Butterfly 8ffect

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : White Lily :: TWO :: 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิ.ย. 2560 12:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
White Lily :: TWO :: 100%
แบบอักษร


White Lily

:: TWO ::

            มันเป็นเวลาเช้า ไม่ก็กำลังจะสาย แสงแดดที่ลอดเข้ามาในห้องจนแสบตาบอกแบบนั้นกับอี้ชิง

            ปกติอี้ชิงจะตื่นก่อนพี่น้องคนไหน ลุกขึ้นแต่เช้าเดินไปปลุกพี่น้องทุกคน จนเราทั้งเจ็ดลุกขึ้นมาอาบน้ำเตรียมตัวลงไปทานมื้อเช้า

            มันเคยเป็นเช่นนั้นมาตลอดจนเมื่อวาน

            จนเมื่อคืนนี้...

            พอคิดถึงแบบนั้น อี้ชิงเม้มปากของตัวเอง และรู้สึกได้ถึงความเจ็บเพราะริมฝีปากที่ปริแตก ในคอแห้งเป็นผง อี้ชิงรู้สึกได้ว่าตัวของเขากำลังร้อน เขาอาจจะกำลังเป็นไข้ ไข้ที่อี้ชิงจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายคือเมื่อไหร่กันที่ป่วยแบบนั้น

            เพราะร่างกายของอี้ชิงคือของขวัญนั่นคือสิ่งที่นายแม่กับคุณแม่บอก คือสิ่งที่น้องๆมักจะพูดถึง อี้ชิงไม่ใช่คนป่วยง่ายมากนัก เพราะเป็นแบบนั้นจึงใช้ร่างกายอย่างเต็มที่ในการเรียนรู้และดูแลน้อง ๆ และเมื่อยามที่เจ็บป่วย อี้ชิงก็จะสามารถหายได้รวดเร็วมากกว่าคนอื่น ๆ

            มันเป็นเหมือนคำอวยพรที่อี้ชิงได้รับมามากกว่าใคร ...ทว่าแม้เป็นแบบนั้นยามนี้อี้ชิงก็ยังคงรู้สึกร้อนผ่าวและเจ็บป่วย

            ฝ่ามือขาวยันกับพื้นเตียง ความเจ็บที่สะโพกและเอวบางยังคงรู้สึก ตากลมโตมองผ้าห่มผืนบางที่ตกลงมาเผยผิวกายขาวเนียนตาซึ่งเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดง

            กลีบของลิลลี่ขาวบอบช้ำยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

            บนตัวอี้ชิงยังคงกึ่งเปลือยเปล่า มีเพียงเชิ้ตตัวโคร่งใหญ่ที่สวมไว้ติดกายใต้ผ้าห่มผืนนี้

            สอดส่ายสายตาหาเจ้าของเสื้อเชิ้ตบนร่างไปทั่วห้อง  คนตัวโตที่ทำให้อี้ชิงเป็นแบบนี้ทว่าไม่พบใคร ในความเงียบงันนั้นก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใด เหมือนว่าทั้งบ้านนี้มีเพียงแค่อี้ชิง

            และคงไม่ผิดนัก

            มือขาวหยิบกระดาษสีเดียวกับเมล็ดข้าวสารที่วางอยู่บนหัวเตียงขึ้นมา มันคือด้านหลังนามบัตรของ -อู๋ อี้ฝาน- รองประธานบริษัทโฮมทาวน์

            ลายมือหวัดเป็นเอกลักษณ์ ชัดเจนได้ใจความให้อี้ชิงได้รับรู้

            'ฉันมีธุระด่วนที่ต้องออกไปก่อน เดี๋ยวตอนเย็นจะมารับ อาหารโทรสั่งเอาได้เลยนะ’

            ริมฝีปากช้ำจนเจ็บยามที่เม้มเข้าหากัน แต่อี้ชิงก็เม้มเข้ามา อี้ชิงไม่ได้ร้องไห้ ทว่าดวงตาโตก็หมองมัวเหลือเกิน อ่านย้ำถ้อยประโยคในกระดาษตรงหน้าอีกครั้ง

            อี้ชิงถูกทิ้งไว้คนเดียว หลังจากคืนแรกที่ถูกพาออกมาจากรั้วสกุลหยิน หลังจากครั้งแรกที่สูญเสียร่างกายที่เฝ้าถนอมเรื่อยมา อี้ชิงตื่นเอาในยามสายเกือบใกล้เที่ยงเพียงลำพัง

            ถูกทิ้งด้วยความตั้งใจของคนที่ทำให้อี้ชิงบอบช้ำ

            ใจร้ายเหลือเกิน เพียงแค่ลองจินตนาการว่า หากคนที่ถูกคนอย่างอู๋ อี้ฝานหยิบฉวยมาไม่ใช่ตน แต่เป็นยองแจที่ป่วยง่าย หรือเป็นฮัคยอนที่มีโรคประจำตัว ถ้าเป็นแบบนั้น น้องของเขาก็คงตายคาเตียงนี้หากป่วยไข้จากลมพายุหลายระลอกที่ถูกโถมพัดใส่กายจนสลบไสลในอ้อมกอดนั้น

            เมื่อคืนบีบกอดรัดจนแน่นเหลือเกิน แต่ยามเช้านี้ไม่มีแม้กลิ่นอายความอุ่นให้สัมผัส

            "..ใจร้าย" พึมพำเสียงพร่า ลมหายใจกระตุกห้วงในอกจนแสบไปหมด แต่อี้ชิงก็ไม่อาจทำสิ่งใดนอกจากประคับประครองร่างกายลงจากเตียง ต้องไปที่ห้องน้ำ ไปอาบน้ำชำระคราบไคลและความใคร่ที่เปรอะเปื้อนตัว

            ทำมันตามลำพังด้วยตัวเอง เมื่อคนที่ร่วมกันสร้างความเจ็บช้ำนี้ไม่แม้แต่จะใส่ใจที่จะเหลียวแลกัน

