-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.6k

ความคิดเห็น : 59

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2560 19:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 12
แบบอักษร

12

ซ่งจินเหลียง...

องค์ชายลับดับที่สี่...

ผู้เป็นรัชทายาทที่ต้องสืบบัลลังก์คือ องค์ชายคนโต ซ่งจื่ออัน...ซ่งจินเหลียงมีพี่ชายอีกสองคือ ซ่งจัวเหิง และ ซ่งห้าวอี้

ซ่งจื่นอันเป็นบุตรที่เกิดจากฮองเฮา ผู้เป็นชายาลำดับที่หนึ่ง มีสิทธิ์ได้ครองบัลลังก์อย่างเต็มภาคภูมิ ผิดกับซ่งจินเหลียงที่เป็นเด็กต้องคำสาป เกิดมาด้วยความผิดบาปของ ‘พี่น้อง’

เมื่อครั้งก่อนสมัยที่ซ่งจินเหลียงจะเกิด พระมารดา ‘เหม่ยหลิง’ ยังคงอยู่ในครรภ์ของฮองเฮาองค์ก่อน...ฮองเฮาได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีจากพระชายาคนอื่นว่ามีชู้รักชายที่เป็นแม่ทัพใหญ่ ฮ่องเต้ทรงกริ้วจึงได้ขับไล่ไปอยู่ในเขตพระราชฐานที่ร้างไกลผู้คน

ในขณะนั้นซ่งเหว่ยหนานผู้เป็นโอรสองค์โตมีอายุได้สิบห้าปีแล้ว ทว่ากลับไม่อาจช่วยเหลือผู้เป็นมารดาได้ แม้ว่าจะรู้ว่าในท้องของนางจะมีอีกชีวิตหนึ่งอยู่ หลังจากนั้นฮองเฮาจึงได้ตกอยู่ในความยากลำบาก กลายเป็นฮองเฮาที่ถูกลืมพร้อมกับลูกน้อยในครรภ์

ผ่านไปหลายปี...ฮ่องเต้ได้เสียชีวิตด้วยโรคร้าย ซ่งเหว่ยหนานจึงได้ขึ้นครองราชย์...ด้วยความคิดถึงพระมารดาที่ถูกลืมซ่งเหว่ยหนานจึงได้เลือกที่จะไปเยี่ยมเยียนหลังจากที่ไม่ได้พบกันมาเกือบยี่สิบปี แต่ซ่งเหว่ยหนานก็ไปช้าเกินไปเสียแล้ว ฮองเฮาได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ และการที่ซ่งเหว่ยหนานไปที่นั้นก็ไม่คิดเลยว่าจะทำให้ตนได้เจอกับน้องสาว

...มันเป็นรักแรก...

ความมัวเมาที่หลงในรักจึงทำให้ซ่งเหว่ยหนานเลือกที่จะกระทำผิด บังคับฝืนใจให้เหม่ยหลิงมาเป็นของตนทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเหม่ยหลิงมีคนรักเป็นคนอื่น ซ่งเหว่ยหนานลงมือสังหารคนรักของนางอย่างเหี้ยมโหดในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะพากันหนี จิตใจของเหม่ยหลิงบิดเบี้ยวจนไม่อาจรับชะตากรรมที่โหดร้ายนี้ได้ นางกลายเป็นคนวิกลจริตในฉับพลันโดยที่ในท้องของนางมีเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมา

หลายเดือนหลังจากนั้นซ่งจินเหลียงจึงได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก แม้จะเป็นเด็กทารกที่บริสุทธิ์แต่กลับสร้างความร้านฉานให้กับผู้เป็นมารดา นางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ผลักใสซ่งจินเหลียงให้ออกห่างจากตัว วิ่งหนีไปคนละทิศละทางกลายเป็นคนวิปลาสโดยสมบูรณ์จนสิ้นใจในเวลาต่อมา

ความทุกข์ของเหม่ยหลิงได้สิ้นสุดลงในขณะที่ซ่งจินเหลียงแค่เพียงสามขวบ อุบัติเหตุเกิดขึ้นภายในห้องของนาง ไฟลุกลามแผดเผาร่างจนกลายเป็นตะกอดำ

ซ่งจินเหลียงกลายเป็นเด็กกำพร้า...

