กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บอกสิ

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2560 22:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บอกสิ
แบบอักษร

2 อาทิตย์ผ่านไป

มีนาเรศกลับมาถึงบ้านเองอีกครั้งในเวลา 2 ทุ่ม  ดวงตากลมมองผ่านประตูรั้วเหมือนแอบหวังว่าจะได้เห็นรถของใครบางคนจอดอยู่ แต่มันก็ว่างเปล่าอีกเช่นเคย ใบหน้าหวานลดสายตาเปิดประตูรั้วเข้าบ้านที่เงียบเหงาเพราะยังไม่ถึงเวลาที่ยายและมารดาจะกลับ

 

ร่างเล็กเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาอะไรทานก็เห็นอาหารผลไม้ต่างๆที่ปอกไว้แล้วอยู่เต็มตู้เย็น เหมือนเดิม บ่งบอกถึงใครบางคนไม่เคยแม้แต่จะกลับมาทานข้าวที่บ้าน  ริมฝีปากบางถอนลมหายใจเบาๆหยิบข้าวต้มกุ้งมาอุ่นในไมโครเวฟด้วยความเสียดาย และยืนทานอยู่ในครัวจนอิ่มจึงเดินขึ้นห้องไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น

 

ร่างเล็กนั่งลงที่โต๊ะหนังสือเปิด Notebook เครื่องใหม่สีสวยทันสมัยที่ได้เป็นของขวัญจากคริสต์มาสเมื่อไม่นานมานี้ กดเข้าเวปไซต์หาเพลงฟังแก้เหงาใน YouTube ก็เห็นข่าวบันเทิงของพี่สาวจากเมื่อหลายเดือนที่แล้วเด้งขึ้นมาอยู่หน้าแรก ใบหน้าหวานเม้มริมฝีปากขัดแย้งกับตัวเองอยู่สักพักก่อนจะกดดูเมื่ออยากได้ยินเสียง

 

(“สวัสดีค่ะ ข่าวบันเทิงในวันนี้นะคะ เราไปดูสัมภาษณ์สาวฮอตนางเอกหน้าใหม่มาแรงที่มาพร้อมกับกระแสหญิงรักหญิง เป็นใครไปไม่ได้ค่ะ นั้นก็คือ เมษ์ เมษาธิดา วงค์ฤดี จะตอบว่าอย่างไรไปชมกันค่ะ”)

 

(“รู้สึกยังไงบ้างคะกับกระแสตอบรับจากแฟนคลับเรื่องเบี่ยงเบนทางเพศ”)

เสียงนักข่าวคนหนึ่งดังขึ้น

 

(“ก็ ดีใจค่ะ  ต้องขอบคุณทุกๆคนที่ให้โอกาสเมษ์ได้เป็นตัวของตัวเองด้วย”)

หญิงสาวหน้าคมตอบด้วยรอยยิ้ม

 

(“อย่างนี้หนุ่มๆก็หมดสิทธิ์เลยหรือเปล่า”)

เสียงนักข่าวอีกคนดังขึ้นพร้อมเสียงโห่ขำขันจากหลายคน

 

(“มันก็ขึ้นอยู่กับอนาคตนะคะ เมษ์ก็ไม่ได้ปิดกั้นหรือจำกัดเพศ ถ้าใช่ก็คือใช่ค่ะ”)

ใบหน้าคมยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ

 

(“แล้วตอนนี้ข่าวที่ว่ากำลังคบอยู่กับไฮโซ ลูกกวาง วิเศษสุวรรณ จริงเท็จแค่ไหนคะ? มีภาพหลุดออกมาเยอะมาก”)

เสียงฮือฮาจากกลุ่มนักข่าวดังขึ้นราวกับลุ้นตื่นเต้น

 

(“ฮะๆๆ ไม่จริงเลยค่ะ เป็นพี่น้องกันเฉยๆเรารู้จักกันมานาาานมากแล้ว เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กเลยค่ะ เรื่องนี้เมษ์ก็เคยตอบไปแล้วเนอะ ไม่อยากให้ทุกคนโฟกัสเรื่องนี้เท่าไหร่...”)

 

คลิก!

 

“ฮึ โกหกชัดๆ”

ใบหน้าหวานพ้นลมหายใจออกจมูกและกดปิดคลิปทันทีด้วยความหงุดหงิดไม่อยากได้ยินคำโกหก มือบางคว้ากระเป๋านักเรียนหาหนังสือมาอ่านเพราะไม่อยากมีใครบางคนอยู่ในสมอง

 

“โอ๊ย…”

มีนาเรศร้องเบาๆเมื่อเล็บที่ยาวเพราะลืมตัดเกี่ยวกับซิบและฉีดออกจนเกือบเข้าเนื้อ หญิงสาวยกนิ้วขึ้นมาอมขณะที่เปิดลิ้นชักหากรรไกรตัดเล็บมาตัดเล็บเองให้สั้นลง ดวงตากลมมองเล็บตัวเองด้วยความขัดใจ มันไม่สวยงามดังใจเหมือนที่เคยมีคนตัดให้เป็นประจำ

 

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น เมื่อจู่ๆภาพความทรงจำที่ต่างๆทั้งหลายแหล่ก็แล่นเข้ามาในสมองจนน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาเสียเดี๋ยวนั้น คิดถึงรอยยิ้มและแววตาที่อ่อนโยนบวกกับไออุ่นที่เคยได้รับเสมอ อยากได้อะไรก็ซื้อหามาให้ทุกอย่างโดยไม่ปริปากบ่นเรื่องราคา อยากกินอะไรไปเที่ยวที่ไหนก็หาเวลาพาไปทุกครั้งแม้จะยุ่งขนาดไหน ตามใจตนทุกอย่างจนเคยตัวและได้ใจ ไม่ว่าตนจะเอาแต่ใจหรืองี่เง่ามากแค่ไหนก็ยังใจเย็นใช้เหตุผล

 

คนที่เราเคยตวาดว่าน่าเบื่อน่ารำคาญตอนนี้ไม่มายุ่งมากวนใจอีกแล้ว เราก็ควรจะสบายใจไม่ใช่เหรอ

