vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 ♥ [UPDATE]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.9k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2562 23:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 ♥ [UPDATE]
แบบอักษร

ตอนที่ 29

[PART: ฮันนี่**]**

                เสียงสัญญาณดังขึ้นรอบวังทำให้ผมสะดุ้งตื่น

                “เกิดอะไรขึ้น?” ผมถามสาวใช้ที่วิ่งเข้ามาในห้อง ผมเดินไปอุ้มลูกชายตัวน้อยที่เกือบขยับตัวตื่น ผมเลยโอ๋เขาให้หลับต่อ

                “มีเหตุไฟดับทั่วเมืองเมื่อสักครู่ค่ะ” เธอว่า ผมวางลูกชายลงบนเตียงใหญ่

                “ผมจะไปหาคุณฟอเรสสักหน่อย...” ผมบอก แต่ประตูดันถูกผลักเข้ามาซะก่อน ผมเห็นเขาเลยรีบเดินเข้าไปหา เขารับผมไว้ในอ้อมกอด

                “ตื่นมาเพราะตกใจหรือเปล่า” เขาก้มลงมาจูบหน้าผากผมเหมือนอย่างที่ทำประจำ

                “ดีเลยที่ตื่นแล้ว ฉันจะพาฮันนี่ไปห้องประชุมด้วยกัน” ฟอเรสบอกแล้วหันไปสั่งสาวใช้ประจำตัวผม

                “พาลูกชายฉันไปฝากไว้กับท่านแม่ที่ปีกตะวันตก” ผมเดินไปอุ้มลูกเพื่อส่งให้สาวใช้เอง

                “มีอะไรเกิดขึ้นเหรอครับ คุณฟอเรส...” ผมถามคนรักที่จูงมือผมเดินออกไปจากห้อง  

                ระหว่างทางเดินไปตามระเบียง ผมเห็นท้องฟ้ามีแสงประกายรุ้ง

                “เอ๊ะ ทำไมบนท้องฟ้าเป็นสีแบบนั้นล่ะครับ” ผมถามอย่างตกใจ เขากุมมือผมแน่นขึ้น

                “มันเป็นผลกระทบมาจากสภาวะโลกร้อน เกี่ยวโยงกับโลกมนุษย์ด้วย...” ผมตาโต

ห้องโถงใหญ่

                ผมกับร่างสูงเดินเข้าไปในห้องประชุม ทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพ ตอนนี้ทุกคนมาอยู่ที่นี่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งแอเรีย นัมเบอร์ คาร์ลและท้องฟ้า แสดงว่าเรื่องครั้งนี้ค่อนข้างใหญ่พอสมควร

                ฟอเรสให้ผมนั่งลงข้างเขาที่ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ

                “อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า ฉันเรียกทุกคนมาประชุมพร้อมกันตอนนี้ เพราะว่าเกิดปรากกฎการการหักเหของแสงที่มีผลกระทบมาจากสภาวะโลกร้อนที่กำลังทำลายแก่นกลางของมิติโลก อาณาจักรเวทมนตร์ให้พังลง” ทุกคนเริ่มทำหน้าเครียด

                “หากมิติเกิดการปั่นป่วน ทางเชื่อมระหว่างสองโลกก็จะถูกปิดลง นั่นหมายถึง...โลกกับอาณาจักรเวทมนตร์จะไม่มีสิทธิ์เชื่อมต่อหากันได้อีก เผ่าพันธุ์ของเราก็คงจะไม่มีการสืบทอด...”

                เสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันที แน่นอนว่ามันย่อมเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะทายาทที่เกิดขึ้นก็ต้องเกิดมาจาก ‘คนของอาณาจักรเวทมนตร์’ และ ‘มนุษย์โลก’

                “เราจะทำอย่างไรกันดีล่ะครับ ฝ่าบาท” ข้าหลวงถามขึ้น ฟอเรสมองไปทางคาร์ลที่นั่งอยู่ทางปีกซ้าย

                “ที่นี่คืออาณาจักรของฉัน ฉันจะเป็นคนปกป้องทุกคนเอง” คำพูดของผู้นำถูกเอ่ยออกมากล้าหาญ ผมมองเขาที่ยิ้มให้ผมบาง ๆ

                ฟอเรสเคยบอกกับผมว่า ‘พลังของเขามีอำนาจมหาศาลที่สามารถปกป้องทั้งอาณาจักร

                แต่การมีพลังมาก ก็เท่ากับมีความเสี่ยงมากเช่นเดียวกัน ผมอดที่จะห่วงเขาไม่ได้

                “ผมเองก็จะร่วมกับฝ่าบาทด้วย สองคน ยังดีกว่าหนึ่งคน” คาร์ลลุกเสนอตัว ท้องฟ้านั่งอยู่ข้างกันมองด้วยความเป็นห่วงคนรัก ไม่ต่างไปจากผมที่ห่วงฟอเรส