การตายของเหม่ยหลิงสร้างความเสียใจให้ซ่งเหว่ยหนานไม่น้อย จนเป็นทุกข์ระทมอยู่หลายปี แต่ลูกรักกลับกลายเป็นลูกชังในเวลาไม่นาน ยิ่งเติบใหญ่ใบหน้าของซ่งจินเหลียงก็ยิ่งคล้ายคลึงกับคนรักของเหม่ยหลิง ทั้งใบหน้า จมูก และปาก...ซ่งเหว่ยหนานไม่อาจยอมรับจึงได้กลายเป็นเดียดฉันท์ในลูกชายตัวเอง ไม่เคยย่างกรายเข้ามาเหลียวแลแม้สักครั้ง

ซ่งจินเหลียงใช้ชีวิตโดยความเกลียดชังของผู้ให้กำเนิด ถูกรังแกจากพวกพี่ๆ ทั้งสี่ กลับกลายเป็นเด็กที่เชื่องซึมและเงียบเหงา

องค์ชายผู้มีแม่เป็นวิกลจริต

องค์ชายผู้ที่มีชีวิตผิดบาปไม่สมประกอบ

ซ่งจินเหลียงเก็บความเคืองแค้นไว้ในอก เขายังคงเป็นเด็กชายตัวจ้อยที่อยากได้รับความรักจากผู้คนรอบข้าง สิ่งเหล่านั้นกลับมีแต่เพียงความว่างเปล่า

จนมีครั้งหนึ่งซ่งจินเหลียงถูกองค์ชายทั้งสี่จับขังในห้องเก็บของที่อยู่ด้านหลังตำหนัก ไม่มีใครพบ ไม่มีใครเห็น ไม่มีคนได้ยินเสียงกรีดร้องที่ทรมาน ซ่งจินเหลียงถูกขังเป็นเวลาสามวัน มีชีวิตอยู่โดยการกัดกินหนูดิบ

ซ่งจินเหลียงหวนนึกถึงเมื่อครานั้น...ก็หยุดลงชั่วขณะ เหมือนกับว่ากำลังกล่ำกลืนความทุกข์ระทมให้หายลงไปในลำคอ

หนิงลี่เหมือนได้เห็นภาพเป็นฉากๆ ราวกับนิทานที่กำลังเล่นอยู่ในตลาด แค่ฟังยังปวดร้าวขนาดนี้ แล้วซ่งจินเหลียงเล่าจะปวดร้าวขนาดไหน ไม่คิดเลยว่าซ่งจินเหลียงจะผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต

“แต่ข้าก็รอดมาได้”

แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่

“อาม่าน ได้ช่วยข้าเอาไว้”

หญิงสาวผู้มีใบหน้าเป็นรอยแผลเป็น...แผลจากการถูกไฟไหม้ ด้วยฝีมือของฮองเฮาผู้ไร้จิตเมตตา ความผิดของนางแค่เพียงเล็กน้อย แต่กลับถูกลงโทษครั้งใหญ่ จุดไฟเผาหน้าจนกลายเป็นแผลเหวอะหวะไม่สามารถรักษาได้

อาม่านเปรียบเหมือนชีวิต เปรียบเหมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว...คอยโอบอุ้ม ช่วยเหลือค้ำจุนองค์ชายผู้อ่อนแอ คอยสอนในสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยได้รับจากใคร

แต่ว่า...สองมือของซ่งจินเหลียงก็ไม่อาจปกป้องคนสำคัญไว้ได้

ในคืนหนึ่ง...ซ่งจินเหลียงอายุได้สิบห้าปี ได้ถูกลอบทำร้ายจากบรรดาองค์ชายทั้งสาม...องค์ชายในวัยกลัดมันคิดข่มเหงน้องชายเพียงหนึ่งเพียงเพราะใบหน้าสวยราวอิสตรี

“เป็นอาม่าน ที่มาช่วยข้า”

