่แพ้กัน

โจวอี้หานยังคงนั่งอยู่ที่เดิม จิบสุราดูรอความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะทุกอย่างถูกวางแผนไว้หมดแล้ว หากซ่งจินเหลียงเกิดอาการขึ้นมา คนของโจวอี้หานที่ได้ซับเปลี่ยนตัวกับคนของซ่งจินเหลียงได้ปลอมตัวเข้ามาหมดแล้ว ซ่งจินเหลียงแม้จะรอบคอบแต่บางครั้งความรอบคอบนั้นก็จะแว้งกัดตัวเองอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

โจวอี้หานแทบอดใจไม่ไหว นึกอยากเห็นรุ่งอรุณในวันพรุ่งนี้ ซูลี่ที่มีสัมพันธ์ทางกายกับซ่งจินเหลียง ใช่เสน่ห์เฉพาะตัวให้ยอมรับแต่งตั้งขึ้นเป็นพระสนม หลังจากนั้นก็จะให้ซูลี่เป็นไส้ศึกคอยหลอกล่อให้ซ่งจินเหลียงหลงใหลจนหลงลืมภารกิจบ้านเมือง เมื่อแคว้นเข้าสู้ช่วงอ่อนแอโจวอี้หานก็จะตลบหลังกลับโดยการบุกเข้ายึด นำชัยชนะมาสู่แคว้นโจว พระบิดาที่อยู่อีกเมืองจัดตั้งกองทัพไว้รออยู่ล่วงหน้า คอยฝึกทหารให้แข็งแกร่งมีความพร้อมในการสู้รบ ยิ่งได้แม่ทัพซูลี่เข้ามาร่วมด้วย โจวอี้หานมั่นใจเลยว่าเขาจะต้องเป็นผู้ชนะ!

“ฝ่าบาท ท่านดูไม่สู้ดีนัก ใบหน้าท่านซูบซีด ข้าว่าท่านไปพักผ่อนเถิด”

เสนาอำมาตย์ผู้หนึ่งคือยินหย่งได้กล่าวขึ้น

เสนาอำมาตย์ผู้นี้มีแผนร้ายอยู่ในใจเฉดเช่นเดียวกับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจว มันอาจผิดต่อองค์ฮ่องเต้ แต่ด้วยความจงรักภัคดีไม่อาจทำให้เขานิ่งเฉย พระสนมที่ขัดจารีตประเพณี พระสนมผู้มีใบหน้าไม่งดงาม ไม่อาจให้อยู่เคียงค้างฮ่องเต้ผู้สง่างามได้แม้สักนิด

ยินหย่งยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับโจวอี้หานในการพลักดันให้ซูลี่เป็นพระสนม โดยที่ยินหย่งไม่รู้ตัวเลยว่ามันเป็นความคิดที่โง่เขลา...เขาแค่ถูกหลอกใช้

ความไม่รู้นี้ถูกปิดบังได้อย่างแนบเนียน คิดแค่ว่าต้องกำจัดหนิงลี่ให้ออกห่างจากพระวรกาย แล้วพาซ่งจินเหลียงไปในห้องพักที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้เป็นอย่างดี

“นั่นสิ เราคงเมาแล้วจริงๆ”

ซ่งจินเหลียงเกิดอาการมึนเมา เริ่มพยุงตัวเองไม่อยู่

“ถ้าเช่นนั้นฝ่าบาททรงกลับห้องรับรองเถิด ข้าน้อยจักให้หญิงรับใช้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด” ยินหย่งกล่าวขึ้นอีกครา

ซ่งจินเหลียงพยักหน้ารับ

โจวอี้หานผินหน้ามองแม่ทัพต้าฉีที่ยังคงนั่งดื่มสุราอยู่กับที่ สองสายตาสบประสานพร้อมกับรอยยิ้มแห่งชัยชนะ...อีกไม่นานเกินรอ

ซ่งจินเหลียงเดินออกมาจากงานเลี้ยงแล้ว เหลือแต่เพียงหนิงลี่ที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สองมือกอดตัวเองไว้แน่น อากาศในตอนกลางคืนมันไม่ได้หนาวจนถึงขนาดหนาวสั่น แต่พฤติกรรมของหนิงลี่กลับผิดแปลกไปจากเดิม ซูลี่ที่คอยลอบสังเกตมาตั้งแต่ต้นเริ่มเห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง

มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว!

