น้ำมิ้ม

"เลิกจัดโซฟา แล้วมานอนบนเตียงกับพี่นี่แหละ" ใกล้รุ่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อฝ่ามือหนานั้นกลับอ้อมสองแขนของเธอไปโอบรอบแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆรั้งร่างแบบบางนั้นด้วยสองแขนแข็งแกร่งจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่กอดกระชับเอาไว้อย่างอ่อนโยน “เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่เป็นไรสักหน่อย”

ตอนที่ 2 : เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (2/3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 : เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (2/3)

คำค้น : ปฐพีใกล้รุ่ง , แต่งงานหลอกๆ ,พินัยกรรม , มรดก , ที่ดิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 680

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มี.ค. 2560 01:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 : เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (2/3)
แบบอักษร

เสียงเคาะประตูห้องรัวๆทำให้ใกล้รุ่งละมือจากการจัดกระเป๋าเดินทางก่อนจะลุกไปเปิดประตูห้อง ด้วยเพราะลักษณะการเคาะแบบไม่เกรงใจใครแบบนี้จะเป็นใครไปได้นอกจากคะนึงนิจเพื่อนสนิทของเธอเอง

ร่างเล็กกะทัดรัดของเพื่อนสาวแทรกตัวเข้ามาตั้งแต่ใกล้รุ่งยังไม่ทันเปิดประตูออกจนสุด พลางลากแขนเพื่อนให้เข้ามาในห้องพลางเอ่ยออกมาอย่างใจร้อน

“รุ่ง ฉันว่ากลับมาคราวนี้พี่นุดดูแปลกๆไปยังไงก็ไม่รู้”

“แปลก? ...แปลกยังไงล่ะ” ใกล้รุ่งถามขึ้นในขณะที่เดินกลับมายังกระเป๋าเดินทางที่จัดค้างไว้อยู่กลางเตียง โดยมีคะนึงนิจเดินตามมาติดๆ

“ก็ตั้งแต่สนามบินจนมาถึงที่บ้านเนี่ย พี่นุดเขาพูดกับฉันนับคำได้”

“ฉันว่าไม่นะ ถ้าหมายถึงพี่นุดกับฉันก็ว่าไปอย่าง แต่กับเธอพี่นุดเขาก็คุยปรกตินี่ แต่เธอมันพูดมากไปต่างหาก”

“ไม่จริง...ไม่เชื่อเธอก็ลองสังเกตดูสิ ระหว่างฉันกับคุณปู่ พี่นุดชอบแอบไปคุยกับคุณปู่มากกว่า”

“ฉันเป็นพี่นุดฉันก็เลือกที่จะคุยกับคุณปู่มากกว่า ก็เพราะเธอมันเพ้อเจ้อยังไงล่ะยัยนิด”

ใกล้รุ่งเอ่ยพลางแกล้งบีบแก้มอีกฝ่ายจนปากจิ้มลิ้มนั้นยื่นออกมาราวกับลูกหมู คะนึงนิจจึงแกล้งทำตาเขียวใส่เพื่อนรักพลางพยายามพูดทั้งๆที่ถูกบีบปากจนพูดแทบไม่เป็นคำ

 “มาหาว่าฉันเพ้อเจ้อ เธอคอยดูไปแล้วกันว่าพี่นุดแปลกไปเหมือนอย่างที่ฉันบอกไหม”

..............................................

แม้ว่าทุกคนจะรู้ดีว่าการเดินทางไปหัวหินครั้งนี้ไปเพราะเรื่องงาน แต่ทั้งหมดก็ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะคะนึงนิจที่ขนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปถึง 3 ใบจนผู้เป็นพี่ชายที่ไม่ค่อยพูดยังอดบ่นออกมาไม่ได้

“นี่เราจะไปกันกี่วัน?”

“ก็ 3 วัน 2 คืนไงคะ ว่าแต่ทำไมกระเป๋าพี่นุดเล็กจัง นี่กะไปหาซื้อเสื้อผ้าที่โน่นเอาเหรอคะ”

คะนึงนิจถามหลังจากที่พี่ชายยกกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอทั้งหมด 3 ใบใหญ่ขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว หากเจ้าตัวกลับมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียว

“ไม่นี่ ...พี่เอาไปเท่าที่จำเป็นน่ะนิด”

“จะพอเหรอคะ เพราะพี่ต้องไปทั้งงานแถลงข่าวแล้วก็งานเลี้ยงขอบคุณนะ”

“อืม...พอแล้วล่ะ”

คณุตม์เอ่ยตอบน้องสาวหน้าตาย จนใกล้รุ่งแอบอมยิ้มขำไม่ได้เพราะคะนึงนิจดูเหมือนจะยังไม่รู้ตัวว่าถูกพี่ชายเหน็บเข้าให้ หญิงสาวโยนกระเป๋าเป้แบบแบ็คแพ็คขึ้นเป็นคนสุดท้าย ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่นั่งคนขับ ในขณะที่คะนึงนิจกระโดดขึ้นนั่งเบาะหลังแล้วเอนอย่างสบาย

