jackxy wu

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 14 Because 143

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2560 01:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 14 Because 143
แบบอักษร

Chapter 14

Because 143

[Hactor’s Part]

“สรุปทางฝั่งแกก็โดนเหมือนกันงั้นเหรอ?”

ผมขมวดคิ้วมุ่น ตาจ้องหน้าเจฟผ่านหน้าจอโน้ตบุ๊ค ตอนนี้ผมกำลังสไกป์คุยกับมันเรื่องกองทัพผีป่วนเมืองเพราะเห็นว่ามันเองก็เป็นผู้พิทักษ์ น่าจะพอให้คำปรึกษาอะไรได้บ้าง กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่ทางฝั่งผมที่โดนผีถล่ม แต่เขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่วอชิงตัน ดี.ซี. เองก็โดนถล่มเหมือนกัน และไอ้เพื่อนยากของผมก็เพิ่งกลับจากสนามต่อสู้ ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อยก็โดนผมสไกป์มากวน ที่ไทยตอนนี้เป็นช่วงเช้า ที่นู่นก็คงมืดแล้วแหละ แต่ถึงจะรู้ตัวว่ารบกวนเวลาพักผ่อนเพื่อน ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่

“เออ จู่ๆ ก็โผล่มา ไม่มีสัญญาณเตือนเลยสักนิด” เจฟย่นหัวคิ้วแล้วว่าต่อเสียงเครียด “ฉันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เล่นๆ แล้ว ไม่มีทางที่พวกวิญญาณจะก่อความวุ่นวายพร้อมๆ กันแบบนี้”

“ธชาบอกว่ามีปีศาจคอยบงการพวกวิญญาณ”

“ทางฝั่งฉันตัวการก็เป็นปีศาจระดับ A เหมือนกัน” เจฟสบตาผมนิ่ง “ฉันว่าต้องมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังพวกมันอีกทีแน่ๆ”

“ต้องเป็นคนที่มีอำนาจควบคุมปีศาจพวกนั้นสินะ”

“บางที...” เจฟมีสีหน้าครุ่นคิด “เรื่องนี้อาจเกี่ยวพันกับขาเก้าอี้พ่อแก...ฉันหมายถึงเฮดีสน่ะ”

“แกรู้?”

“เออสิ ข่าวเข้าหูฉันตั้งนานแล้วว่างานหมั้นของแกกับคุณธชาน่ะมีเบื้องลึกเบื้องหลัง” เจฟยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “มีคนจ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้เฮดีสกับพญายมราช แกถึงได้หมั้นกับคุณธชาเพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกจ้าวนรกมีสิทธิ์ผสานอำนาจข้ามเขตแดนใช่ไหมล่ะ”

“เออ ก็ทำนองนั้น”

“แย่นะ”

“ยังไง?”

“สุดท้ายมันก็เป็นแค่เรื่องผลประโยชน์” เจฟมองผมด้วยสายตาเห็นใจ “หมั้นกับคนที่ไม่ได้รัก แกคงอึดอัดแย่ใช่ไหมล่ะ?”

ผมเงียบไปทันทีที่เจฟพูดประโยคนั้นออกมา ทั้งที่ควรพยักหน้ารับแล้วบอกเห็นด้วยรัวๆ แต่กลับไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกจากปากผมสักนิด นี่ผม...ลังเลงั้นเหรอ ลังเลอะไรกัน ยังไงตอนแรกที่ผมโดนจับหมั้นกับธชาก็ไม่ได้มาจากความเต็มใจอยู่แล้ว แล้วทำไมถึง...

เดี๋ยวนะ ตอนแรกไม่เต็มใจ แล้วตอนนี้ล่ะ?

คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวทำเอาใจผมเต้นถี่ ทั้งที่ตอนนี้กำลังนั่งโง่อยู่ในห้องไม่ได้ไปวิ่งมาราธอนที่ไหนทั้งนั้น ผมเม้มปาก เผลอทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนไอ้เจฟร้องทัก ผมมองมันผ่านหน้าจอโน้ตบุ๊คแล้วส่ายหน้าให้น้อยๆ ก่อนตัดบท

“แค่นี้ก่อนนะ ฉันไม่รบกวนแกล่ะ”

“อ้าวเฮ้ย เดี๋ยวสิ...”