แต่...ทำไมมันรู้สึกเหงาแบบนี้...? หรือเป็นเพราะว่าเราอยู่ในที่เดิมๆถึงคิดถึงเขาอยู่ได้และตัดใจไม่ได้สักที

 

“ฮึก…”

ร่างเล็กปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นไปคว้าตุ๊กตาหนูสีเหลืองมากอด ทิ้งตัวนอนลงบนเตียงนุ่มกลั้นสะอื้นอยู่เบาๆ ดวงตากลมหรี่ลงช้าๆอยากให้วันคืนนั้นผ่านไปให้เร็วที่สุดเพื่อทุเลาความทรมานในใจ จนเผลอหลับไปในที่สุด



 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น

มีนาเรศตื่นนอนขยับกายใต้ผ้าห่มพลิกตัวหันมองนาฬิกาก็เห็นกล่องอะไรบางอย่างวางอยู่ที่โต๊ะหนังสือ ดวงตากลมกระพริบตาถี่ๆเพ่งมองกล่องใบเล็กผูกโบสีแดงด้วยความมึนงงอยู่สักพักก็ลุกขึ้นไปหยิบมาแกะดู เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ราคาแพงที่ตนเคยพูดเล่นๆว่าอยากได้เมื่อเห็นในโฆษณา

 

“แฮปปี้วาเลนไทน์?”

เสียงเล็กพึมพำเบาๆเมื่ออ่านกระดาษข้อความไร้ชื่อของผู้ให้ ริมฝีปากบางอมยิ้มเหมือนมีความหวังและเดินไปเปิดประตูห้องนอนที่คุ้นเคยแต่ก็เห็นเพียงความว่างเปล่า จึงรีบลงไปด้านล่างก็เห็นมารดานั่งดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะอาหาร

 

“...พี่เมษ์ล่ะคะคุณแม่?”

มีนาเรศเม้มริมฝีปากกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเอ่ยถามออกไปเสียงค่อย

 

“ไปนอนคอนโด เห็นเข้ามาขนเสื้อผ้าไปเมื่อคืนนี้ตอนดึก ให้นอนบ้านก็ไม่เอา บอกพรุ่งนี้มีนัดแต่เช้า”

กันยารัฐต์ตอบเสียงเรียบแต่ในใจแอบเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยเมื่อลูกสาวไม่ค่อยเข้าบ้าน โดยให้เหตุผลว่าคอนโดอยู่ใกล้มหาลัย ประหยัดเวลาในการขับรถและเพิ่มเวลาพักผ่อน  

เฮ้อ...แต่ช่วงนี้น้องเมษ์ก็งานเยอะจริงๆ สงสัยต้องคุยกับเจ๊บอลบ้างละ เห็นลูกเราเป็นเครื่องจักรหรือไงนะ  แล้วไหนจะเรียนจะสอบอีก

 

“.....”

มีนาเรศเผยริมฝีปากแทบจะหยุดหายใจรีบวิ่งขึ้นบันไดกลับเข้าไปในห้องพี่สาว เปิดประตูห้องเสื้อผ้าแล้วก็ต้องใจหายเมื่อเห็นความบางตาจากที่เคยมีเสื้อผ้าอัดอยู่เต็มที่ ร่างเล็กแทบเข่าอ่อนนั่งลงบนพื้นกุมอกข้างซ้ายที่มันปวดร้าวทุรนทุรายจนน้ำตาร่วง  ความรู้สึกเหงาแล่นเข้าสู่ขั้วของหัวใจขึ้นมาเสียดื้อๆ แต่ก็ต้องอยู่ให้ได้ถ้าเขาไม่มาให้เห็นอีกจริงๆ

 

....ก็ดีเหมือนกันเราจะได้หัดอยู่ให้เป็นเมื่อถึงเวลา

หญิงสาวบอกกับตัวเองในใจแล้วลุกขึ้นปาดน้ำตาจากแก้ม เดินกลับเข้าห้องตัวเองอาบน้ำเตรียมตัวไปโรงเรียนตามปรกติด้วยหัวใจที่เย็นชาลงเรื่อยๆ เหมือนมันกำลังสร้างเกราะกำแพงไม่ให้ตัวเองรู้สึกอะไรอีกต่อไป





 

เวลาพักกลางวัน ณ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง

ดาราสาวในชุดนักศึกษาดูเรียบร้อยแต่สวยเท่เซ็กซี่ กำลังนั่งเหม่อลอยมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย

 

“เป็นไรยะ วาเลนไทน์ทำหน้าอย่างกับคนอกหัก”

คุกกี้จีบปากจีบคอถามเมื่อเห็นสีหน้าหมดอาลัยของดาราสาว ขณะที่คว้ากล่องช็อกโกแลตมาเปิดขนมของเพื่อนกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่กินเดี๋ยวฉันเหมาเรียบเอง ฮะๆ

 

“......”

สายตาคมเหลือบมองไปตามเสียงเพียงครู่และถอนหายใจออกมาเบาๆ

 

“นี่ เครียดเรื่องสอบหรือไง? ปรกติเธออ่านหนังสือรอบสองรอบก็จำได้แล้วไม่ใช่เหรอ ขนาดบทละครยาวๆอ่านแป๊บเดียวเธอยังจำแม่นเลย”

เสียงแหบห้าวๆของเพื่อนอีกคนดังขึ้น หญิงสาวหน้าตาสวยดุชื่อบีเลิกคิ้วมองดาราสาวเพียงครู่ก็หันไปหยิบขนมจากกองภูเขาบนโต๊ะมาแกะบ้าง แฟนคลับเยอะจริงๆ มาม๊าจะช่วยกิน

 

“นี่...เป็นอาราย…หา? นั่งทำหน้าเหี่ยวอยู่ได้

ตั้งแต่แกประกาศตัวเป็นเลสเบียน นังชะนีทั้งหลายแหล่ก็พากันเสนอตัวถวายกายใส่พานทองมาอ่อยแกไม่เว้นแต่ละวัน แต่ละตัวนี่ระริกระรี้แทบจะเอานมวิ่งชนแกอยู่แล้วนะ เลือกหาเอาใหม่ก็ได้”

