-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.7k

ความคิดเห็น : 65

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มี.ค. 2560 02:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 9
แบบอักษร

9

หนิงลี่ตื่นตระหนก

สองขาก้าวถอยหลัง มองรอบๆ ห้องที่ถูกตกแต่งประดับประดา ตอนที่ถูกพามาครั้งแรก หนิงลี่รึกระแวงในสิ่งที่ซ่งจินเหลียงได้กล่าว โชคดีแค่คำนั้นมันเป็นแค่การล้อเล่น ซ่งจินเหลียงได้ให้สาวใช้มาเปลี่ยนอาภรณ์เหมือนอย่างที่เคยให้ทำเป็นประจำ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยหนิงลี่ให้กลับไปที่พำนัก

ความอึดอัดถาโถมเข้ามาเป็นระรอก หนิงลี่อยู่ในชุดผ้าไหมสีเขียวสลับขาว นั่งตัวเกร็งอยู่บนเตียงนอนสีสด หวาดหวั่นด้วยกลัวใจของฮ่องเต้แคว้นฉิน ดูจากท่าทางแล้วเขาคงไม่นึกพิศดาลอยากทำอะไรขึ้นมากะทันหัน ทำให้หวนนึกถึงคำกล่าวของรองแม่ทัพที่เคยลั่นวาจา

ไม่ช้าก็เร็ว...ก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่ได้ร่วมหอกับซ่งจินเหลียง

หนิงลี่เกิดความหวาดหวั่นอีกเป็นระรอก คิดจะหนีออกจากห้องที่ไม่คุ้นชิน หากยังไม่ทันก้าว จ้าของห้องก็กลับเข้ามาอีกครา

รบกับข้าศึกยังไม่ระแวงขนาดนี้...ซ่งจินเหลียงเป็นเภทภัยโดยแท้!

“เจ้าจะไปไหน?”

หนิงลี่คิดหาคำตอบที่ดีที่สุด ดวงตาทั้งสองหลุบต่ำลงกับพื้น

“ข้า...คิดว่าจะกลับ”

“ข้าไม่ได้เจ้ากลับ”

ความคิดแรกถูกกลบลงด้วยสุรเสียงเข้ม ซ่งจินเหลียงผลักร่างโปร่งจนถอยเซไปทางด้านหลังจนหนิงลี่ล้มไปกับเตียงกว้าง กายใหญ่ถาโถมเข้าทับอย่างไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว หนิงลี่ตกอยู่ในอาณัติโดยปริยาย พยายามพ่นลมหายใจเข้าออกให้เป็นปกติ เก็บใจไม่ให้หวั่นไหวไปกับรูปโฉมที่งดงามที่เปรียบเสมือนเป็นอสรพิษ

“คืนนี้” ก้มลงต่ำกระซิบข้างหู “เจ้านอนกับข้าดีหรือไม่”

“ฝ่าบาท! โปรดอย่าล้อเล่น”

“ข้าเปล่าล้อเจ้าเล่น” ซ่งจินเหลียงหัวเราะขำในลำคอ “คืนนี้เจ้านอนกับข้า”

‘นอน’ ในความหมายของซ่งจินเหลียงนั้นคือนอนจริงๆ เป็นแค่การนอนหลับ เป็นเพียงแค่การนอนร่วมห้องเท่านั้น

ในคืนที่หนิงลี่ใจเต้นระทึกกลับถูกรุ่มร่ามจากฝ่ามือแกร่ง ซ่งจินเหลียงไม่เพียงแค่ให้นอนร่วมเตียงเท่านั้นแต่ยังคงกอดไม่ปล่อย เล่นทำเอาไม่ได้นอนจนเกือบรุ่งสาง

โชคดีที่ตอนเช้าซ่งจินเหลียงได้มีภารกิจบ้านเมืองเข้ามาแทรกจนทำให้หนิงลี่สามารถกลับไปที่ตำหนักตัวเองได้อย่างที่ตั้งใจ ก็พบกับเซียวถิงเย่ที่ยิ้มหน้าบานแฉ่งจนน่าหมั่นใส้ คำพูดล้อเลียนในเชิงสัมพันธุ์สวาทกับซ่งจินเหลียงนั่นอีก หนิงลี่พยายามแก้ต่างให้กับตัวเอง แต่มันกลับดูไร้ประโยชน์ในสายตาของเซียวถิงเย่โดยสิ้นเชิง ไหนเลยจะพวกเหล่าสนมคนอื่นที่เอาแต่พูดพร่ำทำเพลงถึงรูปลักษณ์ คำกล่าววาจาที่ไม่น่าพิสมัย มันชวนไม่น่าพึงอารมณ์ยิ่งนัก

