ข้าวฟ่าง เฌอมาลย์

ขอบคุณนักอ่านที่น่ารัก สำหรับการอุดหนุน - เหรียญ - กุญแจ - คอมเม้นท์ และทุกการติดตาม ขอให้สนุกและมีความสุขในการอ่านนะคะ

บทที่ 2 เทพบุตรเดินดิน

ชื่อตอน : บทที่ 2 เทพบุตรเดินดิน

คำค้น : ปลายฟ้าอสงไขย

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มี.ค. 2556 06:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 เทพบุตรเดินดิน
แบบอักษร

 

บทที่ 2 เทพบุตรเดินดิน

 

 

 

หนึ่งปีต่อมา

 

สนามบินนานาชาตินาริตะ ประตูสู่แดนอาทิตย์อุทัยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ต้องการเดินทางในเวลาเร่งด่วนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ เพราะที่แห่งนี้จะมีคนสัญจรไปมาเป็นเวลาเท่านั้น หากนอกจากเวลาที่กำหนดในตารางเที่ยวบินแล้วยากที่จะได้เห็นคนเยอะมากมายขนาดนี้ มีทั้งกลุ่มที่กำลังเตรียมตัวขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางออกนอกประเทศ บางคนเพิ่งจะเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งเดียว  

 

สำหรับผู้คนที่นี่การใช้ยานพาหนะของน่านฟ้าญี่ปุ่นถือว่ารวดเร็วทันใจที่สุดในการเดินทางข้ามประเทศหรือทวีป เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสอดส่องมองสำรวจไปรอบๆ ผ่านแว่นตากันแดดสีดำของแบรนด์ดัง ร่างสูงโดดเด่นซ่อนความกำยำสมชายในชุดเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์ตัวหนาสีเดียวกับกางเกงยีนส์สีเข้มหลังจากที่เขาเพิ่งเดินทางมาถึงญี่ปุ่นอีกเป็นครั้งที่สองในรอบสามเดือน

 

อธิกฤติ เอกเรืองฤทธิ์ หรือปลายฟ้า หนึ่งในแฝดสามพี่น้องผู้เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอีกคนของกฤติภาค เอกเรืองฤทธิ์ บิดาที่มีฝีมือการบริหารองคาพยพใต้อาณัติได้อย่างชาญฉลาด ทำให้โรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าในเครือมิกาโนะคอร์เปอเรชั่นขยายไปไกลทั่วโลก ไม่แพ้การทำหน้าที่พ่อบ้านที่ดีตลอดระยะเวลาที่เขาเติบโตและได้สัมผัสมา

 

แม้จะรู้ดีว่าบิดาเฝ้าหวังจะฝากฝังให้รับช่วงต่อบริษัทที่ขยายอาณาเขตกว้างขวาง แต่ด้วยความเป็นคนที่รักอิสระและชอบการเดินทางจึงทำให้อธิกฤติยังคงเดินหน้าทำงานที่ตนเองรัก ควงคู่ไปด้วยกันทุกที่กับยอดดวงใจอย่างกล้องถ่ายภาพมืออาชีพราคาเรือนแสน

 

หนุ่มหล่อที่รับเครื่องหน้าของบิดามาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องบวกกับผิวเนียนสะอาดที่ถ่ายทอดมาจากมารดาทำให้ใบหน้าฉายชัดถึงเสน่ห์แห่งบุรุษเพศที่สาวน้อยใหญ่ต่างหลงใหลด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำ

 

ความพิเศษของใบหน้าที่ประดุจเทพเจ้าเสกสรรช่างชวนมองยั่วเย้าให้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลือบเหลียวตามๆ กัน คิ้วหนาดกดำเป็นระเบียบขนานกับดวงตาคู่คมที่ถูกซ่อนซุกเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นตาราคาแพง รับกับจมูกโด่งเป็นสันทอดยาวโดดเด่นไม่แพ้กลีบปากสีแดงเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว ผิวหน้าสีขาวสะอาดตาประหนึ่งว่าได้รับการดูแลจากเจ้าของเป็นอย่างดีเรียกให้สายตาของคนที่เดินผ่านไปมาต่างต้องเหลียวมองด้วยประกายตาหลากหลายอย่างไม่อาจห้ามได้ แต่ถึงกระนั้นคนที่ถูกมองก็หาได้สนใจไม่

 

“ในที่สุดก็มาถึงซะที เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านคราวนี้ดูเหมือนเราจะควบคุมอาการเจ็บจี๊ดแบบเมื่อสามเดือนก่อนได้แล้วนะ หึ อาจจะตัดใจได้แล้วก็เป็นได้...แต่ทำไมยังเห็นหน้าเธอลอยไปลอยมาให้คิดถึงอีก เฮ้อ คิดมากไปแน่ๆ เลย”

 

กลีบปากแดงขยับเขยื่อนอย่างเป็นธรรมชาติ นึกเยาะหยันตนเองอยู่ในทีเมื่อความเจ็บปวดทำให้เขาต้องหอบเอาหัวใจช้ำเลือดช้ำหนองมารักษาแผลใจไกลถึงบ้านเกิดของบิดา หากแต่คนที่กำลังมองมาชนิดที่แทบจะละสายตาไม่ได้ ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ รวมไปถึงผู้ชายหลายคนที่ต้องเหลียวหลังกลับมามองด้วยแววตาอิจฉานั้นกลับนึกว่ามันเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่โลกสรรสร้างมาเพื่อให้ผู้พบเห็นได้บริหารการเต้นของหัวใจเสียมากกว่า

 

เท้าแกร่งที่ห่อหุ้มด้วยรองเท้าหนังชั้นดีสีดำสนิทก้าวตรงไปยังทิศทางที่กำลังมองหา และเมื่อสายตาปะทะเข้ากับสิ่งที่ต้องการ ปากแดงหยักยกยิ้มอย่างพอใจ สองมือกระชับกล้องถ่ายภาพในมือก่อนจะใช้ปลายนิ้วกดชัตเตอร์บันทึกภาพป้ายแผนที่เมืองต่างๆ ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว หากแต่เลนส์ชั้นดีกลับช่วยให้สายตาคมวูบไหวอย่างช่วยไม่ได้เมื่อมองเลยไปเห็นหญิงสาวในชุดทะมัดแทมง พาลให้คิดไปถึงใครบางคนที่เป็นต้นเหตุแท้จริงให้เขาต้องระเห็จมาถึงที่นี่