คุกกี้เคี้ยวขนมตุ่ยๆพลางหันไปพูดคุยสะกิดแขนพยายามปลอบใจ อยากรู้จริงๆ คร๊ายยยมันช่างกล้ามาหักอกเพื่อนฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ปรกติไม่เห็นนางจะสนใจใครเลย หรือว่าถูกปฏิเสธมาช่วงนี้ถึงได้ซึม

 

“เมษ์ค่ะ แฮปปี้วาเลนไทน์ค่ะ”

เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมยื่นดอกไม้ช่อเล็กน่ารักให้อย่างอายๆ ของหลังมีเพื่อนๆยืนแอบเชียร์ให้กำลังใจ

 

“ขอบคุณค่ะ”

ใบหน้าคมเรียบเฉยเหลือบมองหญิงสาวหน้าตาสวยแบ๊วสดใสและฝืนยิ้มหวานดีใจให้ตามมารยาท

 

“ขอถ่ายรูปด้วยนะคะ”

 

“เชิญเลยค่ะ ยินดี”

เมษาธิดาตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มและโพสท่าถ่ายรูปกับหญิงสาวตัวเล็กที่เข้ามานั่งลงข้างๆอย่างเป็นมิตร ขณะที่ในใจยังคิดถึงใครบางคนอยู่ตลอดเวลา จะชอบของขวัญหรือเปล่านะ

 

“อ๊าย แก...ตัวจริงสวยเนอะ”

เสียงกลุ่มสาวๆเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม

 

เมษาธิดาผ่อนลมหายใจยาวโล่งใจเมื่อมันผ่านไปได้ด้วยดีอีกครั้ง และหันไปถามเพื่อนสาวที่นั่งกินขนมเล่นเกมส์ในโทรศัพท์อย่างจดจ่อ

 

“บี วันนี้เปลี่ยนรถกันนะ”

 

“อีกละ? อืมก็เอาดิ”

บีตอบเสียงเรียบโดยไม่ค่อยจะสนใจนัก เพราะช่วงหลังๆนี้ดาราสาวก็มักจะขอเปลี่ยนรถกับตนหรือคุกกี้ใช้เสมอ ซึ่งเธอก็ไม่เคยคัดค้านอะไร ดีซะอีกได้ขับรถหรูๆ มีแต่คนอยากนั่ง อิๆ




 

 

1 เดือนผ่านไป  เวลา 19:30 นาฬิกา

เมษาธิดาจอดรถเก๋งสีเงินในมุมมืดๆของลานจอดรถหน้าอาคารสวย 3 ชั้น ใบหน้าคมสวยหรี่ตามองหาร่างเล็กก็เห็นเดินออกมาพร้อมเพื่อนๆด้วยรอยยิ้มอีกเช่นเคย  ริมฝีปากสวยผ่อนลมหายใจโล่งอกเมื่อมาทันเวลา เพราะเธอมักจะมาแอบเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆว่าน้องสาวกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยทุกๆวันที่สามารถ

ถึงอีกคนจะไม่อยากเห็นหน้าพูดคุยก็ไม่ได้แปลว่าตนจะยอมแพ้เลยซะทีเดียว เพียงแค่ถอยหลังมาตั้งหลักก่อน  ในเมื่อตื้อแล้วกลับทำให้อึดอัดรำคาญจึงลองเว้นช่องว่างให้ดูบ้าง มันอาจเป็นสิ่งที่มิ้นท์ต้องการอยู่ก็ได้

 

ดาราสาวนึกคิดให้กำลังใจตัวเองเมื่อกลับไปคิดทบทวนดูใหม่ว่าสาเหตุการต่อต้านเกิดจากอะไร  เพราะอย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าและรอยยิ้มแม้จะไกลตาแต่มันก็มีความสุข

 

แต่แล้วความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อหนุ่มหน้าใสเข้ามาเกาะแกะน้องสาวของตนอีกเช่นเคย ริมฝีปากสวยกัดฟันแน่นพยายามระงับอารมณ์ สองมือกำพวงมาลัยเพ่งมองใบหน้าหวานยิ้มแย้มส่งกระเป๋านักเรียนให้ชายหนุ่มคนนั้นถือ อีกทั้งยังเดินจับมือราวกับเป็นแฟนกัน

 

“อะไรกัน!? นี่เราไม่เห็นแค่วันเดียวสนิทกันขนาดนี้แล้วเหรอ?”

เมษาธิดาขมวดคิ้วจนเป็นปม ปากคอเริ่มสั่นหัวใจเต้นรัวหึงหวงและหวาดหวั่นกลัวสิ่งที่ไม่คาดคิด แม้จะเคยเห็นเคยเฝ้าดูอยู่ตลอดแต่ปรกติก็มักจะแค่คุยกันเฉยๆขณะรอรถประจำทาง แต่นี่มันมากเกินไปแล้วที่ตนจะยอมอยู่เฉยๆ

 

“มิ้นท์ขึ้นรถเดี๋ยวนี้! พี่จะไปส่ง!”

ดาราสาวขับรถไปจอดดักอย่างรวดเร็ว เลื่อนกระจกลงและพูดด้วยน้ำเสียงเคืองขุ่น

 

“พี่เมษ์!”

มีนาเรศสะดุ้งเฮือกหันมองไปตามเสียงด้วยสีหน้าอึ้งตึงและรีบปล่อยมือทันที ความรู้สึกดีใจตื่นเต้นแล่นเข้ามาหาหัวใจเสียเดี๋ยวนั้น ตามด้วยความแปลกใจที่จู่ๆก็โผล่ออกมาพร้อมรถเก๋งไม่คุ้นตา

 

“พี่บอกให้ขึ้นรถ! หรืออยากไปกับมัน!?”

 

“ค่ะ”

ใบหน้าหวานตอบสั้นๆด้วยความไม่พอใจเมื่อพี่สาวตะคอกใส่ จึงเดินต่อไปที่ป้ายรถประจำทาง

 

“มิ้นท์! ทำไมดื้ออย่างงี้นะ!”