            "กึก" ขาของอี้ชิงอ่อนจนแทบจะกองกับพื้นแต่มือบางยันเตียงไว้ได้ทัน ทว่าหยดน้ำตานั้นกลิ้งลงจากแก้มขาวแล้วหยดลงไปบนพื้นใต้เท้าเปลือยเปล่า

            อี้ชิงไม่มีสิทธิ์โกรธหรอก

            ไม่มีสิทธิ์เสียใจด้วยซ้ำไป

            เพียงแค่เข้าช่วงเที่ยงร่างกายทุเลาความเจ็บลงได้มาก ร่างน้อยผิวขาวสวมเสื้อผ้าที่ตัวเองนำมาจากสกุลหยิน ยังดีที่อย่างน้อยเมื่อคืนนี้ร่างกายอี้ชิงก็ถูกทำความสะอาดเช็ดคราบหยาดอารมณ์ออกไปให้บ้าง ไม่เช่นนั้นอี้ชิงคงรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าหมดราคามากเสียยิ่งกว่านี้

            อี้ชิงแอบได้ยินคุณแม่กับนายแม่คุยกันว่า มูลค่าที่ผู้ชายแต่ละคนใช้ประมูลดอกไม้สกุลหยินไปไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย

            ไม่ถนอมในฐานะของคนหนึ่งคน อย่างน้อยก็ถนอมเพราะจำนวนที่เสียเงินไปบ้างจะได้หรือไม่นะ

            นั่งขบคิดอะไรไร้สาระเสียจนผ่านไปเที่ยงกว่า อี้ชิงไม่นึกอยากอาหารแต่ก็จำต้องกินยาแก้ไข้และหิวโหยตั้งแต่เมื่อวานที่ไม่ได้ทานมื้อเย็น

            หยิบมือถือขึ้นมาแล้วก็ได้รับรู้ว่า อี้ชิงไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน อี้ชิงไม่รู้จักที่นี่ แม้จะเปิดตำแหน่งในมือถือหาได้แต่ก็คงบอกให้พนักงานมาส่งได้ในบ้านไม่ถูกหลัง  มือน้อยเก็บมือถือเครื่องบางใส่กระเป๋ากางเกง

            ความหิวทำให้ลุกหาของที่พอจะกินได้ ในตู้เย็นไม่มีสิ่งใดเหมือนไว้ตั้งโชว์ ในตู้ก็ด้วย แต่ยังมีโชคเมื่อดูในถุงพลาสติกสีขาวบนโต๊ะ มีขนมปังอยู่ในนั้นชิ้นนึง ยังไม่หมดอายุตามวันที่บอกไว้ อี้ชิงกินมันเข้าไป พร้อมกับยา จัดการเก็บกวาดจนสะอาด

            แล้วก็เหลือเพียงรอให้เจ้าของมารับไปด้วยกัน มีแค่นั้นให้ทำ

            ร่างน้อยนั่งพิงพนักโซฟา เหม่อมองสวนเล็กๆจากหน้าต่างบานใหญ่

            ใจอี้ชิงรู้สึกเหี่ยวเฉาเสียยิ่งกว่าร่างกายที่เจ็บและปากที่ยังแตกเล็กน้อยในตอนนี้ แม้แต่จะเอาของมากมายออกจากกระเป๋ามาจัดวางก็ยังรู้สึกไม่อยากทำ ไม่ควรทำเพราะนี่ไม่ใช่บ้านที่ควรไปอยู่

            ดูแล้วคริสก็ไม่ได้หมายใจจะจัดเตรียมพื้นที่ให้ลิลลี่ได้อยู่ข้างกายตนเท่าใดนัก

            ถ้าคริสตั้งใจให้อี้ชิงรู้สึกไม่ได้รับการต้อนรับ คริสก็ทำมันได้ดีเหลือเกิน

            บ่ายสาม

            ให้ตายสิ เขาตั้งใจให้มันไม่เกินเที่ยงแน่ๆ แต่การเซ็นสัญญานี้ก็ปาไปเกือบบ่ายสองตอนที่ตกลงกันได้ ตัวแทนเจรจาจากท่าเรือสกุลหวังก็เขี้ยวลากดินไม่น้อยเลย

            ข้อมือหนาพลิกเผยหน้าปัดนาฬิกา อีกกว่ายี่สิบนาทีกว่าคริสจะกลับไปที่บ้านหลังนึงในโครงการสำหรับโชว์เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านได้ อะไรมันก็รวนไปเสียหมด

            เพราะลิลลี่แสนยั่วนั่นเชียว ถ้าเมือคืนเขาไม่เผลอตัวเผลอใจฟัดลิลลี่ตัวหอมจนเกือบเช้า เขาก็จะไม่เพลีย ไม่ตื่นสาย ไม่ต้องรีบไปเซ็นต์สัญญาแล้วย้อนกลับมาแบบนี้ เขาจะเอาลิลลี่ไปนั่งแกร่วรอเขาที่ห้องทำงานสักพักให้หน้าหงิกเล่น

            แต่นี่อะไรมันก็รวนไปหมด

            "ปรี๊น" มือหนาทุบไปที่แตรรถเต็มแรง

            รถยังจะเสือกติดอีก เขารู้ดีน่ะว่าเมื่อคืนฟัดลิลลี่ไปเยอะแค่ไหน แล้วทิ้งไว้คนเดียว เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรขึ้นมา เขาคงโดนทั้งแม่ทั้งพ่อว่า ทั้งโดนบรรพบุรุษสกุลอู๋ สกุลหยินสาปส่งเป็นแน่

            ทันทีที่รถคันข้างหน้าเคลื่อนตัว คริสรีบเหยียบคันเร่งทะยานรถไปตามท้องถนน จุดหมายที่ต้องการใกล้เข้ามาทุกที แต่คริสก็ยังคงใจร้อน รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบกดจนแป้นคันเร่งแทบจะจมลงไป แต่รถหรูก็ยังไวไม่ทันใจคริสอยู่ดี