 

“หึหึ” เสียงหัวเราะยังขมขื่น อาการบาดเจ็บลึกของหัวใจเหมือนจะดีขึ้นมาก แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่เคยลืมใบหน้าสวยหวานของคนที่เคยครอบครองหัวใจเขาเอาไว้ทั้งดวง ไม่คิดว่าความรักจะเป็นสิ่งที่ลืมยากยิ่งถึงเพียงนี้ หลานชายสุดหล่อของตระกูลมิกาโนะกระชับกล้องอย่างไม่รู้ตัว ส่งเสียงหัวเราะเหมือนจะเย้ยหยันหัวใจตัวเองก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

 

เสียงซุบซิบเป็นภาษาญี่ปุ่นบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ดังแว่วผ่านเข้ามาให้ได้ยินเรียกสติคนที่กำลังจะจมดิ่งลงไปในเหวลึกที่ตัวเองขุดเอาไว้ได้ ประโยคชื่นชมและน้ำเสียงหลงปลื้มเป็นสิ่งธรรมดาสำหรับเขาไปเสียแล้ว หัวใจชินชาจนเริ่มชาด้านเมื่อนึกว่าเขาอาจจะไม่สามารถรักใครได้อีก หรือเขาควรจะเร่งหาใครสักคนมาทำให้ช่วงเวลาโหดร้ายเหล่านี้ผ่านพ้นไปเร็วๆ เสียทีจะดีกว่ากัน...เขายังสับสน อธิกฤติก้าวต่อไปยังประตูทางออกก่อนมาหยุดยืนมองกำมะหยี่สีดำทะมึนของผืนฟ้ายามค่ำคืนปกคลุมไปทั่ว

 

“คุณชายอธิกฤติใช่ไหมครับ” ชายคนหนึ่งในชุดสูทสีดำท่าทางทะมัดแทมงเอ่ยถามด้วยภาษาไทยแสนสุภาพ

 

ความสับสนฟุ้งซ่านถูกปัดทิ้งไปฉับพลัน ตาคมหรี่มองผ่านแว่นตากรอบดำเห็นชายตรงหน้ายังยืนรอคำตอบ เพียงมองปราดเดียว อธิกฤติก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นคนของผู้มีอิทธิพลที่เขาแสนคุ้นเคย...คุณลุงของเขาช่างหูตาไว ส่งคนมารับเขาถึงที่นี่ได้ตรงเวลาโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์มาบอกเลยสักนิด...

 

“ใช่” ตอบสั้นและห้วนเมื่อถูกขัดจังหวะ

 

“คุณท่านให้มารับครับ เชิญทางด้านนี้ครับคุณชาย” เสียงเชิญยังคงสุภาพหากท่าทางบ่งบอกให้เขารีบตามไปอย่าได้ขัด

 

อธิกฤติพยักหน้าเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้ จากที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเดินชมทิวทัศน์และถ่ายภาพยามค่ำคืนเก็บไว้จำต้องเร่งเท้าเดินตามคนที่คุณลุงส่งมารับ...ก็ดีเหมือนกัน พรุ่งนี้มีงานตอนเช้าจะได้รีบกลับไปพักผ่อน...ความห่วงใยและการดูแลอย่างเอาใจใส่ของลุงมิกาโนะเป็นสิ่งที่เขาประทับใจและอยากขอบคุณยิ่ง เมื่อนึกได้ว่าพรุ่งนี้มีงานสำคัญตั้งแต่เช้า คนที่อยากแปลงร่างเป็นเด็กหนีเที่ยวจึงยอมก้าวตามไปขึ้นรถคันหรูที่จอดรออยู่ไม่ไกลมานานแล้ว

 

ทันทีที่ก้าวขึ้นไปนั่งเรียบร้อย ชายหนุ่มในชุดดำก้มลงคำนับให้หนึ่งครั้งก่อนจะปิดประตูอย่างระมัดระวังสุดชีวิต อธิกฤตินั่งนิ่ง ปล่อยให้ล้อกลมๆ ทั้งสี่เคลื่อนที่ออกจากสนามบินเพื่อตรงไปยังอาณาจักรแสนใหญ่โตของตระกูลมิกาโนะที่เขาเองก็แสนจะภาคภูมิใจกับความยิ่งใหญ่แห่งนี้ไปด้วย  

 

 

 

เรือนไม้ขนาดกลางปลูกเยื้องมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ทางด้านหลังไปเล็กน้อย หากแต่อาณาบริเวณสวยงามและยิ่งใหญ่สมฐานะตระกูลมิกาโนะไม่แพ้กันกับเรือนพักหลังอื่นๆ รูปทรงที่สร้างมาเพื่อเตรียมรับแรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นได้เป็นว่าเล่นจนคนที่นี่คุ้นชินเป็นอย่างดีก่อให้เกิดความโดดเด่นของตัวบ้านทรงญี่ปุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ด้านหน้าเรือนไม้แสนสุขตกแต่งด้วยต้นไม้และดอกกล้วยไม้นานาพันธุ์จากแดนสยาม เฉิดฉายรัศมีแห่งความงามแข่งกับดอกไม้แห่งเมืองเกียวโตอย่างไม่ยอมแพ้กันด้วยฝีมือเจ้าของเรือนไม้ที่ได้รับมอบเป็นของขวัญวันเกิดจากคุณลุง เขาหอบหิ้วเอาสิ่งที่คิดว่าจะทำให้เวลาหนึ่งวันจะสั้นลงอีกสักนิด หัวใจห่อเหี่ยวเจ็บปวดจะได้หายจากอาการป่วยได้เร็วขึ้นติดมาด้วย การใช้เวลาทุกวินาทีให้ยุ่งเหยิงดูจะดีต่อการรักษาแผลใจเป็นที่สุด

 

และดูเหมือนมันจะได้ผลทันตาเห็น เมื่ออธิกฤติใช้เวลาทุกวินาทีได้อย่างคุ้มค่าตามที่ตั้งหวังเอาไว้ ความเจ็บที่คิดว่าฝังลึกจนยากจะดับสูญดูเหมือนว่าจะเลือนลางไปจากหัวใจด้านชาจนไม่รับรู้ต่อสิ่งสัมผัสใดอีกแล้ว ดอกไม้งามที่ช่วยฆ่าเวลาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีชูช่ออวดโฉมของตนอย่างไม่ยอมแพ้ต้นบอนไซที่ยืนเปล่งรัศมีอยู่ไม่ไกลกันนักอย่างงดงาม ประหนึ่งว่าเจ้าของที่ดูแลเป็นคนที่มีความรักความสุขเต็มหัวใจ