ร่างสูงกัดฟันพูดรีบลงจากรถคว้าแขนน้องสาวให้ขึ้นรถ

 

“พี่เมษ์ ปล่อยนะ! ต้าช่วยเราหน่อย”

 

“เอ่อ...พี่ครับ..”

หนุ่มหน้าใสที่ชื่อต้ามีสีหน้าตกใจเล็กน้อย อยากจะช่วยแต่ก็กล้าๆกลัวๆเพราะอีกคนตัวสูงกว่าถึงจะเป็นผู้หญิงก็เถอะ

 

“อย่ายุ่งได้ม๊ะเรื่องของครอบครัว เอากระเป๋ามานี่!”

เมษาธิดาหันขวับไปกระชากกระเป๋านักเรียนของน้องสาวจากชายหนุ่มด้วยความไม่พอใจ ฮึ เรียกให้มันช่วยงั้นเหรอ  ดาราสาวพาร่างเล็กกลับไปที่รถโดยไม่สนใจใครทั้งนั้นและขับออกไปอย่างรวดเร็วเหมือนครั้งที่แล้ว

 

“นี่พี่เมษ์จะพามิ้นท์ไปไหน!?”

เสียงเอ่ยถามเมื่อพี่สาวไม่ได้ไปทางกลับบ้าน

 

“เดี๋ยวก็รู้”

เมษาธิดาตอบเสียงเรียบ พยายามกลืนอารมณ์ให้นิ่งไม่ต่อว่าไม่โวยวายอยู่เงียบๆในขณะที่ขับรถ

 

 

รถเก๋งสีเงินแล่นมาจอด ณ คอนโดหรูในเวลาต่อมา

ดาราสาวลงจากรถเดินอ้อมไปเปิดประตูให้ร่างเล็กที่นั่งนิ่งกอดอกด้วยสีหน้าบึ้งตึง

 

“ลงมาได้แล้ว”

 

“ไม่! มิ้นท์จะกลับบ้าน”

 

“จะไปดีๆหรือจะให้อุ้มขึ้นไป?”

ร่างสูงไม่รีรอให้มากความจับคนตัวเล็กออกจากรถและอุ้มขึ้นพาดบ่าทันที!

 

“ฮื้อ! ปล่อยมิ้นท์ลงนะ มิ้นท์เดินเองได้ พี่เมษ์!”

ร่างเล็กร้องประท้วงรีบเอามือตะครุบปิดกระโปรงนักเรียนไว้ด้วยความไม่ถนัดเพราะอายกลัวคนอื่นมาเห็น คนบ้า! อุ้มแบบนี้ได้ไงเดี๋ยวกระโปรงเปิด

 

“ก็แค่นั้นแหละ”

เมษาธิดาวางร่างเล็กลงและจับข้อมือเล็กเอาไว้แน่นกันไม่ให้หนี ก่อนจะคว้ากระเป๋านักเรียนของร่างเล็กออกจากรถและถือให้ กึ่งเดินกึ่งลากจูงมือพาขึ้นห้อง

 

“พี่เมษ์พามิ้นท์มาที่นี่ทำไม?”

เสียงเล็กเอ่ยถามเมื่อก้าวเท้าเข้ามาในคอนโดอย่างจำใจ

 

“ทำอะไรให้กินหน่อย หิว”

ดาราสาวไม่ตอบคำถาม หยิบโทรศัพท์มาโทรหามารดาเพื่อบอกให้รู้ว่าน้องอยู่กับตนและจะค้างที่นี่เพราะเป็นวันศุกร์ พรุ่งนี้จึงไม่ต้องไปโรงเรียนแต่เช้า

 

มีนาเรศพ่นลมออกปากไม่พอใจและเดินไปที่ครัวหาวัตถุดิบทำอาหารในตู้เย็นก็เห็นแต่น้ำผลไม้ต่างๆ มีเพียงไข่ไม่กี่ฟองอยู่ในที่วางเก็บด้านประตู เปิดช่องแช่แข็งด้านบนก็ว่างเปล่า ใบหน้าหวานขมวดคิ้วเปิดหาของทำอาหารจนทั่วครัวก็ไม่เห็นของสดเลยสักนิด

 

“อยู่ยังไงมีแต่มาม่ากับไข่”

ร่างเล็กบ่นพึมพำชำเลืองมองหาร่างสูงก็ไม่เห็นแล้ว ใบหน้าหวานเม้มริมฝีปากเหลือบมองไปที่ประตูอย่างชั่งใจอยากจะหนีกลับบ้าน แต่ก็แอบเป็นห่วงอีกคนอยู่ไม่น้อยจึงตัดสินใจนำข้าวไปหุงและนั่งรอให้สุก ขณะที่ควักโทรศัพท์จากกระโปรงมาเช็คดูก็เห็นข้อความจากเพื่อนชาย

 

[(“มิ้นท์โอเคไหม?”)]

[(“โทษทีที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย คือพี่สาวน่ากลัวเนอะ 555”~พร้อมรูปสติกเกอร์การ์ตูนปาดน้ำตาแสดงความเสียใจ)]

 

[(“เราโอเค ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”)]

ใบหน้าหวานอมยิ้มและตอบกลับไปเมื่อมีคนคอยทักคุยด้วยอยู่ทุกวัน มันทำให้ลืมความเหงาไปได้บ้าง

ร่างเล็กนั่งคุยไปเรื่อยๆอย่างเพลินๆได้สักพักโทรศัพท์ก็ถูกคว้าไปจากมือ

 

“พี่เมษ์! เอาคืนมานะ”

มีนาเรศขมวดคิ้วเงยหน้ามองร่างสูงในเสื้อคลุมอาบน้ำสีม่วงดูเซ็กซี่น่ามองจนใจเต้นขึ้นมาเสียดื้อๆ จึงเหลือบมองไปทางอื่น

 

“คิดถึงมันมากหรือไง มันมีอะไรดีนักหนาห๊ะ”

เมษาธิดาหายใจแรงเมื่ออ่านชื่อว่าเป็นใคร

ฮึ ซื้อโทรศัพท์ให้แต่เอาไปใช้คุยกับคนอื่น ทีกับพี่ไม่เคยตอบกลับ น่าจับมาตีก้นจริงๆเลย

 

“ดีกว่าพี่เมษ์ก็แล้วกัน”

ริมฝีปากบางพึมพำประชดเสียงเบาแล้วลุกขึ้นไปทำข้าวผัดห่อไข่ง่ายๆเพราะในครัวมีพอให้ทำได้แค่นี้

 

“.....”

