-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.6k

ความคิดเห็น : 61

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มี.ค. 2560 21:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 11
แบบอักษร

11

ในครั้งอดีต...

หนิงลี่อายุได้เพียงแค่สิบขวบ ใบหน้าเดิมทีไม่มีรอยแดงของโรคผิวหนัง เด็กชายตัวเล็กกระจ้อยวิ่งเล่นในทุ้งหญ้าเขียวขจีสวย มีเพื่อนเล่นคนหนึ่งที่เป็นลูกขุนนางสูงศักดิ์

เด็กคนนั้นคือซูลี่

ในความทรงจำของหนิงลี่แล้วซูลี่เป็นเด็กที่มักจะชอบออกคำสั่งกับผู้อื่นอยู่เสมอ ใบหน้าสวยที่แสนเชิดหยิ่งนั่นมักไม่สบอารมณ์อยู่เนื่องๆ ซูลี่มักยืนกอดอกคอยออกคำสั่งกับเด็กคนอื่น หนิงลี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ความร้ายกาจของอุปนิสัยของซูลี่ยิ่งแล้ว เป็นที่โจษจันของเหล่าบรรดาเด็กชาวบ้าน จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แต่ด้วยอำนาจของเงินทองที่ซูลี่มี และเป็นถึงลูกของแม่ทัพซูผู้อาจหาญ จึงไม่มีใครทักท้วง

ซูลี่รู้สึกไม่ชอบหน้าหนิงลี่มากกว่าใครทั้งหมด บ่อยครั้งที่หนิงลี่มักแก้ปัญหาด้วยความชาญฉลาด ทำให้การเล่นสนุกของซูลี่ไม่เป็นอย่างที่หวัง

วันหนึ่ง...ซูลี่ได้พาเหล่าเด็กๆ ไปเล่นที่แม่น้ำหวงเหอ ความนึกริษยาที่หนิงลี่เป็นคนฉลาดจึงได้วางแผนหลอกล่อโดยการโยนของรักของหนิงลี่ลงไปในแม่น้ำ ในครานั้นหนิงลี่ที่ยังเป็นเด็ก ว่ายน้ำจึงยังไม่แข็งไปตามตัว ความหนาวเย็นยะเยือกเข้าสู่ผิวกายจนไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้านธรรมชาติ ทำให้หนิงลี่จมน้ำ สำลักน้ำไปหลายอึก โชคดีที่ดวงยังไม่ถึงฆาต ชาวบ้านผู้หนึ่งเป็นชายหาฝืนผ่านไปแถวนั้น จึงได้ลงไปช่วยหนิงลี่ก่อนสิ้นลมหายใจ

ความผิดของซูลี่ได้รับการอภัยอย่างง่ายดาย

หลังจากเหตุการณ์ในคราวนั้น หนิงลี่ก็เป็นไข้หวัดไปพักใหญ่ กว่าจะฟื้นตัวได้ก็ใช้เวลาร่วมอาทิตย์ จวบกับรอยแดงตามร่างกายเกิดขึ้น ความรังเกียจเดียดฉันท์ที่ซูลี่มีในใบหน้าอัปลักษณ์จึงทำให้ถูกเพิกเฉย กลายเป็นคนไร้เพื่อน ยกเว้นก็แต่จิ่นสือ

ต่างคนก็ต่างเดินตามเส้นทางของตน ซูลี่ได้เข้าเรียนจนกลายเป็นแม่ทัพ ส่วนหนิงลี่นั้นที่ไร้การศึกษาก็ได้กลายมาเป็นนายทหาร

ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาจากวัดทำให้หนิงลี่อ่านออกเขียนได้ หนังสือที่ชอบอ่านที่สุดแม้จะเป็นวิชาการแพทย์ แต่หนิงลี่ก็ชอบอ่านเรื่องการรบไม่แพ้กัน ทั้งกลยุทธ์และวิธีการต่างๆ ที่ชนะข้าศึกก็ได้รับการศึกษามาอย่างละเอียด นายทหารชั้นผู้น้อยไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้วิชาความรู้

ในขณะที่แม่ทัพใหญ่ซู ซึ่งเป็นบิดาของซูลี่ ได้เข้าตาจน นำความพ่ายแพ้ให้กับแคว้นฉี จึงทำให้ถูกสังหารในสนามรบ ซูลี่ที่เป็นบุตรชายจึงได้รับการแต่งตั้งเพื่อกู้หน้าวงศ์ตระกูล นำทัพไปสู้รบกับแคว้นเว่ยแทนบิดาผู้ล่วงลับ