เมื่อทุกอย่างที่วางแผนไว้ได้เริ่มต้นขึ้น หนิงลี่จะต้องอับอาย ซ่งจินเหลียงที่ถูกพาไปพักผ่อนที่ห้องจะต้องกำลังทุรุนทุรายไปด้วยความกระหายอยาก และซูลี่ก็เป็นผู้ดับความกระหายนั้น

โครม!...

 

จิ๊บ...จิ๊บ

เสียงนกกู่ร้องในตอนเช้าตรู แสงแดดสาดส่องมายังหน้าต่าง กายงามนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ท่าทีอิดโรย ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับว่าเพิ่งไปมีเรื่องกับใครมาเสียอย่างนั้น ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นซูลี่...

มีเพียงผ้าห่มสีขาวปิดทับไม่ให้เห็นส่วนที่ล่อแหลม เมื่อถูกแสงแดดกระทบหน้าซูลี่จึงค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้น แพรขนตายาวเป็นงอนกระพริบตาปริบๆ เพื่อปรับสภาพให้มองเห็นชัดเจน ซู่ลี่เผยยิ้มแผ่ว รู้สึกเจ็บไปทั้งเนื้อทั้งตัว โดยเฉพาะตรงช่วงล่าง

มันช่างเป็นความเจ็บปวดที่...มีความสุข

ซูลี่นึกอยากหัวร่อออกมาให้ดังๆ อยากป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าตนเองได้ทำสำเร็จแล้ว

“ฝ่าบาท”

เอ่ยเรียกผู้ยืนอยู่ตรงริมหน้าต่าง เส้นผมยาวพลิ้วไหวสะท้อนรับกับแสงอาทิตย์

ซูลี่นึกอยากเดินเข้าไปโอบกอดแผ่นหลังแกร่งนั่น อยากซุกหน้าลงบนไหล่กว้าง ทว่าร่างกายกลับไม่เอื้ออำนวยให้อย่างใจคิด

“เจ้าฟื้นแล้วรึ”

ซูลี่ช่างมีความสุขเสียจนอดยิ้มแก้มปริมิได้

หวนนึกถึงใบหน้าของหนิงลี่ยิ่งสะใจ...ทว่าความคิดนั้นกลับหยุดลงเมื่อซูลี่คิดไม่ออกว่าหนิงลี่ทำสีหน้าเช่นไรกันแน่ เมื่อคิดไม่ออกซูลี่จึงเลิกคิด เรื่องของหนิงลี่ไม่สำคัญเท่าซ่งจินเหลียง หลังจากที่ได้เป็นพระสนมแล้วจะจัดการยังไงก็ได้ หนิงลี่ก็เป็นเพียงแค่เศษสวะ...จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

“รู้สึกเช่นไรบ้าง”

“ฝ่าบาท เป็นห่วงข้า”

“คนงามเช่นเจ้า ข้าจะไม่เป็นห่วงได้เยี่ยงไรเล่า”

ซูลี่นึกภูมิใจในรูปหน้าตัวเองยิ่งนัก มือนิ่มพลางลูบใบหน้าตัวเองก่อนจะยันกายให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสวยกลมโตฉ่ำเยิ้มทอประกายไปด้วยความหวัง

ซูลี่นึกลำพองใจจนหลงลืมรอบด้าน

“ฝ่าบาท แล้วเช่นนี้ท่านจะแต่งตั้งเป็นพระสนมเมื่อใด”

“หืม เจ้าพูดเรื่องอันใดรึ”

ซ่งจินเหลียงกล่าวนาบเนิบ แต่คำกล่าวนั้นกลับทำให้คนฟังไม่ค่อยชอบใจนัก ฮ่องแต้แคว้นฉินทำเหมือนไม่แยแส หรือเห็นเขาเป็นเพียงแค่ที่ระบาย ความร้อนรนที่มีมากจึงทำให้ซูลี่เก็บความเจ็บที่สะโพกลุกขึ้นยืน ซ่งจินเหลียงจะทำเช่นนี้ไม่ได้! คิดจะไม่รับผิดชอบกันอย่างนั้นหรือ!

“ฝ่าบาท! ข้าเป็นของท่านแล้ว ท่านจะทอดทิ้งข้าไม่ได้”

“เจ้าเป็นของข้าเมื่อใดกัน”

“ก็ท่าน!...”

ซูลี่ชื้มือไปที่เตียง...ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ซูลี่ถึงกับพูดไม่ออก ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้าน ริมฝีปากบางสั่นระริกเมื่อเห็นบุคคลอื่นอยู่ในห้อง...ในห้องที่มีบุคคลที่สาม

เป็นไปไม่ได้! มันเป็นไปไม่ได้! ซูลี่ไม่มีทางคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง!