ใบหน้าคมสวยพ่นลมหายใจออกจมูกระงับอารมณ์และเดินกลับเข้าไปในห้องเพราะไม่ได้อยากจะชวนทะเลาะ นิ้วแม่มือกดเลื่อนอ่านดูข้อความที่ทั้งสองคุยกันกระหนุงกระหนิงด้วยความไม่พอใจ  ในใจแอบหวั่นเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นความสนิทสนมของน้องสาวกับชายหนุ่มที่ตนไม่ไว้ใจคนนั้น ไม่อยากให้โดนหลอกหรือตกเป็นเหยื่อเพราะรู้เท่าไม่ถึงการ

 

“จะบอกยังไงให้เลิกยุ่งกับมันดีนะ หรือเราจะลองคุยกับคุณแม่?”

มือเรียวเอาโทรศัพท์แตะปลายคางนึกคิด เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงเมื่อนึกถึงผู้บังคับบัญชาที่เหนือกว่า คนเดียวเท่านั้นที่ร่างเล็กจะยอมเชื่อและฟังโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

 

ไม่นานร่างสูงก็เดินออกมาจากห้องเมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เห็นร่างเล็กกำลังวางอาหารบนโต๊ะพอดีจึงเดินเข้าไปกอดอย่างคิดถึง

 

“ทำไมมีแค่จานเดียวคะ”

เมษาธิดาเอ่ยถามเสียงหวานขณะที่สูดกลิ่นหอมจากเส้นผมเบาๆ

 

“ทำให้กินเฉยๆ มิ้นท์จะกลับบ้านแล้ว ปล่อย!”

มีนาเรศตอบเสียงเรียบ พยายามจะแกะมือเรียวออกจากเอว

 

“งั้นก็ทานด้วยกัน”

ร่างสูงดึงเก้าอี้และนั่งลงพร้อมจับร่างเล็กลงมานั่งบนตักโดยไม่สนใจเสียงร้องประท้วงหรือกิริยาต่อต้าน

 

“ป้อนด้วยนะ”

เมษาธิดาเปล่งเสียงอ้อนนิดๆขณะที่กอดกระชับเอวบางให้แน่นขึ้นอีกนิดเมื่ออีกคนไม่ยอมอยู่เฉย

 

“เป็นง่อยหรือไง ปล่อย...มิ้นท์อยากกลับบ้าน ฮือ”

มีนาเรศชักสีหน้างอแงขัดใจเพราะเริ่มจะอึดอัดจึงกอดอกนั่งอยู่นิ่งๆ แต่อีกคนก็ขโมยหอมแก้มเอาซะงั้น

 

“เค้าหิวแล้วนะ วันนี้ทานเที่ยงไปมื้อเดียวเองก็ต้องรีบเอารายงานไปส่งอาจารย์เพราะมีนัดถ่ายละครตอนบ่าย เสร็จงานพี่ก็รีบไปหามิ้นท์ หิวจนจะเป็นลมแล้ว”

 

“ที่กองถ่ายไม่มีอะไรให้กินหรือไง”

ใบหน้าหวานกระตุกคิ้วไม่ยอมเชื่อง่ายๆ

 

“มี แต่ไม่มีเวลากิน เข้าฉากตลอดวัน”

ใบหน้าคมสวยซบลงบนหัวไหล่และหลับตาตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า

 

“แล้ว...พี่เมษ์ไปหามิ้นท์ทำไม”

มีนาเรศเม้มริมฝีปากชั่งใจอยู่หน่อยก็หยิบช้อนส้อมมาตักข้าวให้พอดีคำ เป่าความร้อนให้เย็นลง เอามือรองช้อนและหันไปป้อนให้เพราะกลัวจะเป็นลมขึ้นมาจริงๆ ที่ดูผอมๆไปสงสัยกินแต่มาม่า หน้าก็ซีดๆ

 

“ก็พี่คิดถึงนี่คะ”

ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มบางๆและอ้าปากทานข้าวด้วยความดีใจ หัวใจเบิกบานขึ้นมาอีกครั้งเหมือนพื้นดินที่แห้งแล้งกำลังได้รับน้ำฝน ในใจอยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้ หยุดอยู่อย่างนี้ให้นานๆ

 

มีนาเรศหลบแววตาอ่อนโยนที่มองมา ใจเต้นสั่นไหวขึ้นมาเหมือนทุกครั้งก็ยิ่งรู้ตัวว่าอยู่ใกล้ไม่ได้ และตัดสินใจถูกแล้วที่จะไป ใบหน้าหวานแปลเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งเมื่อคิดได้ดังนั้น ก่อกำแพงในใจให้หนาขึ้นและท่องไว้ว่าต้องตัดใจเพราะรักไม่ได้

 

“อิ่มแล้วใช่ไหมมิ้นท์จะได้กลับ”

มีนาเรศพูดเสียงเรียบเมื่อป้อนข้าวป้อนน้ำให้อีกคนจนหมดจาน

 

“แล้วมิ้นท์ไม่หิวเหรอคะ พี่ไม่เห็นมิ้นท์ทานเลย ให้พี่ออกไปซื้ออะไรให้ไหม”

เมษาธิดาถามเสียงอ่อน

 

“ไม่ต้องค่ะ มิ้นท์อยากกลับบ้าน”

เสียงเล็กยืนยันคำเดิมและแกะมือเรียวออกทันที

 

“งั้นไปอาบน้ำก่อน”

ริมฝีปากสวยกลืนน้ำลายด้วยสีหน้าที่จ๋อยลงนิดเมื่ออีกคนเริ่มออกอาการต่อต้าน จึงยื่นข้อเสนอพยายามจะยื้อไว้เพราะถ้ายอมให้กลับก็ต้องวิ่งขึ้นห้องหลบหน้าตนอีกเป็นแน่