 

ในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยเหล่าขุนนาง บ้างจงรักภัคดี บ้างก็แค่ความต้องการที่จะเกาะตำแหน่งตัวเองให้มั่นจนกลายเป็นเสนอหน้าจนนึกรำคาญ

เสนาผู้หนึ่งมีนามว่า ‘ยินหย่ง’ ยกมือขึ้นคารวะต่อผู้เป็นฮ่องเต้ของแผ่นดิน เดิมทีแคว้นฉินก็มีฮ่องเต้ที่ปรีชาสามารถ สามารถทำให้แผ่นดินสงบร่มเย็นเป็นสุข แม้ว่าการขึ้นครองราชย์นั้นจะผิดทำนองคลองธรรมไปบ้าง แต่ซ่งจินเหลียงก็กลบส่วนนั้นเสียมิดจนแทบไม่มีใครพูดถึง แม้ว่ารู้อยู่เต็มอก

“ฝ่าบาท ได้โปรดพิจารณาด้วยเถิด พระสนมอัปลักษณ์ผู้นั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

มันเป็นเรื่องเดิมๆ หลังจากประชุมเรื่องบ้านเมืองเสร็จ จะต้องมีสักคนหนึ่งที่เอ่ยพูดเรื่องพระสนมที่ซ่งจินเหลียงแต่งตั้งโดยตั้งใจ ไม่สนหน้าอิฐหรือหน้าปูนที่ไหนทั้งไหน

“ฝ่าบาท พระสนมลี่อัปลักษณ์ย่อมขัดกับจารีตประเพณี พระสนมลี่อาจเป็นกาลกิณีต่อพวกฝ่าบาท ต่อพวกเราก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”

ซ่งจินเหลียงเท้าคางกับบัลลังก์ ยิ้มเย็นยะเยือก แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะฟังเรื่องไร้สาระ

“เสนายินหย่ง ดูเหมือนว่าท่านจะว่างเกินไป ข้าส่งท่านไปที่ชายแดนใต้ดีหรือไม่”

ยินหย่งหน้าซีดก้มหัวคารวะ “ฝ่าบาท ข้าน้อยผิดไปแล้ว ยกโทษให้ด้วย”

การลงไปอยู่ชายแดนใต้เป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งสำหรับขุนนางที่เอาแต่สุขสบาย อยู่ที่นั่นแล้วนอกจากต้องเผชิญกับกองทัพที่หิวกระหายในรสเลือดยังอยู่แต่ในป่าในดง ไร้การติดต่อจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ไม่มีใครนึกพิศวาสไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร นอกเสียจากพวกบ้าบิ่นและนักโทษ

เหล่าขุนนางคนอื่นๆ ที่ได้ฟังก็ถึงกับก้มหัวตาม แต่ละคนมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าแย้งในเรื่องนี้อีกเลย

ซ่งจินเหลียงลุกยืนขึ้นเต็มความสูง อาภรณ์สีสะอาดลากยาวบนพื้น เรื่องน่าเบื่อผ่านไปหนึ่งอย่าง ดวงตาที่แสนเหนื่อยหน่ายเปลี่ยนเป็นทมิฬยามที่อยู่ต่อหน้าแม่ทัพใหญ่ ซ่งจินเหลียงสั่งการบางอย่างอย่างเงียบเฉียบ

แม่ทัพหนุ่มยกมือขึ้นคารวะก่อนหมุนกายไปทำตามคำบัญชา

 

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่หนิงลี่ต้องอยู่ในสายตาของซ่งจินเหลียงที่บัดนี้ไม่ได้แต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราเช่นเคย แต่กลับแต่งตัวราวกับชาวบ้าน หนิงลี่นึกประหลาดใจให้กับการกระทำที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อย ไม่ว่าจะยังไงเสียก็ยังคิดไม่ตกถึงอารมณ์ที่แปรปรวนของคนผู้นี้

ซ่งจินเหลียงได้ปลอมตัวเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดา พาพระสนมอัปลักษณ์ไปด้วย รอบกายก็มีทหารมากฝีมือคอยอารักขาอยู่ไม่ห่าง

“ฝ่าบาท จะพาข้าไปที่แห่งใด”

ซ่งจินเหลียงยกมือขึ้นทาบนิ้วชี้ด้านซ้ายกับริมฝีปากของตน “อยู่ข้างนอกให้เรียกข้าว่าพี่เหลียง ลืมแล้วรึ ข้าเองก็จะเรียกเจ้าว่าน้องลี่” ซ่งจินเหลียงโอบจับหัวไหล่ที่เล็กกว่า “ถ้าเช่นนั้นเราไปกันเถิด น้องลี่”

“ฝ่า...พี่เหลียง!”

