heartbreakxr

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความที่ 25 ผมกับเด็กบ้า

ชื่อตอน : ความที่ 25 ผมกับเด็กบ้า

คำค้น : จริงใจ ณภัค #จักรภัค

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2560 23:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความที่ 25 ผมกับเด็กบ้า
แบบอักษร

ความที่ 25

ผมกับเด็กบ้า

 

 

 

 

 

 

 

                [ ณภัค’s ]

 

                ผมเกลียดสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่าจักรพรรดิ!!!! เกลียด เกลียดมาก ๆ

 

                ไอ้เด็กเวรนั่นมันใจร้ายกับผมมาก ถึงแม้ว่าผมจะเคยขี่ม้า แต่ก็ไม่ได้ขี่นานแล้วใช่ไหมล่ะ มันต้องไม่คุ้นชินบ้างสิ ยิ่งจอมทัพค่อนข้างดุกับคนแปลกหน้าอย่างผมอีก ความกลัว ความกังวลยิ่งทวีคูณเข้าไปใหญ่ แต่ไอ้เด็กบ้านั่นยังบังคับให้ผมเข้าใกล้จอมทัพอยู่ได้ ไม่เห็นเหรอว่ามันจะถีบผมกระเด็นอยู่แล้ว ไอ้ม้าไร้คุณธรรม!!!!

 

                น่าหงุดหงิดทั้งม้า ทั้งเจ้าของ!!!!

 

                “หนึ่งชั่วโมงแล้วนะครับ คุณยังเข้าใกล้จอมทัพไม่ได้เลยนะ”

 

                “ไม่ได้ก็ไม่เข้า ไม่ขี่แล้ว!

 

                “ยอมแพ้แล้วเหรอ”

 

                “เออ!!!!” ผมตะคอกใส่ มองเด็กตัวสูงตาขวางแล้วเดินหนีหน้าบึ้งออกจากระยะของจักรพรรดิกับจอมทัพ ร้อนก็ร้อน โมโหก็โมโห ผมมาทำบ้าอะไรที่นี่วะ!!

 

                ฮี้!!~

 

                ไม่ต้องมาร้องเลยไอ้ม้าหน้ายาว!

 

                “จอมทัพอยากเล่นกับคุณนะครับ”

 

                “ฉันไม่อยาก!

 

                “โห เสียใจเลย ไม่ต้องร้องนะจอมทัพ” ว่าแล้วก็ลูบหัวปลอบม้า

 

                “ปัญญาอ่อน!

 

                “หึ มาเร็วครับ จอมทัพแค่แหย่คุณเล่นเท่านั้นแหละ”

 

                แหย่บ้าอะไรเล่า ม้ามันจะไปรู้เรื่องที่ไหนกัน!

 

                “มานี่สิครับ คราวนี้คุณจับมันได้แน่นอน”

 

                ผมยังคงกอดอกหน้าบึ้ง ไม่ตอบรับ ไม่ขยับเขยื้อน

 

                “คุณไม่อยากเอาชนะมันเหรอครับ?”

 

                ไอ้อยากมันก็อยากอยู่หรอก จอมทัพน่าหมั่นไส้จะตาย คิดว่าตัวเองหล่อแล้วจะเล่นตัวเหรอ ฮึ่ย! น่าหงุดหงิด ถ้าเป็นคนผมฝนเล็บไปข่วนหน้าแล้ว!

 

                เจ้าม้าขี้เก๊ก!

 

                “ถ้ามันยังพยศฉันกลับบ้านแน่”

 

                “หึหึ ครับ ๆ”

 

                รวบรวมกำลังใจไปต่อสู้กับม้าจอมดื้ออยู่สักพักผมก็ก้าวเข้าไป จอมทัพกระทืบเท้ากับพื้น กระโดดขึ้นจนกลายเป็นยืนสองขาพร้อมกับร้องเสียงดัง ผมจะทำอะไรได้นอกจากถอยหลังล่ะ ทำไมจอมทัพถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้ ผมตีสนิทมาเป็นชั่วโมงแล้วนะ เหนื่อย! ตัวอื่นจะดื้อเหมือนเขาหรือเปล่า ถือตัวไม่ต่างจากเจ้าของเลย ใครแตะตัวไม่ได้เลยใช่ไหม

 

                เจ้าม้าหยิ่ง!!!

 

                “จอมทัพ” จอมทัพคล้ายสงบลงเมื่อถูกเรียกเสียงเข้มโดยเจ้าของ มือหนาจับที่สายจูงบังคับให้มันอยู่เฉย ๆ “เข้ามาสิครับ”

 

                “จอมทัพจะฆ่าฉัน”

 

                “ก็แย่ละ จอมทัพจะฆ่าคุณทำไม”

 

                “มันไม่ชอบฉัน”

 

                “เฮ้อ.... มานี่ครับ มายืนข้างผมนี่ จอมทัพแค่ยังไม่คุ้นกับคุณเท่านั้นเอง” คนพูดดึงมือผมให้ไปยืนข้าง ๆ เมื่อเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ กับจอมทัพผมก็ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ ตัวสูงเป็นเปรตทั้งม้าทั้งคน!

 

                “วางเบา ๆ แบบนี้ แล้วลูบมันครับ” จักรพรรดิวางมือผมบนหน้าของจอมทัพ มือหนายังคงวางทับบนมือของผม และบังคับให้ลูบหัวจอมทัพ ผมเกร็งจนรู้สึกได้ แต่จักรพรรดิไม่ให้ผมได้มีโอกาสดึงมือออก ผมจึงต้องลูบหัวจอมทัพไปอย่างช่วยไม่ได้ ในคราแรกจอมทัพค่อนข้างต่อต้านตามประสาม้าถือตัว ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนคลายลงในช่วงหลัง ตอนนั้นเองจักรพรรดิจึงปล่อยมือออกและให้ผมทำความคุ้นเคยกับจอมทัพด้วยตัวเอง โดยที่เขาก็ยืนอยู่ข้าง ๆ

 

                “ลองเปลี่ยนไปลูบที่อื่นบ้างสิครับ” ผมย้ายมือไปตามที่เสียงบอก ตอนนี้จอมทัพยืนสงบให้ผมลูบไล้ร่างกาย บทจะเชื่องก็เชื่องขึ้นมาง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ

 

                “ขึ้นไปไหมครับ?”

 

                “มันสูงไป...”