ซ่งจินเหลียงหัวร่อให้กับแผนการตื้นๆ ที่ไร้ความคิด แม่ทัพผู้นี้นอกจากความงามแล้ว ความรู้ความสามารถในการวางแผนกลับไม่มีแม้แต่น้อย

นี่นะรึแม่ทัพผู้พาต้าฉีชนะศึกสงคราม ขนาดเด็กอมมือยังรู้ว่ากำลังวางแผนร้ายอันใด มันช่างน่าขันให้กับความทะเยอทะยานที่ไม่รู้จักสิ้นสุด คิดหล่อล่อด้วยแผนการตื้นๆ ซ่งจินเหลียงผู้ได้ชื่อว่าชนะศึกสงครามแปดทิศ เป็นที่เกรงขามต่อบรรดาเหล่าแคว้นรอบด้าน หากต้องมาตกหลุมด้วยแผนการเช่นนี้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกันเล่า

“ท่านหลอกข้า! ท่านโกหกข้า!”

“ท่านแม่ทัพซู หรือข้าจะให้ขุนนางในเลี้ยงเมื่อคืนเป็นสักขีพยานให้กับความรักของเจ้ากับโจวอี้หานเช่นนั้นรึ”

ซูลี่นิ่งงัน ใบหน้าสวยขมวดคิ้วเป็นปมยากจะคลาย

เมื่อคืน...เมื่อเริ่มใช้ความคิด ภาพเหตุการณ์ในท้องพระโรงก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความว่างเปล่า...คนที่ล้มหากใช่เป็นหนิงลี่ไม่!...คนที่ทุรนทุรายหากใช่เป็นหนิงลี่ไม่!...คนที่ร้องขออย่างเร้าร้อนหากใช่หนิงลี่ไม่!

เมื่อได้ยินเสียงดังโครมใหญ่ ผู้ที่ล้มไปกับพื้นคือตนเองกับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจว สองร่างบิดการอย่างเร้าร้อนวิงวอนขอให้เหล่าทหารหรือเสนาบ่ดีช่วยในการขับความร้อนรุ่มที่สุมไปทั่วร่างดั่งไฟเผาผลาญ ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้พบเห็นอย่างหน้าสมเพช

แม่ทัพใหญ่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง สองมือทุบไปที่ผ้าห่มผืนหนาสีสดจนปลุกให้โจวอี้หานตื่นจากภวังค์ความฝัน กายใหญ่ที่ไร้อาภรณ์เฉดเช่นเดียวกับคนข้างกาย ทอดมองทั้งสองร่างด้วยความนึกฉงน

“เจ้า? ฝ่าบาท?”

เหตุใดเล่าจึงได้มาอยู่ในสภาพเช่นนี้กับซูลี่

“ไอ้บ้า! อ๊าก! ไอ้ชั่ว! ไอ้สารเลว!”

เมื่อไม่อาจลงกับจักรพรรดิวิปลาสได้ ซูลี่จึงได้ลงมือทุบตีไปบนร่างของโจวอี้หานเพื่อระบายความแค้นที่อัดแน่นในอก องค์รัชทายาทที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวชั่วครู่จึงได้เป็นฝ่ายถูกกระทำก่อนลงทำในสิ่งที่หยาบช้า ฝ่ามือใหญ่ฟาดไปที่ใบหน้าของซูลี่อย่างแรง

เพียะ!

“เจ้าบังอาจนัก!”

โจวอี้หานคือรัชทายาท คือผู้ที่จะครอบครองบัลลังก์...ซูลี่เป็นเพียงแค่แม่ทัพบังอาจดีนักที่กล้ามาสามหาว! สมควรแล้วที่จะโดนลงโทษ!

“ท่านกล้าทำร้ายข้า!”

“ข้าจะสั่งตัดหัวเจ้า หากเจ้ายังไม่หยุด!” โจวอี้หานลุกขึ้น ชี้หน้าอย่างมาดร้าย

ซ่งจินเหลียงหัวเราะให้กับเหล่าผู้แสดงที่บัดนี้ได้กลายร่างมาเป็นหมาป่าที่สามารถแว้งกัดผู้คนรอบด้าน ชายชั่วสองคนช่างเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก หนึ่งคนก็ใช้เสน่ห์มายา ใช้ใบหน้าที่สวรรค์สรรสร้างมาทำเรื่องบัดสี อีกหนึ่งคือบุรุษผู้ทะเยอทะยาน ต้องการอำนาจไม่มีที่สิ้นสุด

โจวอี้หานผินหน้ามองบุรุษรูปงามตรงหน้า ใบหน้าเกรี้ยวกราดพลันซีดเซียวเป็นไก่ต้ม ล่วงรู้ถึงแผนการที่ล้มเหลวแม้ไม่ต้องเอ่ย

คราวนี้ถึงคราวตายเป็นแน่!