ผมกดตัดการเชื่อมต่อสไกป์โดยไม่รอให้เจฟโวยวายจนจบประโยคแล้วพับหน้าจอโน้ตบุ๊คปิด ทั้งห้องเหลือเพียงความเงียบกับเสียงเครื่องปรับอากาศ มันทำให้ผมมีเวลาคิดหาคำตอบของคำถามเมื่อครู่

ผมคิดยังไงกับธชา?

ไม่รู้สิ ถ้าให้ไล่ตั้งแต่ตอนแรกก็รำคาญล่ะมั้ง คนบ้าอะไรยิ้มได้ยิ้มดีแถมยังดูเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ ยิ่งตอนที่เขาทำเป็นเล่นๆ กับผม ผมก็ยิ่งไม่ชอบหน้าเขาเข้าไปใหญ่ อีกทั้งประเด็นเรื่องตำแหน่งรุกรับที่เราสองคนไม่ยอมกันง่ายๆ ด้วย ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาคือคู่แข่งที่จะแพ้หรืออ่อนข้อให้ไม่ได้

แต่ความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมยอมให้เขาสัมผัสและผมเองก็อยากสัมผัสเขากลับ อาการแปลกๆ ที่เกิดขึ้นอย่างใจเต้น หน้าแดงหรือแม้กระทั่งทำตัวไม่ถูกเวลาธชายิ้มให้ และความเป็นห่วงของผมที่มีต่อเขา มันเป็นความรู้สึกที่...รุนแรงจนผมยังตกใจ ผมไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกประเภทไหน อันที่จริงแล้วผมก็แค่...

...ไม่อยากยอมรับ

“เสียหน้าจะตายชัก”

ผมพึมพำกับตัวเอง คิ้วขมวดมุ่นกับความรู้สึกที่ตีกันในใจ ผมสะบัดหัวไปมาแล้วเหลือบตามองนาฬิกาบนผนังห้อง จะเก้าโมงเช้าแล้ว ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ห้องตรงข้ามผมจะกินอะไรหรือยัง ไม่สิ...เจ้านั่นจะลุกไปอาบน้ำได้หรือเปล่าเถอะ เป็นแผลที่สีข้างแบบนั้นขยับตัวยากจะตาย

ในระหว่างที่คิดก็เผลอตัวลุกเดินไปทางประตูห้อง รู้ตัวอีกทีผมก็มายืนอยู่หน้าห้องธชาแล้ว อา...ให้ตายสิ นี่ผมเหม่อลอยขนาดเดินมาหน้าห้องเขาแบบไม่รู้ตัวหรือไง

“เอาคีย์การ์ดไหม?”

เสียงทุ้มกระซิบข้างหูจนผมสะดุ้งหันกลับไปมองแทบไม่ทัน

“คุณรักษ์?” พอเห็นว่าเป็นรักษ์ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ด้านหลังผมก็เผลอชักสีหน้าใส่ “อย่ามาเงียบๆ ได้ไหมเนี่ย?”

“ขอโทษทีๆ ติดเป็นนิสัยน่ะ”

“นิสัยเสียชะมัด”

“เอาน่า” เขาว่าพลางโบกคีย์การ์ดไปมาตรงหน้าผม “ว่าแต่จะเอาคีย์การ์ดห้องธชาหรือเปล่า?”

“ทำไมผมต้องอยากได้ด้วย”

“ไม่รู้สิ” รักษ์มองหน้าผมแล้วคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนรู้ทัน “เผื่อนายอยากเข้าไปดูแลคนเจ็บข้างในล่ะมั้ง?”

“อย่ามาทำเป็นรู้ดี”

“สรุปคือไม่เอา?” รักษ์เลิกคิ้วใส่เหมือนไม่เชื่อ ผมแค่นเสียงเหอะ ไม่ตอบอะไรแต่ยื่นมือไปคว้าคีย์การ์ดจากมือเขา รักษ์หัวเราะเบาๆ คล้ายจะชอบใจ

“ไม่ต้องตามเข้าไปล่ะ”

“เชิญสวีตกันตามสบายครับผม”

ผมเมินน้ำเสียงล้อเลียนของเขาแล้วแตะคีย์การ์ดเข้าไปในห้องธชา แต่ก้าวขาเข้ามาในห้องไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงของตกดังลั่นมาจากทางห้องนอน ผมขมวดคิ้ว เร่งความเร็วฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว พอเปิดเข้าไปก็เห็นธชากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงทำท่าจะลุกไปไหนสักที่ ข้างเตียงมีเศษนาฬิกาตั้งโต๊ะตกแตกกระจาย