 

“มิ้นท์ไม่มีชุดเปลี่ยน”

 

“ใส่ชุดพี่ก่อนก็ได้…นะคะ แค่อาบน้ำเอง”

ใบหน้าคมสวยเม้มริมฝีปากแอบลุ้นด้วยสายตาวิงวอน

 

“ก็ได้ค่ะ”

มีนาเรศหลบสายตาและถอนลมหายใจเบาๆเมื่อตอบตกลง ถ้าอาบน้ำก็จะได้กลับใช่ไหม งั้นเรารีบอาบเลยดีกว่า

 

เมษาธิดาคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์หยิบหาชุดนอนมาวางไว้ให้ที่เตียงเมื่อร่างเล็กเข้าห้องน้ำไปแล้ว ก่อนจะรีบออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อด้วยความรวดเร็ว

 

 

มีนาเรศเปิดประตูเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นชุดนอนกระโปรงคอปกแขนสั้น เนื้อผ้าซาตินลายสีชมพูน่ารัก ตัวเดียวไม่มีกางเกง

 

“จะบ้าเหรอให้ใส่แบบนี้เดินลงไปข้างล่างได้ยังไง”

ใบหน้าหวานขมวดคิ้วส่ายศีรษะ ก้าวเท้าเข้าไปในห้องเสื้อผ้าขนาดใหญ่หาชุดใส่เองแล้วก็ต้องขมวดคิ้วจนเป็นปมเมื่อเห็นแต่เสื้อผ้าแฟชั่นและชุดนักศึกษา ไม่มีแม้แต่เสื้อยืด

 

“เสื้อผ้าธรรมดาไม่มีเลยหรือไงนะ”

เสียงเล็กบ่นพึมพำเดินสำรวจหาเสื้อผ้าอยู่ซักพักก็เดินกลับไปที่ตะกร้าจะเอาชุดนักเรียนมาใส่เหมือนเดิมแต่ก็ไม่เห็นแล้ว

 

“พี่เมษ์ ชุดนักเรียนมิ้นท์ไปไหน”

มีนาเรศตะโกนถามออกไปเพราะไม่กล้าเดินออกไปในชุดผ้าขนหนู

 

“อ๋อ...พี่ให้แม่บ้านเอาไปซักแล้วทำไมเหรอ?”

เมษาธิดากดเสียงเรียบปาดเหงื่อบนหน้าผากเพราะแทบจะวิ่งกลับมาให้ทัน  ในมือกำลังถือชุดนักเรียนที่เพิ่งจะย่องไปหยิบมาและนำมาซ้อนไว้ก่อน

 

“พี่เมษ์จะให้มิ้นท์ใส่ชุดนี้ออกไปได้ยังไง มันหลวม กางเกงก็ไม่มี”

ไม่นานนักร่างเล็กก็เดินออกมาต่อว่าพี่สาวในชุดนอนสีชมพูด้วยความเขินอายเพราะมันโล่งเกินไป มือบางดึงคอเสื้อเข้าหากันไม่ให้มันหลุดลงจากไหล่ ชุดนอนตัวอื่นก็มีแต่แบบนี้ ปรกติอยู่บ้านไม่ได้ใส่แบบนี้นี่

 

“เหรอ? ไหน? อืมเดี๋ยวพี่หาตัวอื่นให้ อ่ะปอกให้กินหน่อย ยังไม่อิ่มเลย”

ร่างสูงเลิกคิ้วเดินมาดูและยื่นถุงผลไม้บรรจุไปด้วยสาลี่ แก้วมังกร และแอปเปิ้ลสีเขียวสีแดงปะปนกันเพราะรีบหยิบอะไรได้ก็เอามา ริมฝีปากสวยแอบอมยิ้มอยู่นิดๆมองร่างเล็กในชุดนอนของตนด้วยความพอใจอยู่ไม่น้อย บวกกับกิริยาเขินอายจับเสื้อเข้าหากัน ก็ยิ่งดูน่ารักน่ารังแกจนอยากอุ้มเอาไปฟัดให้หายมันเขี้ยว

 

“เอามาจากไหน ตอนแรกไม่เห็นมี”

 

“เพิ่งไปซื้อมา นะๆ ปอกให้กินหน่อยเดี๋ยวค่อยกลับ”

เมษาธิดาคะยั้นคะยอส่งถุงให้ถึงมือและเดินไปนั่งลงที่โซฟาเปิดทีวีดู

 

“.....”

มีนาเรศถอนหายใจออกจมูกเบาๆและรีบนำผลไม้ไปล้างน้ำปอกเปลือกและตัดเป็นชิ้นๆเรียงใส่จานอย่างสวยงามน่ารับประทาน ก่อนจะนำไปวางให้ที่โต๊ะกลางหน้าโซฟาอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว

 

“อ่ะ ไหนล่ะชุดเปลี่ยน”

มีนาเรศถามเสียงเรียบมองอีกคนที่ยังนิ่งเฉยนั่งพิงหมอนอย่างสบายใจเฉิบ  ไม่ได้กระตือรือร้นหาชุดใหม่ให้เปลี่ยนอย่างที่บอก

 

“ป้อนด้วยสิ ป้อนหมดแล้วจะไปหาให้”

ใบหน้าคมสวยกระตุกยิ้มมองผลไม้เต็มจานด้วยความพึงพอใจ  ก่อนจะเอื้อมคว้ามือบางและดึงคนตัวเล็กมานั่งบนตักทันที

 

“พี่เมษ์! กินเองสิ...ปล่อยนะ”

ร่างเล็กผวานิดๆ รีบยกมือขึ้นกุมคอเสื้อไม่ให้ไหลลง ส่วนอีกมือหนึ่งดึงชายเสื้อปิดขาอ่อนให้มิดชิด เพราะรู้สึกโป๊ๆโล่งๆและไม่ชิน

 

“ทำไมอ่ะ ไหนอยากกลับบ้านหรืออยากค้างที่นี่เหรอ อืมก็ได้นะ”