 

                “ไม่ตกหรอก เชื่อผม” จักรพรรดิยิ้มอ่อน ๆ ส่งมาให้

 

                รอยยิ้มลวงโลก ผมไม่ซึ้งหรอก จ๋าจ้าบอกมาหมดแล้ว

 

                “ใช้มือซ้ายจับบังเหียนไว้นะครับ สอดเท้าซ้ายไปเหยียบโกรน ส่วนมือขวาจับอานเอาไว้ ยกตัวขึ้นแล้วกวาดขาไปคร่อมนะ” ผมนิ่งไปเมื่อฟังเสียงของเด็กตัวโตที่เอ่ยบอกอย่างใจเย็น จู่ ๆ ก็มีเสียงที่ผมคุ้นเคยดีดังเข้ามาในหัว

 

                “น้องภัคจับตรงนี้นะคะ แล้วเอาเท้าสอดเข้าไปเหยียบตรงนี้ค่ะ มืออีกข้างจับอานไว้นะคะ จากนั้นก็ปืนขึ้นเลยค่ะ”

 

            “ไม่เอา... ภัคกลัว”

 

            “ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่น่ากลัวนะลูก”

 

            “ม้าตัวโต ภัคไม่อยากขึ้น”

 

            “ม้าไม่ทำร้ายภัคหรอกนะคะ ขึ้นเร็ว คุณแม่จะช่วยสอนไง หรือจะให้คุณครูมาสอนคะ?”

 

            “ไม่เอา ให้คุณแม่สอน แต่ภัคกลัวตก”

 

            “โธ่ เด็กน้อยของแม่ ไม่ตกค่ะลูก แม่ก็อยู่ด้วยนะ ไม่ต้องกลัว”

 

            “แต่.....”

 

            “ใครกันที่บอกคุณแม่ว่าอยากเรียนขี่ม้า แต่พอมาแล้วกลับกลัวเสียอย่างนั้นเลย”

 

            “ก็ม้าน่ากลัวนี่นา...”

 

            “ม้าไม่น่ากลัวหรอกค่ะ น้องภัคแค่คิดไปเอง ถ้าภัคขี่ม้าเป็นแล้ว เราจะได้ขี่ด้วยกันไงคะ น้องภัคคงไม่อยากนั่งเบื่อ ๆ รอคุณแม่ขี่ม้าใช่ไหมล่า?”

 

            “...........”

 

            “ถ้าน้องภัคเก่งแล้วก็จะแข่งกับพี่ภัทได้นะคะ คราวนี้พี่ภัทก็ล้อภัคไม่ได้แล้วนะ”

 

            “ภัคจะชนะพี่ภัทให้ได้”

 

            “แค่ขึ้นขี่ม้ายังไม่กล้า จะมาเอาชนะพี่น่ะ เร็วไปร้อยปีแล้ว!

 

            “พี่ภัทหุบปากไปเลย! ภัคจะเก่งกว่าพี่เลยคอยดู!

 

            “มีเป้าหมายแล้วใช่ไหมคะ? คราวนี้น้องภัคขึ้นไปเลย เดี๋ยวคุณแม่ช่วย...”

 

                “ภัค”

 

                “.........”

 

                “ณภัค!!!

 

                “ฮะ เฮือก!!

 

                “เป็นอะไรครับ?”

 

                “ปละ เปล่า...”

 

                “จะเปล่าได้ยังไง คุณกำลังร้องไห้” ผมกลืนน้ำลายลงคอเมื่อสิ้นคำบอกเล่า ยกมือแตะใบหน้าตัวเองปรากฏว่ามันเปียกชื้นด้วยน้ำตาจริง ๆ ผมปล่อยมือจากสายบังเหียน ก้าวถอยหลังไปอย่างช้า ๆ โดยมีสายตาของจักรพรรดิและจอมทัพมองตาม

 

                ผมหันหลัง ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออก ไม่น่าเชื่อว่าจะร้องไห้ออกมาแบบนี้ ให้ตายเถอะ ตอนนี้ผมเจ็บที่หัวใจเป็นบ้าเลย

 

                “คุณจะไม่ขี่แล้วก็ได้นะ”

 

                “ฉันจะขี่ ขอเวลาแป๊บหนึ่ง”

 

                สาเหตุที่ผมเรียนขี่ม้าก็เพราะแม่ และสาเหตุที่ผมหยุดขี่ม้าก็เพราะแม่เช่นกัน... แต่ตอนนี้ผมต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ ต้องทำลายกำแพงที่สร้างขึ้นมาเองให้ได้ ในเมื่อแม่รักการขี่ม้ามาก และตอนนี้ผมได้มีโอกาสอีกครั้ง ผมจะทำมัน ผมจะขี่ม้าแทนแม่เอง...

 

                “คุณโอเคจริง ๆ นะ”

 

                “อืม” ตอบรับคำนิ่ง ๆ สิ่งที่เคยเรียนตั้งแต่เด็กเริ่มวนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ผมปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของจอมทัพในโดยที่จักรพรรดิไม่ต้องช่วย แม้มันจะค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ก็ตาม จักรพรรดิช่วยจูงจอมทัพในตอนแรก แต่หลังจากเวลาผ่านไปสักพักก็ปล่อยให้ผมอยู่กับจอมทัพตามลำพัง โดยที่เจ้าของตัวจริง นั่งมองอยู่บนรั้วไม้

 

                เมื่อก่อนผมไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้เพราะกลัวมาก แต่พอแม่ช่วยความกลัวก็ลดลงจนในที่สุดก็ชอบม้าจนได้ และเมื่อมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นในชีวิตผม ก็ทำให้ผมกลัวที่จะขี่ม้าไปเลย และตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะเกิดขึ้นซ้ำ ผมกำลังก้าวผ่านความกลัวของตัวเองและกำลังจะกลับไปชอบการขี่ม้าอีกครั้ง...

 

                “คุณสวยมาก”

 

                คนที่นั่งอยู่บนรั้วเอ่ยขึ้นมาผมพาจอมทัพให้มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาหลังจากขี่เล่นอยู่หลายชั่วโมง

 

                ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นผมคงจะตอบกลับด้วยการมองตาขวาง แต่ตอนนี้ผมยักคิ้วกลับไปและยิ้มให้ ยิ้มที่ไม่เคยยิ้มให้เด็กผู้ชายคนนี้เลย จักรพรรดิยิ้มตอบกลับมา เป็นยิ้มบางเบาที่ดูละมุนจนแปลกตา ทว่านัยน์ตาคมที่กำลังส่องประกายแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ

 

                “ก็พอจะรู้อยู่นะ”

 

                “หน้าด้านขึ้นเยอะนะครับ”

 

                “ไอ้เด็กเวร!

 

                “หึหึ เป็นไงบ้าง สนุกไหม?”

 

                “อือ แต่จอมทัพโคตรเล่นตัว กว่าจะเชื่อง”

 

                “นี่ก็เชื่องจนจะเป็นหมาแล้ว ปกตินอกจากผมกับคนดูแลก็ไม่มีใครได้จับหรอก หวงตัว”

 

                “เหมือนนาย” จักรพรรดิยักคิ้วหนึ่งข้างและทำหน้ายียวน “แต่จอมทัพหล่อกว่านายนะ”

 

                ฮี้!!~

 

                นี่ก็ร้องรู้จังหวะจังเลย...