                “ฉันเองก็จะร่วมด้วย สามดีกว่าสอง” เสียงหวานดังไพเราะของแอเรียบอกขึ้นบ้าง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงผู้ชายสามคนเอ่ยค้านพร้อมกัน ทั้งฟอเรส คาร์ลและนัมเบอร์

                “ไม่ได้!!” แอเรียขมวดคิ้วเมื่อโดนนัมเบอร์ดึงมือไว้

                “คุณจะเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้นไม่ได้นะครับแอเรีย คุณยังไม่หายดีเลยด้วยซ้ำ” น้ำเสียงห่วงชัดเจน

                “ฉันเห็นด้วย นายยังไม่หายดีแอเรีย อย่าทำให้พี่ต้องลำบากใจ” ฟอเรสเสริมอีกแรง

                “พี่รู้ไหมว่าการรวมพลัง มันคือข้อดี อย่างน้อยพลังทั้งสามด้านของเราก็ช่วยเหลือกันได้” แอเรียพูดให้ฉุกคิด

                จริงอยู่ที่ว่ารวมพลังมันดี จะว่าไปแล้วพลังของอาณาจักรทั้งหมดที่ฟอเรสเคยเราให้ฟังมีทั้งหมดสามด้าน คือพลังของฟอเรสที่เรียกว่า ‘พลังแห่งการปกครอง’ ส่วนแอเรียคือ ‘พลังแห่งการปกป้อง’ และคาร์ลคือ ‘พลังแห่งการช่วยชีวิต’

                ทั้งสามคนมีสายเลือดเดียวกัน รวมเป็นหนึ่งเดียว ผมว่าต้องผ่านมันไปได้แน่...

                “พวกเราเห็นด้วยนะครับ ฝ่าบาท การที่จะอุดรอยรั่วระหว่างมิติ ต้องใช้พลังของท่านแอเรียเป็นคนเชื่อมโดยดึงพลังจากท่านคาร์ลและฝ่าบาท” ข้าหลวงฝ่ายเวทมนตร์ให้คำแนะนำ ร่างสูงครุ่นคิดสักพักก่อนจะยอมพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อคิดตามหลักการตาม

                “อย่าฝืนตัวเองรู้ไหม งานนี้มันอันตรายกว่าที่นายคิดมาก พี่ไม่อยากให้นายเสี่ยง” ฟอเรสกำชับน้องชายของเขา

                “ทุกคนไปเตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเจอกันที่ลานกว้างข้างปราสาท” ร่างสูงสั่งทุกคนในห้องประชุมแล้วพาผมเดินออกมาข้างนอก

                ผมกับเขาเดินกลับเข้ามาในห้องนอนโดยที่ไม่พูดไม่จากันสักคำ ผมหยิบเสื้อที่มีตราราชวงศ์แขนยาวออกมาด้วยมือที่มันสั่น อาจเพราะผมกลัวที่จะต้องเห็นเขาไปเสี่ยงอันตราย

                “ฮันนี่ มาหาฉันตรงนี้สิ” เขาเรียก ผมเดินเข้าไปใกล้เขาและสะดุ้งเมื่อเขาเอามือโอบรอบเอวผม

                “คุณฟอเรส”

                “ตัวหอมจังเลยวันนี้...” เขาเอาหน้ามาซุกไซร้อย่างอ่อนโยน ผมมองเขาที่ยิ้มให้ผม แต่ผมกลับรู้สึกว่าเป็นยิ้มที่ต้องการทำให้ผมสบายใจก็เท่านั้น

                “ผมไม่อยากให้คุณไปเสี่ยงอันตรายเลย...แต่ผมก็รู้ว่า คุณมีหน้าที่ปกป้องทุกคน” ผมระบายออกมาพร้อมกับซบหน้าลงตรงอกคนรัก ฟอเรสมองใบหน้าเนียนเล็กที่เขาเห็นแทบจะทุกเวลาแต่กลับไม่รู้สึกเบื่อที่จะมอง

                “ฉันจะไม่เป็นไร เชื่อมั่นในฉันรึเปล่า” เขาเชยคางผมขึ้นให้มองตาเขา

                “ผมเชื่อคนรักของผมอยู่แล้วครับ...” ผมคลี่ยิ้มจาง ๆ แล้วหลับตาลงรับจูบหอมหวานจากเขาที่โน้มตัวลงมาจูบ

                ความหวานกลมกล่อม ความหวานที่ยังคงอยู่เสมอ...