“นั่นจะลุกไปไหนฮะ” ผมว่าเสียงเข้มจนธชาเงยหน้ามอง

“นายเข้ามาได้ไงน่ะ”

“ฉันถามว่าจะลุกไปไหนไม่ได้ให้มาย้อนถาม” ผมบ่นแล้วเดินไปช่วยประคองเขาให้นั่งดีๆ พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยเศษนาฬิกาไปกองข้างกำแพง ธชาเหลือบตามองผมก่อนจะ...ยิ้ม แถมยังยิ้มหวานตาเป็นประกายซะด้วย

“ว่าจะไปเข้าห้องน้ำน่ะ”

“ไม่เจียมตัวเอง” ผมว่าเสียงดุแล้วกดไหล่เขาเป็นเชิงไม่ให้ลุก “อยู่นี่แหละ เดี๋ยวเช็ดตัวให้ แผลนายห้ามโดนน้ำไม่ใช่หรือไง”

“ที่จริงแค่จะไปแปรงฟันน่ะ” ธชายิ้ม เขาเงยหน้าจ้องผมตาหวาน “ยังไงช่วยพาไปหน่อยสิ”

“จริงๆ เลยนายนี่”

ผมส่ายหน้าเหมือนเหนื่อยใจ แต่เอาเข้าจริงก็พยุงธชาไปหน้าอ่างล้างหน้า บีบยาสีฟันใส่แปรงให้เขาเสร็จสรรพ ขาดก็แค่บริการแปรงฟันให้แค่นั้นแหละ ธชาเองก็ดูเหมือนอยากจะให้ผมเซอร์วิสมากกว่านี้ แต่ขอโทษที มือเขายังอยู่ดีไม่ได้ด้วนได้กุด อย่าหวังว่าผมจะใจอ่อนช่วยเขาแปรงฟันเลย

พอเสร็จจากแปรงฟันผมก็พยุงธชากลับมาที่เตียงเหมือนเดิม ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าระหว่างทางเขาเอนตัวทิ้งน้ำหนักมาทางผมมากกว่าปกติ แถมยังเอียงหัวมาซุกมาซบอีก

ไอ้นี่มันแมวยักษ์ชัดๆ

“ถอดเสื้อรอเลย เดี๋ยวมา” ผมว่าพลางเดินหากะละมังใบเล็กมาใส่น้ำกับผ้าขนหนูสำหรับใช้เช็ดตัว

“ถอดตอนนี้เลยเหรอ” ได้ยินเสียงธชาดังแว่วมาในขณะที่ผมเปิดตู้เสื้อผ้าหาผ้าขนหนู เจ้าตัวหัวเราะเบาๆ “ไม่ยักรู้ว่านายอยากตอนนี้ แต่ฉันเจ็บอยู่นี่สิ บางทีนายอาจต้อง On Top นะแฮกเตอร์”

จบประโยคนั้นผมก็ถึงกับคิ้วกระตุก ธชานี่อยู่ดีไม่ว่าดีชอบหาเรื่องให้ผมโมโห ผมเดินหน้าตึงยกกะละมังกับผ้าขนหนูมากระแทกวางบนโต๊ะข้างเตียงแล้วจ้องธชาตาขวาง ดวงตาเรียวรีสีดำสนิทจ้องผมตอบอย่างไม่นึกกลัว แถมยังแพรวพราวคล้ายกับสนุกที่เห็นผมหงุดหงิด

ไอ้เวรนี่ รู้งี้น่าจะปล่อยให้ปีศาจแทงตายตั้งแต่เมื่อคืน!

“จะให้เช็ดตัวดีๆ หรืออยากเจ็บตัว” ผมว่าเสียงเรียบอย่างข่มอารมณ์สุดๆ

“แค่หยอกเล่นน่ะ” ธชาขยิบตาใส่ผม “ยิ้มหน่อยสิแฮกเตอร์ ฉันชอบมองนายยิ้มนะ”

เขาว่าด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ผมปรายตามองธชาแล้วแค่นเสียงใส่ มือหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำมาบิดหมาดๆ จากนั้นสะบัดน้ำใส่หน้าคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงจนเขาหลับตาปี๋

“ฉันจะไม่ยิ้มเพราะนายนี่แหละ เอ้า อยู่เฉยๆ จะเช็ดตัวให้”