 

เสียงสายน้ำตกกระทบเบื้องล่างเป็นละอองฟูฟ่องราวน้ำตกสายใหญ่แตกกระจายดังแว่วมาจากห้องน้ำหรูภายในบ้านพักหลังงามของหลานชายสุดที่รักของนายบ้านมิกาโนะ เจ้าของคฤหาสน์หรู เศรษฐีอันดับต้นๆ ของแดนอาทิตย์อุทัย ดินแดนที่ชายหนุ่มเลือกจะพาหัวใจอันเจ็บปวดมาพำนักรักษาแผลใจแสนเจ็บลึกที่นี่

 

อากาศยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิแสนสบายทำให้ใครบางคนยังนอนอุตุจมกองฟูกนุ่มอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนกายไปไหน

 

“คุณอาคิระได้เวลาตื่นแล้วค่ะ” เสียงหวานสดใสเป็นภาษาไทยคล้ายจะเหมือนเสียงคนจริงๆ ดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง คนที่ยังนอนหลับตาไม่ยอมตื่นง่ายๆ

 

“คุณอาคิระมีนัดตอนเช้า ตื่นได้แล้วค่ะ” เสียงเดิมยังคงย้ำเรียกอีกครั้ง คราวนี้คนที่อยากนอนต่อจำต้องหรี่ตาขึ้นมามองนาฬิกาที่วางบนหัวเตียงอย่างยากลำบาก

 

“อะไรกัน สายโด่งแล้วเพิ่งมาปลุก อาอิเตรียมน้ำให้ฉันหรือยัง” ร่างหนาที่ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นกลับกระเด้งตัวผลุบขึ้นมาเหมือนโดนของร้อนทันทีที่เห็นเข็มนาฬิกาชี้หน้าปัดบอกเลยเวลาเช้ามามากแล้ว

 

“เตรียมแล้วค่ะ” เสียงหวานบอกราบเรียบเช่นเดิม เรียวหน้าสวยที่ถูกดัดแปลงมาอย่างดีเยี่ยมยิ้มเล็กน้อยตามหน้าที่ของตน

 

“ไม่ทันแล้ว! เอาไว้ค่อยกลับมาอาบก็แล้วกัน”  

 

เจ้าของร่างสูงโปร่งลุกขึ้นเสยผมแบบลวกๆ ก่อนจะมองนาฬิกาอีกครั้ง มือหนาจัดการหยิบจับเสื้อผ้าที่หุ่นยนตร์แม่บ้านจัดการเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วเสร็จสรรพมาสวมใส่ คนเร่งรีบไม่มีเวลาแม้แต่จะทำอย่างอื่นนอกจากรีบแต่งกายให้เสร็จ หวังจะเผ่นไปให้ถึงที่นัดหมายกับลูกค้าให้เร็วที่สุด

 

“รับกาแฟ หรืออาหารเช้าไหมคะ”

 

“ไม่” เสียงตอบเรียบ

 

“โกนหนวดโกนเคราก่อนไหมคะ”

 

“ไม่” เสียงทุ้มเริ่มห้วน

 

“แปรงฟันหรือยังคะ”

 

“ก็ฉันบอกว่าไม่ไงล่ะ! เอ๊ะ ต้องแปรงสิ” คนนึกได้ติดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้ายเรียบร้อยก็รีบพาตัวเองเข้าไปจัดการธุระส่วนตัวที่ทำได้เพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

 

ไม่นานนักหลานชายสุดหล่อของนายบ้านมิกาโนะก็เผ่นโผนออกจากเรือนไม้หลังงามไปโดยไม่หันกลับมามองแม่บ้านสาวสวยที่ยืนโบกมือส่งให้ตามหน้าที่ดังเช่นที่เคยทำมาทุกวัน

 

“เฮ้ย! อาคิระจังนายจะรีบไปไหน” เสียงใครคนหนึ่งดังแว่วมาจากด้านหลังก่อนคนที่เร่งรีบจะกระโจนขึ้นรถไปเสียก่อน

 

“ฉันกำลังรีบ นายมีอะไรค่อยคุยกันตอนเย็นนะเคนโจ” คนรีบร้อนหันมาตอบลวกๆ โดยไม่ทันได้สังเกตว่าคนถามกำลังจะควบพาหนะคันเก่งออกไปข้างนอกเช่นกัน

 

“มากับฉันสิ เดี๋ยวไปส่ง รับรองว่าเร็วกว่าสี่ล้อฝังเพชรของนายแน่นอน” เคนโจ มิกาโนะลูกชายเพียงคนเดียวของเคนจิ มิกาโนะ เจ้าของบ้านหลังใหญ่ เอ่ยปากชักชวนลูกพี่ลูกน้องสุดหล่อที่ย้ายมาจากเมืองไทย ปักหลักทำงานที่ญี่ปุ่นได้หลายเดือนแล้ว

 

ทันทีที่เคนโจเอ่ยปาก คนที่เพิ่งสังเกตว่าลูกพี่ลูกน้องหน้าละอ่อนเตรียมพร้อมอยู่นานแล้วก็รีบกระโจนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซต์คันใหญ่ทันที มือหนารับหมวกกันน็อคจากคนขับที่ยื่นส่งมาให้ทางด้านหลังสวมใส่ก่อนจะรีบเร่งทะยานออกไปยังจุดหมายปลายทางที่นัดกับลูกค้าเอาไว้

 

อธิกฤติ เอกเรืองฤทธิ์ ที่คนทางนี้มักจะเรียกด้วยชื่อญี่ปุ่นว่า ‘อาคิระ’ หลานชายสุดที่รักของนายบ้านมิกาโนะคนปัจจุบันกำลังรีบเร่งจนร้อนไปหมดทั้งใจ เขาไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าข้างทางที่รถทะยานผ่านไปนั้นจะมีต้นไม้น้อยใหญ่หรือตึกรามบ้านช่องแน่นขนัดมากเพียงไหน สายตามุ่งมองไปยังถนนเบื้องหน้า และไม่นานจนเกินเวลานัดสองล้อที่สวมแม็กอย่างดี แต่งมาไม่แพ้รถแข่งในสนามนั้นก็หยุดนิ่งอยู่หน้าโรงแรมหรูอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น