“รัชทายาท ท่านสมควรขอบคุณข้าที่ข้าหาชายาได้เหมาะสมกับท่านให้ ท่านทำหน้าเช่นนี้ไม่ดีใจรึ”

โจวอี้หานรู้แน้แท้แล้วว่าตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ข่มอารมณ์ขุ่นมัวยกมือขึ้นประสานเพื่อทำการขอบคุณผู้ที่อยู่เหนือกว่า “ข้าโจวอี้หาน ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงมีเมตตา”

“เอาเถิด ข้าถือให้เป็นของขวัญแก่ท่าน”

โจวอี้หานก้มหน้ากัดฟันกรอด นึกแค้นใจซูลี่นัก! ที่บังอาจวางแผนการราวเด็กอมมือจนซ่งจินเหลียงจับได้!

อาภรณ์ไหมชั้นเลิศถูกสะบัดไปทางด้านหลัง ซ่งจินเหลียงก้าวเท้าเดินออกจากห้อง ใบหน้าร้ายหันมองสองร่างเพียงเสี้ยวหนึ่ง

“คงถึงเวลาที่ท่านกับว่าที่พระชายาคงต้องกลับไปได้แล้วกระมั้ง คงได้เตรียมงานอภิเษกกันอุตหลุดแน่แท้ ถึงคราวที่ข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนแคว้นโจวบ้าง ท่านว่าอย่างไร...องค์ชาย”

โจวอี้หานน้อมรับอย่างไม่พึงประสงค์ “แคว้นโจวยินดีต้อนรับฝ่าบาท”

“ดี...ดี...แล้วข้าจะหาเวลาไปเยี่ยมเยียนเสด็จพ่อของท่าน”

สิ้นคำก็เหลือแต่เพียงความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ มันเป็นเพียงแค่คำพูดที่ดูเหมือนว่างเปล่าไร้นำหนัก หากแต่ทุกคำที่เอ่ยกลับสร้างความสะพรึงให้แก่ผู้ฟังไม่น้อย นั่นหมายถึงซ่งจินเหลียงอาจล่วงรู้ถึงแผนการที่ได้วางเอาไว้ โจวอี้หานไม่อาจเสี่ยง หากผู้ได้ชื่อว่าองค์ฮ่องเต้ผู้เข่นฆ่าพี่น้องเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ไปยังดินแดนแคว้นโจวนั้นไซร้ แคว้นจะไม่เกิดอันตราย อาจถึงคราวล่มสลายก็เป็นได้!

“เฉินชุน!”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

ทหารคนสนิทวิ่งมาจากด้านนอก คุกเข่ารอรับคำสั่ง

“กลับลั่วหยาง!”

--------------

TAKE


มีเรื่องให้ช่วยหน่อยจ้า ระหว่าง ปก 1 2 3 เรียงตามลำดับเลยนะ อันไหนดี

ทำความเข้าใจก่อนนะคะ

อันนี้เทคไม่ได้ทำขายนะคะ ยังไม่ทำเป็นออเดอร์ ยังไม่ได้เปิดพรี แค่ทำมาเล่นๆ ให้เลือกปก อย่าเข้าใจว่าเปิดพรีน้าาา เนื่องจากว่าเทคอยากทำเก็บไว้เองก่อนเลยจะค่อยๆ ทะยอยทำทีละเล่ม เก็บไว้เองกับตัว

ส่วนเรื่องนี้มี สนพ.จองไว้แล้วจ้า แต่ทุกวันนี้เทคก็ยังไม่มั่นใจ เลยยังเงียบๆ ไว้ก่อน แต่ที่แน่ๆ รอจบแล้วค่อยทำเป็นเล่มดีกว่าเนอะ

------------------

เรื่อง ชายาเหนือเขนย

1

“พระชายา! พระชายาเพคะ! พระชายาซือฉีเพคะ!”

เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่านางรับใช้ในวังเอ่ยเรียกซือฉี...ไม่สิ ที่ต้องถูกคือเอ่ยเรียกข้าที่อยู่ในร่างซือฉีต่างหาก เสียงของพวกนางดังจนน่าหนวกหู อยากรู้นักว่าปากทำด้วยนกแก้วหรืออันใด ใยถึงได้เปล่งเสียงได้น่ารำคาญขนาดนี้นะ

ข้าหงเหอไม่ชอบยิ่ง!