                “หากเป็นเช่นนั้น จงอย่ากลัว...ไว้จัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จ ฉันจะพาฮันนี่ไปกินขนมที่บ่นว่าอยากทาน” เขาเอาของกินมาล่ออย่างขี้เล่น ทำให้ผมยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้าหงึก ๆ

                “อื้อ! สัญญาแล้วนะ”

                “อืม ฉันรักฮันนี่นะ....” เขาดึงผมเข้าไปกอดไว้แน่นราวกับว่า ไม่อยากปล่อยให้เวลานี้หายไป...



                [PART: ฟอเรส]

                ความรู้สึกกังวลใจ...มันต้องมีอยู่แล้ว ยามที่เราต้องออกไปต่อสู้หรือทำอะไรที่อันตราย ผมไม่ได้คิดห่วงตัวเองเลยสักนิด เพียงแต่ห่วงคนที่เป็นดั่งดวงใจของผมมากกว่า ‘ฮันนี่’ คือทุกสิ่งทุกอย่างของผมที่ผมยอมได้ทุกอย่าง เพื่อรอยยิ้มหวาน แววตาใสซื่อ นิสัยซื่อตรง จนผมต้องแพ้ใจให้กับเขา

                สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นมากที่สุดคือ แววตาเศร้าของฮันนี่

                แต่การที่ผมต้องปกป้องอาณาจักรครั้งนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเสี่ยง แม้รู้ว่าจะเสี่ยงแต่เพื่อปกป้องอาณาจักรไว้ให้ดำรงอยู่ ผมว่ามันคุ้มและผมก็เชื่อว่า เราจะผ่านทุกอย่างไปได้

                “คุณฟอเรส...สู้ ๆ นะครับ” เสียงหวานเล็กดังขึ้น ผมมองฮันนี่ที่ยื่นมือนุ่มนิ่มเหมือนกระต่ายน้อยมาจับชายเสื้อของผมไว้ อยากจับฟัดเสียตรงนี้เลย ไว้ผมเคลียร์ทุกอย่างเสร็จจะจัดการไม่ให้ลุกจากเตียงเลยคอยดู! หึหึ ผมดูหื่นเกินไปรึเปล่า ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยแต่ฮันนี่จะรู้ไหมว่า ผมรักเขามาก....มากจนไม่อยากให้ใครอยู่ใกล้นอกจากผมเท่านั้น

                “ขอกำลังใจหน่อยได้ไหม” ผมแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ก่อนจะตาโตเมื่อร่างเล็กเขย่งเท้าจุ๊บแก้มผมเบา ๆ

                ฮันนี่จุ๊บผม! แต่ประโยคต่อมาทำให้ผมอึ้งยิ่งกว่า

                “ถ้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมมีให้คุณมากกว่าจูบ” เสียงหวานเหมือนเอ่ยเชิญชวนผมซะคิดจินตนาการไปไกลออกนอกโลกแล้ว! ผมกระตุกยิ้มแล้วหอมแก้มคนรักคืนพร้อมสูดกลิ่นหอม

                “งั้นจะรีบจัดการให้เรียบร้อย เพราะฉันอยากได้ที่มากกว่าจูบ...” ฮันนี่ยิ้มเล็ก ๆ ให้ผม เขาชูสองนิ้วอย่างเป็นกำลังใจ

                และเวลาที่จะต้องเริ่มการปิดรอยร้าวระหว่างมิติก็กำลังจะเริ่มขึ้น

                โดยเราจัดแจงให้แอเรียยืนอยู่ตรงกลาง ผมยืนอยู่ฝั่งซ้าย คาร์ลอยู่ฝั่งขวา ส่วนทุกคนยืนอยู่ห่างจากวงเขตพิธีด้านนอก ผมมองฮันนี่ที่มองผมอย่างเป็นห่วง ผมเลยชูนิ้วสู้ ๆ ให้เขาคลายกังวล ผมเห็นนัมเบอร์มองน้องชายของผมด้วยสายตาเป็นห่วงจับใจ ผมมองแอเรียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

                “หากไม่ไหวก็บอกพี่ เข้าใจไหมแอเรีย” แอเรียยิ้มกว้าง

                “รู้แล้วครับ พี่ชาย” ผมมองคาร์ลและพยักหน้าพร้อมกัน

                ผมยกมือของตัวเองที่กำลังสร้างลูกไฟขนาดเท่าลูกบอลขึ้นมา แสงสีทองเปล่งประกาย พลังที่มีไว้เพื่อปกป้อง ทางด้านคาร์ลยกมือขึ้นมาพร้อมลูกไฟสีขาวบริสุทธิ์ พลังที่มีไว้เพื่อการช่วยชีวิต

