Fey Fahrenheit

นิยายเรื่องที่สองก็ใกล้จะเข้าสู่บทสุดท้ายแล้ว... ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ

​บทที่ 15 ละทิ้ง

ชื่อตอน : ​บทที่ 15 ละทิ้ง

คำค้น : แฟนตาซี เจ้าชาย วาย ซึนเดเระ หมาป่า ตลกดราม่า BL นิยายBLแฟนตาซี ผจญภัย sm

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2561 02:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​บทที่ 15 ละทิ้ง
แบบอักษร

บทที่ 15

ละทิ้ง

นัยน์ตาสีมรกตใต้กรอบแว่นสีเงินเริ่มมีแววขุ่นมัวทันทีเมื่อพบกับผู้มาเยือนที่ไม่ได้ถูกเชื้อเชิญ

บรรยากาศชวนอึดอัดรอบกายทำให้ผู้มาเยือนรับรู้ได้ว่าควรรีบจัดการธุระตรงหน้าให้เสร็จสิ้นก่อนที่ตนจะถูกเชือด

“ฟรอยอยู่ไหน” เสียงเรียบแต่เย็นยะเยือกของคาโรลทำให้ผู้ทำหน้าที่รับเอกสารแทนต้องเหงื่อตก

“ขออภัยด้วยครับท่านคาโรล นี่เป็นคำสั่งจากท่านฟรอย”

“หึ พวกเจ้ารับฟังคำสั่งทุกอย่างเลยสินะ แม้แต่เรื่องส่วนตัวของเจ้านายก็ยังจะเข้ามาสอด!” คาโรลย่างสามขุมไปทางลูกน้องของคนผมเทา เขาสังเกตจากการแต่งกายของแกฝ่ายก็พอจะทราบได้ว่าอีกฝ่ายมีตำแหน่งในระดับหัวหน้าหน่วย ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่รับคำสั่งโดยตรงจากผรอยเท่านั้น

นัยน์ตาคมจ้องเข้าสะกดราวกับหมาป่ากำลังจะฆ่าเหยื่อ ทำให้ผู้มาเยือนต้องนิ่งค้างแข็งท่ออยู่กับที่ คาโรลคว้าลำคอที่ถูกปกปิดด้วยผ้ายืดสีดำแน่นก่อนจะยกร่างที่พยายามดิ้นรนให้ลอยสูงขึ้น

“เจ้าน่าจะรู้ดีว่าระดับอย่างพวกเจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า หากยังกล้ามาลองดีข้าจะส่งศพเจ้าไปแทนเอกสารพวกนี่!” คาโรลเอ่ยอย่างเดือดดาล ก่อนจะโยนร่างหัวหน้าหน่วยที่สามแห่งกององครักษ์ลงกับพื้น

รองเท้าหนังคู่งามเตรียมที่จะบดขยี้ศีรษะของผู้สลบไสล แต่ไม่ทันที่คาโรลจะได้ระบายโทสะ เส้นเชือกหนังก็พุ่งตรงมาจากทางหน้าต่าง ตวัดรัดดึงข้อเท้าของเขาไว้และกระชากออก จนทำให้คาโรลต้องเซล้มลงกับพื้น

“ท่านฟรอยมีคำสั่งว่าวันนี้ไม่ต้องการพบท่านคาโรล พวกเราแค่ต้องทำตามหน้าที่ และเอกสารเหล่านี้ก็เป็นเรื่องสำคัญของเจ้าชาย” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเอ่ย พลางยืนมือช่วยประคองคุณชายคาโรลผู้ที่เกือบจะฆ่าเพื่อนของเขา

คาโรลปัดดความหวังดีที่อีกฝ่ายหยิบยื่นมาทิ้ง ก่อนจะปาเอกสารสำคัญให้แก่เหล่าหัวหน้าหน่วยกององครักษ์ เขาตวัดสายตาคมกริบไปทางหนึ่งในหัวหน้าหน่วย ผู้ที่กล้าทำร้ายราชองครักษ์ของพระราชาได้อย่างไม่กลัวเกรง

“พระชายายังมีรับสั่งให้ท่านฟรอยติดตามไปด้วย ท่านคาโรลเองคงไม่อยากขัดรับสั่งของท่านฟาเรนหรอกจริงไหมครับ” หัวหน้าหน่วยสอดแนมเอ่ยขึ้นพลางจับประคองเพื่อนรักที่ล้มกองอยู่พาดบ่า

“แต่ข้าไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่องที่ฟรอยหนีหน้า! ข้าควรที่จะได้อธิบายเหตุผล ไม่ใช่ต้องมาถูกพวกเจ้ากักกันแบบนี้”

“ท่านคาโรลโปรดวางใจ ใช่ว่าพวกผมคิดจะต่อต้านท่าน เมื่อท่านฟรอยไม่มีความสุขพวกเราก็ไม่มีความสุข แต่นี่เป็นคำสั่ง พวกเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นในหนึ่งวันนี้ โปรดช่วยเว้นระยะจากท่านฟรอยด้วยครับ ถือว่านี่เป็นคำขอร้องจากกององครักษ์” สิ้นคำอธิบายของไพร์ม ผู้เป็นหนึ่งเดียวให้หน่วยที่กล้าเจรจาพาทีสามหาวกับผู้มียศสูงกว่าอย่างคาโรล สามร่างของหัวหน้าหน่วยกององครักษ์ก็หายวับไปกับสายลม ทิ้งคำขอร้องสุดท้ายไว้ให้ท่านราชองครักษ์ที่กำลังระเบิดอารมณ์ต้องครุ่นคิด

คาโรลพยายามรับฟังและทำใจให้สงบลง จากแววตาของผู้พูดแสดงออกชัดว่าไม่อยากมีเรื่องกับเขาและหนักใจกับการทำภารกิจนี้

สิ่งที่ไพร์มพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ในตอนนี้ฟรอยกำลังหัวเสียและต้องวุ่นวายกับภาระงานใหม่จากความเอาแต่ใจของพระชายาผมแดง แต่ถ้าจะให้เขามาอดทนนั่งรอจนกลับจากการเที่ยวหลังแต่งงานที่ไม่รู้ว่าจะกินเวลานานเท่าใดเขาคงทำไม่ได้

“หนึ่งวัน...” เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างเล็กๆ ที่กำลังเดินย่างมาจากทางเข้า

ใบหน้าเรียวขาวแย้มยิ้มและขบขันกับท่าทีหลุดมาดเข้มขรึมของลูกน้องมาดนิ่ง

คาโรลรีบปรับเปลี่ยนท่าทางและเชื้อเชิญให้ผู้สูงศักดิ์นั่งประจำที่ ก่อนจะรีบเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายเพราะการปะทะเมื่อสักครู่อย่างรีบร้อน