 

                “ช่างเถอะ ยังไงผมก็หล่ออยู่ดี” ผมเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ “กลับกันไหมครับ เริ่มเย็นแล้ว”

 

                “อือ”

 

                นั่ง ATV กลับมาถึงบ้าน อยู่คุยกับนายหญิงพักหนึ่ง (เรียกตามเด็กปีศาจจนได้) ท่านถามถึงว่าไปทำอะไรบ้าง ก่อนจะไล่ผมและจักรพรรดิไปอาบน้ำให้สบายตัว ถ้าหากอยากพักผ่อนก็อยู่บนห้องได้เลย ถึงเวลาอาหารเย็นจะให้คนขึ้นมาตาม หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยแล้วผมก็มานอนกลิ้งบนเตียง

 

                ที่ห้องนี้ไม่ได้มีของตกแต่งหรือของใช้ส่วนตัวอะไรมาก เหมือนจะเป็นห้องรับรองแขก ลุกจากเตียงไปที่หน้าต่างซึ่งเป็นกระจกบานใหญ่ มองออกเป็นเห็นวิวภูเขาด้วย ...สวยจัง ถ้าได้อยู่ที่นี่สุขภาพจิตผมต้องดีมากแน่ ๆ แค่มายังไม่ถึงวันผมยังรู้สึกดียิ่งกว่าหลายปีที่ผ่านมามัดรวมกันเลย

 

                โคตรเยียวยาจิตใจ

 

                RRRR~

 

                ระหว่างที่กำลังชมวิวอยู่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา ทิ้งตัวนอนคว่ำบนเตียง กดรับสายวีดีโอคอลแบบกลุ่มที่ตอนนี้มีรพินทร์กำลังโชว์กินมะม่วงน้ำปลาหวาน...

 

                (“ฮายยย ตุ๊ด”)

 

                “หน้ามึงง่ะ”

 

                (“อยู่ไหนคะยู ได้ข่าวว่าหนีเที่ยว”)

 

                “อยู่ไหนก็ได้โตแล้ว” พินทร์ถลึงตาใส่ แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ สักพักพีทก็เข้ามาคุยด้วย

 

                (“มึงอยู่ไหน!!!”)

 

                “ไม่บอก!

 

                (“อีสันขวาน”)

 

                (“ด่ามันค่ะ ด่ามันเยอะ ๆ ด่ามันอีก!”) ผมกลอกตาใส่พวกมันสองคน ไม่สนใจคำพูดไร้สาระพวกนั้น

 

                (“ว้าย แฝดมาแล้ว!”) พินทร์กรีดร้องเมื่อเห็นชื่อล็อกอินของคลื่นเด้งขึ้นมา แต่คนที่เสนอหน้ามากลับเป็นคราม เอาเถอะ พวกมันคงอยู่ด้วยกันนั่นแหละ

 

                (“ไปเที่ยวที่ไหน? จะตอบดี ๆ หรือให้ตามถึงที่”) พูดขนาดนี้แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ครามพูดจริงแน่ ต่อให้ไม่รู้ก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คำตอบ ผมไม่เสี่ยงกับไอ้แฝดหรอก

 

                แต่ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมา พร้อมกับเด็กตัวโตที่โผล่มาแค่หัว ผมพลิกตัวไปกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงกับหัวเตียง เด็กปีศาจขยับปากถามว่าเข้าไปได้ไหม ยังไม่ได้ทันได้ครุ่นคิดดี ๆ ก็เผลอพยักหน้าไปแล้ว เจ้าเด็กนั่นจึงเดินเข้ามา และยังขึ้นมานอนบนเตียงของผมด้วย!!

 

                (“บอกได้หรือยัง?”) เสียงเข้มของครามดังย้ำ ผมจึงบอกสถานที่ออกไป ไอ้เด็กผีที่อยู่ข้าง ๆ ก็หันมามองอย่างสนใจ

 

                (“แล้วนี่มึงไปกับใคร น้องจริงใจของกูเหรอ?”)

 

                (“ใครคือน้องจริงใจ!!!”) รพินทร์แว้ด ผมกลอกตาและถอนหายใจทันที

 

                (“วอแวบอย?”) ครามขยี้ซ้ำอีกรอบ เมื่อผมเงียบไม่ตอบก็กลายเป็นคำตอบให้มันไปเสียอย่างนั้น

 

                (“อีดอกกกกกกกก งามหน้ามาก!”)

 

                (“เดี๋ยวนี้เลเวลอัพถึงขั้นหนีตามผู้ชายแล้วเหรอเมีย”)

 

                “ไอ้เหี้ยคลื่น!” ผมหน้าคนที่เพิ่งโผล่เข้ามาเบียดครามออกจากจอ

 

                (“น้องจริงใจคือใครว้าาาาา!”) รพินทร์ทิ้งมะม่วงน้ำปลาหวานไปแล้วเรียบร้อย มันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ที่ไม่ได้คำตอบสักที

 

                (“ชะนีมึงกลับถ้ำมึงไป๊”)

 

                (“คราม ครามช่วยพินทร์ด้วย~”) ร้องหาคราม เพราะครามมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด แต่แล้วครามก็ทำเพียงแค่แสยะยิ้มตอมกลับ โดยไม่เอ่ยใด ๆ ออกมา ทำเอาพีทกับคลื่นหัวเราะร่วนพึงพอใจ

 

                (“เออ จำไว้เลยพวกแก! แต่ว่าน้องจริงใจเหรอวะ ชื่อโคตรคุ้นเลย”) พินทร์ทำหน้างงแล้วนึก ผมกัดปาก ใจเต้นตุ่ม ๆ ต่อม ๆ แต่แล้วนางก็บอกว่านึกไม่ออกแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน

 

                “อือ!” ผมส่งเสียงออกไปอย่างรำคาญเมื่อเด็กเจ้าของบ้านเริ่มเข้ามาวอแว พยายามดันหัวของมันออก จะมุดอะไรนักหนาเล่า!!

 

                (“เป็นไรอะ?”)

 

                “ยุ่ง!

 

                (“กูไม่อยากคุยกับมึงแล้ว! เอาน้องจริงใจของกูมาซิ!”)

 

                “สาระแน!

 

                (“หวงเหรอ?”) อ้าวคราม ทำไมทำกันแบบนี้ล่ะ? คราวนี้ไอ้เด็กที่กำลังนอนเบียดผมอยู่ผงกหัวขึ้นมา ก่อนจะขยับตัว แทรกศีรษะลอดผ่านช่องแขนของผมที่ถือโทรศัพท์เอาไว้ พีทกรีดร้องเสียงแหลม ผมยกมือข้างที่ว่างกดหัวเด็กจักรพรรดิไว้ทันที

 

                อย่าได้โผล่มาเชียวนะมึง!