กลัดกลั้นน้ำตาที่อัดแน่นอยู่ในอก

สาวใช้อัปลักษณ์ได้ใช้ชีวิตตัวเองช่วยเหลือซ่งจินเหลียงให้รอดพ้นจากน้ำมือคนชั่ว เหล่าองค์ชายที่กลัวในความผิดจึงได้ทำการสังหารอาม่านอย่างเหี้ยมโหดต่อหน้าต่อตาซ่งจินเหลียงที่ไร้ทางสู้ ร่างของอาม่านถูกฟาดฟันจนหยาดเลือดสาดกระเซ็น...ซ่งจินเหลียงกอดร่างที่อาบไปด้วยเลือด แม้แต่ตอนนี้ยังคงจดจำความเสียใจนั้นได้อย่างชัดเจน ถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

‘องค์ชาย ท่านโปรดจำไว้นะเพคะ หากเมื่อใดที่ท่านพบคนที่ต้องใจ โปรดมองในความดีของเขา ห้ามมองเพียงเปลือกนอกที่สวยหรู คำสอนของข้า...มีให้ท่านได้เพียงเท่านี้ มันอาจเป็นคำสอนสุดท้ายที่หม่อมฉันมีให้พระองค์’

‘ไม่! อาม่าน ไม่! เจ้าต้องไม่ตาย เจ้าห้ามตาย! ข้าไม่ให้เจ้าตาย!’

อาม่านเอื้อมมือสั่นสะท้านลูบไล้ที่ใบหน้าซ่งจินเหลียงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

‘ช่างเหมือน...เหมือนกับเขาจริงๆ’

‘ข้าเหมือนใคร?’ ซ่งจินเหลียงแคลงใจในคำสุดท้าย

‘องค์ชาย สิ่งสุดท้ายที่ข้าจะบอกความจริงกับท่าน ความจริงแล้วท่าน...ท่านเป็น...ลูกข้ากับเขาคนนั้น’

ข้อความสุดท้ายก่อนสิ้นใจ...

อาม่านได้ทิ้งไว้เพียงแค่หนึ่งประโยค...

ความจริงที่ซ่งจินเหลียงได้รับรู้ ตลอดเวลาเกือบสิบปีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับอาม่าน ซ่งจินเหลียงไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วอาม่านคือมารดาของตน ในคืนที่ตำหนักถูกเผา ผู้ที่จุดไฟคือซ่งเหว่ยหนาน ทว่าเหมือนสวรรค์ยังไม่ยอมให้เหม่ยหลิงได้สิ้นใจ นางสามารถหนีจากกองเพลิงได้ ได้สาวใช้คนสนิทคอยช่วยเหลือรักษาบาดแผลจากตัวจนเกือบหายดี ยกเว้นก็แต่หน้าที่ต้องเสียโฉม

ส่วนอาม่านตัวจริงนั้นได้สิ้นใจไปนานแล้วด้วยทนพิษบาดแผลไม่ไหว เหม่ยหลิงจึงได้สวมบทบาทเป็นอาม่านเพื่อหลีกเลี่ยงการพบหน้าซ่งเหว่ยหนานและปิดบังตัวตน คอยดูแลซ่งจินเหลียงอย่างใกล้ชิด

ในวันนั้นซ่งจินเหลียงบ้าคลั่ง

ความจริงที่ถูกปกปิดได้ถูกเปิดเผย

ซ่งเหว่ยหนานผู้หลงรักน้องสาวจนวิปริต

ซ่งเหว่ยหนานผู้ต้องการฆ่าภรรยาเพราะความหึงหวง

ซ่งจินเหลียงจึงเข่นฆ่าผู้คนในตระกูลเพื่อล้างแค้นให้พ่อที่ต้องถูกแยกร่าง ให้แม่ที่ถูกฆ่าตายต่อหน้า จนกลายเป็น...จักรพรรดิวิปลาส

“เจ้าสัญญากับข้าได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ซ่งจินเหลียงขอคำสัญญา

“เจ้าจะไม่หักหลังข้า”