“ไปนั่งข้างหน้า!” เสียงเข้มดุเมื่อเห็นว่าร่างเล็กของน้องสาวนอนเอกเขนกขวางเต็มที่นั่ง แต่คะนึงนิจยังคงเฉยเพราะถือว่าไม่มีคุณปู่คุณย่าคอยกำราบ ดังนั้นเธอก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวพี่ชายเสียหน่อย

“ไม่เอา เมื่อคิดนิดนอนดึก นิดจะงีบบนรถ พี่นุดนั่นแหละไปขับเลย ตัวเองเป็นผู้ชายแท้ๆทำไมให้ผู้หญิงขับรถให้”

“พี่นุดเพิ่งกลับมาเมืองไทย ฉันขับเองนั่นแหละดีแล้วยัยนิด ...ถ้าพี่นุดนั่งไม่สบายรุ่งว่าพี่นุดไปคันคุณปู่กับคุณย่าก็ได้นะคะ คันโน้นคุณปู่เอาคนขับรถไปด้วยรับรองว่าขับนิ่มกว่ารุ่งเยอะค่ะ”

ใกล้รุ่งถือวิสาสะเรียกชายหนุ่มตามผู้เป็นเพื่อน พลางหันไปยิ้มให้ร่างสูงของคณุตม์ที่ยืนเปิดประตูรถค้างอยู่อย่างจริงใจ ทำให้หน้าที่ตึงขึ้นเพราะคิดว่าถูกตีกระทบเมื่อครู่ค่อยคลายคิ้วที่ขมวดลง ก่อนจะยอมขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับแต่โดยดี

ครั้นพอขาดคนเปิดประเด็นคุยเพราะคะนึงนิจหลับไปแล้ว บรรยากาศในรถจึงเงียบจนเกือบจะวังเวง คณุตม์ก็เอาแต่ทอดสายตามองวิวทิวทัศน์ข้างทาง ใกล้รุ่งเลยต้องอาศัยเปิดเพลงเป็นเพื่อนไปตลอดทางจนกระทั่งเข้าเขตโครงการก่อสร้างคณุตม์จึงหันมาเอ่ยกับหญิงสาวเป็นประโยคแรก

“โครงการนี้คุณเป็นคนออกแบบตกแต่งภายในด้วยหรือเปล่า”

“ใช่ค่ะ ถ้าพี่นุดมีอะไรจะถามก็เชิญได้เลยนะคะ”

“แล้วทำไมในรายละเอียดโครงการถึงเป็นชื่อ ‘นิอร’” คณุตม์กดเสียงต่ำเป็นพิเศษเมื่อเอ่ยถึงชื่อแม่เลี้ยงที่แม้แต่หน้าเขาก็ยังไม่อยากจะเห็น

“เอ่อ...คือ เธอเป็นหัวหน้าทีมฝ่ายออกแบบค่ะ”

“หัวหน้าทีม?”

“ค่ะ... คุณคณินท่านระบุแบบนั้น”

คณุตม์สังเกตว่าหญิงสาวค่อนข้างจะมีสีหน้าที่ลำบากใจที่จะเอ่ยอธิบาย ชายหนุ่มจึงไม่คิดที่ซักไซ้ต่อ เพราะเท่านี้ก็เพียงพอแล้วกับสถานะเห็บหมัดที่เกาะติดครอบครัวของเขาจนแน่น และดูท่าเจ้าหล่อนคงไม่คิดจะปล่อยแหล่งสูบเลือดสูบเนื้ออย่างพ่อของเขาไปง่ายๆแน่

“นิดเคยบอกรุ่งแล้ว ว่าอย่าไปยอมยัยแม่มดนั่น แต่รุ่งก็มัวแต่เกรงใจอะไรก็ไม่รู้ ปล่อยให้โดนขโมยผลงานซึ่งๆหน้าแบบนี้”

เสียงคะนึงนิจที่เอ่ยผสมโรงขึ้นมานั้นแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจนจนผู้เป็นพี่ชายต้องหันกลับมามองพลางเอ่ยถาม

“คุณปู่รู้เรื่องนี้หรือเปล่า”

“รู้... ท่านคาดโทษเอาไว้แล้ว ถ้ามีครั้งหน้าได้โดนไล่ออกจากบ้านแน่ นี่ถ้านิดไม่เกรงใจรุ่งนะ นิดจะไปยุให้ยัยแม่มดนั่นทำแบบนี้อีกสักหน  จะได้ออกไปให้พ้นๆชีวิตพวกเราสักที”

คะนึงนิจเอ่ยขึ้นอย่างเจ็บแค้น พลางสบสายตากับพี่ชายอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน คณุตม์ยิ้มให้น้องสาวอย่างอ่อนโยนเป็นครั้งแรก ก่อนจะเอ่ยคำมั่นกับอีกฝ่ายอย่างหนักแน่น

“รับรองว่าอีกไม่นาน พี่สัญญา”

....................................