ผมว่าพลางใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดลงบนตัวธชา เริ่มจากแผ่นอกกว้างน่ากัด...ไม่สิ ไม่ได้น่ากัด เมื่อกี้ผมแค่คิดเพ้อเจ้อไปเอง ผมย่นคิ้วกับความคิดชั่ววูบเมื่อครู่แล้วตั้งใจกับการเช็ดตัวให้เขาต่อ ธชาให้ความร่วมมือโดยการอยู่นิ่งๆ ทั้งตัวและปาก เขาไม่พูดจาหยอกล้อเหมือนปกติ มันทำให้ผมแปลกใจนิดหน่อยจนต้องแอบเหลือบมองหน้าเขา และสิ่งที่เห็นทำให้ผมรู้สึก...ทำตัวไม่ถูก

ธชาหน้าแดง...

แดงแบบลามไปถึงหู สารภาพตามตรงว่าผมอึ้งมากไม่คิดว่าเขาจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ มีไม่กี่สถานการณ์ที่ทำให้คนเราหน้าแดงได้ ไม่โกรธก็เขิน แน่นอนว่าธชาไม่มีทางโกรธผมแน่ๆ งั้นก็มีแค่คำตอบเดียวเท่านั้น

“หน้าแดงแบบนี้ นายเขินฉันหรือไง” ปากผมไปไวเท่าความคิด ธชาเม้มปากเล็กน้อย เขาชำเลืองตามองผมแล้วคลี่ยิ้มติดจะเขิน

“ก็สีหน้านายตอนจริงจังมันดูดีมากนี่นา” เขายอมรับเสียงเบา แล้วยกนิ้วเกาแก้ม “ยิ่งนายจริงจังเพราะดูแลฉันแบบนี้มันก็อด...เขินไม่ได้นี่นา”

อา...ให้ตายสิ ผมรู้สึกว่าตัวเองหน้าร้อนๆ ชอบกล

“หะ ห้ามเขิน!” ผมว่าเสียงเข้ม แสร้งตีหน้าขึงขัง

“เอ้า มันห้ามกันได้ด้วยเหรอ”

“ไม่รู้ล่ะ นายห้ามเขิน”

ผมยื่นคำขาด ได้ยินธชาบ่นอุบอิบแต่ก็ไม่คิดสนใจ จะหาว่าผมเผด็จการอะไรก็ช่างเถอะ เพราะถ้าปล่อยให้ธชาเขิน เรื่องมันไม่จบแค่เขาเขินคนเดียวแน่ แต่ผมเองก็พลอยจะเขินไปกับเขาด้วย เพื่อป้องกันบรรยากาศแปลกๆ ผมเลยต้องทำแบบนี้

พอสั่งเสร็จผมก็เลิกสนใจเขาแล้วตั้งอกตั้งใจเช็ดเนื้อเช็ดตัวธชาจนเสร็จเรียบร้อย แน่นอนว่าเว้นช่วงล่างเอาไว้เพราะเดี๋ยวเผลอไปเช็ดโดนอะไรๆ จนตื่นแล้วเกิดเลยเถิดจะยุ่งเอา

“จะทำแผลให้ด้วยเหรอ” ธชาถามเมื่อผมยื่นมือไปแกะผ้าพันแผลเขาออก

“เออสิ อยากแผลเน่าหรือไง”

“ต้องไม่อยู่แล้ว แต่ว่า...” เขาอึกอัก ดวงตาเรียวรีสีดำสนิทชำเลืองมองผม แววตาเขาคล้ายกับคิดว่าจะพูดดีหรือเปล่า จนผมต้องหรี่ตาตีหน้าดุใส่ ธชาถึงได้ส่งยิ้มแหยๆ ให้ “...นายจะไม่ถือโอกาสนี้ทำรุนแรงกับฉันใช่ไหม?”

“ทำไมฉันต้องทำรุนแรงกับนายด้วย?”

“ก็...เผื่ออยากเอาคืนที่ฉันชอบแกล้งนายบ่อยๆ”

ธชาตอบรับอ้อมแอ้มสลับกับเหลือบตามองผมเป็นระยะ พอเห็นอย่างนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ให้ตายสิ ธชาคิดว่าผมเป็นคนโหดร้ายป่าเถื่อนถึงขั้นรังแกคนเจ็บได้หรือไงกัน หึ...แต่ไหนๆ ก็คิดแบบนั้นแล้ว ถือโอกาสนี้แกล้งเขาสักหน่อยดีกว่า ผมแสร้งตีหน้าโฉดชั่วแล้วเหยียดยิ้มร้ายกาจ แอบเห็นว่าธชาหน้าตื่นเล็กน้อย

“นั่นสินะ คิดถูกแล้วล่ะ ได้โอกาสทั้งทีทำไมฉันต้องปล่อยไปด้วยล่ะ?”