 

“ขอบใจมากนะเคนโจ เอาไว้ฉันจะตอบแทนนายทีหลัง” อธิกฤติบอกพลางแกะหมวกกันน็อคส่งไปให้ ไม่รอฟังคำรับจากลูกพี่ลูกน้องเลยด้วยซ้ำร่างสูงสะดุดตาก็ผลุนผลันผละจากไปเสียแล้ว คนที่มองตามได้แต่ยิ้มๆ ก่อนจะหุบยิ้มมุมปากนั้นอย่างนึกสงสัยอะไรบางอย่าง

 

“อาคิระจัง วันนี้นายมาเป็นช่างภาพหรือมาเป็นดารากันแน่” เคนโจเพ้ออย่างนึกสงสัยเมื่อเห็นสภาพการแต่งกายเหมือนคนยังไม่ตื่นของญาติผู้น้องที่เพิ่งเดินจากไป

 

มือหนาข้างหนึ่งกระชับเป้สะพายหลังสีเข้มที่บรรจุกล้องบันทึกภาพตัวเก่งเอาไว้ อีกมือยกขึ้นมาเสยผมจัดแต่งให้มันเข้าทรงมากกว่าเมื่อครู่ เสื้อเชิ้ตที่ปล่อยชายเสื้อออกมาโชว์หรา สวมทับด้วยแจ็กเก็ตยีนส์สีเข้มเข้ากับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกแบบพอดีตัวทำให้ชายหนุ่มดูสะดุดตาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ผิวหน้าขาวสะอาดที่ตกแต่งด้วยปากหยักสีแดงอย่างคนสุขภาพดีเรียกให้คนที่พบเห็นต้องเหลียวมองซ้ำแล้วซ้ำอีก บางคนอยู่ในอาการตกตะลึงกับจมูกโด่งเข้ารูป คิ้วเข้มหนาที่ขนานกับดวงตาคมกริบ ประกายเจิดจรัสด้วยความวาดหวังอะไรบางอย่างทำให้สาวน้อยใหญ่อยากมองสบประสานนัยน์ตานั่นยิ่งนัก

 

หากแต่อาการเร่งรีบของเทพบุตรเดินดินทำให้สาวงามทั้งหลายไม่กล้าย่างกรายเข้ามาทักทายอย่างใจสักคน ร่างสูงเดินลิ่วๆ ตรงดิ่งไปที่ลิฟท์ตัวแรกที่เจอทันทีแบบไม่มีที่คิดจะหยุดพักหายใจ ประตูลิฟต์เปิดปุ๊บเท้าหนาที่เพิ่งจอดรอก็ก้าวต่อโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครบางคนกำลังก้าวสวนทางออกมาเช่นกัน

 

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” เสียงคนที่เซซังอุทานเป็นภาษาไทยชัดแจ๋วด้วยความตกใจ ร่างบางปะทะเข้ากับคนที่เร่งรีบเข้าให้อย่างจัง หญิงสาวเซเล็กน้อยในขณะที่คนตัวใหญ่แทบไม่สะทกสะท้าน

 

“โอ๊ะ! โกเมนนาไซ” อธิกฤติกล่าวด้วยสำเนียงภาษาญี่ปุ่นที่ไม่ผิดแผกไปจากเจ้าของภาษา รีบโผเข้าไปประคองร่างเล็กที่เกือบจะล้มลงไปนั่งจุ้มปุ้กกับพื้นเสียแล้ว คนเร่งรีบเงยหน้ามองประตูลิฟต์อย่างนึกห่วงทำให้ไม่ทันได้มองใบหน้าของคนที่ฉายยิ้มหวานส่งไปให้อย่างไม่นึกถือโกรธ

 

พิริยาวดียืนทรงตัวได้ก็เหลือบไปมองคนรีบร้อนอยากเอ่ยบอกว่าไม่เป็นไรแต่ก็ต้องเปลี่ยนใจในเพราะไม่ถนัดภาษาญี่ปุ่นเอาเสียเลย กระทั่งเห็นว่าใครคือหนุ่มร่างสูง แววตาสวยดูตื่นตะลึงจนลืมเจ็บไปเสียด้วยซ้ำ มือบางกำกระชับกล้องถ่ายภาพในมือของตนนิ่งอย่างกลัวว่ามันจะตกลงไปบนพื้นเพราะมือไม้ที่พาลจะหมดเรี่ยวแรง

 

ชายหนุ่มละล้าละลังแต่ยังมีแก่ใจช่วยพยุงหญิงสาวและดูแลจนแน่ใจว่าเรียบร้อยดีแล้วจึงกระโจนเข้าลิฟท์ไป กดหมายเลขชั้นแล้วก็หันมากล่าวอะไรบางอย่างด้วยภาษาญี่ปุ่นที่พิริยาวดีฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก ก่อนที่บานประตูจะค่อยๆ เลื่อนปิด ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่คนเร่งรีบเพิ่งจะได้เห็นว่าเทพธิดาตรงหน้ายืนมองเขาอยู่ด้วยอาการที่ไม่ต่างกันเลย

 

“...นางฟ้า...” คำพูดเพ้อลอยด้วยภาษาไทยหลุดลอยออกมาจากกลีบปากสีแดงก่อนที่ประตูลิฟต์จะทันได้ปิดสนิท คนที่กำลังเร่งรีบถึงกับลืมหายใจ ลืมไปด้วยซ้ำว่ากำลังจะรีบไปทำอะไรที่ไหน ลืมแม้กระทั่งหัวใจที่คิดว่ามันกำลังชาชินกับความเจ็บปวด  

 

ร่างสูงโผเข้าหาปุ่มกดก่อนจะใช้นิ้วกดปุ่มสั่งเปิดไปหลายครั้ง แต่ลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปยังชั้นที่เขากดปุ่มคำสั่งเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วนั้นไม่มีทีท่าว่าจะเปิดประตูให้เขาเลย หัวใจที่เต้นกระหน่ำเพราะใครบางคนที่เขาไม่รู้จักแม้แต่ชื่อไม่ยอมลดระดับลงง่ายๆ ความอยากได้ใคร่รู้ไม่เคยปราณีใคร ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิด อธิกฤติหมายมั่นปั้นมือว่าจะกลับลงไปหานางฟ้าของเขาอีกครั้ง อยากรู้นักว่าเธอเป็นใคร ชื่ออะไร มาทำอะไรที่นี่ ที่สำคัญ...มีใครในหัวใจแล้วหรือยัง...