 

                (“ฮือออ วอแวบอยของณภัคเหรอ โผล่หน้ามาดูหน่อยยยยยยยย”) รพินทร์ทำเสียงงอแง ผมถลึงตาใส่จักรพรรดิ มันยกยิ้มเหมือนสนุก หน้าง่วง ๆ นั่นดูเจ้าเล่ห์ขึ้นทันตา

 

                (“วอแวบอยของณภัคก็มาว่ะ หึหึ”) คลื่นแซว ผมจิปากไม่สบอารมณ์ และพยายามกดหัวเด็กเวรนี่ไว้ไม่ให้โผล่มาเสนอหน้า แม้จะมีส่วนของผมยุ่ง ๆ โผล่ไปในจอของผมบ้างก็เถอะ

 

                “Damn it! แค่นี้นะ ไม่คุยแล้ว!” ผมกดออกจากการสนทนาทันทีที่พูดจบ โยนโทรศัพท์ทิ้งไปที่ว่างของเตียง

 

                ต้องจัดการไอ้เด็กเวรนี้แล้ว

 

                “ทำไมไม่ให้พี่พินทร์เห็นหน้าผมล่ะ?”

 

                “รู้จักเหรอ?” เด็กกวนประสาทไหวไหล่ “ตอบมา!

 

                “อือ ก็เขาเป็นน้องแฟนพี่ชายผมป่ะ แต่เขาสวยเลยส่องเยอะหน่อย”

 

                “เหอะ! ชอบมากก็ไปจีบเลยดิ”

 

                “ไม่ ผมมีคนที่ชอบแล้ว คุณไม่รู้เหรอ?”

 

                “เรื่องของนาย!!” ผมใช้หมอนใบโตตีหน้ามันไปด้วยความหงุดหงิด ไอ้เด็กบ้านี่มันจะทำให้ผมประสาทเสียเข้าสักวันจริง ๆ นะ

 

                “หึหึ ผมรู้จักแค่ชื่อนั่นแหละครับ ไม่เคยคุยหรอก ไม่อย่างนั้นเขาก็รู้แล้วสิว่าเป็นผม”

 

                “...........”

 

                “ผมไม่ได้ชอบพี่พินทร์จริง ๆ นะ ...ไม่ต้องหวงผมหรอกครับ”

 

                ตาของผมเบิกขึ้น ไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหนว่าผมหวง ให้ตายเถอะ ไอ้เด็กนี่เพ้อเจ้อชะมัดเลย

 

                คิดไปเอง!” ว่าแล้วก็ตั้งใจจะลุกออกจากเตียง แต่ขาถึงพื้นไม่ถึงนาที เอวผมก็ถูกกระชากไปด้านหลังจนต้องล้มไปนอนบนเตียงอีกครั้ง ไอ้เด็กเจ้าของบ้านดึงตัวผมให้ขึ้นไปนั่งทับหน้าท้อง ขาสองข้างชันขึ้น เป็นกำแพง มือกับรวบผมไว้ไม่ให้ทุบ

 

                ผมตัวเบาถึงขนาดจะบังคับจับแต่งให้อยู่ท่าไหนก็ได้งั้นเหรอ!

 

                ปากแข็ง

 

                บ้าอะไรเล่า! ปล่อยฉัน!”

 

                ไม่ครับคนพูดยักคิ้วใส่และยิ้มยียวน ผมได้แต่ขบฟันอย่างทำอะไรไม่ได้ จักรพรรดิเหมือนจะพอใจมากทีเดียว ในเมื่อขัดขืนไม่ได้แล้วก็ช่างแม่งเหอะ ผมถอนหายใจ เอนตัวไปพิงหลังกับขาแกร่งที่ชันขึ้น

 

                อือ... แบบนี้ค่อยนั่งสบายหน่อย

 

                อ้วนขึ้นใช่ป่ะ?”

 

                ไม่อ้วน!” เอาจริง ๆ ผมก็ชักจะไม่มั่นใจในหุ่นตัวเองขึ้นมาแล้ว เพราะช่วงนี้ทานเยอะมาก แถมยังทานดึกอีก ก็ตั้งแต่รู้จักเด็กเวรนี่นั่นแหละ!

 

                ขาใหญ่

 

                เพี๊ยะ!!

 

                ตีมือซน ๆ ที่บีบต้นขาของผมเต็มแรง ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย!!! นิสัยเสียจริง ๆ เลย ผมเกลียดมัน!!!!!!

 

                หึหึ ดูแก้มดิ ยืดได้ด้วย เท่ว่ะ เหนียงก็มาแล้วนะ แขนก็เหมือนจะใหญ่ขึ้นนะครับ”

 

                “หุบปาก!” ผมตะหวาดลั่น แต่คนที่อยู่ข้างล่างก็ยังเอาแต่ทำหน้ากวนส้นตีนและคอยบีบจับเนื้อตัวผมไปด้วย พูดเกินไปแล้ว! ไม่ขนาดนั้นเสียหน่อย ผมยังปกติดีทุกยัง น้ำหนักก็ขึ้นมาแค่สองกิโลกรัมเองด้วยซ้ำ!

 

                “ลดน้ำหนักไหมครับ ขาคุณใหญ่อ่ะ เวลายกพาดไหล่แล้วมันหนัก”

 

                “ไอ้บ้า!!!

 

                ไอ้คนบ้าเสียหัวเราะเสียงดัง รีบยกมือป้องกันจากการฟาดมือไร้ทิศทางของผม หนอย!!! ไอ้เด็กนรก กล้าพูดได้ยังไงว่าขาผมใหญ่!!! ตายซะเถอะ!!!

 

                “โอ๊ย ๆ พอแล้วครับ”

 

                “เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ!

 

                “คุณขาสวยมาก เหมือนตะเกียบเลย!

 

                “ตอแหล!!!

 

                “เป็นรอยเลย”

 

                “สมน้ำหน้า!” ผมเมินรอยเล็บของตัวเองบนลำแขนแกร่ง สมควรแล้วนี่ ใครใช้ให้มาว่าผมกันล่ะ ว่าผมอ้วนนักใช่ไหม ได้!! ผมยิ้มเหี้ยมในใจ ก่อนจะขยับตัวแล้วพับขาขึ้น กลายเป็นว่าตอนนี้ผมนั่งขัดสมาธิบนตัวของไอ้เด็กเวร ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงไปให้เต็มที่เลย!

 

                “เอางี้เหรอ”

 

                “แล้วจะทำไม หึ!