“แฮกเตอร์อย่าใจร้ายกับฉันเลยน้า” ธชาว่าเสียงอ้อน แถมยังมองผมด้วยดวงตาแบบลูกแมวนั่นอีก แต่ผมรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากลูกแมวมันซ่อนเสือร้ายเจ้าเล่ห์เอาไว้

“คิดว่าฉันจะใจอ่อนง่ายๆ หรือไง?”

“ฉันเป็นคู่หมั้นนายนะ”

“แล้วไง” ผมกระตุกยิ้มมุมปาก ความรู้สึกของคนที่อยู่เหนือกว่ามันดีแบบนี้นี่เอง “แต่เห็นแก่ที่นายเป็นคู่หมั้นฉัน งั้นฉันจะให้โอกาสนายทำตัวดีๆ เอ้า! ลองอ้อนวอนขอร้องให้ฉันใจอ่อนดูซิ”

ผมได้ทียื่นข้อเสนอ ไหนๆ โอกาสก็มาแล้ว ขอใช้มันแกล้งให้ธชาอ้อนวอนขอร้องผมดูสักทีคงสนุกดีพิลึก พอผมพูดจบธชาก็นิ่งไป เจ้าตัวมองหน้าผมแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อยทำเอาผมใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ คิดว่าเขาจะโกรธ แต่ที่ไหนได้ วินาทีต่อมาเขากลับยิ้ม แถมยังยิ้มหวานแล้วคว้ามือผมไปจับไว้ ดวงตาเรียวรีสีดำสนิทช้อนขึ้นมองสบ

“มือไหนจะทำแผลให้ฉันน้า มือข้างนี้หรือเปล่า?” เขาว่าพลางบีบมือผมเบาๆ ก่อนดึงไปใกล้ตัวเองแล้วจรดริมฝีปากพรมจูบเบาๆ บนฝ่ามือ เล่นเอาผมสะดุ้ง ตั้งท่าจะชักมือออกแต่ธชากลับยึดไว้แน่น สัมผัสแผ่วเบาอ่อนโยนทำให้ผมรู้สึกวูบวาบในใจ ก่อนธชาจะช้อนตาขึ้นมองผมยิ้มๆ “จูบเมื่อกี้แลกกับความอ่อนโยนของนายได้ไหมน้า ว่าไงแฮกเตอร์ ได้หรือเปล่า นายจะอ่อนโยนกับฉันบ้างได้ไหม”

น้ำเสียงออดอ้อนที่มาพร้อมกับแววตาพราวระยับและรอยยิ้มหวานๆ ทำเอาผมไปไม่เป็น ได้แต่เม้มปากแน่นแล้วกลั้นใจดึงมือตัวเองออกมาก่อนที่ธชาจะทำให้ผมเป็นบ้าไปมากกว่านี้

“ใครจะบ้ารังแกคนเจ็บ ประสาท!”

ผมบ่นพึมพำแล้วก้มหน้าก้มตาจัดการทำความสะอาดแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ให้ธชา เสียงหัวเราะดังอยู่ใกล้หูจนนึกอยากซัดหน้าเจ้าของเสียงสักที ติดที่ความดีในตัวตะโกนกรอกหูผมว่าอย่าทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ไม่งั้นธชาไม่ได้มาลอยหน้าลอยตาอยู่แบบนี้แน่ๆ

หลังจัดการกับแผลและหาเสื้อผ้าชุดใหม่มาใส่ให้เขาเรียบร้อยแล้วผมก็โทรเรียกรูมเซอร์วิสให้เอาอาหารมาเสิร์ฟที่ห้อง รอไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ผมเดินไปเปิดและหลีกทางให้พนักงานเข็นรถเข็นอาหารและเครื่องดื่มของทั้งผมและธชาเข้ามาในห้อง หลังจัดเรียงอาหารลงบนโต๊ะจนเสร็จผมก็ทิปให้พนักงานส่งท้ายแล้วมองจนแน่ใจว่าเขาออกจากห้องแล้วถึงได้เดินกลับเข้าห้องนอนไปช่วยพยุงธชามาที่โต๊ะกินข้าว

“นั่งได้ไหมเนี่ย หรือจะให้ฉันเอาอาหารเข้าไปกินในห้องนายแทน?”