หนิงลี่ไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงหน้าตื่นกังวลอย่างเห็นได้ชัด ซ่งจินเหลียงต้องการทำอะไรกันแน่ สมองที่ชาญฉลาดแปรปรวนจนแทบควบคุมไม่อยู่ การที่ซ่งจินเหลียงทำดีหลังจากที่ถูกจับเข้าคุกมืด มันน่าหวาดระแวงอย่างไม่ต้องสงสัย และดูเหมือนความกังวลนั่นจะส่งผ่านสายตาจนซ่งจินเหลียงต้องเอ่ยอีกคราเพื่อให้พระสนมผู้นี้หายแคลงใจ

“ข้าพาภรรยามาเที่ยวเล่นข้างนอก มาเปิดหูเปิดตา มันจะเป็นไรไปเล่า”

คนฟังถึงกับหน้าแดงจนถึงใบหู ใช่ว่าจะเขินอายให้กับคำบอกรักที่หวานหู แต่หนิงลี่อายที่ซ่งจินเหลียงพูดคำนี้ได้อย่างไม่อายปากต่อหน้าประชาชนมากหน้าหลายตา ถึงพวกเขาจะไม่รู้ว่าชายผู้ที่กำลังจดจ้องเป็นฮ่องเต้ของแคว้นฉิน แต่การที่ชายสองคนมายืนเคียงโอบไหล่ด้วยกันเช่นนี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าอายอยู่ดีไม่ใช่หรือ

ถ้าฟ้าไม่ผ่ากลางวันแสกๆ ก็ให้มันรู้ไป!

ร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมืองหลวงของเสียนหยาง สองบุรุษนั่งอยู่บนลานกว้างชั้นสอง จิบสุราพร้อมกับแกล้มที่ทำง่ายๆ ไม่กี่อย่างบนโต๊ะ มีเสี่ยวเอ้อคอยรับใช้ยามที่ต้องการ ผู้คนในร้านต่างคับแน่นคึกคัก อาจเป็นเพราะวันนี้มีการเล่นนิทานอยู่อีกฝากฝั่ง แต่ทั้งหมดนี้มันไม่อาจสร้างความสนใจให้กับชายหนุ่มที่ต่างหวังเข้ามาดูนักแสดงหญิงที่ขึ้นชื่อลือชาด้านความงดงามไม่เป็นสองรองใคร

ซ่งจินเหลียงเท้าคางดูการแสดงอย่างไม่หยีระ สิ่งบันเทิงเริงใจไม่ได้ทำให้เขาละสายตาจากพระสนมสักนิด ดวงตารีเรียวคอยสังเกตพฤติกรรม หนิงลี่มีอาการหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัด

นิ้วเรียวยาวยกแก้วสุราขึ้นดื่มพลางมองไปยังหญิงที่กำลังเล่นนิทานจนจบ หญิงผู้นั้นแต่งกายด้วยชุดสีชมพูดอ่อนสลับเข้ม วาดลวยลายพลิ้วไหวดั่งสายลมอ่อน รูปร่างอรชรอ่อนช้อย หากแต่ความงามนั้นกลับไม่น่าเป็นที่สนใจกับซ่งจินเหลียง ในสายตาของฮ่องเต้แคว้นฉิน ไม่มีใครงดงามเกินกว่าหนิงลี่

สนมอัปลักษณ์ที่ต้องใจ

ความเฉลียวฉลาดที่หนิงลี่มีมันมากเกินจะเป็นเพียงแค่ทหารชั้นผู้น้อย

ในขณะที่ซ่งจินเหลียงกำลังใช้ความคิด บุรุษกลุ่มหนึ่งก็เดินผ่านกาย ท่าทีเหมือนจะมานั่งร้านน้ำชาเช่นเดียวกัน แต่กลิ่นไอเลือดกลับคละคลุ้งจนซ่งจินเหลียงจำต้องเงยหน้ามองดู มันเป็นอย่างที่สงสัย กระบี่ด้ามยาวถูกควักออกมาจากที่คาดเอวหมายจะเอาชีวิต