“อะไรกัน ท่านชายคาโรลผู้เยือกเย็นของข้ากลับร้อนร้นจนเรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็คิดไม่ออกเชียวหรือ ข้ารึอุตส่าห์จะมาพูดคุยเรื่องที่เจ้าน่าจะรู้สึกเช่นเดียวกัน แต่เอาเถอะข้าคิดว่าตอนนี้ในสมองของเจ้าคงคิดถึงแต่เรื่องเจ้าผมเทานั่นสินะ” โรฮานเอ่ยพลางค้นหาของว่างบนโต๊ะของตน และเมื่อพบกับกล่องขนมที่เป็นของฝากจากต่างแดนก็รีบแกะออกมากินทันที

คาโรลมองทพลางถอดถอนใจกับความใจร้อนของตนเอง เขายอมรับว่าตนนั้นกำลังขลาดกลัว เขากลัวว่าเหตุการณ์ที่แสนจะเจ็บปวดจะย้อนกลับมาอีก เขาเกลียดวันเวลาที่แสนจะทรมาน วันคืนที่ต้องอยู่กับการรอคอยอย่างสิ้นหวัง และทั้งที่เขากำลังจะได้อีกฝ่ายกลับคืนมาแต่เหมือนเขาจะทำให้แก้วที่กำลังประสานเกิดรอยร้าวอีกจนได้

คาโรลหันกลับมาดูแลท่านราชาที่แกะขนมกินจนเลอะเทอะราวกับเด็กๆ ยิ่งตอนนี้ยังอยู่ในร่างเด็กด้วยแล้วยิ่งดูน่าอนาถใจ หากใครมาพบว่าผู้ครองดินแดนพงไพรอันกว้างใหญ่คือปีศาจหมาป่าขนปุยตัวเล็กตนหนึ่งคงจะขำกันจนต้องกุมท้อง…

‘ท้อง! ถ้าหากพร้อมกำลังท้องอยู่ล่ะก็แย่แน่!’

คาโรลครุ่นคิดไม่ตก ยิ่งเขาพยายามทบทวนเพื่อตั้งสติกลับยิ่งต้องฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม

“เฮ้ยๆ นี่เจ้าฟังที่ข้าพูดบ้างหรือเปล่า น้ำชามันรดหัวข้าอยู่” โรฮานเอ่ยพลางปัดกาน้ำชาอุ่นร้อนที่รดหัวเข้าอยู่ ยังดีที่น้ำในกาอุ่นแล้ว ไม่อย่างนั้นศีรษะของเขาคงได้ล้านเป็นแน่

“ขะ..ขอรับ ต้องขอประทานโทษ กระผมกำลังคิดทบทวนเรื่องที่ท่านเอ่ยเตือนสติมา ต้องขออภัยในความโง่เขลาของกระผมด้วยขอรับ” คาโรลรีบหาผ้ามาเช็ดให้เจ้านายพัลวัน ก่อนจะถอนหายใจยาวกับตัวเอง

“ช่างมันเถอะ คนมีความรักก็แบบนี้แหละข้าเข้าใจ... มาเข้าเรื่องกันต่อ ข้าว่าเจ้าลูกตัวแสบคงไม่คิดจะออกไปฮันนีมูนจริงๆ หรอกนะ ท่าทางของเจ้าหนุ่มผมแดงนั่นก็ด้วย ดูก็รู้ว่าคู่นี้มันเป็นเป็นพวกปากแข็ง จะมาทำหวานเหมือนคู่รักในตำนานอย่างพวกเจ้านะคงไม่มีทางแน่ๆ” โรฮานเอ่นพลางจิบชาและมองลูกน้องมาดนิ่งที่กำลังจัดแยกเอกสารและรับฟังเงียบๆ

“แล้วยังมีผลึกพลัง... กับพลังของเรดิอาที่ฟื้นกลับคืนมา เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?...งานนี้มันอาจจะเกี่ยวพันถึงไอ้เจ้านั่นก็เป็นได้”

คาโรลนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบผู้เป็นนาย เขารู้ดีว่าแท้จริงแล้วท่านราชาโรฮานรู้ข้อมูลทั้งหมดดีอยู่แล้ว และอาจจะรู้มากกว่าเขาด้วยซ้ำไป แต่อาจจะต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรื่องทั้งหมดเป็นข้องเท็จจริงไม่ใช่ข่าวลวง

“ขอรับ จากใบขออนุญาตไปยังมัวส์ก่อนที่อื่นน่าจะเป็นสิ่งที่พอยืนยันได้ว่าท่านเรดิอาต้องการพบท่านเอลล่า และจากการสอบถามแพทย์ที่เคยให้การรักษาท่านฟาเรน ก็ยืนยันได้ว่าท่านฟาเรนเป็นร่างผนึก”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นคงปล่อยไว้ไม่ได้ ส่งคนไปคอยตามแล้วส่งข่าวมาเป็นระยะๆ เจ้าพอจะหาหน่วยกล้าตายที่จะทำเรื่องนี้ได้ไหม เพราะถ้าถูกจับได้ลูกชายข้าคงเชือดทิ้งแน่ เจ้านั่นชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ขืนรู้ว่าข้าเข้าไปสอดคงไม่ยอมมารับตำแหน่งแทนข้าอีกแน่”

โรฮานเอ่ยพลางคิกไปถึงเรื่องราวในอดีตที่กว่าจะเคี่ยวเข็ญให้ลูกชายอย่างเรดิอาขึ้นครองตำแหน่งราชาได้ก็ทำเอาเหนื่อย และที่สำคัญเขาเองก็มีหน้าที่อื่นที่ต้องไปทำ จะให้มานั่งโต๊ะเป็นพระราชาบริหารอาณาจักรพงไพรปีศาจแบบนี้คงไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนแน่

“ถ้าเป็นพวกที่เก่งเรื่องการแฝงตัวกระผมก็พอรู้จักอยู่บ้าง และแน่นอนว่าถึงโดนจับได้ก็ไม่โดนเจ้าชายเล่นงาน” คาโรลยิ้มกริ่ม เมื่อเขาคิดที่จะใช้หมากตัวเดียวกันกับฟรอยเพื่อคอยเป็นหูเป็นตาให้เขาและยังสามารถทำงานให้ท่านราชาได้อีกด้วย

‘หนึ่งวัน ใช่แล้วอีกเพียงแค่หนึ่งวัน คำสั่งของฟรอยก็ทำอะไรเขาไม่ได้ กององครักษ์เองก็ไม่ได้รับคำสั่งใดให้ติดตามไปด้วย’

คาโรลเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะอารมณ์ปกติ ใบหน้านิ่งเริ่มจัดแจงเอกสารวางแผ่ให้เจ้านายตัวน้อยจรดปากกาทำงาน ก่อนจะโค้งเคารพและเดินออกไปทำงานตามตารางที่วางไว้