เวลานั้นเป็นซูลี่อีกเช่นกันที่กำลังเข้าตาจน เกือบเสียท่าให้กับศัตรู หนิงลี่ที่ยังเป็นเพียงแค่นายทหาร แม้ไร้วรยุทธ์แต่ในเรื่องฝีมือในการสู้รบก็ใช่ย่อย ใช้ตัวเองช่วยเหลือปกป้องแม่ทัพใหญ่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งมาหมาดๆ นับได้ว่าซูลี่เป็นหนี้ชีวิตของหนิงลี่

ความทรงจำในวัยเยาว์ที่มีต่อแม่ทัพไม่อาจดีเท่าที่ควร แต่ด้วยตนเองนั้นเป็นทหารของต้าฉี ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องบ้านเมืองจึงได้อาจหาญไปเสนอความคิดให้แม่ทัพใหญ่

‘เจ้าเป็นแค่ทหารชั้นต่ำ คิดจะเสนอความคิดในการรบนี้รึ! บังอาจนัก!’

หนิงลี่ยังคงจำได้ว่าซูลี่ดูแคลนเช่นไร ในยามที่เอ่ยเรียกชื่อีกฝ่ายด้วยความสนิทสนม หวังว่าอย่างน้อยก็เห็นแก่มิตรภาพในวัยเด็ก ซูลี่จะยอมฟังที่พูดบ้าง ในแผนการรบที่คิดไว้เกือบสามวันถูกทำลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี

แผนการที่หนิงลี่วางไว้ก็คือ...แบ่งทหารเป็นสองกองทัพ กองทัพหนึ่งเป็นพลม้าและพลอาวุธ นำศึกบุกโจมตีด่านหน้า แล้วแสร้งทำเป็นแพ้ในคราวหลัง หลอกล่อให้แคว้นเว่ยมายังด้านเหนือที่มีพลธนูคบเพลิงรออยู่ เมื่อยามที่ทหารแคว้นเว่ยมาถึงจุดก็ให้ยิงธนู ไล่ต้อนไปยังทิศบูรพาตรงหลุมที่ขุดเตรียมเอาไว้ จากนั้นก็ใช้ก้อนหินที่เคลือบไปด้วยไฟจับโยนพุ่งใส่ ข้าศึกที่ไม่ทันได้ตั้งรับ ไม่นานก็พ่ายแพ้

ซูลี่ที่ไม่ยอมรับกลับไล่ตะเพิดอย่างไม่แยแส ใช้แผนการรอบของตนส่งทหารทั้งกองทัพไปรบในคราวเดียว หวังเพียงใช้กองกำลังเฮือกสุดท้ายให้มีชัยเหนือศัตรู แล้วการรบในคราวนั้นก็พ่ายแพ้ ซูลี่สูญเสียทหารไปหลายร้อยนาย ไหนจะบาดเจ็บอีกมาก จนเข้าตาจนจึงได้นึกถึงแผนการรบของหนิงลี่จนนำแผนการนั้นมาใช้

แคว้นฉี...ชนะในการรบ

กู้หน้าให้ซูลี่ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อคิดถึงสิ่งที่ซูลี่ทำทั้งหมดก็อดที่จะหวั่นเกรงไม่ได้ ไม่มีใครรู้อุปนิสัยส่วนตัวมากกว่าคนใกล้ชิด ต่อหน้าผู้คนรอบด้านซูลี่มักตีสองหน้าได้อย่างแนบเนียน

หนิงลี่รู้ข้อนั้นดี...

ทว่าชีวิตของผู้เป็นบุพารีอยู่ในเงื้อมมือของซูลี่ทั้งหมด จึงไม่อาจที่จะปริปากพูดได้

“ท่านแม่ทัพ ท่านบอกข้าเถิด ท่านต้องการสิ่งใด”

เมื่อไร้รองแม่ทัพคอยอยู่ข้างกาย หนิงลี่จึงได้เอ่ยถาม ความสงสัยมีมากล้นจนไม่อาจเก็บไว้อยู่

ซูลี่เอื้อมมือจับไหล่ของหนิงลี่ ดูจากภายนอกแล้วเป็นเพียงแค่สหายสองคนกำลังแสดงความสนิทสนมตามประสาผู้ชาย แต่ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงแล้วซูลี่กำลังข่มขูหนิงลี่อยู่

“อาลี่ เจ้าพูดเช่นนี้เห็นข้าเป็นเยี่ยงไรรึ ข้าแค่คิดถึงเจ้า คิดถึงเพื่อนในวัยเด็ก คิดถึงนายทหารที่เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เมื่อยามออกศึก”