เมษาธิดายอมปล่อยแล้วหยิบจานผลไม้ที่มีส้อมเล็กๆไว้ให้พร้อมมาจิ้มทานเองและดูทีวีต่ออย่างไม่สนใจ

 

ใบหน้าหวานขมวดคิ้วเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจ

 

“ก็ได้ แต่ป้อนหมดแล้วต้องพากลับจริงๆนะ ไม่งั้นมิ้นท์จะเรียกแท็กซี่กลับเอง”

มีนาเรศคาดคั้นเสียงดุแย่งจานและส้อมมาถือเอง จิ้มชิ้นผลไม้ป้อนให้อย่างต่อเนื่องอยากให้หมดเร็วๆ ไม่น่าปอกให้หมดถุงเลยมีตั้งเยอะจะหมดไหมเนี่ย

 

“อือ...เดี๋ยวยังเคี้ยวไม่หมดเลย”

ดาราสาวเอามือปิดปากและเบือนหน้าหนี เมื่ออีกคนป้อนเอาป้อนเอายัดให้เต็มปากจนเคี้ยวแทบไม่ทัน ดวงตาคมหยีนิดๆเมื่อรับรสที่ไม่พึงประสงค์ อะไรเปรี้ยวๆเนี่ยแอปเปิ้ลเหรอ

 

“ช่วยพี่กินหน่อย”

เมษาธิดาชวนกินขณะที่ยังเคี้ยวผลไม้เต็มปาก มองร่างเล็กที่นั่งหันหน้าหนีด้วยสีหน้าบึ้งตึงราวกับไม่พอใจ

 

“ช่วยกันกินจะได้หมดไวๆไงคะ ไม่อยากกลับบ้านเหรอ”

มือเรียวโอบเอวบางดึงให้เข้ามาใกล้และเกยคางบนไหล่มนแอบลุ้นดูเชิงอย่างใจเต้น

 

มีนาเรศไม่พูดอะไรมองชิ้นผลไม้และจิ้มขึ้นมากินบ้าง เมื่ออาหารเข้าปากก็รู้ตัวว่าตัวเองหิวจึงนั่งช่วยทานไปป้อนไปและเหลือบมองทีวีฉายหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นด้วยความสนใจนิดๆ เพราะยังไม่เคยดู

 

ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มพอใจ สอดแขนกระชับเอวบางแน่นขึ้นอีกนิดเมื่ออีกคนกำลังเริ่มเพลินติดลมกับจอทีวีขนาด 55 นิ้ว จึงฉวยโอกาสจูบลงบนขมับเบาๆและอ้าปากคาบชิ้นผลไม้ที่ส่งมาเป็นระยะๆอย่างอุ่นใจ หัวใจเบิกบานชุ่มฉ่ำแทบไม่อยากให้ช่วงเวลานี้ผ่านไป ซึมซับความสุขที่เคยได้รับจนนึกดีใจว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว

 

 

 

2 ชั่วโมงผ่านไป

ใบหน้าหวานละสายตาจากจอทีวีเมื่อเพลงเครดิตขึ้น มองผลไม้ในจานก็เห็นเหลือสาลี่อยู่ชิ้นเดียวจึงจิ้มมันขึ้นมาและหันไปจะส่งให้ก็เห็นอีกคนนั่งหลับปุ๋ยอยู่ข้างหลัง

 

“คนบ้าอะไรดูหนังไม่เคยจบเล่นละครได้ไงนะ พี่เมษ์ ตื่น! ไหนจะไปส่ง”

เสียงเล็กบ่นพึมพำและเพิ่มระดับเสียงสะกิดเรียกให้ตื่น เพราะมองเข็มนาฬิกาแล้วไม่กล้ากลับเองคนเดียว นี่มัน 5 ทุ่มแล้วเหรอเนี่ย เผลอไปแป๊บเดียวเอง

 

“ฮือ...นอนนี่ไม่ได้เหรอพี่ง่วงแล้ว”

เมษาธิดาปรือตาตื่นนอนสะลึมสะลือ หนังจบแล้วเหรอ?

 

“ฮืออ..ไม่เอามิ้นท์อยากกลับบ้านเดี๋ยวคุณแม่เป็นห่วง”

เสียงเล็กงอแงนิดๆเมื่อรู้ว่าอีกคนไม่ได้คิดจะไปส่งเลยแม้แต่นิด ไม่น่าไปเชื่อเลย รู้งี้หนีกลับบ้านซะตั้งแต่ทีแรกดีกว่า

 

“นอนที่นี่นะคะ พี่บอกคุณแม่แล้ว นะนะ มันดึกแล้วไปนอนเหอะ”

ดาราสาวอ้อนนิดๆ คว้ารีโมทมาปิดทีวีและช้อนแขนอุ้มร่างเล็กเข้าไปในห้องนอนทันทีโดยไม่สนใจเสียงประท้วงต่อต้าน

 

“ฮื้อ! พี่เมษ์อ่ะ หลอกมิ้นท์ทำไม”

ใบหน้าหวานบูดบึ้งขดตัวหันหน้าหนีอย่างงอนๆเมื่อถูกวางลงบนเตียงนุ่ม เตียงที่เขาเคยใช้มันกับคนอื่น หัวใจดวงน้อยเริ่มบีบแน่นปวดหนึบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อสลัดภาพบาดตาของวันนั้นไม่ได้ และจะไม่เชื่อคำพูดของเขาอีกเด็ดขาด

 

“ก็..ถ้าไม่ทำแบบนี้มิ้นท์คงไม่ยอมอยู่กับพี่ พี่ขอโทษนะ”

เมษาธิดาตอบเสียงอ่อน ขณะที่รีบไปเปลี่ยนชุดนอนและปิดไฟให้เรียบร้อยก่อนจะเข้าไปสวมกอดร่างเล็กที่นอนหันหลังให้ ซุกปลายจมูกสูดกลิ่นหอมจากเส้นผมอย่างชื่นใจ

 

“ไม่ต้องมากอด!”