รอยยิ้มที่ยากจะพบเห็นของคาโรลผุดขึ้นที่มุมปาก แต่ทว่ากลับช่างดูน่ากลัวและแฝงไปด้วยเล่ห์นัยร้ายกาจจนเหล่าคนรับใช้ที่ผ่านไปมาตัวสั่นผวากันไปเป็นแถว

***

ย่ำรุ่งของวันแห่งการเริ่มต้นค้นหาความจริง ท่านราชองครักษ์คาโรลนั่งประจำ ณ ห้องทำงานมาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น บนโต๊ะมีเอกสารวางกองรอให้พิจารณามากมาย แต่ทว่าเจ้าตัวกลับนั่งขีดเขียนบางอย่างลงสมุดเล่มบางโดยไม่สนใจงานที่กองตรงหน้า

คาโรลจดจ่อกับการลอบล้วงข้อมูลที่เรดิอาปกปิด ถึงความจริงแล้วเขาก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าชายจอมเอาแต่ใจคิดจะทำอะไร แต่ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยันหรือข้อมูลที่ชัดเจนพวกเขาก็คงเคลื่อนไหวไปช่วยอะไรไม่ได้ และอีกความหนักใจหนึ่งก็คือกององครักษ์ เพราะเขายังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยอมร่วมมือกับเขาแต่โดยดีหรือไม่

“ท่านคาโรลเรียกพวกผมมามีอะไรให้รับใช้ครับ” เสียงของผู้มาเยือนจากเงามืดเอ่ยขึ้น ไพร์ม หัวหน้าหน่วยสอดแนมแห่งกององครักษ์ ยืนโค้งทำความเคารพแก่ผู้ออกคำสั่งเรียกพบเขา

“เจ้าชายไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อนหลังแต่งงานจริงๆ สินะ” คำเอ่ยแรกของคาโรลทำให้ไพร์มต้องชะงัก ทั้งที่พวกเขาต่างเข้มงวดกันมากเรื่องความลับของเจ้านาย แต่กลับรั่วไหลออกไปถึงหูผู้ที่ท่านฟรอยไม่อยากให้รู้เรื่องราวมากที่สุด

คาโรลมองคู่เจรจาตรงหน้าที่ยังยืนนิ่งไม่เอ่ยต่อปากกับเขาเช่นทุกครา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาเข้าใจนั้นถูกต้อง

“ท่านโรฮานต้องการทราบข้อมูล ร่วมถึงแผนการทั้งหมดของเจ้าชาย พวกเจ้าพอจะช่วยไปสืบให้ได้หรือไม่ แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องละทิ้งหน้าที่หลักที่ฟรอยสั่งไว้ แค่แบ่งไปสักสองสามคนก็พอ”

“พวกผมได้รับคำสั่งห้ามติดตาม เพราะฉะนั้นต้องขออภัยที่ช่วยเหลือท่านไม่ได้ และเรื่องข้อมูล ผมก็ทราบเท่าที่ท่านคาโรลทราบครับ”

คาโรลขมวดคิ้วพลางจ้องเขม็งไปยังบุรุษเบื้องหน้าที่กล้าปฏิเสธคำสั่งที่มาจากพระราชาและยังถือคำสั่งของคนผมเทาไว้เป็นอับดับหนึ่ง และถึงแม้เขาจะพยายามเค้นถามถึงข้อมูลแผนการจริงๆ เจ้าชายเรดิอาก็คงไม่บอกให้ลูกน้องที่ไม่ได้ติดตามอยู่อย่างแน่นอน และไม่แน่ว่างเจ้าชายแสนมุทะลุนั่นอาจจะยังไม่มีแผนอะไรเลยก็เป็นได้

‘แล้วฟรอยก็ต้องไปเสี่ยงกับไอ้เจ้าชายบ้านั่น!’

คาโรลยิ่งคิดทบทวนก็ยิ่งอดโมโหไม่ได้ ถ้าพวกกององครักษ์ติดตามไปด้วยมันยังจะเป็นอะไรที่น่าวางใจกว่า อย่างน้อยก็รู้วามีคนคอยคุ้มกัน และแม้แต่แผนการสำรองอะไร ไอ้เจ้าชายบ้านั่นก็คงไม่คิดจะทิ้งไว้ให้ลูกน้องเลยสินะ!

“ฟรอยสั่งอะไรพวกเจ้าไว้บ้าง นอกจากเรื่องที่ไม่ให้ข้าพบหน้า” คาโรลเอ่ย เขาพยายามที่จะควบคุมสีหน้าและน้ำเสียงให้คงที่ เพื่อให้อีกฝ่ายไม่ตื่นกลัวและหนีไปเสียก่อน

“ท่านฟรอยสั่งว่าไม่จำป็นต้องติดตาม ให้ประจำการสอดส่องรอการส่งข่าวและเตรียมพร้อมเพื่อเป็นกำลังเสริม แต่ถ้าไม่มีคำสั่งใดๆ ก็อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวครับ”

“อืม เจ้าไปได้”

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทันที่ที่อีกฝ่ายรายงานจบ เขาแน่ใจแล้วว่าแผนแรกที่จะให้กององครักษ์ไปคงไร้ผล เหล่าคนพวกนี้ถึงจะยังคงรับใช้เขาได้อย่างเต็มใจ แต่ก็พร้อมจะปฏิเสธหากเป็นเรื่องที่ขัดกับคำสั่งของฟรอย เขาไม่น่าคิดอะไรตื้นๆ เช่นนี้ หรือบางทีเขาอาจจะคิดเยอะเกินไป

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูพร้อมกับการมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญทำให้คาโรลหลุดออกจากห่วงความคิด นัยน์ตาสีมรหรี่ลงมองคนตรงหน้าที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับเช่นเดียวกัน

“ข้าจำไม่เห็นได้ว่าเรียกเจ้ามา”

“ข้าก็ไม่ได้อยากจะมา...เอ่อ..ไม่สิ ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับเจ้า” อับบาสเอ่ย ร่างแกร่งนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แต่ทว่าท่าทางนั้นกลับมีความลังเลราวกับกำลังเขินอาย

“ข้าขอปฏิเสธ” คาโรลเอ่ยสวนขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายเอ่ยจบ ก่อนจะเริ่มลงมือสะสางงานที่กองเต็มโต๊ะ

“เฮ้ย! นี่ข้ามาขอร้องดีๆ นะ เจ้าก็รู้ว่ามาคัสใกล้จะคลอดแล้ว และข้าต้องการหมอที่เก่งที่สุด คนในตระกูลเรเดลนับถือเจ้าเป็นอันดับหนึ่ง และคนที่เก่งที่สุดก็คือเจ้า” อับบาสตบโต๊ะทำงานของอีกฝ่ายด้วยความเคยชิน แต่พอเจอสายตาดุที่ส่งมาให้ เขาก็ต้องถอนหายใจยาว