                แอเรียที่ยืนอยู่ตรงกลางหลับตาลงและยกมือขึ้นมาสองข้างระดับอก ผมปล่อยลูกไฟไปทางของแอเรียพร้อม ๆ กับคาร์ลที่ปล่อยมาพร้อมกัน

                ลูกไฟทั้งสองเหมือนตัวเพิ่มพลัง ดวงไฟสีฟ้าบริสุทธิ์ของแอเรียขยายใหญ่ขึ้น ผมมองน้องชายของตัวเองที่กำลังจะยืนไม่อยู่ แต่แอเรียพยายามสร้างพลังขึ้นมาให้มากขึ้น

                ผมกับคาร์ลมองหน้ากันอย่างรู้กัน เมื่อเห็นร่างบางของแอเรียกำลังเซ

                “อ๊ะ!” แอเรียร้องออกมาแต่มือหนาของผมและคาร์ลก็รับข้างหลังของแอเรียไว้ได้ทัน

                “ไหวรึเปล่า หากไม่ไหวพี่ว่าเราปล่อย” ผมบอกแต่แอเรียส่ายหน้า

                “ผมไหว! ไม่เป็นไรครับ...พี่ประคองผมไว้ก็พอ” แอเรียบอกและตั้งมือแสงสีฟ้าที่ค่อย ๆ ขยายตัว ผมมองน้องชายของตัวเองที่กำลังท่องคาถาที่มีแค่เขาที่เรียนมา เป็นคาถาต่าง ๆ ที่ช่วยในการสร้างการป้องกัน

                “คุณสัญญากับผมแล้วนะครับ! ว่าคุณจะไม่ฝืน” เสียงของนัมเบอร์ดังแทรกเข้ามา แอเรียเพ่งไปยังรอยร้าวที่ปรากฏขึ้น

                “ตางั่งเอ๊ย ฉันไม่ได้ฝืนซะหน่อย” แอเรียพึมพำด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ผมมององครักษ์ที่พยายามจับตัวของนัมเบอร์ไว้

                “ผมจะทำให้มันจบ ๆ ไปเลยนะ” แอเรียพูดขึ้นพร้อมกับเล็งเป้าหมายข้างหน้า

                ผมหวังว่าทุกอย่างมันจะจบ เราจะต้องอุดรอยร้าวได้...

                แสงสีฟ้าของแอเรียถูกปล่อยออกไปตรงจุดพอดี ทุกคนมองอย่างอึ้ง ๆ เมื่อรอยร้าวค่อย ๆ ประสานเข้าไปจนหมด

                “มันได้ผล! ฝ่าบาท มันได้ผลครับ” เสียงคนที่อยู่รอบนอกพากันมองอย่างตื่นเต้น แอเรียหายใจหอบยิ้มกว้างออกมา

                “พี่ฟอเรส! เราทำได้แล้ว” ผมมองแสงสีฟ้าที่ถูกปล่อยออกไป กำลังพุ่งตรงกลับมาเหมือนการย้อนพลังกลับ

                ระหว่างที่ทุกคนกำลังดีใจก็ตื่นตระหนกกันทันที

                “เกิดอะไรขึ้น” คาร์ลพึมพำกับเส้นพลังที่กำลังวิ่งตรงกลับมา

                พลังมีการย้อนกลับเสมอ เมื่อพลังที่เยอะมาก ๆ ถูกปล่อยออกไป ย่อมไม่มีที่กักเก็บพลัง

                “ถอยออกไป คาร์ล พาแอเรียถอย” ผมสั่งขึ้น แต่คาร์ลกับแอเรียส่ายหน้า

มันจะต้องมีคนหนึ่งที่รับพลังที่ตีกลับมา ในฐานะที่ผมคือผู้นำ มันคือหน้าที่ของผมที่ปกป้อง ถ้าไม่มีคนรับพลัง พลังพวกนี้ก็จะออกไปทำลายเมือง หรืออาจจะโดนคนที่ผมรักด้วยก็ได้

                “นี่คือคำสั่งของราชา!! ออกไปจากวงพิธี!!” ผมสั่งเสียงดัง

                “ไม่นะ พี่ฟอเรส” คาร์ลมองผมก่อนจะโค้งให้และลากตัวของแอเรียออกไปอย่างเข้าใจ

                “คุณฟอเรส!! อย่านะ” เสียงหวานร้องเรียกผม ผมมองฮันนี่ที่ถูกสาวใช้จับตัวไว้ในขณะที่เขากำลังพยายามจะวิ่งเข้ามาในวงพิธี