มันเป็นคำขอที่ขอแก่พระสนมผู้ที่รับขนานนามว่าอัปลักษณ์

หนิงลี่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมซ่งจินเหลียงได้ถึงดูโหดร้าย แท้จริงแล้วความโหดร้ายนั้นกลับซ่อนความอ่อนไหวไว้ภายใต้หน้ากาก จิตใจของบุรุษผู้นี้เปราะบางเสียยิ่งกว่าเด็กทารกแรกเกิด ถ้าไม่ก่อกรงขังจิตใจให้เข้มแข็งเกรงว่าคงได้สิ้นใจไปนานแล้ว

ชายผู้นี้...แข็งแกร่ง

ทั้งในด้านพละกำลังและความรู้สึก

หนิงลี่เคยเป็นทหาร การที่ผู้คนล้มตายในสนามรบมันเป็นเรื่องธรรมดาของการทำศึกสงคราม หากเมื่อไหร่ที่ทหารกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยผู้ที่รออยู่ก็จะมีสุข แต่หากเมื่อไหร่ที่ร่างนั้นไร้ซึ่งลมหายใจผู้ที่รออยู่ก็จะเป็นทุกข์เช่นกัน แต่การตายของทหารเหล่านั้นมีค่า พวกเขาเหล่านั้นได้สิ้นใจเพื่อปกป้องแผ่นดิน

แล้วซ่งจินเหลียงเล่า...สูญเสียคนที่รักเพราะเหตุใด?

มันยากเกินอธิบายมาเป็นคำพูด หนิงลี่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำสวยหรูเพื่อปลอบประโลม จึงทำได้เพียงแค่...ยืนอยู่ใกล้ๆ สบดวงตาปวดร้าวคู่นั้นจนตนเองก็ปวดร้าวไปด้วยเช่นกัน

ในคืนนั้น...หนิงลี่นอนไม่หลับ ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่อาจข่มตาหลับได้สนิท หนิงลี่นอนกระซับกระซ่ายไปมาบนเตียงกว้าง ค่ำคืนที่เงียบสงัดทำให้คิดถึงสิ่งที่ซ่งจินเหลียงที่ได้เอ่ยความในใจ

ก่อนจากซ่งจินเหลียงได้เอ่ยคำพูดหนึ่งว่า

‘ที่ฝ่าบาทนำข้ามาที่นี่ก็เพียงเพราะ...ข้าอัปลักษณ์อย่างนั้นรึ’

คำถามนั้นมันช่างแคลงใจ หนิงลี่ใคร่รู้ในคำตอบ

‘ข้าไม่อาจรับรู้ว่าความรู้สึกข้าที่มีเจ้า แต่ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นตัวแทนของใคร ข้าอยากเรียนรู้เจ้าเพราะข้าอยากเรียนรู้ อยากรู้จักเนื้อแท้ของผู้อื่นใช่แค่เพียงรูปกาย’

หนิงลี่เหมือนถูกเข็มมาตอกที่อก ใครเล่าจะคิดว่าซ่งจินเหลียงจะมีความคิดที่ลึกซึ้ง...

ตั้งแต่แรกที่พบหน้าซ่งจินเหลียงไม่เคยมองในความอัปลักษณ์...หัวใจหนิงลี่กระตุกไหวเมื่อยามที่คิดถึงข้อนี้ นอกจากจิ่นสือแล้วแทบนับคนได้ที่จะมองจากใจจริง

มือหยาบกร้านจับที่ใบหน้า มันยังคงมีรอยแดงจางให้เห็น รอยนี้มันเกิดขึ้นหลังจากที่หนิงลี่ตกน้ำในฤดูหนาว นับตั้งแต่บัดนั้นใบหน้าก็อัปลักษณ์เป็นที่รังเกียจของบรรดาเหล่าเพื่อนบ้านจนหนิงลี่ต้องคอยเอาผ้าคลุมเวลาที่ออกนอกบ้าน หรือไม่ก็เอาอยู่แต่ในบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงคำครหา

หากอีกฝ่ายอยากที่จะเรียนรู้ แล้วใยตัวเองเล่าไม่คิดที่จะเปิดใจ

ไม่กี่วันต่อมา

งานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพแคว้นฉีก็ได้จัดขึ้นตามคำบัญชาของซ่งจินเหลียง เดิมทีแคว้นฉีกับแคว้นฉินเคยทำศึกสงครามกันมาหลายครั้ง จนหนึ่งปีที่แล้วแคว้นฉินกลับเอาชัยชนะมาอย่างง่ายดาย นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งสุดท้าย ทุกแคว้นก็กลับเข้าสู่ความสงบสุขโดยมีผู้ปกครองเพียงหนึ่งที่ควบคุมทุกอย่าง คอยดูแลความสงบของทุกแคว้นรวมทั้งการไปมาหาสู่เพื่อการค้าอย่างเสรี

ซ่งจินเหลียงนับว่าเป็นจักรพรรดิที่ปรีชาสามารถมากกว่าใครนับตั้งแต่ราชวงศ์ซ่งได้ก่อตั้ง

เหล่าเสนาอำมาตย์และข้าราชบริพานต่างกล่าวขานถึงความงามของแม่ทัพใหญ่แห่งต้าฉี ผู้ที่มาในงานเลี้ยงล้วนแต่อยากเห็นหน้าแม่ทัพสักครั้งหนึ่ง

ซูลี่คนงามเปรียบดั่งนางฟ้า

ริมฝีปากแดงกระจับเผยยิ้มบางรับกับใบหน้าสวย ผิวขาวผุดผ่องราวกับหิมะ มันคงนุ่มเหมือนเต้าหู้ แลดูน่าทะนุถนอมจนไม่อาจแตะต้อง

อนึ่งงานเลี้ยงที่น่ารื่นเริงใจกลับต้องมามัวหมองเนื่องด้วยมีผู้อื่นที่ไม่น่าพิสมัยน่าดูชมอยู่ในงาน เหล่าเสนาอำมาตย์ไม่มีใครกล้าทัดท้วงจึงได้แต่ก้มหน้ามองไปยังแม่ทัพซูมากกว่าหนิงลี่พระสนม

ในงานเลี้ยงสังสรรค์ ผู้คนต่างร่วมสนุก ทว่าแม่ทัพคนงามกลับมีแผนการร้าย...ด้านซ้ายของซ่งจินเหลียงคือองค์รัชทายาทโจวอี้หาน ด้านขวาของซ่งจินเหลียงคือพระสนมที่มาจากแคว้นเดียวกัน ในเมื่อซูลี่ไม่อาจร้องขอให้หนิงลี่ร่วมแผนการในครั้งนี้ได้ จึงจำเป็นต้องหาแผนสำรอง

ไม่ว่าอย่างไรเสีย ซูลี่ต้องได้ขึ้นเป็นพระสนม!

“ฝ่าบาท ข้าน้อยซูลี่ขอคารวะท่านสักจอก”

มารยาร้อยเล่มเกวียนชายหูชายตาได้เริ่มต้น...ซูลี่ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเสน่ห์ของตนจะใช้ไม่ได้ผลกับฮ่องเต้รูปงาม

“เชิญดื่ม” ซ่งจินเหลียงยกจอกเหล้าขึ้น

“ช้าก่อนฝ่าบาท” โจวอี้หานที่เอ่ยห้าม “ข้าเองก็ขอดื่มให้ท่านกับ...พระสนมลี่ แล้วก็แม่ทัพสักจอกได้หรือไม่” โจวอี้หานลุกขึ้นพลางหยิบเหยือกใบหนึ่งซึ่งด้านในบรรจุสุราชั้นดี “สุรานี้ข้าได้ให้คนไปเอาจากแคว้นโจวมาเป็นการด่วนเพื่องานฉลองในครั้งนี้ ข้าขอรินให้ฝ่าบาทและพระสนมได้ลองชิม รับรองรสชาติไม่แพ้สุราชั้นเลิศแคว้นฉินเป็นแน่”

สุราชั้นดีถูกเทลงจอกใบเล็กจนเกือบล้นก่อนที่จะถูกนำไปถวาย นับว่าเป็นครั้งแรกที่โจวอี้หานได้เห็นหน้าหนิงลี่ตรงๆ อย่างชัดแจ้ง