คาโรลนั่งทำงานของตนต่อไป และไม่ใคร่สนใจที่จะตอบอีกฝ่าย เขาปล่อยให้อับบาสนั่งจ้องตนด้วยความกดดันอยู่อย่างนั้น เพราะคาโรลรู้ดีว่าถึงพูดอะไรอีกฝ่ายก็คงไม่ยอมตัดใจง่ายๆ ทั้งที่ช่วงนี้เขาต้องวุ่นวายเพิ่มจากเรื่องของเจ้าชายตัวแสบ แล้วยังจะมาถูกไอ้คนที่เป็นต้นเหตุรักร้าวของเขามาตามตื้อให้ไปเป็นหมอทำคลอดอีก

‘ไอ้เจ้าสมองมีแต่กล้ามคิดว่าเขาที่เป็นหมอ จะรักษาได้ทุกโรคและทำได้ทุกอย่างหรือไรกัน’

ถึงแม้คาโรลจะถือเป็นผู้เชียวชาญที่ใครๆ ก็ยกให้เป็นอับดับหนึ่ง หากจะให้เขารักษาหรือกระทำการที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ความชำนาญและเชี่ยวชาญที่ได้จากประสบการณ์นั้นเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งกว่า ถึงเขาจะมีความรู้มากมายแค่ไหน ทว่าตอนนี้คาโรลก็ไม่ค่อยจะได้ใช้ฝีมือด้านการแพทย์สักเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นหากให้เทียบกับคนที่ทำงานรักษาประจำแล้ว ฝีมือการรักษาคงไม่แตกต่างกัน

“ข้าขอร้องจริงๆ นี่เจ้าลองคิดดูนะ ถ้าฟรอยเกิดมีลูกและกำลังคลอดขึ้นมา เจ้าอยากให้มีตาแก่ที่ไหนไม่รู้มาเห็นก้นงอนๆ ของเมียเจ้าหรือ และนี่ก็เป็นท้องผู้ชาย ใครๆ ก็รู้ว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดอันตรายสูง ถือว่าเห็นแก่มาคัสก็ได้ เจ้าจะให้ข้าทำอะไรข้ายอมทั้งนั้น”

คำเอ่ยพล่ามพรรณนาหาข้อต่อรองของชายตรงหน้าเริ่มเข้าหูคาโรลอยู่บ้าง ปากกาในมือหยุดลงก่อนจะถูกวางไว้อย่างเรียบร้อย รอยยิ้มบางแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นจางๆ ครู่หนึ่ง

“หมอที่เก่งเรื่องการทำคลอดที่สุดในตระกูลของข้าก็คือมาคัส และเจ้าตัวก็น่าจะรู้ดีว่าใครที่มีฝีมือรองจากเขา ข้าไม่ค่อยจะได้ทำคลอดชายบ่อยสักเท่าไหร่ เจ้าแน่ใจนะว่าจะให้ข้าทำ”

“มาคัสก็บอกมาสองสามคน แต่ถ้ามีเจ้าเป็นมือหลักข้าจะวางใจกว่า ทีตอนโอเรียนคลอดเจ้ายังไปทำคลอดให้เลยไม่ใช่หรือ มาคัสก็เป็นคนในตระกูลเจ้านะ” อับบาสเริ่มเห็นแววว่าจะเจรจาสำเร็จก็รีบเอ่ยยกยอคนตรงหน้าทันที

“ถ้าข้าตกลง เจ้าจะยอมทำทุกอย่างที่ข้าต้องการอย่างนั้นใช่ไหม?” คาโรลเอ่ย พลางสบตรงเข้าไปในแววตาที่ระริกระรี่ดีใจของอีกฝ่าย

“แน่นอน เพื่อมาคัสข้ายอมทำได้ทุกอย่าง!” อับบาสตอบรับทันทีพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม โดยไม่คลางแคลงใจเลยว่าคนเจ้าแผนการตรงหน้านั้นมีแผนร้ายอย่างไรซ่อนอยู่

คาโรลยิ้มกริ่ม ก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษสำหรับเขียนคำสั่งขึ้นมา และจรดปากกาด้ามงามตวัดเขียนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับลงชื่อและประทับตราประจำตัว

“ลงชื่อรับคำสั่งและข้าสัญญาว่าจะไปช่วยทำคลอดให้มาคัส”

อับบาสเริ่มลังเลกับแววตาระริกของชายมาดนิ่งตรงหน้า เขารับใบคำสั่งที่คุ้นเคยมาอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะจรดปากกาเซ็นรับคำสั่งโดยไม่อ่านเนื้อหาใดๆ

“เจ้าไม่คิดจะอ่านก่อนเลยอย่างนั้นหรือ”

“ไม่ละ ถึงข้าอ่านไปก็เท่านั้น เจ้าอธิบายมาเลยจะเร็วกว่า” อับบาสม้วนกระดาษเก็บพลางผูกเชือกเรียบร้อยและถือไว้เป็นการตอบรับอีกครั้งว่าเขารับทำตามคำขออีกฝ่ายโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

คาโรลลุกจากเก้าอี้และเดินตรงหาอีกฝ่าย พลางเชื้อเชิญให้ท่านหัวหน้าตระกูลอาร์มันโดนั่งลงยังเก้าอี้ประจำของตน

“ต่อไปนี้เจ้าคือผู้ดำรงตำแหน่งแทนข้า ในช่วงที่ข้าไปทำภารกิจพิเศษเจ้าต้องอยู่ช่วยงานท่านโรฮานโดยไม่มีกำหนด เพราะข้าเองก็บอกไม่ได้ว่าจะกลับมาเมื่อใด”

“ฮะ..เอ้ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย! เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป แล้วงานหลักของข้าล่ะ”

คาโรลแย้มยิ้มเยาะก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้อับบาสแผดเสียงโวยวายด้วยความสับสนในห้องทำงานของคุณชายผู้ที่ไม่เคยคิดจะให้ใครมายุ่งเกี่ยวกับหน้าที่แสนสำคัญ แต่วันนี้คาโรลกลับโยนงานที่หนักอึ้งให้แก่อดีตคู่อริเช่นเขา

***

คาโรลตรงไปยังห้องที่พักทำงานของท่านราชาอย่างห้าวหาญ แม้ในสมองจะเริ่มประมวลเหตุผลที่ทำให้เขาต้องลังเล แต่เขาจะลังเลไม่ได้อีกแล้ว!

เพราะถ้าไม่ลงมือเองมันก็ไม่มีคววมหมาย และเขาจะไม่ทิ้งโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปแน่!