 

เสียงกระดิ่งร้องบอกว่าชายหนุ่มเดินทางขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของโรงแรมหรูเรียบร้อยแล้ว มือหนาเตรียมกดหมายเลขตามอย่างใจคิด หากแต่เสียงของคนที่ยืนรอเขามานานสองนานแล้วร้องเรียกอย่างดีใจทันทีที่ได้สบประสานสายตากัน

 

“คุณอธิกฤติมาแล้ว! ดีจริงๆ ค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ” หญิงสาวที่ยืนรออยู่หน้าลิฟต์ร้องทักทันที คนที่อยากจะยื่นมือไปกดเลขหนึ่งเพื่อลงไปชั้นล่างพลันต้องชะงักนิ้วค้างเอาไว้ก่อนจะส่งยิ้มแหยๆ ไปให้คนตรงหน้า

 

ช่างภาพชื่อดังจำต้องก้าวออกมาจากพาหนะกะทัดรัดนั่นอย่างจำยอม หากไม่ใช่เพราะงานสำคัญที่รับปากเอาไว้ มีหรือที่อธิกฤติ เอกเรืองฤทธิ์คนนี้จะยอมปล่อยให้นางฟ้าคนงามที่หนีหายไปตั้งแต่วันนั้นได้เดินจากไปง่ายๆ เช่นนี้อีก แม้จะนึกเข่นเขี้ยว แต่เมื่อทุกอย่างมันดูไม่ประจวบเหมาะ ช่างภาพมือหนึ่งจึงเลือกที่จะสะสางงานให้เสร็จสรรพเรียบร้อยเสียก่อน...บางทีเขาอาจจะได้เจอเธอคนนั้นในห้องบอลรูมนี้ก็ได้...คิดอย่างให้กำลังใจตนเองก่อนจะก้าวตามคนนำทางไปยังห้องแต่งตัว

 

ในวันนี้อธิกฤติไม่ได้มาทำหน้าที่เป็นช่างภาพอย่างทุกครั้ง แต่มาเพื่อร่วมสัมมนาและเปิดโครงการอบรมการถ่ายภาพที่ทางชมรมช่างภาพญี่ปุ่นได้จัดขึ้น หนุ่มหล่อมากฝีมือที่ได้รับการขนานนามเรื่องการถ่ายภาพนางแบบนายแบบมาทั่วโลกจึงเปรียบเสมือนแม่เหล็กยักษ์ที่จะดูดเหล่าแฟนคลับและมือชัตเตอร์ทั้งหลายให้หลั่งไหลกันเข้ามาสมัคร เพียงแค่ปากแดงหยักฉีกยิ้มโชว์ฟันขาวสะอาดพร้อมรอยบุ๋มมุมปาก เหล่าบรรดาสาวน้อยสาวใหญ สาวแท้สาวเทียมที่อยู่ในห้องบอลรูมก็ส่งเสียงกรี๊ดรับกันชนิดไม่มีใครยอมใคร กว่าจะเสร็จการแถลงข่าวและเข้าสู่การรับใบสมัคร อธิกฤติแทบจะทำตึกถล่มเพราะความคลั่งไคล้ส่วนตัวเสียแล้ว

 

เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจอธิกฤติหมายจะปลีกตัวหวังไปตามหาใครบางคน แต่ดูเหมือนเรื่องมันจะไม่ง่ายเมื่อบรรดาเหล่าแฟนคลับมากมายมารุมล้อม หลายคนขอลายเซน บ้างก็ขอถ่ายภาพ บ้างก็ขอสมัครเป็นลูกศิษย์

 

อธิกฤติยิ้มแก้มปริ ยินดีที่การทำงานของตนถูกตาต้องใจใครต่อใครมากมายอย่างไม่คาดคิดพลางสอดส่ายหาใครบางคนที่อยากเจอ คิดเข้าข้างตัวเองว่าบางทีนางฟ้าราตรีอาจจะอยู่ที่นี่ด้วย ในเสี้ยววินาทีสำคัญก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดนั้นเขาเห็นเธอถือกล้องถ่ายภาพตัวเขื่องอยู่ในมือ แววตาสั่นไหวระริกยืนยันได้ว่าหล่อนจำเขาได้ ตาคมกวาดมองไปทั่วแต่คนที่อยากเจอก็ต้องผิดหวังต้องพ่นลมออกมาอย่างตัดใจเมื่อมองหาเท่าไหร่นางฟ้าก็ไม่มาปรากฏกายให้เห็นแม้แต่เงา...บางทีเขาอาจจะจำคนผิด...

 

อธิกฤติสะพายกระเป๋าใบเก่งขึ้นหลังก่อนจะเดินออกจากห้องรับรองมาจนถึงด้านหน้าของโรงแรมหรู ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสุดท้ายของวัน ชายหนุ่มยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกาที่บอกเวลาใกล้ค่ำเต็มทีแล้ว คนที่นานๆ จะว่างสักทีจึงระบายยิ้มอย่างได้โอกาสเมื่อคิดว่าอยากจะถือโอกาสนี้เดินเล่นและถ่ายภาพยามค่ำคืนอย่างที่เคยหวังเอาไว้ คิดได้ดังนั้นร่างสูงก็ก้าวเดินออกไปพร้อมกระชับกระเป๋าที่มีเครื่องมือเลี้ยงชีพนอนนิ่งอยู่ข้างใน หากเขาจะเอะใจหรือรั้งรออีกสักนิดคงจะทันได้เห็นว่ามีใครบางคนที่เขาอยากเจอยังวนเวียนอยู่ในโรงแรมหรูที่เขาเพิ่งเดินจากมา

 