“ไม่เป็นไร ฉันไหว ไม่ได้เจ็บขนาดนั้น”

“แผลฉีกขึ้นมาอย่าโทษฉันแล้วกัน”

ผมรอจนธชานั่งลงดีแล้วและไม่มีทีท่าจะเจ็บอะไรถึงได้วางใจเดินมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามเขาแล้วเริ่มต้นทานอาหารเช้า บอกตรงๆ ว่าหลังจากเสียแรงช่วยเช็ดตัวทำแผลให้ธชาผมก็รู้สึกหิวหนักมาก ดีที่ธชาไม่ได้เจ็บมือ ไม่งั้นผมคงต้องป้อนข้าวป้อนน้ำจนไม่เป็นอันได้กินข้าวตัวเองแน่ๆ

“แฮกเตอร์”

“ว่าไง” ผมขานรับทั้งที่ยังก้มหน้าก้มตาจัดการมื้อเช้า

“นึกยังไงถึงมาช่วยเช็ดตัวทำแผลให้ฉันเหรอ?”

ผมชะงักมือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากแล้วเงยหน้ามองธชา เจ้าตัวตั้งข้อศอกกับโต๊ะเท้าคางมองผมด้วยสีหน้ายิ้มๆ ผมกลอกตา ไม่รู้จะตอบอะไรทั้งที่คำถามก็ไม่ได้ยาก

“จะรู้ไปทำไม”

“ก็อยากรู้” เขาว่ายิ้มๆ ดวงตาเป็นประกายแวววาว “ไม่ได้เหรอ?”

“ก็แค่สงสารคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้”

“เป็นห่วงก็บอกมาเถอะ” ธชาว่า ส่วนผมขมวดคิ้วแล้วตีหน้าบึ้ง

“ไร้สาระ สำคัญตัวผิดมากไปล่ะนายน่ะ”

“โธ่...ห่วงก็บอกว่าห่วง ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน”

“หุบปากแล้วกินข้าวตรงหน้านายไปซะ”

ผมตัดบทเสียงเข้ม ได้ยินธชาพึมพำอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่ทัน หรือถึงจะฟังทันก็จะไม่ใส่ใจเด็ดขาด สิ่งที่ผมควรใส่ใจคืออาหารเช้าตรงหน้า ไม่ใช่ใบหน้าคมๆ ตาสวยๆ หรือแม้กระทั่งรอยยิ้มหวานๆ ของธชา

เวร! ถึงจะบอกว่าไม่สนใจ แต่ยังไงก็สนใจอยู่ดี

“จะว่าไปแล้วฉันยังไม่ได้ไปคุยเรื่องเมื่อคืนกับลุงดลเลย” ธชาเปิดบทสนทนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งหัวข้อนี้ปลอดภัยกับหัวใจผมมากกว่าหัวข้อที่แล้ว ผมเลยยอมคุยกับธชาต่อ

“เรื่องวิญญาณพวกนั้นสินะ”

“อืม ฉันสังหรณ์ใจว่าเป็นฝีมือของพวกที่คิดจะเลื่อยขาเก้าอี้ป๊ากับเฮดีส” ธชาว่าพลางขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาสีดำสนิทฉายแววครุ่นคิด “แต่ฉันไม่รู้ว่ามันทำแบบนี้ทำไม”

“เพื่อล่อนายออกไปมั้ง” ผมออกความเห็น “อย่าลืมสิว่ามันหมายหัวพวกเราอยู่ แค่จัดการหนึ่งในพวกเราได้ก็ถือว่าสำเร็จ สัมพันธไมตรีระหว่างนรกถูกทำลาย พวกมันได้ประโยชน์เห็นๆ”

“แต่การทำแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์นะ” ธชาอธิบายในขณะที่มองหน้าผม “ฉันอาจจะออกไปหรือไม่ออกไปก็ได้ อีกอย่าง...พวกมันไม่ได้โจมตีจุดที่พวกเราอยู่ที่เดียว แต่ทุกเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ก็โดนพวกมันโจมตีเหมือนกัน”

“นายพูดเรื่องนี้ฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้”

“หืม อะไรเหรอ?”