“ท่านโรฮานขอรับ กระผมมีแผนการติดตาม...” ทันทีที่คาโรลเปิดประตูเข้ามาเขารีบก็เอ่ยเจตนาของตนทันที แต่ทว่าภายในห้องกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งเงาของชายตัวเล็กที่ควรจะนั่งสะสางงานที่กองท้วมโต๊ะ

คาโรลถอดถอนใจก่อนจะเดินไปหยิบแผ่นกระดาษข้อความที่เป็นของท่านราชา ผู้ที่หนีงานได้ตลอดเวลาไม่เว้นแม้แต่ตอนที่อยูในช่วงที่ยุ่งที่สุด

‘ข้ามีนัดเล่นหมากรุกกับพวกตาเฒ่า ฝากที่เหลือด้วย’

ข้อความที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ทำให้คาโรลที่กำลังจะสบถก่นด่าต้องถอดหายใจอีกครั้ง เมื่อเขารู้ดีว่าท่านราชาเองก็มีภารกิจเหมือนกัน ดังนั้นเขาคงต้องรอให้ท่านราชาโรฮานกลับมาเสียก่อนจึงจะปลีกตัวออกไปได้

คาโรลตวัดเขียนข้อความตอบกลับต่อท้ายข้อความของเจ้านาย และเมื่อหยดน้ำหมึกของตัวอักษรสุดท้ายถูกเขียนลงจนจบประโยค ตัวอักษรทั้งหมดในหน้ากระดาษก็เลื่อนหายไปพร้อมกับแผ่นกระดาษเริ่มสลายเป็นผุยผงและปลิวว่อนไปตามสายลม

‘หวังว่าท่านจะกลับมา... กระผมให้ อับบาส อาร์มันโด ดูแลงานแทน ส่วนภารกิจช่วยหลือท่านเรดิอานั้นสำคัญยิ่ง ดังนั้นกระผมจึงต้องรีบติดตามไปในเร็ววันนี้   ...คาโรล’

***

ณ คฤหาสน์กุหลาบขาวแห่งมัวส์ อาณาจักรทางตอนเหนือที่มีอุณหภูมิต่ำ และเต็มไปด้วยภูเขาอันเป็นแหล่งของทรัพยากรแร่จำนวนมาก ผู้ครองนครแห่งนี้คือพระราชาริชาร์ตและพระราชินีเอลล่า ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มทำให้เมืองที่หนาวเย็นนี้ มีความคึกคักขึ้นจากการพัฒนาสินค้าเครื่องประดับ และงานเทศกาลต่างๆ

เอลล่า หญิงสาวที่ถูกเลื่องลือว่างามดังกุหลาบแรกแย้มที่ไม่มีวันโรยรา ราชินีที่มาจากสามัญชนผู้มอบความรื่นเริงและสีสันให้กับเมืองแห่งนี้ นางคือราชินีผู้เป็นที่กล่าวขวัญทั้งในเรื่องความสามารถและรูปลักษณ์ แต่หาได้มีใครล่วงรู้เลยว่าเธอคือปีศาจสาวจากดินแดนที่ทุกคนต่างหวาดกลัว

“ท่านเอลล่าครับ ผมไปนอนกับคุณพ่อบ้านก็ได้ครับไม่จำเป็นต้องจัดห้องใหญ่โตแบบนี้” เสียงเอ่ยอย่างนอบน้อมและหนักใจกล่าวต่อผู้สูงศักดิ์ตรงหน้า พร้อมกับสายตาที่ชำเลืองเหลือบมองพ่อบ้านมาดเข้มที่ส่งยิ้มบางๆ ให้กับเขา

“ไม่ได้หรอก เจ้าเป็นถึงราชองครักษ์ ต้องทำหน้าที่ดูแลเรดิอาไม่ใช่หรือ? และอีกอย่างที่นี่ค่อนข้างมองคนจากยศศักดิ์ ถ้าเจ้าไม่ทำตัวว่างท่าเสียบ้างพวกทหารข้างนอกจะไม่เคารพเอานะ และมันก็จะส่งผลถึงเรดิอาด้วย” ราชินีเอลล่าเอ่ย ก่อนจะเอาพัดเคาะบ่าของชายผมเทาตรงหน้าเบาๆ ให้เข้าใจในสถานะตน ณ ดินแดนที่ไม่ใช่ของเหล่าปีศาจ

“ผมจะพาไปที่ห้อง ท่านฟรอยอย่าได้เกรงใจเลยครับ” พ่อบ้านเอ่ยยิ้มแย้มและโค้งเคารพองค์ราชินีที่เดินจากไป ก่อนจะหันมาสบตากับชายผมเทาที่ดูจะมีศักดิ์สูงกว่าเขา

ฟรอยยิ้มแห้งแต่ก็เดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้ เขาพอรู้มาบ้างว่าการวางตัวให้สมกับเป็น ‘ผู้สูงศักดิ์’ ของพวกมนุษย์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เขาก็ไม่ค่อยจะคุ้นชินสักเท่าไหร่ที่ต้องมาทำหน้านิ่งหยิ่งทะนงกับคนที่ไม่คุ้นเคย

“คุณพ่อบ้านชื่ออะไรเหรอครับ” ฟรอยเอ่ยถามขึ้นขณะที่กำลังเดินตามพ่อบ้านหนุ่ม

“เรียกผมว่าพ่อบ้านเถอะครับ ชื่อของผมคงไม่คู่ควรที่จะให้ท่านมาเรียกเอ่ย” ร่างสูงโปร่งที่มีความสูงไม่ต่างจากฟรอยหันมาส่งยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มสุภาพ ใบหน้าเข้มคมกับผิวสีขาวทำให้ยิ่งดูเปล่งประกายมากกว่าจะเป็นพ่อบ้านทั่วไป

“อย่าคิดแบบนั้นสิครับ คุณพ่อบ้านก็คิดซะว่าเราอยู่ที่เผ่าของเรา” ฟรอยไม่ยอมลดล่ะ อย่างน้อยเขาก็พอจะสัมผัสได้ว่าคุณพ่อบ้านแสนใจดีคนนี้เป็นปีศาจเช่นเดียวกับเขาแน่นอน

พ่อบ้านผู้เพียบพร้อมหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ก่อนจะเปิดแง้มกว้างและผายมือเชิญให้ชายผมเทาช่างซักเข้าไปภายใน

“ขอประทานอภัยอย่างสูงด้วยครับที่ผมไม่รู้จักการวางตัวของชนเผ่าหมาป่าปีศาจ คนนอกคอกอย่างกระผมเติบโตมาที่เมืองแห่งนี้ หากทำอะไรให้ท่านราชองครักษ์ไม่พอใจผมต้องออภัย”

คำเอ่ยขอโทษขอโพยแทนคำตอบของคนตรงหน้าทำให้ฟรอยลนลานอย่างมาก เขาไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ถามชื่อจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องทำให้พ่อบ้านก้มหัวขอโทษเขา