            คริสจอดรถในโรงรถที่เดิมกับเมื่อคืน ต่อให้รีบแทบเป็นแทบตายแต่พอจะเดินเข้าไปในบ้าน ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จัดเสื้อผ้าให้ได้ทรงเรียบร้อยเหมือนไม่ได้เร่งรีบจะกลับมาเลยสักนิด มือหนากระชับปกเสื้อตัวเองส่องกระจกเล็กน้อยดูทรงผม แล้วเดินตรงไปเปิดประตูบ้านโชว์เฟอร์นิเจอร์ที่ขาวจัดตรงหน้า

            เงียบกริบ คืออย่างแรกที่คริสรู้สึกได้ ขายาวเดินตรงไปห้องนั่งเล่น โซฟาสีนวลที่เป็นรุ่นยอดนิยมของโฮมทาวน์ ดูใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อมีร่างขาวบางนอนกอดเข่าอยู่บนนั้น

            คริสชั่งใจตัวเองว่าจะกระทืบเท้าดัง ๆ ให้ลิลลี่ขี้เซาตื่นดีไหม อาจจะได้เห็นหน้าอารมณ์เสียก็ได้ แต่ขายาวกลับค่อย ๆ เดิน ย่อเข่ายืนมอง ใบหน้าขาวที่เปลือกตาสีน้ำนมปิดสนิท

            คริสรู้ตัวว่าเขามันอยู่ไม่สุข มันอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะไม่ยื่นมือไปไล้แก้มไล้จมูกโด่งรั้นของคนตรงหน้าเล่น ก็ดูนุ่มเสียขนาดนั้น  พอโดนแตะเข้าหน่อย ปากสีแดงสดเหมือนผลเชอร์รี่เบียดตัวเข้าหากัน และแบบนั้นทำให้แก้มขาวบุ๋มลงราวกับความน่ารักขุดบ่อลงไปจนเป็นแอ่งที่แก้มใส

            และแน่นอนว่าปลายนิ้วใหญ่ของคริสแตะทักทายลักยิ้มนั้นเรียบร้อยแล้ว

            "ขี้เซาจริง โดนลักหลับจะทำไง" เสียงบ่นพึมพำไม่จบถ้อยดี ก็ต้องรีบชักมืออกเมื่อเปลือกตาสีน้ำนมเปิดปรือขึ้น สองมือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงไม่ต้องพยายามหน้าตาก็รออยู่แล้วยามที่คนหลับจะลืมตาตื่นขึ้นมาเห็น

            อี้ชิงกระพริบตาซ้ำหลายครั้งและก็ยังคงเห็นหน้าตาเดียวกับที่คร่อมอยู่บนร่างกายตัวเองยืนอยู่ตรงหน้า

            "..กลับมาแล้วเหรอครับ" เอ่ยทักทายเหมือนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากครอบครัว สองมือยันตัวลุกขึ้นนั่งบนโซฟา ร่างกายยังเจ็บปวดอยู่บางจุดแต่อี้ชิงก็ขยับร่างกายได้สะดวกกว่าเมื่อเช้ามากแล้ว

            "เก็บของเสร็จหรือยัง เดี๋ยวเราจะไปกันต่อเลย" คริสโน้มตัวลงมาใกล้เพื่อถาม อี้ชิงพยักหน้า แล้วก็หยัดยืนขึ้นจากโซฟา เดินอย่างงุนงงไม่น้อยเพื่อขึ้นไปเอากระเป๋าลากใบใหญ่ของตัวเอง

             อี้ชิงเจอคริสยืนอยู่ตรงหน้าประตู้องนอน ใบหน้าหล่ออยู่สูงขึ้นไปจนอี้ชิงต้องแหงนหน้ามองเหมือนเคย

            "ถือลงบันไดไหวไหม" ถ้อยความที่อี้ชิงไม่นึกว่าจะได้ฟังทำเอาแปลกใจไปเล็กน้อย รอยยิ้มหวานวาดกว้างมากขึ้นจนตาหยี แต่ยังไม่ทันที่จะได้ตอบ ขายาวก็หันเดินหายไปแล้ว

            "ฉันจะไปรอข้างล่าง รีบลงมา" อี้ชิงมองตามคนที่เอ่ยปากทิ้งประโยคนั้นไว้ ด้วยรอยยิ้มที่จางลงเล็กน้อย

            "..ไหวครับ" พึมพำตอบแม้ไม่มีใครรอรับฟัง ลากกระเป๋ลงจากบันไดทุลักทุเลไม่แพ้ตอนที่เอาขึ้นไป แต่เพราะร่างกยมันแย่กว่าเมื่อวานเย็น พอถึงบันไดขั้นสุดท้ายอี้ชิงถึงได้ขาพันกันจนร่วงลงมาจากบันได

            ตึง

            เสียงกระเป๋าหล่นกระแทกพื้นเสียงดัง แต่ตัวของอี้ชิงยังโชคดีที่จับราวบันไดไว้ได้ทัน ผ่อนหายใจอย่างใจหายใจคว่ำ ตั้งท่าจะเดินต่อแต่กลับก้าวไม่ไป ตอนนั้นเองที่อี้ชิงหันไปเห็นว่ามีมือใหญ่ๆ จับที่คอเสื้อตัวเองไว้จากด้านหลัง

            ทำไมถึงได้ไปอยู่ด้านหลังได้ อี้ชิงนึกว่าเดินลงไปแล้วเสียอีก

            นอกจากราวบันไดที่จับ ก็มือคู่นี้ด้วยเหรอที่ดึงรั้งกันไว้

            จับคอเสื้อนี่นะ เห็นเป็นเด็กอนุบาลหรือไง ไม่โรแมนติกเลย

            แต่ก็..