                ผมแทบไม่อยากจะมองภาพนี้ ภาพของคนรักของผมที่นั่งคุกเข่าร้องไห้ ฮันนี่เหมาะกับใบหน้าที่มีรอยยิ้มมากกว่า แม้จะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ผมเลี่ยงไม่ได้

                “อย่าร้องนะ ฮันนี่ที่รัก ฉันจะไม่ทิ้งฮันนี่แน่นอน” ผมบอกเสียงสั่นทั้ง ๆ ที่พยายามจะไม่ให้สั่น ผมมองพลังที่กำลังพุ่งตรงมาหาผม ผมกางมือขึ้นเพื่อ ร่ายมนต์สุดท้ายของผม

                แสงสีฟ้าพุ่งเข้ามาสาดใส่ตาของผมสว่างวาบ ผมหลับตาลงเหมือนร่างกายกำลังถูกซัดเพไปที่ไกลแสนไกล เสียงเรียกชื่อของผมจากปากของฮันนี่บวกกับเสียงร้องไห้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดใจ ผมไม่อยากห่างไกลจากฮันนี่ ไม่อยากทิ้งคนที่ผมรักที่สุด....ไม่อยาก

                พรึบ! หลังจากแสงสว่างวาบจนแสบตาหายไป ก็ไร้ร่องรอยของฟอเรส ที่หายไปพร้อมกับแสง...


            [PART: ฮันนี่]

                “ฮือออ!!! ไม่ ฮึก คุณฟอเรส...” ผมร้องไห้ออกมาสุดเสียง ราวกับหัวใจแตกเป็นเสี่ยง ๆ แม้ผมจะรู้ว่าเขาเสี่ยงมากที่ต้องออกมาทำอะไรอันตราย

                แม้ผมจะรู้ว่าเขาคือผู้นำ แต่ผมก็ไม่เคยเตรียมใจที่จะต้องมองเขาหายไป

                “พี่ฟอเรส...ไม่” แอเรียถึงกับเข่าทรุด ทุกคนเองก็ตกอยู่ในอาการอึ้งเมื่อฟอเรสหายไปต่อหน้าต่อหน้าพร้อมกับแสงพลังที่ย้อนกลับ

                “คนโกหก! ไหนบอกจะผมไปกินขนมไง ! ฮือออ ๆ ...คุณจะทิ้งผมกับลูกไว้อย่างงี้ไม่ได้นะ..ฮึก ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ....ฮืออออ...ได้โปรดเอาเขากลับมาให้ผม ...ฮึก ฮืออออ” เสียงร้องไห้แทบจะขาดใจของผมทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ร้องไห้ออกมาตาม

                “ผมเชื่อว่าฝ่าบาทต้องไม่เป็นอะไรครับ ราชินีต้องเข้มแข็งนะครับ ฝ่าบาทมีพลังมากมาย ต้องไม่เป็นอะไร” คาร์ลพูดขึ้นเรียกกำลังใจและสติให้ผม

                ใช่...เขามีพลังเยอะ เขาต้องไม่เป็นอะไรสิ

                “ฮึก...เขาต้องไม่เป็นอะไร...อะ” ผมเช็ดน้ำตาของตัวเองก่อนจะรู้สึกวูบ ทุกคนพากันตกใจกันทันที

                “ราชินี! ราชินีคะ!” ผมได้ยินคนเรียกชื่อของผมอย่างตกใจ แล้วผมก็สลบไป.......


             ทางด้านชายป่าที่อยู่ใกล้ไปจากปราสาทนิดเดียว

ฟอเรสนอนบาดเจ็บอยู่ที่โพงหญ้า ร่างสูงลืมตาขึ้นมาพลางพยุงตัวเองขึ้นมองมือที่มือเลือดไหลซึม กับบริเวณท้อง ฟอเรสจับหัวของตัวเองที่ปวดแปล๊บ ร่างสูงขมวดคิ้วงงว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ?

            ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วเกิดอะไรขึ้น ฟอเรสพึมพำมองมือของตัวเองก่อนเขาจะชะงักกับแหวนแต่งงาน ทำให้เขาได้แต่คิดในใจว่า เขาแต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’

................................................................................................................

ขอบคุณคอมเมนต์เเละกำลังใจดี ๆ จากคนอ่านที่น่ารัก ^^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}