ช่างอัปลักษณ์

...มันเป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว นึกแปลกใจกับรอยลอกของผิวหนังที่ดูมากกว่าเมื่อครั้งก่อนที่เห็น

“เชิญดื่ม”

ซ่งจินเหลียงรับจอกนั้นก่อนจรดลงบนริมฝีปาก แล้วกลืนสุราชั้นเลิศลงคอ รสของมันนุ่มลิ้นชวนน่าลิ้มลองอีกครา ไม่อ่อน ไม่เข้มจนเกินไป รสชาติกำลังพอดี

ขณะที่ซ่งจินเหลียงกำลังเพลิดเพลินกับดนตรีและรสสุราอยู่นั้น โจวอี้หานก็แสยะยิ้มร้ายพลางมองไปยังซูลี่ที่เค้นยิ้มอยู่อีกทาง ซ่อนใบหน้าร้ายกาจภายใต้ความงดงามกำลังนึกถึงชัยชนะและตำแหน่งที่จะได้ครอบครองในเร็ววัน

ในจอกเหล้าผสมยากำหนัดอย่างแรงเอาไว้ล่วงหน้า! ซ่งจินเหลียงไม่มีทางไม่รู้สึกในความต้องการตามสัญชาติญาณของมนุษย์ ซู่ลี่วางแผนกับโจวอี้หานจะพาซ่งจินเหลียงไปยังห้องที่ได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้ตอนที่ยากำเริบ ส่วนหนิงลี่ที่โดนวางยาเช่นกันจะต้องทุรนทุรายขอร้องให้ตนเองมีเพศสัมพันธุ์กับชายแปลกหน้า ด้วยใบหน้าที่อัปลักษณ์ ซูลี่รับรองได้เลยว่าไม่มีใครอยากที่จะแตะต้องแน่ๆ หนิงลี่จักต้องอายท่ามกลางสายตานับสิบที่ประนาม!

-----------------------

TAKE

ไม่แน่ใจว่ามันจะหน่วงไหมอ่า พยายามเขียนให้หน่วงแล้ว ถ้าใช้ไม่ได้ก็ขอโทษด้วยนะค้าา

-----------------

ชายาเหนือเขนย

ข้าอยู่ในปรโลก มาหลายหมื่นปี เดิมทีร่างของข้าเป็นเพียงดอกหญ้าดอกเล็กที่ไร้ความหมาย มีคราหนึ่งเซียนยิ่งใหญ่บนชั้นสวรรค์มาเยี่ยมนรกภูมิ ข้าจำได้...เซียนที่ข้าเห็นแก่ชรา มีหนวดเคราสีขาวสะอาด ใบหน้าของเซียนท่านนั้นดูอ่อนโยน ท่านเห็นข้าเป็นดอกหญ้าที่แปลกประหลาด ผู้เกิดมาในนรกทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงได้ให้พร

หากเมื่อไหร่ที่ญาณเซียนข้าแกร่งกล้า ครานั้นข้าจักได้มีรูปร่างเฉดเช่นผู้อื่น

ใช้เวลาร่วมแสนปีกว่าจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ชื่อของข้าคือ 'หงเหอ' ด้วยการบำเพ็ญตะบะมานาน ท่านยมโลกเจ้าแห่งขุมนรกจึงได้ให้ข้าเป็นยมทูตเก็บดวงวิญญาณที่สิ้นอายุไข

ทุกสรรพสัตว์บนโลกมนุษย์ล้วนถูกข้าคลุกคลีราวกับว่าเป็นญาติสนิทก็มิปาน ความทุกข์ยาก ความรัก ความโลภ ทั้งหมดเหล่านี้ต่างผ่านหูผ่านตาข้ามานักต่อนัก ทว่าสิ่งเหล่านั้นข้ากลับได้ใส่ใจไม่ ดวงจิตดอกหญ้าเช่นข้ามันห่างไกลจากพวกนี้จนไม่คิดว่าจะได้สัมผัสมันโดยตรง

เมื่อก่อนเป็นข้าที่คิดเช่นนั้น...

จนกระทั่งข้าได้เผชิญมันด้วยตัวข้าเอง...

----------------

เอามาให้อ่านเล่นๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น