            "ขอบคุณนะครับที่ทำให้ผมไม่ตกลงไป" รอยยิ้มหวานจ้ารอยยิ้มเดิมถูกมอบให้คริส ครั้งนี้สวยงามกว่าที่เคยเพราะเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณจริง ๆ

            "เจ็บเหรอ" ความหมายของคำถามคงไม่ใช่เรื่องที่อี้ชิงตกบันไดเป็นแน่

            "ยังเจ็บนิดหน่อยครับ" และอี้ชิงก็ตอบถึงเรื่องเมื่อคืน

            คริสยืนนิ่งอยู่ครู่เดียว ก่อนจะก้าวฉับลงไปด้วยขายาว ๆ

            "ล็อคกลอนประตูเลยนะ" ขายาวลิ่วออกประตูไป แม้ในมือนั้นหิ้วกระเป๋าเดินทางใบโตไปด้วยก็ตาม

            อาจเพราะเป็นสกุลที่ทำเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ บ้านสกุลอู๋จึงมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์สวยงามราคาแพง ทว่าสิ่งที่ทำให้อี้ชิงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย คือถัดจากแอ่งน้ำขนาดใหญ่ด้านหลังบ้าน เป็นเหมือนกับช่วงแบ่งระหว่างบ้านสกุลอู๋กับรั้วกั้นขนาดใหญ่ ที่เห็นเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ปลูกไว้สูงจนมองเห็นได้จากตรงนี้

            นอกจากถนนที่อยู่ไกลออกไป ด้านบนบ่อน้ำนั้นมีสะพานที่จะเดินข้ามไปได้ระหว่างบ้านสกุลอู๋กับเขตป่าด้านหลัง

            "มองเหมือนไม่เคยเห็นต้นไม้" เสียงทักพร้อมคนทักที่เดินมาแนบจนชิดแผ่นหลัง ยังไม่ทันเข้าบ้านเพราะอี้ชิงเอาแต่มองต้นไม้ในเขตโรงงานไม่วางตา

            "ตรงนั้นคืออะไรเหรอครับ"

            "เขตโรงงาน เขตต้นไม้ที่ปลูกไว้ทำเฟอร์นิเจอร์ใหม่น่ะ โฮมทาวน์ไม่ได้ตัดไม้จากป่า แต่ว่าจะปลูกเอง สลับปลูกสลับตัดไปเรื่อยๆ ตามอายุไม้ ที่เห็นนั่นเป็นเขตที่หนึ่งเก่าแก่สุดก็เลยอยู่ใกล้บ้าน แต่ยังมีอีกหลายที่ ทำเฟอร์นิเจอร์เยอะก็ต้องมีต้นไม้เยอะ" คริสอธิบายไปก็เดินนำตรงไปที่ประตูบ้านด้วย พอเจอคนรับใช้ก็ยื่นกระเป๋าเดินทางของอี้ชิงให้ถือแทน ส่วนเป้สะพายหลังอี้ชิงยังยืนกรานที่จะถือเองต่อไป

            "งั้นที่นี่ก็ตัดต้นไม้บ่อยเลยสิครับ"

            "บ่อยสิ" พอเห็นปากสีเชอร์รี่งุ้มเข้าก็เลิกคิ้วอย่างสนใจ

            "ทำไมหวงต้นไม้เหรอ"

            "เปล่าครับ แค่แปลก ๆ เคยแต่ปลูกไม่เคยตัด" อี้ชิงตอบไปด้วยรอยยิ้ม

            "ตัดต้นไม้พวกนั้นเป็นอาชีพของบ้านฉัน ก็เหมือนที่การขายดอกไม้เป็นอาชีพของบ้านนาย" แม้จะใช้คำว่าดอกไม้แทนคำว่าบุตรชาย แต่คริสก็ทำเอาอี้ชิงรู้สึกเฉาลงมาได้อีกนิด ทว่าก็ยังพอทนจึงก้าวเดินตามได้อย่างเดิมไม่มีสะดุด ไม่ได้ยอกย้อนโต้เถียงให้ต้องขุ่นเคืองกัน

            เป็นเมียทีดีไม่ควรจะทำให้มันวุ่นวาย ให้ค่อยๆ ปรับปรุงกันไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยความอ่อนหวาน คุณแม่สอนเขาแบบนี้ แต่ไม่ว่าสิ่งใดที่ถูกกระทำมาทั้งดีหรือร้าย จงจำไว้ อย่าได้ลืม นายแม่สอนเขาแบบนี้เช่นกัน

            คริสลอบมองคนด้านหลังตน เห็นสีหน้านิ่งติดยิ้มจางๆ จนแก้มบุ๋มน้อย ๆนั้นไม่เปลี่ยน เห็นทีจะเข้าสู่โหมดเย็นชื่นใจดุจสายน้ำอีกแล้วเสียมั้ง

            ใจเย็นจริง เมื่อคืนตอนร้อนๆ ออกจะน่ามอง น่าขย้ำ น่า...

            "อะ ขอโทษครับ" เสียงนุ่มเอ่ยบอกยามที่ชนกับแผ่นหลังกว้างเมื่อคนตัวโตหยุดเดินลงกะทันหัน

            "อื้อออ" อะไรกันจู่ ๆ ก็ดึงเข้าไปจูบแบบนี้ ความคิดในหัวอี้ชิงวุ่นวายไม่แพ้กับลิ้นชื้นที่เกลี่ยไล่อยู่ที่ริมฝีปาก เอาแต่ใจจนแทรกซอนเข้ามาในโพลงปากหวานจนได้ แขนแกร่งรวบเอวบางจนชิดตัว อีกข้างก็ประครองแก้มนุ่มไว้จนแน่น

            ฟอนเฟ้นจนเต็มฝ่ามือ

            "..." อี้ชิงสูดลมหายใจร้อนเข้าปอดลึกยามที่โดนปลดออกจนได้อิสระ ดวงตากลมวาวสั่นระริกมองคนตรงหน้า คริสยืนเลียริมฝีปากตัวเองอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะเดินจับจูงข้อมือเล็กให้ตามกันมา อี้ชิงใช้มือข้างที่ว่างกุมอกตัวเองไว้ สับสนไปเสียหมด จู่โจมจนรวนไปทั้งความคิด