สนามหญ้าสีเขียวขจีที่ถูกตกแต่งประดับประดาไปด้วยผ้าและซุ้มดอกไม้ที่ถูกจัดวางโครงเป็นทรงสี่เหลี่ยมที่เมื่อทอดสายตามองไปยังชายหาดจะก็จะเป็นเสมือนกรอบรูปอันโตที่เปิดโอกาสให้นักข่าวและผู้มาร่วมงานได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ถึงแม้ว่าโครงการก่อสร้างจะยังอยู่ระหว่างดำเนินการแต่ในส่วนที่เป็นห้องตัวอย่างและโชว์รูมสำนักงานขายนั้นเสร็จเรียบร้อยและพร้อมให้นักข่าวเข้าไปเยี่ยมชมได้อย่างเต็มที่

ซึ่งทันทีที่เห็นนักข่าวมากันพร้อมหน้า นายคณินและนางนิอรก็รีบออกมารับหน้าทันทีด้วยถือโอกาสว่า ...คนพูดก่อนย่อมได้เปรียบ

“โครงการนี้ผมเป็นคนดูแลทั้งหมดเลยครับ แล้วก็ยังได้คุณนิอรมาช่วยดูแลในเรื่องการออกแบบตกแต่งห้องด้วย เพราะโครงการนี้เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่มีทั้งคอนโดมิเนียมสำหรับพักอาศัยและคอมเพล็กซ์สำหรับการพาณิชย์ด้วยครับ”

“ทราบมาว่าโครงการนี้เป็นการร่วมทุนของสองบริษัท ก็คือ บริษัท เพียงธำรง และบริษัท ศิริวัฒน์ดีเวลลอปเม้นท์ หลังจากเสร็จโครงการนี้จะมีการร่วมทุนโครงการอื่นอีกหรือเปล่าคะ”

“ต้องมีอย่างแน่นอนค่ะ...เพราะถ้าจับคู่กันแล้วยิ่งประสบความสำเร็จ ทำไมเราถึงจะไม่ร่วมทุนกันอีกล่ะคะ”

เสียงที่เอ่ยแทรกขึ้นมากะทันหันทำให้นักข่าวที่กำลังสัมภาษณ์นายคณินต่างหันไปมองผู้มาใหม่ที่มาพร้อมกับชุดเดรสสีดำแค่เข่าพร้อมกับเสื้อสูทลำลองสีน้ำตาลครีมขับให้ร่างสูงเพรียวนั้นยิ่งดูระหงมากยิ่งขึ้น

พริมา ทายาทเพียงคนเดียวของบริษัท ศิริวัฒน์ดีเวลลอปเม้นท์ ก้าวตรงมายังสองสามีภรรยาที่กำลังให้สัมภาษณ์นักข่าว ก่อนจะโปรยยิ้มแบบชนิดที่ตัวเองฝึกมาอย่างดีแล้วว่า ดูเป็นกันเอง...ก่อนจะเป็นคนเอ่ยให้ข้อมูลต่อ

“หลังจากเสร็จงานแถลงข่าวในวันนี้ดิฉันกับคุณพ่อ มีนัดคุยกับท่านประธานพงษ์ศิริต่อค่ะ น่าจะได้ความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการใหม่ที่จะสร้างร่วมกันมากขึ้นค่ะ ...อ้าวนั่น..ท่านประธานพงษ์ศิริมาพอดี เชิญพี่ๆนักข่าวที่โต๊ะแถลงข่าวได้เลยนะคะ”

หญิงสาวเอ่ยพลางตั้งใจจะเดินนำนักข่าวไปยังจุดที่เตรียมงานเอาไว้ หากบรรดาสื่อทั้งหลายต่างไม่สนใจพริมาแล้ว เพราะตอนนี้บุรุษชรากำลังเดินเข้างานมากับภรรยาพร้อมหลานๆ ที่นักข่าวทุกคนต่างพุ่งเป้าไปยังร่างสูงของชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวที่แม้จะตีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา หากใบหน้าคมเข้มที่สะดุดตาตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้างานมา ทำให้แสงแฟลชและกล้องบันทึกภาพพร้อมใจกันเก็บภาพเขาเอาไว้อย่างไม่ต้องรอให้นายพงษ์ศิริแนะนำ

“คณุตม์ เพียงธำรง หลานชายของผมเองครับ เพิ่งจบปริญญาโทจากอเมริกามา”

สิ้นเสียงแนะนำของบุรุษชรา ก็มีเสียงฮือฮาขึ้นทันทีหากนายพงษ์ศิริกลับพาหลานๆและนางกนกทิพย์เดินไปยังโซฟาที่นั่งด้านหน้าเวทีแถลงข่าว ก่อนที่ตัวเองจะก้าวขึ้นไปสมทบกับนายคณิน และนายพัฒนา บิดาของพริมา บนเวทีที่เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเอาไว้

...แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการคอมเพล็กซ์ในครั้งนี้แล้ว เพราะสายตาของแทบทุกคนในงานต่างจับจ้องมายัง‘หลานชายของประธานบริษัทเพียงธำรง’ ที่แม้จะตีหน้าเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจหากก็ยังคงน่าสนใจมากกว่าบุรุษสูงวัยทั้งสามคนบนเวทีอยู่ดี

........................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น