“ข้ารู้ ท่านไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น”

ซูลี่หัวเราะในลำคอ ใบหน้างดงามราวเทพบุตรเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงเบา

“ในบรรดาเพื่อนสมัยเด็ก เจ้าฉลาดที่สุดและข้าก็เกลียดเจ้าที่สุด” ไม่มีคำโป้ปดมดเท็จแต่อย่างใด นับแต่ไรมาซูลี่ก็เผยความในใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ทั้งผ่านการกระทำและคำพูด

“ข้ารู้”

แม่ทัพแคว้นฉินก้าวเดินไปยังอีกทิศทาง

“เจ้ารู้ก็ดี ข้าจักได้ไม่ต้องพูดมาก สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงอย่างเดียว” แสยะยิ้มหวานปนร้าย “เจ้าทำยังไงก็ได้ ข้า...ต้องการเป็นพระสนม”

“ท่านแม่ทัพ!”

หนิงลี่มองหน้า ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าการที่ซูลี่มาที่นี่ก็เพื่อต้องการบางอย่าง แต่คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่ซูลี่ต้องการจริงๆ คือการอยู่เคียงคู่ฮ่องเต้แคว้นฉิน

“ไม่เช่นนั้น ครอบครัวที่อยู่ดีมีสุขของเจ้า ไม่พ้นไปอยู่ปรโลกแน่!”

“ข้าทำให้ท่านไม่ได้”

หนิงลี่กล่าวปฎิเสธ...

ไม่อาจทำความต้องการของซูลี่ได้ ฐานะเดิมทีก็เป็นแค่เชลยที่ต้องมาอยู่ต่างแคว้น ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนมก็เป็นเพียงแค่การเล่นสนุกของซ่งจินเหลียง หนิงลี่ไม่ได้เป็นที่รักถึงขนาดร้องขอแล้วได้ทุกอย่าง ถ้าต้องให้ทำเรื่องที่เกินความสามารถคงไม่มีทาง

แววตากร้าวจับจ้องอย่างไม่ยอมล่าถอย หนิงลี่กล้าดียังไงถึงได้ตอบปัดอย่างไร้เยื่อใย! คิดว่าเป็นพระสนมแล้วจะข้ามหัวไปได้อย่างนั้นหรือ!

ซูลี่พยายามเก็บอารมณ์ขุ่นมัว ที่นี่เป็นที่โล่งแจ้งไม่อาจทำอะไรได้อย่างใจคิด ข่มอารมณ์ร้อนรุ่มไว้ในอกพยายามชักสีหน้าแย้มยิ้มทั้งที่บึ้งตึง

“เรื่องของข้ากับท่านใยจึงต้องเอาพ่อกับแม่ข้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านไม่ละอายใจบ้างรึ”

ซูลี่เหมือนถูกหลอกด่า ถลึงตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ

“ท่านแม่ทัพ ข้าไม่อาจช่วยท่านเรื่องนี้ได้ ถ้าท่านอยากเป็นพระสนมก็เชิญท่านไปถามไถ่ฝ่าบาทเองเถิด หากท่านไม่มีธุระอันใด ข้าขอตัว”

เป็นหนิงลี่ที่หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเช่นนี้ ถึงจะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่า แต่เดิมทีหนิงลี่ก็เป็นทหารของต้าฉี จึงได้คารวะซูลี่เพื่ออำลา

คล้อยหลังไปแล้ว ได้ยินเสียงหนึ่งที่เอ่ยดังมาจากริมฝีปากคู่สวย หนิงลี่ถูกหาว่าเป็น ‘วัวลืมตืน’ คิดหักล้างเนรคุณแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน ไม่คิดถึงบุพการีที่อยู่อย่างยากลำบาก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ใช่อย่างที่แม่ทัพใหญ่แคว้นฉีกล่าวหา หากหนิงลี่กลับเลือกที่จะใส่ใจไม่ คำพูดของซูลี่บางทีก็ไม่อาจเก็บขึ้นมาคิดให้รกสมอง รู้ดีรู้ชั่วก็รู้อยู่กับตัวตน ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาพร่ำสอนว่าถูกหรือผิด