            มองหลังกว้างตัวสูงของคนที่จับข้อมือตัวเองอยู่ไม่วางตา

            ทำไมชอบแกล้งเหลือเกิน

            "นี่ห้องนาย" คริสพาอี้ชิงมาหยุดยืนหน้าห้องประตูสีขาวนวลบนชั้นหนึ่งของบ้านนั่นเอง คริสเปิดประตูให้พร้อมลากอี้ชิงเข้ามาด้วย ในห้องไม่ได้กว้างมากจนไม่คุ้นเคย แต่ก็มีห้องแต่งตัว และโต๊ะให้ทำงานและโซฟานั่งเล่นให้เห็น

            แล้วก็มีรูปของคริสแขวนอยู่บนผนังด้วย

            "นี่ห้องคุณคริสด้วยเหรอครับ"

            "ห้องฉันอยู่ข้างบน นี่ห้องรับแขก" คริสมองตามเด็กตัวขาวตรงหน้าที่มองรูปของตนหลายรูปในห้องนี้ไม่วางตา แล้วก็ยิ้มกริ่ม มือหนาจับคางขาวที่แสนเหมาะมือของอี้ชิงไว้

            "แต่ฉันให้แม่เอารูปฉันมาแขวนไว้ให้ เผื่อคิดถึงนายจะได้มีรูปฉันไว้มอง"

            "ทำไมผมจะต้องคิดถึงคุณคริสล่ะครับ" ไร้การยอกย้อน ก็เพียงแค่สงสัย ทำไมอี้ชิงต้องคิดถึงพะวงหาคนที่เจอกันเพียงสองวัน แถมยังเอาแต่แกล้งตัวเองด้วยกัน

            หรือเพราะเป็นหน้าที่ของการเป็นคนมอบความรักหรือ

            "นั่นน่ะสินะ" คริสพึมพำแค่นั้น ยืดตัวเต็มความสูง ส่วนถ้อยต่อจากนั้นไม่ได้เอ่ยไป เพียงแค่คิดไว้ในใจตัวเท่านั้น

            ก็แค่ อาจจะคิดถึงเหมือนที่คริสคิดถึงก็เป็นได้ วัดจากวันนี้ที่ทำเอานึกถึงจนวุ่นวายใจไปทั้งวัน

            เพราะเป็นพวกชอบเห่อของเล่นแน่ ๆ เลย ถึงทำให้รู้สึกแบบนี้ คริสนึกโทษไปแบบนั้นในหัวตัวเองและมั่นใจว่าไม่ผิดแน่

            ใบหน้าคร้ามคมเข้มสะบัดเอาความคิดประหลาดออกจากหัว ก่อนจะหันมามองลิลลี่ดอกสวยที่ยังมองมาไม่วางตา

            "เก็บของซะ หกโมงเย็นจะไปแนะนำตัวกับคนที่จ่ายเงินแล้วก็บังคับให้ฉันไปรับนายมา" มือหนาแตะที่ปลายคางของอี้ชิง ดวงตาใสมีแววสั่นไหวน้อย ๆ คริสมองเห็นมันและพึงพอใจเสียด้วย

            "ยินดีต้อนรับสู่สกุลอู๋ ลิลลี่"






หกโมงเย็นไม่ขาดไม่เกิน


            อี้ชิงมองนาฬิกาเรือนสวยพอดีข้อมือตัวเองอีกครั้ง เขาเริ่มออกจากห้องรับแขกของสกุลอู๋มาล่วงหน้าสองสามนาทีเพื่อที่จะได้เดินมาถึงห้องนั่งเล่นซึ่งเดินผ่านไปเมื่อบ่ายในเวลาหกโมงเย็น


            อี้ชิงไม่รู้ทางไปห้องอาหารและรู้ดีว่าควรมีมารยาทไม่เดินสำรวจไปทั่วทั้งที่เจ้าถิ่นยังไม่อนุญาต


            "ตรงต่อเวลาดีนี่" คำทักทายจากเจ้าถิ่นตัวสูงยามที่เดินลงมาจากชั้นสอง รอยยิ้มบาง ๆ ของลิลลี่เป็นสิ่งปกติที่รับรู้เข้าสายตา


            "วันนี้นายโชคดีนะ ทุกคนที่บ้านฉันอยู่พร้อมหน้าเลย" คริสบอกยามที่ก้าวเดินนำไป ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าสาเหตุที่ทุกคนมากันครบก็เพื่อรอเจอลิลลี่แห่งสกุลหยินนี่ล่ะ


            "...." อี้ชิงยังคงยิ้มหวานแม้จะบีบมือตัวเองเล็กน้อยเพราะรู้สึกตื่นเต้น โต๊ะอาหารของบ้านสกุลอู๋ไม่ได้ใหญ่โตและยาวเหยียดเสียจนเต็มห้องทว่าเป็นโต๊ะไม้สักอย่างดีที่สลักสวดลายงดงามมีเก้าอี้เพียงห้าตัว และหนึ่งในนั้นก็ว่างเปล่าไร้คนจับจอง


            "สวัสดีครับ" อี้ชิงโค้งตัวลงต่ำทักทายทุกคนบนโต๊ะอาหาร


            "ผมอี้ชิงครับ หยิน อี้ชิง" บอกด้วยรอยยิ้มหวานและเมื่อได้รับรอยยิ้มตอบกลับมาอี้ชิงก็เบาใจได้หน่อย


            "นั่งสิ" คริสเอ่ยเร่งเมื่อตนนั่งเสร็จแล้ว คนตัวเล็กข้างกายจึงรีบนั่งลงตามคำบอก


            "นั่นแม่ของฉัน นั่นพ่อของฉัน ส่วนคนนั้นก็พี่สาว" คริสผายมือไปที่ญาติผู้ใหญ่แต่ละคนบนโต๊ะอาหาร อี้ชิงค้อมหัวให้ทุกคนตามการแนะนำอีกครั้ง


            "เรียกฉันว่าคุณแม่ได้เลยนะ อี้ชิง"