นับตั้งแต่ข้ามาอยู่ในร่างของซือฉี ก็ปาไปเกือบสามเดือนแล้ว...เป็นสามเดือนที่ข้าต้องทรมานจนแทบจะกระอักเลือดตายให้รู้แล้วรู้รอด! ไม่คิดว่าภายในวังที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายจะทำให้ข้าลำบากได้เพียงนี้ เดิมทีข้าก็เป็นร่างของดอกหญ้าริมแม่น้ำในปรโลกอยู่แล้ว เรื่องขนบธรรมเนียบในวังหลวงมีรึที่ข้าจะรู้ พอมาอยู่ในฐานะพระชายามันทำให้ข้าลำบากใจจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอน

เมื่อครานั้น...ที่ข้าลืมตาตื่นขึ้นมาก็ถูกหมอหลวงตรวจอย่างละเอียด พวกเขาถามข้าหลายประโยค แต่ข้าไม่รู้จักพวกเขาจึงตอบไม่ได้ พวกเขาจึงได้สรุปสั้นๆ ว่าข้าความจำเสื่อม

ข้าไม่ได้ความจำเสื่อม! แต่ข้าไม่รู้จักใครต่างหาก!

ข้าเคยบอกพวกเขาครั้งหนึ่งถึงที่มาที่ไป บอกว่าข้าไม่ใช่ซือฉี แต่พวกเขากลับหวาดกลัวและเอาหมอผีมาไล่ข้าราวกับเป็นวิญญาณร้ายเสียอย่างนั้น ความนึกรำคาญใจที่ต้องมานั่งตัวเปียกปอน ข้าจึงได้แสร้งทำเป็นผีออกจากร่างแล้วกลายเป็นซือฉีที่ความจำเสื่อมในที่สุด

นับว่าการแสดงของข้าไม่เลวนักทีเดียว พวกนั้นเชื่อซะสนิทใจ

ข้าเบื่อที่ต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในวังหลวง จึงได้แอบหนีคิดจะไปเที่ยวเล่นข้างนอกเป็นบางครั้ง แต่ก็ถูกจับได้ทุกที พอได้ออกไปจากวังจริงๆ ตัวข้าก็ไร้อิสระ ข้าต้องมีคนคอยติดตามอย่างน้อยยี่สิบคน เดินไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ จับโน่นจับนี่ก็ไม่ได้ พวกนั้นทำเหมือนว่าข้าเป็นนักโทษ

แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนเมื่อครั้งก่อนๆ ข้าจะต้องหนีให้ได้!...ข้าเลยได้หลอกล่อให้สาวใช้ไปในครัว แสร้งว่าปวดท้องหนักก่อนที่จะหนีออกมา แต่ก็ดันหูไวตาไวกันจึงทำให้ข้าต้องมาลำบากขนาดนี้

“พระชายาซือฉีอยู่นั่น”

หญิงสาวใช้นางหนึ่งชี้มาที่ข้าที่กำลังปีนป่ายกำแพง

แย่ละ!...อารามความตกใจมีมากจึงทำให้ข้าพลาดพลั้งก้าวขาผิด ตัวของข้าร่วงไปอีกฝั่งกำแพง คิดว่าคงต้องเจ็บมากแน่ๆ

การที่ข้ามาอยู่ในร่างซือฉีเช่นนี้มันไม่เท่าไหร่ดอก แต่ทำไมพลังเซียนที่ข้าตั้งใจบำเพ็ญมาเป็นแสนปีต้องหายไปด้วยนะ! สวรรค์ช่างใจร้ายกับข้าเสียจริง

ข้าหลับตาแน่น ในชั่วขณะหนึ่งที่คิดว่าตัวเองกำลังจะตกถึงพื้นกลับมีความรู้สึกว่าถูกใครบางคนโอบอุ้ม ข้าลืมตาขึ้นมาอีกครา ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง

บุรุษสูงใหญ่รูปร่างกำยำล่ำสัน สวมอาภรณ์ไหมชั้นเลิศที่ประดับด้วยเครืองประดับทองคำ รวบผมดำขลับยาวไว้ด้านหลังครึ่งศีรษะรับกับใบหน้าหล่อเหลา

ไท่กุน! สวามีของซือฉี!

#เอามาให้อ่านเล่นๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น