“เมื่อเช้าก่อนมาหานายฉันสไกป์คุยกับเจฟ” ผมเล่าพลางสังเกตสีหน้าธชาไปด้วย “มันบอกว่าที่ดีซีก็โดนเล่นงานเหมือนกัน”

“ดีซีก็ด้วยเหรอ” ธชาทวนคำหน้าเครียด เขาขมวดคิ้วแน่นจนผมอยากเอานิ้วไปจิ้มแล้วคลายมันออก “พวกมันทำแบบนี้เหมือนกับ...ตั้งใจจะสร้างความวุ่นวายเลย”

“แต่เพื่ออะไร?” ผมเผลอกัดปากอย่างใช้ความคิด “ถ้าเป้าหมายมันคือพวกเราสองคนแล้วจะสร้างความวุ่นวายไปทั่วแบบนี้ทำไม”

“ไม่รู้สิ ฉันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ถ้าให้เดา...เขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วโลกอาจโดนจู่โจมแบบนี้เหมือนกัน”

“บ้าไปใหญ่แล้ว!”

ผมเผลอเสียงดัง แต่ให้ตายเถอะ ถ้าเป็นอย่างที่ธชาว่าจริงนี่มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ เลยนะ

“ฉันต้องรีบไปคุยกับลุงดล” ธชานิ่วหน้าแล้วทำท่าจะลุกจากเก้าอี้จนผมต้องร้องห้ามเสียงหลง

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวสิ หยุดเลยนะ!”

“มีอะไรหรือเปล่า” ธชาถามผมเหมือนกับไม่รู้ว่าที่ผมห้ามเขาเพราะอะไร

“เจ้าบ้านี่ นึกจะไปก็ไปหรือไงฮะ?!”

“เรื่องนี้เร่งด่วนมากจริงๆ แฮกเตอร์” เขามีสีหน้าลำบากใจ “ขอโทษที่ต้องปล่อยให้นายกินมื้อเช้าคนเดียวนะ”

“มันไม่ใช่เรื่องนั้น ให้ตายสิโว้ย!” ผมว่าพลางสบถอย่างหัวเสีย เผลอยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองแรงๆ แล้วถลึงตาใส่ธชา “เอาเป็นว่านั่งลงไปเดี๋ยวนี้ ข้าวยังไม่หมดจานไม่ต้องลุก!”

“แต่...”

“ธชา ฉันสั่งให้นายอยู่นี่ ลืมเรื่องพวกนั้นไปก่อนแล้วห่วงตัวเองจะดีกว่า”

ผมว่าเสียงเข้มให้เขารู้ว่าจริงจัง ธชาชะงักไป เขาขมวดคิ้วน้อยๆ ทำท่าเหมือนจะเถียง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วนั่งลงทานอาหารต่อตามที่ผมสั่ง บรรยากาศรอบตัวพวกเราเงียบลงจนผมรู้สึกหงุดหงิด ก็รู้หรอกว่าไม่มีสิทธิ์ไปสั่งเขาแบบนั้น ผมไม่ใช่เจ้าชีวิตธชา แต่ให้ตายยังไงผมก็ปล่อยเขาไปในสภาพนี้ไม่ได้จริงๆ ข้าวเช้าพร่องไปไม่ถึงครึ่งจาน แถมแผลยังไม่หายดี ร่างกายเป็นขนาดนี้แล้วยังจะพาตัวเองไปรับรู้เรื่องราวหนักสมองอีกหรือไง!

ผมทนกับบรรยากาศเงียบๆ ได้ไม่นานนักก็เผลอเหลือบตามองธชา ถึงเขาจะทำตามที่ผมสั่งแต่ก็ดูใจลอยเหมือนกับคิดเรื่องอะไรอยู่ตลอดเวลา เพราะแบบนั้นเลยไม่รู้ตัวว่าทำซอสเลอะมุมปาก ผมถอนหายใจ เอื้อมมือจะหยิบทิชชู่ แต่ต้องชะงักไปเมื่อมือชนเข้ากับมือธชาที่เอื้อมมาหยิบทิชชู่เหมือนกัน

พวกเราสองคนต่างหยุดทุกการกระทำแล้วมองหน้ากันนิ่งๆ ก่อนผมจะเป็นฝ่ายหมดความอดทนแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ สองมือตบลงบนโต๊ะเสียงดังแล้วผุดลุกขึ้น ตาจ้องหน้าธชาเขม็ง ดวงตาเรียวรีสีดำสนิทจ้องสบผมไม่หลบสักนิด ผมยื่นมือออกไป ใช้ปลายนิ้วปาดคราบซอสที่เลอะมุมปากธชาออกแล้วพูดเสียงแข็ง

“ถ้าเป็นห่วงก็ให้บอกว่าเป็นห่วงใช่ไหม?”