“อะ...เออ ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมเรียกคุณพ่อบ้านก็ได้ครับ”

“ครับ พักผ่อนตามสบายนะครับผมจะไปเตรียมชามาให้” พ่อบ้านผู้นอบน้อมจากไปพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มอบให้แขกคนสำคัญ

ฟรอยถอดถอนใจยาวกับคำพูดของอีกฝ่าย ถึงเขาจะมีลูกน้องมากมายแต่ก็ไม่มีใครมาปฏิบัติกับเขาแบบนี้... ไม่สิ ไม่มีใครให้ความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกด้อยค่าแม้จะส่งยิ้มมาให้เขา ความเจียมเนื้อเจียมตัวกับฐานะที่แตกต่าง ซึ่งมันทำให้เขาไม่ค่อยจะชอบใจนัก

และยิ่งรู้สาเหตุยิ่งทำให้ฟรอยไม่พอใจหนักขึ้นไปอีก คำว่า ‘คนนอกคอก’ มักจะถูกใช้เรียกกับคนที่ไม่เข้าพวก สำหรับพวกมนุษย์แล้วคงไม่พ้นพวกที่มีอะไรพิเศษหรือแตกต่าง แต่จากกลิ่นอายของพ่อบ้านคนนั้นทำให้ฟรอยพอจะทราบได้ว่าที่เขามีท่าทางเช่นนั้นเพราะอะไร

‘ลูกครึ่งปีศาจ’

ผู้ที่เป็นลูกครึ่งหรือพวกเลือดผสมที่มีความเป็นปีศาจครึ่งหนึ่งมนุษย์ครึ่งหนึ่งนั้นค่อนข้างจะหาได้ยากเพราะโดยปกติแล้ว เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์กับปีศาจ มักจะมีสัดส่วนของพลังที่ชัดเจน เช่น หากมีพลังทางด้านปีศาจมากกว่าก็จะถือเป็นคนของเผ่าปีศาจนั้นๆ มีสิทธิ์เข้าออกดินแดนของตนและเป็นคนของเผ่าอย่างถูกต้อง

ส่วนพวกที่ได้รับพลังของปีศาจมาน้อย ไร้ซึ่งเอกลักษณ์ของปีศาจจอย่างชัดเจน ก็จะใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ได้โดยปกติ โดยไม่มีกลิ่นอายพลังด้านปีศาจออกมาให้รบกวนการใช้ชีวิตที่ดินแดนมนุษย์ ถึงอาจจะมีพลังพิเศษเหนือคนอื่นบ้างก็จะถือเป็นเพียงพรสววค์พิเศษของเจ้าตัว แต่ไม่สามารถเข้าสู่เผ่าปีศาจของตนได้ เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติของปีศาจ

แต่ลูกครึ่งที่มีสัดส่วนพลังครึ่งต่อครึ่งนั้น ถือเป็นกรณีที่มีการถกเถียงอยู่บ่อยๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วมักจบลงที่การไม่ยอมรับเข้าสู่เผ่า แม้จะมีความสามารถเทียบเท่ากับปีศาจแท้ๆ บางตนก็ตาม จึงทำให้เหล่าลูกครึ่งปีศาจต้องลำบากกับการควบคุมพลังตน ด้วยไม่สามารถร่ำเรียนหรือฝึกหัดหาความรู้จากในเผ่าได้ และเมื่อควบคุมพลังไม่ได้ก็ต้องหลบซ่อนตัวเพื่อหลบหนีจากพวกนักล่าปีศาจ

หรือหากพวกลูกครึ่งสามารถควบคุมกลิ่นอายปีศาจได้ แต่ฐานะทางสังคมในดินแดนมนุษย์ก็มักจะต่ำต้อย หากบิดามารดาฝ่านมนุษย์ดูแลดีหน่อยก็พอได้ลืมตาอ้าปาก แต่ส่วนใหญ่มักจะโดนทอดทิ้งแต่กำเนิด หรือถูกขายให้เป็นทาส

“สักวันคงต้องเอาเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อประชุมจริงจังสักทีสินะ” ฟรอยหยิบสมุดเล่มเล็กของตนขึ้นมาแล้วจรดปากกาเขียนเรื่องสำคัญลงไป

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูจากด้านนอกทำให้ฟรอยต้องรีบเก็บสมุดพกของเขาเข้าที่ ก่อนจะเดินไปเปิดรับน้ำชาจากคุณพ่อบ้านประจำคฤหาสน์

“น้ำชาครับท่านฟรอย” เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นพลางจัดวางชุดน้ำชาและของว่างหน้าตาน่าทานบนโต๊ะเล็กในมุมนั่งเล่นของห้องพัก

“เป็นบราวนี่เหรอครับ มีกลิ่นอ่อนๆ ของชาอยู่ด้วย น่าทานจริงๆ” ฟรอยเอ่ยพลางตักชิมบราวนี่กลิ่นหอมแปลกที่เขาไม่เคยพบเห็น

“ครับ ผมใส่ผงใบชาลงไปเล็กน้อย เมื่อทานคู่กับชาชนิดเดียวกันจะทำให้มีกลิ่นหอมและคล่องคอยิ่งขึ้นครับ ตอนนี้ก็เป็นช่วงก่อนเข้านอน ดังนั้นผมเลยลดรสหวานลงเล็กน้อย จะทำให้ได้สัมผัสกับรสขมของโกโก้และกลิ่นของใบชาแท้ๆ ได้มากขึ้น ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายครับ”

ผู้ถูกถามเอ่ยตอบยาวพร้อมรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจอันเล็กน้อยของตน ฟรอยลอบมองรอยยิ้มของอีกฝ่ายแล้วก็ก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้

เขารู้ว่าจะผูกมิตรกับพ่อบ้านคนนี้อย่างไร

“ผมก็ชอบทำขนมนะครับ ต้องคอยทำให้ท่านเรดิอากับท่าฟาเรนบ่อยๆ บางครั้งก็โดนว่าเรื่องความหวานเหมือนกัน ผมขอลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูนะครับ”

“ด้วยความยินดีครับ” พ่อบ้านรับคำขอด้วยความยินดี ก่อนจะโค้งศีรษะเพื่อขอปลีกตัวออกไปทำหน้าที่อื่นต่อ

“เดี๋ยวครับคุณพ่อบ้าน... ผมขอใช้ห้องครัวได้ไหมครับ” ฟรอยเอ่ยทักขึ้นเมื่อเขาเพิ่งนึกได้ว่าตนเองก็ต้องไปรับใช้เจ้านายทั้งสองเช่นกัน