            "ใช่เรียกฉันว่าคุณพ่อเหมือนที่คริสมันเรียกก็ได้" ทั้งพ่อและแม่ของคริสยิ้มให้ยามที่บอก ส่วนลูกชายคนเล็กที่ได้ฟังกลับกลอกตาอย่างไม่ปิดบัง และแน่นอนว่านอกจากอี้ชิงคนอื่นก็เห็น


            "ทำท่าให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหมคริส นายนี่นะ" พี่สาวที่ใบหน้าสะสวย ผิวขาวสว่างและมีดวงตาแหลมคมเหมือนกับคริสแหวขึ้นมาเสียงดัง พ่นลมหายใจแล้วเอื้อมจับมือของอี้ชิงที่นั่งอยู่ระหว่างตนเองกับน้องชาย


            "พี่ชื่ออี้เฟยนะ เรียกพี่เฟยก็ได้ ดีใจที่ได้เจอกันนะอี้ชิง" อู๋ อี้เฟยวาดยิ้มอย่างเป็นมิตร


            "ขอบคุณครับ" อี้ชิงบอกด้วยท่าทางนุ่มนวลและรอยยิ้มแสนหวาน ประทับตราตรึงใจคนสกุลอู๋ทั้งสามคนอย่างไม่ยากเย็น


            คริสพ่นลมหายใจแรง ๆ อีกหน เห่อกันอย่างไม่เก็บอาการเลยสักนิดคนบ้านนี้


            "กินข้าวได้หรือยังครับ ลูกชายของบ้านคนนี้หิวจะตายแล้ว" คริสร้องขึ้นมาเสียงดัง อี้เฟยเขม่นตาใส่น้องชายไปเสียอีกที ส่วนพ่อกับแม่ก็หัวเราะร่วนก่อนจะเอ่ยปากสั่งให้แม่บ้านยกอาหารมาขึ้นโต๊ะจนแน่นขนัด


            บทสนทนาบนโต๊ะอาหารมีเรื่อย ๆ ไม่ได้ปล่อยให้เงียบ ถามถึงสารทุกข์สุขดิบประจำวันของแต่ละคน เล่าเรื่องตลกที่เจอมาในช่วงนี้ หรือไม่ก็ถามเกี่ยวกับงานของโฮมทาวน์ซึ่งคริสเป็นคนที่คอยตอบ


            อี้ชิงคลี่ยิ้มยามที่มองบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร ครอบครัวที่ร่ำรวยด้วยเงินทอง แต่ในขณะเดียวกันก็อัดแน่นเป็นด้วยความสุขและเข้าใจของคนในครอบครัวแบบนี้ ไม่นับว่ากำลังมีโชคดีอย่างที่สุดแล้วหรือ


            ดูไม่เหมือนครอบครัวที่ต้องการโชคดีเสียจนต้องซื้อดอกไม้นำโชคมาด้วยเงินจำนวนมากเลย


            หลังมื้ออาหารเย็นจบลง คุณพ่อกับคุณแม่ของคริสลุกออกไปเดินย่อยอาหารในสวนพร้อมบอกอี้ชิงว่าให้ทำตัวสบาย ๆ ต่อจากนี้ที่นี่จะเป็นบ้านของอี้ชิงแล้วเช่นกัน 


            "เดี๋ยวเราไปคุยที่ห้องนั่งเล่นกันต่อเนอะ อี้ชิง" อี้เฟยยิ้มบอก คริสลุกจากเก้าอี้เดินไปหาพี่สาวแต่กลับโดนโบกมือไล่


            "แกพาอี้ชิงไปนู่น ฉันจัดการเองได้" อี้เฟยบ่น คริสก็ไม่ได้ต่อความ เดินมาหยุดตรงหน้าอี้ชิงแล้วเดินนำไป อี้ชิงมองไปที่อี้เฟย หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ความสูงระดับเดิม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มยามที่อยู่ใกล้ ๆเขา


            อู๋ อี้เฟยกดปุ่มบังคับในมือให้รถเข็นซึ่งเธอนั่งอยู่แล่นไปตามทางได้อย่างดีไม่มีสะดุด


            อี้ชิงพยายามบอกตัวเองว่าการที่มองรถเข็นและอี้เฟยไม่หยุดนั้นเสียมารยาท จึงละสายมามองมือตัวเองแทน  คริสนั่งลงข้าง ๆ อี้ชิง ส่วนอี้เฟยจอดรถเข็นอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน


            "ความจริงแล้วคริสควรจะพาอี้ชิงกลับมาที่บ้านตั้งแต่เมื่อวาน นายไม่ได้แกล้งอะไรอี้ชิงใช่ไหม ระหว่างเวลาที่หายไป" อี้เฟยเอ่ยถามขึ้นมาอย่างนึกสงสัย ดวงตากลมใสของอี้ชิงหันไปมองคนตัวสูงข้างกาย ใบหน้ารู้สึกร้อนขึ้นมาเมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อคืน


            หากให้ตอบตามจริงเรื่องโดนแกล้ง แน่ล่ะ คริสจงใจแกล้งเชียวล่ะ


            "..." อี้ชิงเพียงแค่ยิ้มแล้วส่ายหน้าให้เท่านั้น ทว่าแววตาของอี้เฟยยิ่งหรี่มอง


            "อี้ชิงเป็นเด็กดีไม่ฟ้องอะไรพี่แน่ แล้วนายล่ะคริสได้แกล้งอะไรน้องไหม" อี้เฟยถามน้องชายตัวเอง คริสยักไหล่ เอนหลังกับโซฟาสลับขาไขว่ห้าง


            "พี่ไม่รู้เหรอบ้านอี้ชิงเนี่ยเขาสอนลูกมาดี ให้ซื่อสัตย์ไม่โกหก เขาพูดอะไรก็จริงหมดล่ะพี่ เขาบอกไม่แกล้ง ผมจะไปแกล้งได้ยังไง"