บุรุษแปลกหน้าที่ว่าไวแล้ว แต่ซ่งจินเหลียงกลับไวกว่า คว้ากระบี่ที่อยู่ด้านข้างตัวป้องกันตัวเองได้สำเร็จ ปล่อยลมปราณจากฝ่ามือสาดใส่ผู้ร้าย หนึ่งกระบวนท่าที่ใช้ต่อสู้สร้างความโกลาหลให้กับผู้คนรอบด้านไม่น้อย เหล่าองครักษ์ที่อยู่รายลอบต่างเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ จากเดิมศัตรูมีมาแค่หนึ่ง แต่กลับเพิ่มเป็นสองและสาม จนเป็นสิบคนในชั่วพริบตาในขณะที่ทหารอารักขามีเพียงแค่ไม่ถึงห้าคน

หนิงลี่ตื่นตระหนก ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ใบหน้าเปื้อนแดงซีดเผือดด้วยความตกตะลึงชั่วครู่ เลือดทหารที่เร้นอยู่ในกายก็แสดงออกมาทันท่วงที ด้วยตัวของหนิงลี่นั้นไร้วรยุทธ์และยังไร้กระบี่จึงทำได้เพียงแค่ ใช้เพียงวิชากายในการต่อสู่กับผู้ร้ายที่ไม่รู้ที่มาที่ไป

คนร้ายไม่เกินหยิบมือ สำหรับซ่งจินเหลียงแล้วไม่คณามือสักนิด หากแต่ว่าตรงที่ซ่งจินเหลียงอยู่เป็นที่อยู่ทำมาหากินของราษฎร ย่อมเป็นไปได้มากที่จะพลั้งเผลอทำร้ายผู้บริสุทธิ์ จึงทำได้เพียงแค่ตั้งรับ

“ฝ่าบาท! โปรดหนีไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

ซ่งจินเหลียงพยักหน้ารับก่อนจะคว้าตัวหนิงลี่แล้วกระโดดหนีไปอีกทาง ไม่ว่าจะยังไงเสียก็ต้องพาหนิงลี่ไปยังที่ปลอดภัย

ฟิ้วว..

ธนูลูกหนึ่งพุ่งมาจากทางด้านซ้าย ปลายเหล็กแหลมสะท้อนกับแสงอาทิตย์ ซ่งจินเหลียงกระโดดหลบได้ทันควัน เห็นได้ว่ามีผู้ร้ายอีกกลุ่มหนึ่งคอยปองร้ายอยู่ไม่ไกลนัก

ซ่งจินเหลียงหลบพ้น ชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่รู้กลับโดนลูกหลง

ลูกธนูนั้นพุ่งไปโดนหญิงผู้หนึ่งที่กำลังจับจ่ายซื้อของ น้ำเสียงของเธอโอดครวญไปด้วยความเจ็บปวด ผู้คนที่เหลือก็เริ่มแตกตื่นเมื่อเห็นคนบาดเจ็บ...ธนูลูกที่หนึ่งผ่านพ้น ลูกที่สองก็ตามมาติดๆ ซ่งจินเหลียงใช้กระบี่ปัดไปอีกทิศทางหนึ่ง แล้วกระโดดลอยตัวไปยังต้นทิศทางที่ผู้ร้ายอยู่ แค่กวัดแกว่งไม่กี่ครั้งกระบี่ด้ามยาวก็อาบไปด้วยเลือด

ผู้ร้ายผู้หนึ่งเล็งลูกธนูไปยังทางตรงกันข้าม หมายจะสังหารเด็กชายตัวน้อยที่ไร้เดียงสา ซ่งจินกระโดดไปหาเด็กน้อยคนนั้นโดยใช้ตัวเองเป็นโล่กำบัง ใช้ดาบปัดป้องเภทภัยร้ายจนตัวเองได้รับบาดเจ็บเพราะถูกลูกธนูเฉี่ยวที่แขนด้านซ้าย มันเป็นเพียงแค่แผลเล็กน้อยที่ไม่น่ามีปัญหา ทว่า...มันกลับเป็นลูกธนูที่อาบยาพิษ

ซ่งจินเหลียงใช้พลังลมปราณพาหนิงลี่หนีอีกครั้ง เหล่าคนร้ายที่ตอนแรกพุ่งไปยังผู้บริสุทธิ์ก็เปลี่ยนเป้าหมายเป็นที่ซ่งจินเหลียงเช่นเคย