คุณพ่อบ้านชะงักไปครู่หนึ่งกับคำขอของอีกฝ่ายที่ไม่ค่อยจะเข้ากับรูปลักษณ์ภายนอก ผิวสีน้ำผึ้งกับท่าทางฉับไวเช่นนี้ย่อมเหมาะแก่การเป็นองครักษ์ผู้เก่งกล้าของเจ้าชายแห่งดินแดนหมาป่าปีศาจ แต่เหตุใดจึงอยากเข้าครัวเอาในเวลานี้กัน

“ผมต้องไปเตรียมของว่างก่อนเข้านอนให้ท่านทั้งสองน่ะครับ เออ...มันเป็นของที่ต้องเตรียมพิเศษ คุณพ่อบ้านคงไม่ว่าอะไรนะครับ”

“ผมไม่กล้าต่อว่าท่านฟรอยหรอกครับ เชิญใช้ครัวได้ตามสบายเลยครับ ผมต้องขอตัวไปทำงานต่อก่อน” พ่อบ้านส่งยิ้มบางให้แก่ฟรอย ก่อนจะจากไปและทิ้งให้ท่านราชองครักษ์ผมเทาต้องนั่งกุมขมับกับคำพูดตัวเอง

***

น้ำนมสดสีขาวนวลในหม้อถูกต้มด้วยไฟอ่อน ชายผิวสีน้ำผึ้งที่กำลังคนเคี้ยวไปมาด้วยความชำนาญนั้นทำให้เหล่าคนครัวต้องเกร็งและประหลาดใจ ขวดน้ำยามากมายถูกบรรจงแต่งเติมหยดลงไปตามปริมาณที่มีในใจของผู้ปรุง เด็กเสิร์ฟและเหล่าคนครัวทั้งหลายต่างจับจ้องกับท่าทางทำครัวอันคล่องแคล่วของแขกคนสำคัญที่ได้ชื่อว่าเป็นองครักษ์ประจำตัวของหลายชายของพระราชินีแห่งมัวส์

“เสร็จแล้ว พร้อมเสิร์ฟ” ฟรอยตักนมอุ่นร้อนใส่แก้วสองใบบนถาดที่เตรียมไว้แล้วแย้มยิ้มกับคนครัวสองสามคนที่หลบมุมสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ

“ที่เหลือก็แบ่งกันทานได้เลยนะครับ เป็นนมสูตรพิเศษที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง” ฟรอยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มละลายใจ จนคนที่หลบมุมอยู่ต่างพากันออกมาแบ่งกันชิมนมสดสูตรพิเศษของท่านฟรอยที่แสนจะจิตใจดี แตกต่างจากเจ้านายที่ดูน่าเกรงกลัว

เด็กเสิร์ฟผู้รู้หน้าที่ตนก็จับเอาถาดที่ใส่นมอุ่นเตรียมนำไปให้แก่ผู้สูงศักดิ์ทั้งสองในห้องพักรับรอง ถึงในใจจะหวั่นเกรงในความไม่เป็นมิตรของหลานชายองค์ราชินี แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนตำหนิได้

“ดะ..เดี๋ยวครับ ผมเอาไปเองครับคุณไม่ต้องไปหรอก” ฟรอยรีบเข้าไปแย่งถาดจากเด็กหนุ่มหน้ามนที่กำลังทำหน้าตกใจกับท่าทีของเขา

“ตะ...แต่นี่มันหน้าที่ของผม” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเบาพลางพยายามยื้อแย่งถาดคืน

“ไม่มีใครตำหนิคุณหรอกครับ อะแฮ่ม..นี่ถือเป็นคำสั่งครับ เอาถาดมาให้ผม ท่านเรดิอาต้องการให้ผมเอาไปให้ครับ” ฟรอยตีมาดขรึมและทำเป็นออกคำสั่งราวกับผู้บังคับบัญชา ทำให้เด็กหนุ่มยอมแพ้แต่โดยดี และยอมให้ท่านองครักษ์ผมเทาทำหน้าที่แทนตน

ฟรอยเดินถือถาดใส่นมอุ่นตรงไปยังห้องพักของสองเจ้านายที่อยู่ไม่ไกลจากห้องพักของเขา แต่ก่อนที่ฟรอยจะทันได้เอื้อมมือเข้าเคาะประตู เสียงโวยวายและแรงปะทะที่เกิดขึ้นภายในห้องทำให้ฟรอยต้องชะงักมือ

เสียงโครมครามอึกทึกจากภายในห้องพักของเจ้านายทั้งสองดังออกมาจนฟรอยต้องหันหลังกลับ เพราะรู้ได้ว่าเจ้าชายปากแข็งกับเจ้านายจอมเอาใจคงกำลังเล่นสงครามรักกันอยู่ และเขาคงไม่บังอาจไปขัดขวางความสุขนี้ได้ได้

แต่พอนึกถึงเรื่องรักของคู่เจ้านาย ก็อดคิดถึงเจ้าแว่นที่เก่งแต่ตีสองหน้าไม่ได้ ถึงสิ่งที่เขารับรู้มาจากคาโรลจะคลายข้อกังวลทั้งหมดได้แล้ว แต่ก็ดันมีอีกปมปัญหาต้องแก้

และยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่าง…

‘เขาจะเชื่อใจผู้ชายเหลี่ยมจัดคนนั้นได้แค่ไหน’

คิดไปก็ปวดใจ การที่เขาออกเดินทางมากับทั้งสองเจ้านายก็เพื่อให้มีเวลาพิจารนาข้อเสนอของคนที่เขาเคยคิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่คนเจ้าเล่ห์เจ้ากลอย่างนั้นทำให้ต้องหวาดระแวง เขาเองก็ยังเจ็บกับความผิดหวังในครั้งก่อน

“ถ้ากลับไปตอนไหนขอต่อยสักหมัดหน่อยเถอะ” พูดกับตัวเองแล้วฟรอยก็เดินไปยังห้องพักของเขา เพราะพรุ่งนี้เช้าเขายังมีงานให้ทำอีกเยอะมากกว่าที่ต้องมาพะวงกับเรื่องไร้สาระ

***

เส้นผมสีขาวที่มีสีดำปนแซมดูยุ่งเหยิง ใบหน้าบูดบึ้งไร้อารมณ์ของผู้ปกครองดินแดนหมาป่าปีศาจที่กำลังทอดตรงไปยังลูกน้องหน้าแว่นซึ่งอยู่ชุดพร้อมออกภาคสนามเรียบร้อย

“ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าไป! งานนี้ส่งอับบาสหรือคาร์ลอสไปก็ได้ไม่ใช่หรือ หรือพวกคนของกององครักษ์ก็ได้ ทำไมเจ้าต้องไปเอง” โรฮานเอ่ยอย่างไม่พอใจ