 

                “หึ” เด็กปีศาจแสยะยิ้ม ในขณะที่ผมไม่ทันระวังตัวเจ้าเด็กตัวโตก็ผุดตัวลุกขึ้นพร้อมกับแยกขาออก นั่นทำให้ผมหงายหลัง ก่อนเจ้าเด็กนั่นจะใช้เข่าแยกขาผมออกจากกันแล้วเข้ามาแทรกกลาง ทุกอย่างมันเร็วมากจนสมองของผมประมวลผลไม่ทัน และไม่ได้วิธีป้องกันตัว จักรพรรดิยิ้มร้ายกาจที่มุมปาก โน้มหน้าลงต่ำจนหน้าเราแทบชิดกัน ผมขยับตัวไม่ได้เนื่องจากถูกทับอยู่ เด็กนี่น้ำหนักน้อยที่ไหนกันเล่า!!!

 

                “คุณทำตัวเองนะ”

 

                “ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ!” จักรพรรดิยิ้มเย็น จากนั้นก็แนบปากมาบนปากผมโดยที่ไม่มีโอกาสขัดขืนหรือตั้งตัวด้วยซ้ำ ไอ้เด็กนรกขบเม้มและหยอกเย้าอยู่ด้านนอกและกัดไม่เบานัก ผมทุบไหล่กว้างแรง ๆ เพราะรู้สึกเจ็บ

 

                ไอ้เด็กบ้านี่จูบทีไรทำผมเจ็บทุกทีเลย!

 

                “อย่ามาจูบฉันนะ!

 

                “ผมจะจูบ”

 

                “นิสัยเสีย อื้อ!!” มันกดจูบลงมาอีกครั้ง ก่อนจะผละออกแล้วยิ้มกวนประสาท ผมถลึงตาใส่ จักรพรรดิปล้ำจูบผมซ้ำ ๆ อยู่หลายครั้งจนผมรำคาญ ตั้งสติดี ๆ แล้วยอมโอนอ่อน เมื่อมันเผลอไม่ระวังตัวผมก็ค่อย ๆ งอเท้าเข้ามาแล้วถีบหน้าท้องเป็นลอนสวยไปเต็มแรง เมื่อไร้การพันธนาการผมก็รีบลงจากเตียงไปยืนที่พื้น เว้นระยะไกลจากเด็กเวรนั่นด้วย

 

                “ถีบผมทำไมวะ!?”

 

                “เสือก!

 

                “แค่จูบเองทำไมต้องไม่ให้จูบด้วย” จักรพรรดิพูดพร้อมสีหน้าแสดงออกว่าไม่สบอารมณ์ เดี๋ยว ๆ คนที่ต้องไม่สบอารมณ์นั่นมันฉันหรือเปล่า!!

 

                “ก็ฉันไม่ให้จูบ!

 

                “คุณกินลูกผมเป็นล้านตัวแล้วนะ จะเล่นตัวทำไมครับ”

 

                อะ ไอ้เด็กเหี้ย!!!!

 

                ผมได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ พูดอะไรไม่ออก จักรพรรดิขมวดคิ้วเป็นปม หน้ายุ่ง ๆ ดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้มคล้ายเด็กโดนขัดใจ ตาคม ๆ จ้องมองมาที่ผมด้วยความขุ่นมัว ไอ้เด็กเวรนี่ชักจะเกินไปแล้วจริง ๆ นะ!!!

 

                ก๊อก ก๊อก

 

                หันไปที่ประตูขวับ แล้ววิ่งไปเปิด พบว่าเป็นพี่แจง

 

                “มื้อเย็นพร้อมแล้วค่ะ”

 

                “ครับ” ผมรับคำแล้วลงไปพร้อมกับเธอเลย ปล่อยเด็กงี่เง่าอยู่บนห้องนั่นแหละ

 

                “น้องภัคมาพอดี มานั่งเลยลูกมา” ผมยิ้มให้กับนายหญิงก่อนจะยกมือไหว้คนแปลกหน้าสองคนที่มารู้เมื่อคุณยายแนะนำว่าเป็นคุณตาและเป็นคุณทวดของเจ้าเด็กนิสัยเสีย ไม่น่าเชื่อว่าอายุมากแล้วแต่ยังแข็งแรงและดูหนุ่มอยู่เลย

 

                “สวัสดีครับ” หลานเจ้าของบ้านเข้ามาพอดีพร้อมกับยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง

 

                “จะมากี่วันคราวนี้?”

 

                “ไม่รู้ครับ มีอะไรกินบ้างครับ หิว”

 

                “หิวก็ตักข้าว รอใครล่ะ” ผมได้แต่เหลือบมองคนนั้นทีคนนี้ที ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำตัวยังไง

 

                “บ้านนี้ก็แบบนี้แหละ ไม่ต้องกลัวนะหนู” ยิ้มแห้ง ๆ ส่งไปให้คุณทวด ก่อนผงกหัวเป็นเชิงขอบคุณจักรพรรดิที่ตักข้าวให้ บ้านนี้ไม่ได้มีแม่บ้านมาตักข้าวรินน้ำหรือยืนเฝ้าเหมือนที่บ้านณภัท ซึ่งผมชอบความง่าย ๆ ที่นี่มากกว่า... ถ้าอบอุ่นสักครึ่งที่บ้านหลังนี้ผมคงกลับบ้านบ่อย ๆ

 

                “ทานเยอะ ๆ ล่ะ”

 

                “ครับ...”

 

                มื้อนี้ก็เป็นอีกมื้อที่ผมทานเยอะ เนื่องจากบรรยากาศและรสชาติของอาหารที่ถูกปาก มีหลายอย่างที่ไม่เคยทานแต่พอลองแล้วชอบก็ทานเรื่อย ๆ คุณยายที่คอยตักใส่จานให้บ่อย ๆ ก็เป็นสาเหตุที่ผมทานเยอะเหมือนกัน และคุณทวดชวนผมคุยเยอะมาก ถามเยอะแต่ผมไม่นึกรำคาญ และยังเต็มใจตอบอีกด้วย ส่วนคุณตาที่จักรพรรดิเรียกว่าป๋า ผมกลัวท่านในตอนแรกเพราะหน้าดุ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าใจดีแล้วยังขี้เล่น แถมยังน่ารักมากอีก

 

                นึกอิจฉาจักรพรรดิที่เกิดมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีแบบนี้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

                “พรุ่งนี้เช้าผมจะพาจอมทัพไปวิ่ง คุณจะไปด้วยไหม?”

 

                “เช้าแค่ไหน?”

 

                “ประมาณหกโมงครับ ไปไหมล่ะ?”

 

                “ถ้านายขี่จอมทัพแล้วฉันล่ะ?”

 

                “ขี่ผม”

 

                ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ทันที มองหน้าคนพูดอย่างเอือมระอา ไม่มีความเขินอายใด ๆ ทั้งนั้นนอกจากรับไม่ได้กับความมั่นหน้าของมัน ให้ตายเถอะ เด็กนี่....