เท้าเรียวก้าวฉับๆ ไปตามพื้นพรมสักหลาดสีเข้มที่ปูลาดเป็นทางยาวไปจนสุดทางเดินของชั้น ร่างบางในชุดกางเกงยีนส์ขายาวกรอมเท้า เสื้อยืดขนาดพอเหมาะกับตัว ตาสวยใสเปล่งประกายความมีชีวิตชีวาเหลือบมองไปตามหมายเลขบนหน้าประตูของแต่ละห้องอย่างตั้งอกตั้งใจ พวงแก้มสีชมพูสวยด้วยสีเลือดฝาด โครงหน้ารูปไข่เหลียวซ้ายแลขวาหากแต่อาการที่ดูเหมือนเร่งรีบระคนสงสัยนั่นกลับดูน่ารักน่ามอง ช่างเข้ากับกลีบปากแดงอวบอิ่มที่เจ้าของใช้นิ้วข้างหนึ่งมาแตะเอาไว้อย่างใช้ความคิด กลีบปากสวยเม้มเล็กน้อยเมื่อมองหาห้องพักที่ต้องการไม่เจอเสียที

 

พิริยาวดี เลิศตระกูลไกล สาวสวยชาวไทยที่ต้องระเห็จมาทำงานให้กับพี่ชายต่างไส้อย่างจำยอมถึงญี่ปุ่น กำลังเดินหาอะไรบางอย่างอย่างตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าที่สวยโดดเด่นบวกกับท่วงท่ามาดมั่นเพราะต้องดูแลตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรนั้นทำให้หญิงสาวดูมีเสน่ห์ราวกับกุหลาบสีหวานหากแต่ซ่อนหนามแหลมคมเอาไว้รอบกาย

 

ตั้งแต่บุพพการีทั้งสองของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน พิริยาวดีก็ต้องดูแลตัวเองมาโดยตลอด แม้จะเคยอยู่กับญาติของมารดา แต่ด้วยครอบครัวที่ไม่อบอุ่นและดูเหมือนพวกเขาจะไม่ต้อนรับเธอเท่าไหร่นัก ทำให้หญิงสาวจำต้องระเห็จออกมาอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง เธอตัดสินใจรับงานเป็นไกต์จำเป็นให้กับกรุ๊ปทัวร์ที่รู้จักมักจี่กับเอกรัตน์จนกลายมาเป็นตำแหน่งไกด์พิเศษ คนที่มีใจรักในการทำงานยังขยันขันแข็งด้วยการหาลำไพ่ด้วยการเป็นช่างภาพมือสมัครเล่น เพื่อหาเลี้ยงตัวเองไปด้วยในตัว งานทุกอย่างมักเริ่มต้นด้วยการช่วยเหลือของพี่ชายต่างไส้อย่างเอกรัตน์เสมอ

 

และงานพิเศษอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้เธอต้องมาไกลถึงญี่ปุ่นนี่ก็คือ ดูแลนางแบบคนงามที่ชื่อว่า ญาริกา เกษมธรรมา หรือที่ใครๆ เรียกกันว่าน้องญาญ่า หากไม่ใช่เพราะเธอถือเรื่องบุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำระแล้วล่ะก็ หญิงสาวคงไม่ตกปากรับคำมาดูแลนางแบบขาวีนคนนี้เป็นแน่ แต่บุญคุณที่ชายหนุ่มเคยได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้เมื่อครั้งที่ประสบอุบัติเหตุพร้อมบิดามารดานั้นตอกย้ำให้เธอจำต้องทำอย่างที่พี่ชายต่างไส้ได้เอ่ยขอ อีกอย่าง การดูแลนางแบบคนงามคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่เธอพอจะทำได้อยู่แล้ว เพียงแค่ต้องใช้ความอดทนมากขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นเอง

 

“ห้องไหนของพี่เอกนะ เอ๊ะ...ต้องใช่ห้องนี้แน่ๆ เลย วีไอพี” กลีบปากที่เม้มเข้าหากันมาครู่ใหญ่ขยับตามซุ่มเสียงที่กล่าวออกมาได้เสียทีเมื่อมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง

 

มือเรียวเคาะประตูเรียกสองสามครั้ง รอไม่นานนักคนข้างในก็มาเปิดประตูให้ ใบหน้าสวยไร้การแต่งแต้มส่งยิ้มเป็นมิตรไปให้คนข้างในหากแต่รอยยิ้มหวานที่หวังจะได้เห็นกลับเป็นเพียงความคิดลมๆแล้งๆ เมื่อนางแบบสาวที่แต่งกายด้วยชุดแซคเปิดไหล่สีดำตัวยาวกรอมข้อเท้า โชว์ผิวขาวเนียนดูเซ็กซี่บาดตาคนมองยิ่งนัก หากแต่ดวงตาสวยส่องประกายนั่นเชิดหน้าจิกตาส่งมาให้ผู้ที่เพิ่งมาถึง

 

“มัวชักช้าอะไรอยู่ ไม่รู้หรือไงว่าลูกค้าที่นัดเอาไว้เขาไม่ชอบรอใครนาน เร็วเข้าสิมาช่วยฉันถือกระเป๋า” มือบางกรีดกรายเล็บยาวที่ตกแต่งประดับความสวยงามกรีดกรายเดินนำเข้าไปในห้อง ปากเรียวอวบเคลือบลิปสติกสีสดพ่นเสียงใส่อย่างไม่สบอารมณ์ที่ตนต้องคอยใครบางคนนานกว่าความอดทนที่มี

 

“ขอโทษค่ะ คือฉัน...”

 

“ชักช้าอะไรอยู่อีกล่ะ รีบเข้ามาถือของเร็วเข้า ฉันรีบ” ญาริกาพ่นเสียงจิกตาใส่ไม่หยุด มือเรียวชี้ไปยังสัมภาระที่วางอยู่บนเก้าอี้เบาะนุ่มปลายเตียงหรู พิริยาวดีหุบปากสนิทไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับดาราสาวสวยจอมวีนคนนี้นักเมื่อวางกล้องถ่ายภาพบนโต๊ะเครื่องแป้งเรียบร้อยก็เดินตรงดิ่งเข้าไปหยิบจับสิ่งของตามที่ญาริกาชี้นิ้วสั่ง

 

“แค่นี้ใช่ไหมคะ” เสียงหวานเริ่มห้วน จากทีแรกที่หวังจะญาติดีเห็นทีจะดีด้วยไม่ไหว

 

“ย่ะ เรียบร้อย รีบพาฉันไปได้แล้ว” ญาริกายังวีนใส่ไม่หยุด อารมณ์บูดเบี้ยวไม่ต่างจากแววตาท่าทางที่แสดงออก แต่ดูเหมือนดาราตรงหน้าช่างทำอาชีพให้เหมาะสมกับตัวเองยิ่งนัก