“...”

“เออ เป็นห่วง!” ผมยอมรับออกไปตรงๆ ธชาเบิกตากว้างเหมือนไม่อยากเชื่อว่าคนปากแข็งอย่างผมจะกล้าพูดคำนั้นต่อหน้าเขา ผมอยากเสตาไปทางอื่น ไม่อยากสบกับดวงตาสีดำคู่นี้ แต่กลับทำแบบนั้นไม่ได้สักนิด ผมสบตาธชาเขม็งแล้วพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมด “ดูสภาพร่างกายนายสิธชา แผลก็ยังไม่หาย เดินก็ไม่ค่อยจะไหว ข้าวเช้าก็กินไปไม่กี่คำแล้วผลุนผลันจะไปคุยเรื่องปวดหัวพวกนั้นอีก นายคิดว่าฉันจะยอมให้นายทำแบบนั้นหรือไง ร่างกายแย่อยู่แล้วยังจะไปรับเรื่องหนักๆ มาให้ปวดหัวเพิ่มเติมอีกเหรอ นายไม่ห่วงตัวเองเลยสักนิดแบบนี้มันทำให้ฉันหงุดหงิดเป็นบ้าเลยว่ะ!”

“แฮกเตอร์...”

“ห่วง! ห่วงมาก ห่วงมากๆ ฉันตะโกนกรอกหูนายดังขนาดนี้เข้าใจบ้างไหมฮะ! ยังจะฝืนทำอีกไหมไอ้เวรเอ๊ย!”

ผมหอบหายใจหนักหลังตะโกนระบายทุกความรู้สึกใส่หน้าธชาจนเกลี้ยง เจ้าตัวดูอึ้งไปที่เห็นผมมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ ก่อนที่เขาจะคลี่ยิ้มให้ผม มันเป็นรอยยิ้มที่...อ่อนโยนจนทำให้ผมใจเย็นลง ธชาใช้ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายจ้องผม แล้วเขาก็พยักหน้ารับ

“อื้ม ฉันเข้าใจแล้ว ขอบใจนะแฮกเตอร์”

ผมทรุดตัวนั่งลงทันทีที่เขารับปาก ตอนนั้นเองที่เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ผมไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขาจนได้แต่ยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองแล้วบ่นพึมพำไปตามประสา ธชาเองก็ไม่ได้พูดจาล้อให้ผมอายเหมือนอย่างที่คิด เขาเงียบ เงียบรอจนผมกลับมาเป็นปกติ ผมเม้มปากแน่น ยื่นมือไปกุมมือธชาแล้วบีบเบาๆ

“เรื่องเมื่อกี้...ห้ามล้อนะ”

“อืม ไม่ล้อ” ธชาอมยิ้มจนผมต้องสำทับเพิ่มเติม

“ห้ามหลงตัวเองด้วย” ผมว่าพลางเสตาไปทางอื่น “ฉันหลุดแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ อย่าได้ใจไป”

“อาฮะ ไม่หลงตัวเอง ไม่ได้ใจ”

“รู้แล้วก็ดี”

ผมว่าแล้วทำท่าจะดึงมือออก แต่คราวนี้ธชากลับเป็นฝ่ายจับไว้แน่นแทน ผมขมวดคิ้ว ส่งสายตาเป็นเชิงถามว่ามีอะไร ธชายิ้มให้แล้วกระชับมือผม

“ฉันเคยบอกว่าชอบนาย...” ธชาเงียบทิ้งระยะให้ผมได้คิดทวน แล้วน็อกดาวน์ผมด้วยประโยคต่อมา “แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันไม่ได้ชอบนายแล้ว...”

“หมายความว่าไง?!” ผมชักสีหน้า ตั้งท่าจะอาละวาดเพราะแค่ธชาบอกไม่ได้ชอบผมแล้ว แต่ก็ต้องชะงักค้างเมื่อเขาพูดประโยคต่อมา

“เพราะดูเหมือนความรู้สึกฉันมันจะมากกว่าคำว่าชอบแล้ว :)”

“นะ นาย?!”

“ฉันรักนายแฮกเตอร์”

ธชายิ้มให้ผมอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่คำพูดเขาปั่นป่วนจิตใจผมจนได้แต่นั่งหน้าร้อนเห่อ...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น