“ภรรยาของอับบาสกำลังตั้งท้อง คาร์ลอสเองก็ต้องดูแลเรื่องโรงหมอและสมุนไพรต่างๆ กององครักษ์ได้รับคำสั่งห้ามติดตามจึงไปไหนไม่ได้ ดังนั้นกระผมจึงขออาสาไปเองขอรับ กระผมจัดการสั่งงานและให้อับบาสเป็นตัวแทนเรียบร้อยแล้ว หากมีอะไรท่านโรฮานก็ส่งข้อความมานะขอรับ” คาโรลขยับแว่นให้เข้าที่และเตรียมหันหลังเพื่อออกเดินทาง เขาต้องรอท่านราชาตั้งสามวันกว่าอีกฝ่ายจะกลับมา แต่นั้นก็เป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะที่เขาจะได้สะสางส่งต่องานให้แก่คนอื่นๆ

“ข้าไม่อนุญาตก็คือข้าไม่เห็นด้วย! เจ้าอยู่นี่แหละข้าไปเอง” โรฮานตบโต๊ะดังก่อนจะจ้องเขม็งไปยังเจ้าลูกน้องตัวแสบที่ริอาจดื้อดึงกับเขา

หากเกิดอะไรขึ้นกระผมยังจะสามารถรักษาเยี่ยวยาได้ทัน แล้วท่านล่ะขอรับ หากเกิดอาการพิษจากมนต์ดำท่านจะทำเช่นไร” คาโรลเอ่ยตอกกลับอย่างไปกลัวเกรง

“ข้ารู้นะว่าเจ้าไปเพราะเจ้าผมเทานั่น! นี่คิดจะทิ้งงานไปเพราะเรื่องส่วนตัวล่ะสิ ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!”

โรฮานกล่าวอย่างเดือดดาล ก่อนจะส่งสัญญาณมือให้ผู้ที่รออยู่ในเงามืดเข้าล้อมชายผู้คิดจะหนีงาน

คาโรลหรี่ตามองหน่วยคุ้มกันทั้งสิบนายที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่ และหันไปมองท่านราชาที่กำลังยิ้มเยาะเขาด้วยแววตาวาวโรจน์ ถึงแม้เขาจะต่อต้านไปคงไร้ประโยชน์

ใช่ว่าคาโรลจะไร้กำลังสู้องครักษ์หน่วยคุ้มกันของท่านราชา แต่ถึงเขาจะชนะก็ใช่ว่าท่านราชาโรฮานจะยอมอ่อนข้อให้ ดีไม่ดีท่านราชาจอมเอาแต่ใจอาจจะหนีหายไม่ยอมทำการทำงานไปเลยก็เป็นได้

“เรามาเจรจากันดีกว่าขอรับ กระผมมีข้อตกลงบางอย่าง ถ้าท่านจะช่วยรับฟังจะเป็นการดีมาก จะได้ไม่ต้องมาเสียงบดูแลคนบาดเจ็บ”

“หึ ถ้ามันส่งผลดีต่อตัวข้า เอ้ย! ส่งผลดีต่อส่วนรวมข้าก็จะรับฟัง” โรฮานโบกมือเล็กน้อยให้เหล่าผู้ที่ถูกเรียกมาล่าถอยไป

คาโรลจ้องมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาคิดคำนวณไว้แล้วว่าท่านราชาตัวน้อยของเขาต้องไม่ยอมแน่ และวิธีทางเดียวที่จะให้ชายแก่หน้าเด็กหัวรั้นผู้นี้ยอมรับคงจะเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียว

“กระผมจะยอมรับตำแหน่งราชเลขาธิการ หลังจากที่เจ้าชายเรดิอาขึ้นครองบัลลังก์ และจะไม่ขอลาออกจากตำแหน่งนี้จวบจนที่ท่านเรดิอายังคงเป็นพระราชา” คาโรลเอ่ยกล่าวพร้อมกับยื่นม้วนกระดาษที่ตนเตรียมมาให้แก่ชายตรงหน้า ซึ่งเป็นเอกสารหลักฐานยืนยันพร้อมลงชื่อประทับว่านี่ไม่ใช่เพียงสัญญาปากเปล่า

โรฮานแปลกใจไม่น้อยกับความกล้าบ้าบิ่นของชายผู้รอบคอบตรงหน้า ท่านชายแห่งตระกูลเรนเดลที่ทำอะไรต้องคิดถึงผลได้ผมเสียก่อนเสมอ แต่ยามนี้กลับยอมสละตนเพื่อคนรักเพียงคนเดียวมันช่างเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายของโรฮาน

ตำแหน่งราชเลขาธิการก็คือที่ปรึกษาและผู้ทำงานเคียงข้างพระราชาอย่างเต็มตัว ซึ่งในตอนนี้ตำแหน่งยังเว้นว่างมานาน เพราะไม่มีใครอาจหาญจะมารับภาระที่หนักแสนจะอึ้งนี้ได้ การบริหารจึงมีราชองค์รักษ์คอยกระจายงาน และงานส่วนกลางร่วมถึงการพิจารณาต่างๆ นั้นตกอยู่ที่พระราชาเพียงผู้เดียว

ไม่ใช่ว่าโรฮานจะไม่เคยคิดที่จะหาคนช่วยแบ่งเบา แต่เจ้าลูกน้องมาดนิ่งกลับปฏิเสธหน้าตายทุกครั้งที่เขาหยิบยื่นตำแหน่งอันสูงส่งให้

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ให้มันได้แบบนี้สิ เอาเป็นว่าข้าตกลงรับข้อเสนอ ในเมื่อเจ้ากล้าเอาชีวิตการทำงานแสนสุขมาแลก ข้าก็พร้อมจะตอบสนองให้เจ้า แต่อย่าลืมส่งความเคลื่อนไหวมาให้ข้าเป็นระยะด้วยล่ะ กระดาษนั่นคงเตรียมไปมากพอสินะ”

“ขอรับ”

คาโรลกล่าวรับสั้นๆ และโค้งคำนับท่านราชาโรฮานก่อนจากไปอย่างรีบร้อน ขอเพียงแค่ได้พบกับฟรอยให้เร็วขึ้นอีกสักเสี้ยววินาทีก็ยังดี เพราะเขานั้นเสียเวลามามากแล้ว

อีกเพียงแค่อีกนิดเดียวเขาก็จะได้พบกับคนผมเทาขี้งอนและปรับความเข้าใจกัน และตอนนี้เขาก็มีไม้เด็ดที่จะทำให้ฟรอยไม่อาจหนีหายไปจากเขาได้อีก

หากหน้าที่คือสิ่งที่ฉุดรั้งเขาไม่ให้อาจทำตามใจตนได้ ในตอนนี้เขาก็พร้อมจะ ‘ละทิ้ง’ ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อไปตามหาอีกส่วนของหัวใจที่ขาดหายไป​

‘จะไม่ปล่อยให้เจ้าหนีหายไปไหนได้อีกแล้ว’

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น