 

ทันทีที่เท้าเรียวก้าวพ้นขอบประตูออกมาเฉิดฉายอยู่ภายนอก ใบหน้าบึ้งตึงก็นิ่งเรียบเจือแววสวยสง่า น่ารักน่าพิสมัยขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากทำให้คนสวยดูน่ารักมากขึ้นไปอีก จนเมื่อคนที่มาเพื่อเป็นเด็กหิ้วของเดินมาหยุดอยู่เบื้องหลังนั่นล่ะญาริกาจึงเริ่มก้าวเดินด้วยมาดนางพญาที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

 

พิริยาวดีเดินตามหลังญาริกามาจนถึงด้านหน้าของโรงแรม โรลสรอยซ์สีดำคันหรูจอดเทียบรอท่า เพื่อรับราชินีผู้เลอโฉมตามคำสั่งของนักการเมืองใหญ่ท่านหนึ่งโดยเฉพาะ ญาริกาฉายยิ้มอย่างพึงใจกับราชรถคันงามตรงหน้า เดินตรงดิ่งไปด้วยแววตามาดมั่น ร่างบางยืนเชิดรอพนักงานชายในชุดขาวสะอาดเปิดประตูต้อนรับก่อนจะพาร่างของตนผลุบหายเข้าไปในรถด้วยหัวใจพองโต

 

คนที่ถือกระเป๋าเดินตามแทบไม่กล้าก้าวเท้าไปแตะแม้แต่ขอบรถหรู สภาพของเธอตอนนี้ไม่เหมาะที่จะได้นั่งรถราคาหลายหลักนี้เลย กางเกงยีนส์เสื้อยืด แถมรองเท้าผ้าใบสีซีด ดูธรรมดาจนเธอจำต้องยืนนิ่งว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่คนที่ยืนงงอึ้งได้ไม่นาน เสียงตวาดแว๊ดเป็นภาษาไทยดังมาจากในรถเรียกสติคนที่ยืนมองรถตรงหน้าด้วยความตะลึงให้ตื่นจากภวังค์

 

“รีบขึ้นมาสิ จะยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น บอกแล้วไงว่าฉันรีบ” ญาริกาแหวใส่ด้วยอารมณ์ที่ไม่ต่างจากแววตาจิกกัด

 

พิริยาวดีเลือกที่จะปิดปากแม้จะไม่พอใจเท่าไหร่นัก เธอยังไม่อยากมีปัญหากับนางแบบสาวจอมวีนที่มีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์มากขึ้นทุกวัน

 

ร่างบางปรี่ไปนั่งด้านหน้ารถเคียงข้างคนขับอย่างรู้งาน เธอคงไม่คู่ควรไปนั่งเทียบรัศมีของดาราสาวสวยได้หรอก ทันทีที่ประตูบานสุดท้ายปิดเรียบร้อย รถคันหรูก็แล่นออกจากหน้าโรงแรมตรงไปยังจุดหมายที่ญาริกาได้นัดแนะพบเจอกับนักการเมืองใหญ่และใครบางคนที่มีผลต่อการตัดสินรางวัลในงานพรมแดง

 

รถที่นั่งสบายแถมบรรยากาศภายในยังโรแมนติกอย่างน่าประทับใจทำเอาพิริยาวดีนั่งเพลินจนไม่ทันสังเกตว่าใช้เวลาในการเดินทางไปนานเท่าไหร่ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่รถคันหรูแล่นมาจอดอยู่หน้าประตูอัลลอยด์ที่กำลังเปิดเผยโฉมอาณาจักรภายในว่ายิ่งใหญ่ตระการตาเพียงใด

 

พิริยาวดีอึดอัดเล็กน้อยเมื่อต้องเข้ามาภายใน ชายหนุ่มร่างกำยำในชุดสูทดำยืนอยู่ตามจุดต่างๆ ที่เห็นตั้งแต่ผ่านบานประตูใหญ่เข้ามาราวกับผู้เฝ้าสมบัติชิ้นสำคัญของโลก หากแต่สวนดอกไม้ที่จัดตกแต่งเอาไว้ประหนึ่งว่ายกมาจากงานจัดแสดงโชว์สวนหย่อม

 

ทุกมุมของบ้านหรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็ไม่ผิดนัก ประดับด้วยต้นไม้นานาพันธุ์สวยงามจนคนมองถึงกับลืมความอึดอัดกับความแปลกที่ไปชั่วขณะ โดยเฉพาะต้นบอนไซหลากหลายขนาด หลากหลายรูปแบบที่ตั้งตระหง่านอวดความงดงามตระการตาอย่างไม่กลัวว่าใครจะมาขโมยเอาไปนั้นสวยงามจนคนชอบถ่ายภาพคันไม้คันมือยิ่งนัก

 

“คุณผู้หญิง ท่านรออยู่ด้านในครับ” คนขับเอ่ยบอกอย่างเคารพนบนอบเมื่อพามาจอดสนิทหน้าเรือนไม้ทรงญี่ปุ่น หากแต่ด้านในกลับต่อเติมและตกแต่งเอาไว้อย่างโอ่อ่ามากกว่าที่เห็นจากด้านนอกเสียอีก

 

ญาริกาพยักหน้ารับก่อนจะก้าวลงจากรถเมื่อมีใครบางคนวิ่งมาเปิดประตูต้อนรับพร้อมโค้งคำนับด้วยอาการไม่ต่างจากลูกน้องผู้จงรักภักดี พูดคุยกับชายในชุดดำเพียงสองสามคำนางแบบสาวก้าวเท้าเข้าไปด้านในโดยไม่รอให้พิริยาวดีได้ทันก้าวลงจากรถด้วยซ้ำ หญิงสาวมองตามนางแบบที่บัดนี้ทำทีเหมือนทอดทิ้งเธอเอาไว้ด้านนอก

 

“ขอกระเป๋าคุณผู้หญิงด้วยครับ” ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยเสียงภาษาไทยไม่ชัดนัก ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือจากมือของพิริยาวดีไปถือเอาไว้เสียเอง

 

“คุณผู้หญิงบอกให้คุณรอที่เรือนรับรอง กรุณาตามผมมาครับ” เสียงบอกเป็นภาษาไทยเอ่ยออกมาหลังจากส่งกระเป๋าของญาริกาให้ชายอีกคน