            "ถ้าพูดกันตามนั้นผมคงต้องรับสารภาพว่าเมื่อครู่โกหกพี่อี้เฟย" อี้ชิงเปรยเสียงหวานขึ้นมา คริสหันขวับมามองลิลลี่ข้างตัว ส่วนอี้เฟยก็บดล้อรถเข็นเข้ามาจนใกล้น้องชาย


            "คริสนี่แสบจริง ๆ เมื่อวานทำไมไม่พาอี้ชิงมาที่บ้าน ติดฝนอะไรกัน อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้ทัน นายตั้งใจแกล้งอี้ชิงใช่ไหม" คริสไม่ได้ตอบพี่สาว เพราะเอาแต่ถลึงตามองหน้าอี้ชิง


            "คริสอย่ามาเงียบ ถึงพี่จะขอร้องให้ไปที่สกุลหยินและรับอี้ชิงมามีหลานให้กับพี่ แต่นายจะเกเร จะรังเกียจรังงอนอี้ชิงไม่ได้นะ"


            "ก็ไม่ได้รังเกียจนี่พี่ หลานก็ทำให้แล้วด้วย"


            "อะไรนะ!" อี้เฟยสวนขึ้นมาเสียงแหลมดัง


            “ก็ทำไงพี่ ทำแล้ว บางทีเดี๋ยวก็อาจจะท้องแล้วก็ได้” คริสยักไหล่


            "โอ๊ยยย พี่อี้เฟย ผมเจ็บนะ" คริสร้องลั่นเมื่อถูกพี่สาวตีหลังมือเสียเต็มแรง


            "วันนี้มันเพิ่งวันที่สองที่แกเจออี้ชิงเองไม่ใช่เหรอ แล้วแกไปทำหลานให้ฉันแล้วได้ยังไง ทำไมเป็นคนแบบนี้ เคยบอกแล้วว่าถึงยังไง ฉันก็อยากให้หลานเกิดจากความรัก จะว่าไม่ฉลาดก็ไม่ใช่ แกนี่มัน นิสัยไม่ดี" อี้เฟยยังคงดุไม่หยุด มือผอมบางตีหลังมือเหมือนน้องชายเป็นเด็กโข่งเกเร


            "อูย พี่เฟยหนังจะหลุดแล้วเนี่ย" คริสถูหลังมือตัวเองสูดปากบ่นไม่หยุด อี้เฟยถอนหายใจ  บีบสองมือกับพนักวางแขนของรถเข็น ก่อนจะหันมายิ้มให้กับอี้ชิง


            "ขอโทษอี้ชิงกับสกุลหยินด้วย ที่น้องชายของพี่มันทำอะไรไม่ดีลงไป สกุลอู๋ไม่ได้มีความคิดที่จะเหยียดหยามน้ำใจสกุลหยินเลยนะ" อี้ชิงวาดยิ้มกว้างมอบให้กับอี้เฟยด้วยความรู้สึกขอบคุณเช่นกัน อย่างน้อยการได้เจอสกุลอู๋คนอื่นนอกจากคริส ทำให้อี้ชิงรู้ว่าเขาเองก็เป็นที่ต้อนรับของที่นี่


            "วันนี้คงเหนื่อยมากแล้ว คริสแกพาอี้ชิงไปพักผ่อนแล้วกัน แล้วก็ขอโทษอี้ชิงเสียด้วยที่แกชิงสุกก่อนห่าม" อี้เฟยส่งสายตากดดันมาให้น้องชาย คริสไม่ได้ต่อความ มือใหญ่กำต้นแขนของอี้ชิงเพื่อให้ลุกตามมา อี้ชิงรีบลุกเดินตามไปก่อนที่จะได้เจ็บเพราะแรงกระชากดึง


            คริสเดินย้อนกลับไปตามทางที่จะพาไปห้องของอี้ชิงไม่ผิดเพี้ยน แต่ด้วยก้าวยาว ๆ แบบที่อี้ชิงแทบจะต้องวิ่งตาม


            "คุณคริสเป็นคนขายาวนะครับ" อี้ชิงร้องบอกขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเดินตามไม่ทันแน่ ๆ  และคริสก็หยุดลงจริง ๆ หยุดเดินลงตรงกลางทาง ตรงบานหน้าต่างบานโตที่รับแสงจันทร์และมองลงไปเห็นสวนของสกุลอู๋ที่นอกหน้าต่าง


            "ฉันไม่ขอโทษหรอกนะ" คริสพูดขึ้นมา อี้ชิงรับรู้ได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่เดินเร็ว แต่เป็นคำฝากที่อี้เฟยพูดเอาไว้


              "ทำในสิ่งที่อยากทำเถอะครับ" น้ำเสียงเอื้ออารีแสนเข้าใจนั้นเสียอีกแล้วที่ตอบกลับมา คริสหันไปมองคนข้างกาย แววตาของลิลลี่ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนบ่อน้ำบริสุทธิ์กลางมวลดอกไม้ที่เย็นฉ่ำ แต่ไม่มีใครรู้ว่าลึกบึ่งมากแค่ไหน


            "นายคงเห็นสภาพพี่เฟยแล้ว" น้ำเสียงของคริสฟังดูเย้ยหยันและโกรธเคือง ดวงตาคมราวกับเหยี่ยวมองออกไปมองหน้าต่างแทนคู่สนทนา


            "ถึงจะไม่อยากยอมรับแต่ทุกคนต้องการความโชคดีจากนาย อี้ชิง สกุลอู๋ต้องการมันเสียจนน่าคลื่นไส้" คริสเงียบไป อี้ชิงขยับเข้ามาใกล้แตะมือกับแผ่นหลังกว้าง ยามเมื่อเห็นความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่สมควรสำหรับการปลอบโยน ตากลมโตของอี้ชิงมองไปที่จุดหมายเดียวกับคริส ในสวนเป็นภาพของอี้เฟยที่กำลังเข็นรถเข็นไปหาพ่อแม่ของตน



            ต้นเหตุของความโชคดีที่สกุลอู๋อยากได้ หากให้เดาอาจจะเป็นเพราะการที่อี้เฟยนั่งรถเข็น ถ้าหากว่าจะช่วยได้


            บางทีหากอี้ชิงช่วยได้


            "เรื่องพี่อี้เฟย.."