และหนิงลี่ก็ได้แต่คาดหวังว่าซูลี่คงไม่คิดจะทำความเดือนร้อนให้ใคร

โจวอี้หานเดินโบกพัดมองมาจากอีกมุมหนึ่ง เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นพระสนมผู้เลื่องชื่อลือชาในด้านความอัปลักษณ์ ใบหน้าของพระสนมผู้นั้นมีร่องรอยสีแดงจางๆ รูปร่างหรือท่วงท่ามิได้สง่างามเฉดเช่นซ่งจินเหลียงหรือแม่ทัพงามแคว้นฉี แล้วเหตุใดเล่าถึงได้เป็นที่หมายตาของซ่งจินเหลียงได้

แม้แต่โจวอี้หานเองก็ยังแคลงใจ

หันมองไปยังซูลี่ ผิวกายขาวผุดผ่องจนน่าจับต้อง ริมฝีปากแดงกระจับน่าสัมผัส หากมองผิวเผินแล้วซูลี่สวยกว่าหญิงงามบางคนที่โจวอี้หานเคยพบเจอด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดเล่าซ่งจินเหลียงจึงไม่หมายปองตั้งแต่แรก กลับไปเลือกนายทหารต่ำต้อยผู้นั้นแทน

มันช่างน่าสนใจ...น่าสนใจ

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพซูไม่อาจเกลี่ยกล่อมพระสนมผู้นั้นได้” เฉินชุนเอ่ยรายงานตามที่เห็น

“ช่างเถิด ข้ามีแผนสำรอง”

“พ่ะย่ะค่ะ”

โจวอี้หานหันหลังกลับไปอีกทางหนึ่งพร้อมกับเฉินชุนที่เดินตามหลัง

 

ในตำหนักของหนิงลี่ หลังจากที่กลับมาจากการพบกับซูลี่แล้ว พอกลับมาถึงหนิงลี่ก็ได้พบกับบุรุษที่เพิ่งเอ่ยถึงเมื่อสักครู่

ซ่งจินเหลียงนั่งอยู่ในห้อง เขาอยู่ในชุดขาวสะอาดเหมือนอย่างเคย มีท่าทีสบายๆ ราวกับว่าห้องนี้ซ่งจินเหลียงเป็นเจ้าของ แต่ถ้าจะให้พูดให้ถูก เดิมทีมันก็เป็นของซ่งจินเหลียงอยู่แล้ว ไม่แปลกที่ฮ่องเต้แคว้นฉินจะเสด็จไปไหนมาไหนก็ได้ตามความต้องการ

หนิงลี่คารวะ...เพิ่งเจอกับศึกหนักด้านนอก ยังจะมาต้องเจอกับศึกหนักด้านในอีกหรือนี่

ซ่งจินเหลียงยิ้มแผ่ว

“ได้ข่าวว่าเจ้ามีคนจากต้าฉีมาพบ”

“ไม่ผิดพ่ะย่ะค่ะ”

“งั้นรึ”

กายใหญ่ลุกขึ้น สาวเท้าเดินเข้าใกล้พระสนม หากแต่เป็นอีกฝ่ายที่ชักเท้าเดินถอยหลังกลับ ความไม่ระวังทำให้เหยียบชายผ้าตัวเองจนเกือบสะดุดล้มตึงลงกับพื้น โชคดีที่ซ่งจินเหลียงคว้าตัวไว้ได้ทัน จึงทำให้หนิงลี่ไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ว่ากลับกลายมาอยู่ในอ้อมแขนของซ่งจินเหลียงแทน

ดวงตาคู่สวยเบิกโผลงตกตะลึงไปชั่วขณะ ซ่งจินเหลียงยื่นหน้าเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น หนิงลี่ตัวสั่นสะท้าน หวนนึกถึงสิ่งที่อี้ชิงเคยพูดเอาไว้ หากให้พูดถึงเรื่องวรยุทธ์นั้นแล้วไซร้ คงไมอาจต่อกรกับบุรุษผู้นี้ได้แน่ แล้วจะมีหนทางไหนเล่าที่จะหลีกเลี่ยง

หนิงลี่ผลาเฮือกใหญ่พลางเอนตัวไปด้านหลัง ซ่งจินเหลียงก็ตามมาติดๆ จนไม่อาจหนีได้ ร่างกายที่ไม่เป็นอิสระมันยิ่งทำให้คนถูกกอดรู้สึกประหม่า

ซ่งจินเหลียงนึกขำ...พระสนมของเขาช่างแตกต่างจากคนอื่นที่ยอมเอาตัวมาเสนอเข้าแลกเพื่อให้ได้รับความรัก

แล้วเจ้าเล่า ไม่คิดจะรับความรักจากข้ารึ...ซ่งจินเหลียงถามในใจ

ใช้เวลาแกล้งหนิงลี่ครู่หนึ่งจึงได้ละตัวออกมา หนิงลี่ถอนหายใจหอบด้วยความโล่งอก นึกว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งไม่คาดฝันเสียแล้ว

อยู่ใกล้กับซ่งจินเหลียงทีไรมันไม่เป็นตัวของตัวเองทุกทีสิน่า!