 

                “มีม้าหลายตัวน่า... คุณจะขี่ตัวไหนก็ได้”

 

                “ฉันจะขี่จอมทัพ”

 

                “ก็แย่ละ ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที สรุปคุณจะไปด้วยใช่ไหม?”

 

                “อืม”

 

                “ครับ ไปนอนเถอะ หลับให้สนิทนะครับ”

 

                “อืม....” ผมครางรับด้วยเสียงอ่อนลง เจ้าเด็กขี้วอแวก็ถอยหลังเดินเข้าห้องตัวเองที่อยู่ตรงข้าม ส่วนผมก็ปิดประตูแล้วเดินไปนั่งบนเตียง

 

                ตือดึ๊ง!

 

                22:31 J9 : ถ้านอนไม่หลับก็มานอนกับผมนะ

                22:31 np : ปุ่มบล็อกอยู่ตรงไหนนะ

                22:31 J9 : ตรงนี้

                22:31 J9 : *ส่งรูปช่วงล่างของตัวเอง(ใส่กางเกงอยู่)*

 

                “อะ ไอ้เด็กเวร!

 

                ผมอ่านไม่ตอบ โยนมือถือทิ้ง ยกมือปิดหน้าตัวเอง มันร้อนผ่าวไปหมด เจ้าเด็กนั่นมันจะกล้าเกินไปแล้ว! ถึงผมจะแรดแต่ก็ไม่ได้หื่นกามแบบนั้นป่ะวะ แล้วนึกยังไงถึงได้ส่งรูปแบบนี้มากัน ป่านนี้คงจะหัวเราะผมอยู่แน่ ๆ ฮึ่ย! น่าโมโหชะมัดเลย

 

 

 

 

                ผมตื่นขึ้นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกเมื่อเช้าวันใหม่มาถึง เข้าไปล้างหน้าแปรงฟันและเปลี่ยนชุด ก่อนจะลงไปที่ชั้นล่างของบ้าน ไม่เจอใครอยู่เลยเดินออกไปนอกบ้าน สูดอากาศยามเช้าเข้าปอด มันสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก เป็นอากาศไม่ที่เคยพบเจอที่เมืองหลวง และที่สำคัญผมไม่เคยตื่นเช้าแบบนี้

 

                อากาศที่ค่อนข้างเย็นทำให้ผมห่อไหล่เข้า ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อมีบางอย่างวางบนไหล่ ผมหันไปมอง พบว่าเป็นจักรพรรดิ เด็กนั่นคลุมเสื้อให้ผมด้วยใบหน้านิ่ง ๆ

 

                ขอบใจ

 

                อากาศเย็นยังจะใส่เสื้อผ้าบาง ๆ อีก

 

                ใครจะไปรู้ล่ะ!” เพราะเคยชินกับอากาศร้อนอบอ้าว และไม่คิดว่าเมืองไทยจะมีหน้าหนาว ผมจึงไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวแบบกันหนาวจริง ๆ มา

 

                จะทานอะไรก่อนไหมครับ?”

 

                ยังไม่หิวแค่กับข้าวที่ทานเมื่อคืนก็ไม่รู้ว่าย่อยหมดหรือยัง

 

                ไปกัน

 

                ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงคอกมาด้วย  ATV คันเดิม จอมทัพเมื่อเห็นเจ้านายเข้าไปหาก็ส่งเสียงทักทาย ผมลูบหัวมันไปพลางขณะรอเด็กปีศาจไปพาม้าอีกตัวมา

 

                ตัวนี้ใจดี ขี่ง่าย แต่คุณก็ต้องทำความคุ้นเคยกับมันอยู่ดี

 

                อืมพยักหน้าเข้าใจ ผมผละมือจากจอมทัพไปหาม้าอีกตัว ตัวนี้มีชื่อว่าปิยะ เป็นตัวผู้ ปิยะยืนนิ่ง ๆ ให้ผมลูบตัว ท่าทางสบายจนน่าหมั่นไส้ เมื่อเห็นว่าโอเคแล้วผมจึงปืนขึ้นไปนั่งบนหลังของปิยะที่มีอานวางไว้เรียบร้อยแล้วโดยมีจักรพรรดิช่วยดูอยู่ ปิยะไม่สูงมากเหมือนจอมทัพ ผมจึงไม่ค่อยกลัว

 

                โอเคนะครับ?”

 

                อือ

 

                 จักรพรรดิควบม้าออกไปก่อน ท่าทางที่มีเสน่ห์เหลือล้นทำให้ผมเผลอมองค้าง ก่อนดึงสติแล้วรีบตามไป ไม่อย่างนั้นผมหลงทางแน่ พาม้าทั้งสองวิ่งออกกำลังกายอยู่ร่วมชั่วโมงได้ เหนื่อยทั้งคนทั้งม้า... เราหยุดอยู่ที่ลานกว้าง บริเวณเกือบท้ายไร่

 

                อยากกลับบ้านหรือยังครับ?”

 

                มีที่ไหนจะพาไปหรือไง?” ผมตอบกลับด้วยคำถาม จักรพรรดิไหวไหล่ จะพาไปก็พาไป ไม่ต้องพูดมาก

 

                แอบเห็นว่าไอ้เด็กนั่นแสยะยิ้ม ผมหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร เราขี่ม้าคู่กันไปช้า ๆ จักรพรรดิไม่ได้บอกว่าจะพาไปที่ไหน ผมเลือกที่จะไม่ถามเพราะรู้ว่าไม่มีทางได้คำตอบแน่นอน ไว้ไปถึงก็รู้เองนั่นแหละ คงไม่พาผมไปฆ่าหรอก เหตุจูงใจไม่มีนี่...

 

                ถึงแล้วครับคนพูดบอกก่อนกระโดดลงจากหลังม้า แล้วผูกเชือกจอมทัพไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ผมมองสถานที่ที่ถูกพามาตาค้าง มันคือน้ำตกที่สวยมากเลยทีเดียว เพราะยังตะลึงกับความงามของธรรมชาติผมจึงยอมให้เด็กอายุน้อยกว่าอุ้มลงจากหลังมาอย่างว่าง่าย ขาเรียวก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ แล้วหยุดที่ริมตะหลิ่ง

 

                มีที่แบบนี้ด้วยเหรอ...”

 

                ชอบเหรอครับ?”

 

                อือ... น้ำเย็นชะมัดผมตอบก่อนบ่นออกมาหลังจากย่อตัวนั่งแล้วจุ่มมือลงในน้ำ

 

                เล่นไหม?”