ซ่งจินเหลียงพาหนิงลี่มาหลบภัยที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ทั้งสองร่างนั่งขดตัวอย่างเงียบเชียบเพื่อรอเวลา เสียงโหวกเหวกโวยวายยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง จนไม่นานนักก็เริ่มเงียบ หนิงลี่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของซ่งจินเหลียง เปรียบเสมือนเด็กน้อยที่กำลังได้รับการปกป้อง

“ฝ่าบาท พวกมันคงไปแล้ว ปล่อยข้าเถิด”

เอ่ยขอให้ตัวเองเป็นอิสระ คำตอบที่ได้กลับมาแทนด้วยความเงียบ พอหันไปดูกลับพบว่าซ่งจินเหลียงมีเหงื่อซึมไหลออกมาจากใบหน้า ลมหายใจติดขัด สีหน้าดูเขียวคล้ำ

ยาพิษ!

“พวกเจ้าเป็นใคร ทำไมมาอยู่ในบ้านข้า”

 

“ดี...ดีมาก เจ้าทำได้ดี”

โจวอี้หานกล่าวชมเหล่าลูกน้องที่ทำงานสำเร็จลุล่วง แม้ว่าจะทำการ ‘ลอบฆ่า’ ซ่งจินเหลียงไม่ได้ แต่ซ่งจินเหลียงก็ถูกพิษเล่นงานคงได้รับบาดเจ็บสาหัสพอสมควร โจวอี้หานแค่ต้องการทักทายเท่านั้น

สงครามมันเพิ่งจะเริ่มเกิด

กายใหญ่โบกพัดด้วยอารมณ์สุนทรี ใบหน้าผินมองอีกฝ่ายผู้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด งานนี้จะเป็นไปได้ยากถ้าหากว่าขาดแม่ทัพฝีมือฉกาจ กลอุบายที่แยบยลที่ทำให้ซ่งจินเหลียงประมาทจนต้องเจ็บตัว แค่ลงมือกับผู้บริสุทธิ์ ซ่งจินเหลียงที่เป็นฮ่องเต้คงไม่ปล่อยให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อน และผู้ที่วางแผนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

ซูลี่...แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉี

“ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีวันนี้ สมดั่งคำร่ำลือ”

โจวอี้หานพึงใจในรูปโฉมของซูลี่ ครั้งเมื่อสมัยตอนอยู่ต่างแคว้นโจวอี้หานก็ได้ยินข่าวลือหนาหูถึงความงดงามของแม่ทัพผู้เกรียงไกรมากความสามารถ

“องค์รัชทายาท ท่านทรงชมมากเกินไปแล้ว” ซูลี่ยกมือขึ้นคารวะ

ความถ่อมตนของอีกฝ่ายยิ่งทำให้โจวอี้หานหัวเราะร่อนด้วยความชอบใจ การติดต่อเจรจาของสองแคว้นเกิดจากซูลี่ที่ส่งสารมายังตนเพื่อหาพันธมิตรในการโค่นล้มแคว้นฉิน เพื่อกำจัดซ่งจินเหลียงให้พ้นทางทางแคว้นโจวจึงได้แสร้งทำเป็นยอมโอนอ่อนตามซ่งจินเหลียงแต่โดยดี ภายในใจนั้นกลับคิดแต่ปองร้ายไม่เว้นแต่ละวัน ความละโมบโลภมาก ชื่อเสียง เงินทอง และบังลังก์ของแคว้นมันเป็นสิ่งที่โจวอี้หานต้องการ

“แล้วหลังจากนี้ท่านมีแผนอันใดอีกเล่า” โจวอี้หานใคร่รู้ในแผนการขั้นต่อไป

ซูลี่ยกยิ้มร้าย ดวงตาทอดมองไปยังเบื้องหน้า

“ซูลี่จะขึ้นเป็นพระสนมของซ่งจินเหลียง”

TAKE

คำแนะนำเรื่อง การใช้คำพูด หม่อมฉัน กับ ข้า จริงๆ แล้วเทคก็ลังเลอยู่ว่าจะใช้อันไหนดี แต่สุดท้ายก็จบลงที่ ข้า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มันใช้ ข้า ไปแล้วก็ ข้า มันต่อไปเนอะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำแนะนำ

ตอนนี้อาจสั้นไปนิดนะคะ เนื่องจากว่าเทคไม่สันทัดเรื่องการต่อสู้ ฉากบู้เท่าไหร่ เลยอาจทำไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าตอนนี้อ่านแล้วผิดหวังขอโทษนะค้าาา #โค้งงามๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น