            "ไม่ใช่แค่พี่เฟยหรอก" คริสเอ่ยขึ้นมาตัดกลางประโยคของอี้ชิง


            "ที่สกุลอู๋ต้องการนายกับโชคดีของนายก็เพราะฉัน เขาอยากให้ฉันโชคดี" คริสเหยียดมุมปาก ดวงตาคมหันกลับมาจ้องมองอี้ชิง


            "พี่เฟยไม่ได้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิดหรอกนะ และสาเหตุของมันก็ไม่ใช่อุบัติเหตุ" มือใหญ่เกี่ยวกับหลังคอของอี้ชิงกระชากรั้งเข้ามาจนประชิดตัว


            "แทนที่จะจ้างบอดีการ์ดฝีมือดีแต่กลับให้ฉันไปซื้อดอกไม้ผอมบางอย่างนายมาอยู่ข้างกาย ใช้ความเชื่อว่าฉันจะโชคดีจนหลบลูกกระสุนได้ หึ" น้ำเสียงของคริสดุดันและเย้ยหยันมากขึ้น


            "มันงี่เง่าจนน่าสมเพชเลยไหมล่ะ" มือใหญ่ของคริสกอบกำทั่วลำคอของอี้ชิงเพียงแค่ขยับมือ อี้ชิงเงยหน้าขึ้นมองคริส แววตาของอี้ชิงบริสุทธิ์ใสราวกับผืนผ้าใบสีขาวที่วางอยู่ใต้เขตท้องฟ้ามืดมิด


            "ก็เพราะว่าพวกเขารักคุณคริสไม่ใช่เหรอครับ" ผืนผ้าใบที่วาดใบหน้าของคริสเอาไว้เมื่อมองจ้องเข้าไปในแววตานั้น แต่ดูละมุนละไมมากกว่ายามที่คริสมองตัวเองจากบานกระจก


            นิ้วโป้งใหญ่กดถูริมฝีปากล่างของอี้ชิงเค้นแรงลงไปยามที่เจ้าของกำลังนึกคิดบางอย่างอยู่ในหัว ใบหน้าหล่อคมคายของบุตรชายสกุลอู๋โน้มเข้าหาลิลลี่ดอกงามเสียจนอี้ชิงรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่รดรินผิวแก้ม


            "นายคงจำทางกลับห้องตัวเองได้ ฉันส่งแค่นี้"


            เสียงเดินของคริสดังสะท้อนไปทั่วบ้านหลังใหญ่โตให้อี้ชิงได้ยิน แม้สัมผัสหยาบของปลายนิ้วบนริมฝีปากของอี้ชิงก็ยังคงรู้สึกอยู่


            คนตัวสูงเดินออกไปเสียจนห่างไกลด้วยขายาว ๆ อย่างรวดเร็ว


            คริสแน่ใจได้ภายในสองวันแล้วว่าเขาไม่ชอบแววตาแสนเข้าอกเข้าใจแบบนี้ของอี้ชิงเอาเสียเลย แววตาที่คอยปลอบโยนว่าจะไม่เป็นไร ทุกอย่างแม้เลวร้ายแค่ไหนก็จะต้องดีขึ้น


            แววตาที่เหมือนกับดักล่อลวงให้คริสตกลงไปแบบนั้น







ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ แหะแหะ

 ต่อจากนี้เราคงได้พบปะกันในสวนลิลลี่บ่อยมากขึ้นนะคะ ลิลลี่ตามพล็อตที่ได้วางไว้นั้นจะเป็ฯสวนที่ค่อนข้างดราม่าน้อยที่สุดค่ะ ส่วนสวนที่ดราม่าเป็นอันดับสองขึ้นมาจากลิลลี่ตามพล็อตคือสวีทพีค่ะ ถถถ แล้วก็จะดำเนินไปตามที่เราวางแผนไว้เนอะ จะพยายามให้เต็มที่นะคะ ฝากชาวสวนทุกคนหว่านปุ๋ยโรยน้ำด้วยน้าาาา

แล้วมาดูสิว่าพี่คริสเขากลัวตกอะไร แล้วเวลาตกลงไปมันจะเจ็บไหม ถถถถถ

ลิลลี่ดอกสวยกับคนขี้แกล้งง ถถถถถ    ฝากชาวสวนลิลลี่ติดตามดูแล ส่งฟีดแบครดน้ำใส่ปุ๋ยพรวนดินกันน้าา ทั้งเมนต์ ทั้งโหวต หรือบอกต่อแชร์แนะนำก็ได้ เล่นแท็ก #ลิลลี่ชิงชิง ก็ได้น้าา รอรับน้ำปุ๋ยนะคะ 

เราโอเคและยินดีเวลาที่ทุกคนมาบอกว่ารอหรือทวงสวนต่างๆนะคะ ไม่เป็นปัญหาเลยแต่ขอแค่สองอย่าง คือ เวลาเราลงตอนใหม่สวนไหน ไม่ม่ทวงอีกสวนนึงในี้นี้แรงๆน้า บ่นคิดถึงได้แต่ไม่ใช่ไม่รดน้ำสวนนี้เลย แต่ทวงอีกสวนอย่างเดียว กับอย่าบอกว่าจะไม่เลิกแต่งสวนไหนนะคะ เพราะเราบอกตลอดว่าตั้งใจจะทำโปรเจกต์เจ็ดดอกไม้ให้สำเร็จ มันเป็นงานใหญ่สำหรับเราเหมือนกัน อาจจะช้าไปบ้างตามสังขารคนแต่ง แต่ไม่เลิกเด้อ ไม่เอาไม่พูดงี้น้า

ฝากลิลลี่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วยนะคะ



#ลิลลี่ชิงชิง

B E R L I N ❀

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}