 

                ไม่ยังไม่อยากตายนะครับ น้ำเย็นขนาดนี้ใครจะไปเล่นกันล่ะ ไอ้เด็กที่พามาหัวเราะในลำคอ ผมลุกขึ้นยืน แตะน้ำกับแก้มตัวเองเบา ๆ แล้วหันมองรอบ ๆ ก่อนจะไปเห็นบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก

 

                นั่นบ้านของใคร?”

 

                ลูกเจ้าของไร่

 

                อ๋อ

 

                คุณหิวหรือยังไง? กลับไหม?”

 

                แป๊บผมบอกก่อนควักโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูป น่าเสียดายที่ไม่ได้เอากล้องมาด้วย ไม่อย่างนั้นคงได้รูปที่สวยและมีคุณภาพมากกว่ากล้องสมาร์ทโฟน เมื่อถ่ายรูปจนพอใจก็กลับไปที่บ้านเพื่อทานมื้อเช้า

 

                “นายจะไปไหน?” ถามคนที่เหมือนจะออกไปข้างนอก เจ้าเด็กนั่นเงยหน้ามามองเพราะกำลังนั่งใส่รองเท้าอยู่

 

                “ไปรีสอร์ทข้าง ๆ จะไปด้วยเหรอ?” ผมถอนหายใจ ไม่ได้อยากไปไหนด้วยหรอก แต่การที่ทิ้งผมไว้คนเดียวมันใช่เรื่องหรือไง แล้วผมรู้จักใครบ้างล่ะนอกจากมัน “จะไปด้วยกันก็มาครับ”

 

                “ไกลหรือเปล่า?”

 

                “ไม่หรอก ไปกัน”

 

                ผมเดินตามออกไป เมื่อขึ้นไปนั่งบน ATV แล้วก็นึกว่าจะไปเลย แต่คนที่ทำหน้าที่ขับกลับเอี้ยวตัวกลับมา เด็กตัวโตถอดแว่นกันที่สวมอยู่ออกมาใส่ให้ผมแทน รวมทั้งหมวกด้วย ผมขมวดคิ้ว มองอย่างไม่เข้าใจและนึกรำคาญนิดหน่อย

 

                “เดี๋ยวคุณร้อนแล้วผมโดนเหวี่ยงอีก” พูดจบก็ยักคิ้วกวนประสาท ผมทุบไหล่กว้างไปอย่างหมั่นไส้ จักรพรรดิดึงฮู้ดของไปคลุมศีรษะก่อนจะขับรถออกไป

 

                จากไร่วนิดาใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงรีสอร์ทอาจด้วยเพราะคนขับขับเร็ว ผมไม่รู้ว่ารีสอร์ทชื่อว่าอะไรเพราะอ่านป้ายไม่ทัน จักรพรรดิจอดรถไว้ที่ด้านหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน เห็นยืนคุยกับพนักงานที่รีเซปชั่น อันดับแรกที่มาถึงผมมองทุกอย่างอย่างสำรวจ การตกแต่งที่ลงตัวและบรรยากาศรอบ ๆ ที่นั้นทำให้ความอยากเข้าพักสูงมา

 

                ดีเลย ผมจะได้ถามเรื่องห้องว่าง...

 

                “น้าชุบอยู่ไหมครับ?”

 

                “คุณลูกชุบอยู่ที่คลินิกกับคุณกรีซค่ะ”

 

                “แล้วทราบไม่ครับว่าทั้งสองจะเข้ามาที่รีสอร์ทเมื่อไหร่?”

 

                “คุณทั้งสองไม่ได้บอกไว้นะคะ ถ้ายังไงให้โทรศัพท์ไปถามไหมคะ?”

 

                “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับ” ได้แต่ยืนฟังเงียบ ๆ ผมไม่รู้ว่าบุคคลทั้งสองที่เด็กนี่มาหาคือใคร และไม่ถามเพราะไม่มีความสำคัญอะไรกับผมด้วย เมื่อจักรพรรดิผละออกไปแล้ว ผมจึงเข้าไปสอบถามพนักงานบ้าง

 

                “มีห้องว่างไหมครับ?”

 

                “ขออภัยด้วยนะคะ ตอนนี้ห้องพักที่รีสอร์ทเต็มหมดแล้วค่ะ” บุ้ยปากขัดใจ ก่อนพยักหน้ารับแล้วผละออก เห็นเด็กที่พามามองผมเขม็งแถมยังขมวดคิ้วด้วยอีก

 

                “อะไร?”

 

                “จะพักที่นี่เหรอครับ?”

 

                “ไม่รู้สิ แล้วจะไปที่ไหนต่อ?” ผมถามเรื่องอื่น ตอนนี้ถ้าหากเห็นหน้ายุ่ง ๆ คิ้วขมวดแล้วก็จงรู้ไว้เลยว่าอีเด็กนี่กำลังงอแง ถ้าหากมีการดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้มด้วยแล้วล่ะก็ คุณเขาอารมณ์เสียอย่างสมบูรณ์แบบ

 

                นิสัยเสียใช้ได้เลย...

 

                “จิ๊!

 

                “งี่เง่า” ผมบีบแก้มมันแรง ๆ แล้วเดินหนีออกไปที่หน้ารีสอร์ท ไม่นานเด็กนั่นก็ตามมา ก่อนจะกลับไปที่ไร่ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ไปเดินเล่นในไร่องุ่น แต่เป็นสวนสตรอว์เบอร์รี่แทน

 

                สิ่งมีชีวิตที่ชอบการทานสตรอว์เบอร์รี่อย่างผมจึงแฮปปี้มาก

 

                “กินได้ป่ะ?”

 

                “ครับ” ตอบรับสั้น ๆ หน้ายังคงมีความเหมือนจะนิ่งและไม่สนใจอยู่ ผมเบ้ปาก งอแงบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ย่อตัวลงไปนั่งยอง ๆ เอื้อมมือไปเด็ดผลไม้สีแดงออกมา เช็ด ๆ ออกก่อนจะกัดมันเข้าปาก ผมจุดยิ้มที่มุมปากกับรสชาติที่ถูกใจ จึงเก็บใส่มือมาสามสี่ลูกแล้วเดินกลับไปหาหลานเจ้าของไร่

 

                “เป็นอะไร?”

 

                “เปล่า” เชื่อได้มากมั้ง ในเมื่อไม่บอกก็ไม่ต้องบอก ผมไม่สนใจแล้ว ปกติก็เป็นคนขี้รำคาญ หงุดหงิดง่ายอยู่แล้ว พอมาเจอแบบนี้แล้วมันจึงห้ามสีหน้าตัวเองไม่อยู่ ผมก้าวเข้าไปใกล้จนเกือบชิด เนื่องจากเจ้าเด็กนิสัยเสียไม่ได้ยืนเต็มความสูงเพราะสะโพกกับรั้วไม้จึงทำให้เราเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกัน ยื่นมือไปบีบแก้มทั้งสองข้างบังคับให้อ้าปาก ก่อนจะยัดสตรอว์เบอร์เข้าไปทั้งผล จากนั้นจึงย้ายมือจากการบีบแก้มไปปิดปากแทน จักรพรรดิมองผมตาขวาง เคี้ยวเฉย ๆ ไม่เป็นเหรอ ทำไมต้องมากัดมือผมด้วย

 

                เป็นบ้าหรือไง!