 

ร่างสูงยืนรอนิ่งจนพิริยาวดีก้าวลงมายืนเคียงข้างเขาเรียบร้อยแล้วจึงเดินนำทางไปยังเรือนรับรองที่ว่านั่น หญิงสาวนึกแปลกใจไม่น้อยที่เดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้วได้ยินคนญี่ปุ่นพูดไทยได้ แม้น้ำเสียงสำเนียงยังแปร่งๆ อยู่บ้าง แต่ก็ฟังได้ศัพท์และเข้าใจง่าย

 

...ในทีแรกคนที่เพิ่งจะเดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกยังนึกหวาดหวั่นว่าเธอจะสื่อสารกับใครได้เข้าใจหรือไม่ เพราะนอกจากภาษาอังกฤษและภาษาไทยแล้ว เธอก็ยังไม่เข้าใจภาษาอื่นๆ ได้อย่างเจ้าของภาษาจริงๆ เสียที แต่เมื่อคนที่เดินนำหน้าเธอพูดไทยได้คล่องขนาดนี้ เห็นทีการมาญี่ปุ่นคงไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเอาไว้...

 

พิริยาวดียิ้มขำเงียบๆ ให้กับความคิดของตนเอง ไม่ทันได้มองด้วยซ้ำว่าตนเองเดินผ่านต้นไม้น้อยใหญ่อะไรมาบ้าง แต่เมื่อมาถึงเรือนรับรองที่ดูเหมือนบ้านหนึ่งหลังกรุผนังด้วยกระจกใสรอบด้าน มีโต๊ะเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายตุ๊กตาญี่ปุ่นจัดวางอย่างได้ตำแหน่งสองสามชุด

 

“ถึงแล้วครับ ที่นี่มีของว่างและเครื่องดื่ม หากคุณต้องการสามารถเลือกดูได้ตามสบาย ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเพิ่มให้กดกริ่งที่อยู่บนโต๊ะ จะมีคนมาคอยดูแลคุณจนกว่าคุณผู้หญิงของคุณจะกลับออกมา” น้ำเสียงราบเรียบเช่นเดียวกับใบหน้าที่เรียบนิ่งจนหญิงสาวนึกขำ

 

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ตอบรับไปด้วยใบหน้าซ่อนยิ้ม

 

...เขาจะรู้หรือเปล่านะว่าเธอทั้งขำทั้งสงสาร คนอะไรไร้อารมณ์ ทำเหมือนตัวเองเป็นหุ่นยนต์อย่างนั้นล่ะ ยิ่งใหญ่ขนาดสั่งให้คนกลายร่างเป็นหุ่นได้ด้วยหรือนี่...พิริยาวดีได้แต่สงสัยและเก็บคำถามเอาไว้ เพราะถ้าหากถามออกไปมีหวังอาจจะไม่ได้กลับเมืองไทยอย่างครบสามสิบสองเป็นแน่

 

หญิงสาวเดินเข้าไปด้านใน เดินสำรวจของว่างและเครื่องดื่มที่จัดวางเอาไว้รอท่าอย่างเป็นระเบียบก่อนจะเลือกหยิบแก้วทรงสูง รินน้ำส้มในเหยือกใสใบไม่ใหญ่นักจนเต็มแก้วแล้วจึงมานั่งพักที่โต๊ะ มือเรียวคว้าหนังสือเล่มหนึ่งมาจากกลางโต๊ะที่มีหนังสือต่างๆ วางซ้อนกันอยู่สามสี่เล่มขึ้นมาดูแต่เมื่อเห็นว่าตัวหนังสือเหล่านั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นแทบทั้งหมด เธอตัดสินใจวางมันไว้ที่เดิม

 

...อะไรจะชาตินิยมขนาดนี้ หนังสือในห้องรับแขกจะให้เป็นภาษาอังกฤษสักนิดก็ดีหรอก จะได้มีอะไรทำในช่วงที่ต้องนั่งรอ นี่อะไร นอกจากเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นภาษาญี่ปุ่นแล้ว หนังสือทุกเล่มมีแต่ภาษาญี่ปุ่น...

 

คิดพลางเรียวปากสวยเม้มเข้าหากันโดยไม่ทันได้รู้ตัว สายตามองผ่านกระจกใสออกไปโดยรอบก่อนจะลุกเดินไปยังพุ่มดอกไม้แสนสวยที่ชูคอท้าความสวยงามอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้า มือเล็กสัมผัสกลีบดอกทรงหยดน้ำสีชมพูเข้ม ต้นไม่สูงนัก แต่สวยงามโดดเด่นไม่แพ้ต้นไม้เมืองไทยที่เธอเคยพบเห็น

 

...บ้านหลังนี้มีไม้ดอกไม้ประดับเยอะเหมือนกัน เจ้าของบ้านหรือว่าใครกันนะที่ช่างสรรหามาปลูกไว้ที่นี่...พิริยาวดีมองเพลิน ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเดินลึกเข้าไปถึงไหนต่อไหน คฤหาสน์หลังใหญ่ที่ญาริกาเดินหายเข้าไปนั้น เป็นเสมือนใจกลางของอาณาจักรแห่งนี้ เยื้องมาทางขวามือด้านหน้า จะเป็นเรือนรับรองที่เธอเพิ่งเดินห่างออกมา ส่วนด้านหลังถูกปลูกสร้างเป็นบ้านทรงญี่ปุ่นเรียงรายกันเกือบสิบหลัง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง

 

สายน้ำเล็กๆ ที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นเชื่อมไปยังบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็กหากแต่สวยงามอย่างกับเทพนิยายทำให้หญิงสาวเพลินตายิ่งนัก กว่าจะรู้ตัวสาวไทยช่างสงสัยก็เหลือบไปเห็นดอกไม้สีขาวส่งกลิ่นหอมคล้ายๆ กับที่ตนเคยรู้จัก หารู้ไม่ว่าเจ้าของดอกไม้งามกำลังยืนมองพิริยาวดีที่กำลังเอื้อมมือหมายจะไปแตะต้อง             

 

 

 

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจและการติดตามนะคะ

ขอบคุณมากๆ ค่ะ

คืนนี้นอนหลับฝันดีนะคะ จุ๊บๆ

ความคิดเห็น