“ถ้าจำไม่ผิด คนที่มาหาเจ้าคือแม่ทัพซูใช่หรือไม่”

หนิงลี่พยักหน้ารับ คอยฟังสิ่งที่ซ่งจินเหลียงจะพูดต่อ

“เห็นที ข้าคงต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้สมเกียรติ”

“ข้า...แล้วแต่ฝ่าบาท”

แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของซ่งจินเหลียงที่จะตัดสินใจ

สงครามที่ซ่งจินเหลียงก่อขึ้นที่แคว้นฉีในครั้งนั้นไม่อาจลืมเลือน ผู้คนมากมากถูกเข่นฆ่า ดวงไฟก้อนใหญ่ลุกโหมกระหน่ำบ้านเรือนจนกลายเป็นผุยผง และครั้งหนึ่งองค์จักรพรรดิวิปลาสก็ได้จัดการขัดแขนกับควักดวงตาของฮ่องเต้จนที่หวาดกลัวกับพวกเหล่าราชบริพาน และในคืนนั้นเองซ่งจินเหลียงก็ได้สังหารบุคคลที่เป็นที่รักที่สุด

ดูจากสีหน้าของหนิงลี่แล้ว ซ่งจินเหลียงรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังคิดเรื่องใด ซ่งจินเหลียงหันหลังเดินไปยังบานหน้าต่างที่ถูกเปิดรับลมและแสง เส้นผมยาวสลวยปลิวไปตามสายลมอ่อน มองเช่นนี้แล้วซ่งจินเหลียงก็เปรียบเหมือนเทพเซียนไม่ปาน หนิงลี่ไม่เคยเห็นบุรุษผู้ใดงดงามเช่นนี้

...มากเสียจนไม่อาจละสายตาได้

สายตาของซ่งจินเหลียงที่ทอดมองไปยังเบื้องหน้า มันไร้จุดหมาย มันไม่ได้มองวิวทิวทัศน์ ไม่ได้มองไปที่ใด มันจ้องมองไกล...ไกลกว่านั้น

“ภายใจใจเจ้าคงคิดว่าข้าโหดร้าย ที่สังหารเพื่อนรักของเจ้า ฆ่าคนในแคว้นของเจ้า” ซ่งจินเหลียงเก็บซ่อนความข่มขืนไว้ในอก “ผู้อื่นต่างเรียกข้าว่าจักรพรรดิวิปลาส”

มองไปถึงอดีตที่น่าชัง

ซ่งจินเหลียงไม่อยากนึกหวนถึงเมื่อวันวาน หากความทรงจำนั้นกลับไม่เคยจางหาย มันหลอกหลอนให้เขากลับกลายเป็นคนที่ไร้ใจ เป็นจักรพรรดิผู้อยู่เหนือทุกคนบนแผ่นดิน

“ครั้งหนึ่ง ข้า...เคยเป็นแค่องค์ชาย...เท่านั้นเอง”

------------------

TAKE


ครั้งนี้เอาเมจอของหนิงลี่กับซูลี่มาฝาก ซ้ายคือหนิงลี่ ขาวสวยๆ คือซูลี่

หนิงลี่เมจคือหลี่อี้เฟิง ส่วนหนิงลี่นั้นไม่รู้ แฮะๆ นางเป็นคอสเพลย์ เทคหามาจากกูเกิ้ล อ่านจีนไม่ออก ส่วนชายซ่งนั้นยังหาที่ถูกใจไม่ได้อะ มีใครจะเสนอมะ

ป.ล.ตอนหน้าอดีตชายซ่งน่อ

ป.ล.วันนี้อู้แต่งอีกเรื่องมาเอาชายซ่งมาฝากอีกตอน ตอบรับคำขอบคุณที่เรียกเทคว่า อาจารย์

แหม่ มาเรียก อาจารย์งี้ก็เขินอะดิ๊ เข้าใจฟิวช่ะ เหมือนนักวาด นักเขียนเก่งๆ ไรเงี่ย อร๊าย เขิน >< ฟินตัวแตกเลยอ่า ไม่ใช่ว่าอยากอ่านตอนตอนไปพากันเรียกว่าอาจารย์เลยนะ ฮาา เทคไม่บ้าจี้ตามน่อ ขอไปแต่งเรื่องอื่นบ้างงงง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น