 

                “เด็กนิสัยเสีย”

 

                “คุณก็นิสัยเสีย” เด็กนั่นว่า ผมกอดอกมองหน้าอย่างหาเรื่อง เด็กปีศาจคว้ามือผมไปก่อนจะเอาผ้าผืนบางออกมาแล้วเช็ดมือที่เปื้อนให้

 

                บริเวณตรงนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคน แต่ยังมีนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ อยู่ด้วย ประหลาดใจนิดหน่อยที่กล้าทำอะไรแบบนี้ท่ามกลางสายตาของใครหลายคน แถมเจ้าตัวยังมีศักดิ์เป็นถึงหลานชายเจ้าของไร่ ถึงแม้นักท่องเที่ยวบางคนจะไม่รู้จัก แต่คนงานต้องรู้จักมันแน่ ๆ ไม่กลัวถูกจับไปเป็นประเด็นนินทาเลยเหรอ

 

                “เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง สกปรก”

 

                “ปากดี”

 

                จักรพรรดิเบ้ปากแล้วดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้ม “ไปกัน ร้อน”

 

                รู้สึกตอนบทบาทสลับกันแปลก ๆ

 

                “สวัสดีค่าคุณจริงใจ” มีเสียงทักมาตั้งแต่เปิดประตู

 

                ผมมองสถานที่แห่งนี้อย่างสนใจก่อนแยกตัวออกจากเด็กปีศาจ ที่นี่คือร้านค้าของไร่วนิดาที่จักรพรรดิเคยบอกว่า รวมสินค้าหลายอย่างที่เป็นผลิตภัณฑ์จากทางไร่ หรือของชาวบ้านที่เอามาวางขายเป็นที่ระลึก ผมเดินตรงไปยังตู้แช่และหยิบเอาน้ำสตรอว์เบอร์รี่ออกมาหนึ่งขวด มันเป็นขวดทรงสูงเรียว ๆ ธรรมดาแต่ผมชอบขวดมากเลย เปิดฝาขวดดื่มน้ำดับกระหาย ไว้ค่อยไปจ่ายเงินทีหลัง...

 

                “ชิมได้นะคะ” เหลือบไปมองคนพูด เป็นเด็กน่าจะอายุสิบกว่าขวบ เธอเปิดฝากระปุกที่มีผลไม้อบแห้งอยู่ในนั้น เมื่อเป็นแบบนี้แล้วผมก็ต้องชิมสินะ...

 

                “เป็นไงบ้างครับ?”

 

                “อันนี้อร่อย” ผมชี้ไปยังสตรอว์เบอร์รี่อบแห้ง หลังจากชิมไปชิ้นหนึ่งก็รู้สึกชอบอย่างบอกไม่ถูก มันอร่อยครับ สินค้าพวกของกินหรือขนมจะมีส่วนที่ใส่กระปุกไว้ให้ชิมด้วย ถ้าชอบก็ซื้อ ทำนองนั้น...

 

                ไม่ต้องเอาไปเยอะจักรพรรดิหยิบซองขนมในตะกร้าผมออก

 

                อะไรล่ะ ฉันจะเอากลับกรุงเทพด้วย

 

                วันกลับค่อยมาเอาครับ

 

                เดี๋ยวหมดก่อนที่วางอยู่บนชั้นก็ไม่เยอะด้วย

 

                ไม่หมดหรอกน่า ไว้วันกลับค่อยแวะมา เผลอ ๆ คุณจะได้ทั้งองุ่นทั้งสตรอว์เบอร์กลับไปด้วยเป็นลังแบบไม่ต้องเสียเงินเลยด้วยซ้ำคนพูดก็พูดไป มือก็หยิบของออกไปวางบนชั้นตามเดิม เอาแค่ที่เหลือไม่กี่ห่อไปคิดตังค์แล้วจูงมือผมออกจากร้านเฉยเลย

 

                เด็กเหี้ยก็คือเด็กเหี้ยอยู่วันยันค่ำ

 

 

 

 

                คุณชอบที่นี่ไหม?” พยักหน้าตอบแบบไม่คิดเมื่อสิ้นสุดคำถาม ปากไม่ว่างเพราะกำลังทานไอศกรีมองุ่นโฮมเมดอยู่ ไม่มีเหตุผลที่ไม่ชอบที่นี่ตอนนี้เรานั่งกันอยู่ที่ชิงช้าข้าง ๆ บ้าน ถัดไปไม่ไกลมีน้ำตกจำลองประดับอยู่ ฟังเสียงน้ำกระทบกับกลุ่มหินก็เพลินดี

 

                ถ้าผมชวนมาอีกคุณจะมาไหม?”

 

                “........” กลอกตาไปมองคนข้าง ๆ จักรพรรดิจ้องหน้าผมรอคำตอบพร้อมคิ้วขมวดเล็ก

 

                ตอบสิครับ

 

                อยากให้มาเหรอ?” ผมย้อน เด็กนั่นพยักหน้าหงึกหงักทำตัวเป็นเด็กดีแล้วฉันจะเก็บไปพิจารณา

 

                ใช้ช้อนเคาะหน้าผากไปหนึ่งที คนถูกทำร้ายร่างกายเบ้ปากก่อนดุนลิ้น

 

 

                คำตอบของผมมันผุดขึ้นมาตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว... ตัดสินใจไม่ยาก ผมมาแน่ ถ้ามีโอกาสได้มาน่ะนะ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

--------------------------------

เลามาแล้ว เลาขอโทษ เลาหวีด #เกรทพอร์ช อยู่ ฮือ

เกรทพอร์ชน่ารักมากเลยอ่ะแง ส่องแท็กแล้วออกไม่ได้ ความแฟนแบบฟฟฟฟหวใกฟสวหาใกหวสานี่มันบ้าอะไรกัน

ทำไมต้องมาชิปคนที่เป็นแฟนกันด้วย ฮือออออออ /ล้องงงง

สำหรับตอนนี้อาจจะมีคำผิดอยู่เยอะนะคะ เนื่องจากความเสียสติของเราเอง TwT /ขอโทษ

ตอนที่แล้วคือจริงใจไม่ได้เป็นไบโพลาร์หรอกค่ะ นางเป็นบ้า 555555555555555555

ฝากเอ็นดูนางด้วยนะคะ ไว้เจอกันตอนหน้าเด้อ

 

บายยยยยย

 

แจ้งข่าว double M

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น