มีนาเรศฮึดฮัดขัดใจแกะเรียวแขนออกจากตัวและขยับหนี

 

“ทำไมอ่ะ แค่กอดเฉยๆ นะคะ พี่คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว”

ร่างสูงตัวขยับตาม เท้าแขนดึงคนตัวเล็กกลับมาในอ้อมกอดกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิมจนร่างกายแนบชิดกัน และส่งจมูกลงไปหอมหน้าผากเนียนใสให้ชื่นใจ

 

“ฮือ อึดอัด”

ร่างเล็กเกร็งตัวนิดๆเมื่อรู้สึกถึงหน้าอกนุ่มๆดันแผ่นหลังผ่านผ้าซาตินลื่นๆ จนทำให้ใจเต้นปั่นป่วนขึ้นมาเสียดื้อๆ ใบหน้าร้อนวูบวาบไม่เข้าใจตัวเองว่าเป็นอะไร เหมือนมันจะเสียวสันหลังยังไงบอกไม่ถูก

 

“งั้นก็อย่าหนีพี่สิ จุ๊บ ฝันดีนะคะ”

เมษาธิดาคลายอ้อมกอดลงนิด เอื้อมมือคว้าดึงผ้าห่มมาห่มให้และจูบหน้าผากย้ำอีกครั้งอย่างอุ่นใจ ซุกปลายจมูกกับเส้นผมหนานุ่มและหลับตาเข้าสู่นิทราอย่างง่ายดายด้วยความเหนื่อยล้า

 

มีนาเรศหรี่ตาลงเมื่อหัวใจเริ่มเต้นเป็นปรกติและรู้สึกง่วงไม่ต่างกัน ซึมซับไออุ่นที่โหยหาและเดินทางเข้าสู่นิทราตามไป




 

 

กิ๊งก่อง กิ๊งก่องๆๆ

 

เสียงกดออดรัวๆดังขึ้น มีนาเรศสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงงเพียงครู่เพราะสถานที่ไม่ใช่บ้าน ดวงตากลมหรี่มองนาฬิกาบอกเวลา 6 โมงเช้าพอดี

 

“ใครกันมาแต่เช้า” ใบหน้าหวานขมวดคิ้วเล็กน้อยหันมองร่างสูงที่ยังนอนหลับพริ้มอยู่จึงลุกขึ้นจะไปเปิดดูเองแต่ก็ต้องชะงัก เพราะรู้สึกว่าตัวเองดูรุ่มร่ามเกินไปจึงเดินกลับไปที่เตียงเพื่อปลุกพี่สาว

 

ร่างเล็กก้าวเท้าเข้าไปใกล้แต่ยังไม่ทันจะได้ปลุก เสียงโทรศัพท์สมาร์ทโฟนก็ดังสนั่นหวั่นไหวบนโต๊ะหัวเตียงข้างที่พี่สาวนอนอยู่

 

เมษาธิดาพลิกกายเอามือปัดป่ายควานหาสิ่งที่กำลังรบกวนเวลานอน ปรือตามองว่าเป็นใครโทรมาจึงกดรับสาย

 

[“ตื่นสักทีนะ มาเปิดประตูเร็วๆ”]

เสียงแหบห้าวมีเสน่ห์ดังขึ้นทันทีก่อนที่ดาราสาวจะพูดอะไร

 

“อืม…”

ร่างสูงตอบคำเดียวด้วยความงัวเงีย ลุกนั่งกวาดตามองหาร่างเล็กก็เห็นเดินเข้าห้องน้ำไปจึงยิ้มโล่งใจที่ยังอยู่ ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบกุญแจรถและเดินไปเปิดประตู

 

“วันหยุดมาเคาะอะไรแต่เช้า”

ใบหน้าคมเรียบนิ่งหรี่ตามองเพื่อนสาวที่อยู่คอนโดเดียวกันและส่งกุญแจแลกรถคืน

 

“อ่ะ โจ๊กร้อนๆ”

สาวร่างสูงขนาดพอดีไม่ตอบคำถาม ปั้นหน้ายิ้มส่งถุงโจ๊กให้ถึงมือเพื่อนอย่างสนิทสนม

 

“น้ำมันหมดอีกแล้วอ่ะดิ”

เมษาธิดาพูดอย่างรู้ทันเพราะเปลี่ยนรถกันขับและน้ำมันหมดทีไร เพื่อนคนนี้ก็มักจะซื้ออาหารเช้ามาให้เป็นการชดเชยเสมอ ไม่เคยเติมน้ำมันให้เลย เค็มจริงๆ ยัยบี น้ำเกลือ

 

“หมดที่ไหน บ้าพูดอะไร ฉันไม่แย่ขนาดนั้น อุตส่าห์เป็นห่วงซื้อมาให้”

บีจริตเสียงนิดๆเมื่อถูกจับได้ ปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้และสะบัดมือตีไหล่เพื่อนแบบหยอกๆ

 

“เหรอ ขอบใจ”

ดาราสาวยกคิ้วพูดเสียงประชดเล่นๆและยืนคุยไปเรื่อยตามประสาความคุ้นเคย

 

“ฮึ ที่แท้ก็มีคนคอยดูแล แถมยังยอมให้เอารถไปขับด้วย คงจะชอบเขามากสินะ”

มีนาเรศแอบยืนมองแผ่นหลังของพี่สาวและหายใจฮึดฮัดเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้ากลับไปเข้าห้องน้ำด้วยความหงุดหงิด ไม่อยากเห็นความสนิทสนมของพี่สาวกับหญิงที่ตนไม่รู้จักคนนั้น



 

เวลาต่อมา

รถสปอร์ตแล่นเข้ามาจอดประจำที่เมื่อถึงบ้าน แววตาละห้อยหันมองร่างเล็กที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ถามอะไรก็ไม่ตอบเอาแต่เฉย

 

ร่างเล็กลงจากรถเดินเข้าบ้านทันทีโดยไม่หันไปมอง

ริมฝีปากสวยถอนหายใจเบาๆด้วยความเครียดไม่เข้าใจและเหนื่อยใจในเวลาเดียวกัน

 

“ทำไมเงียบอีกแล้วนะ เมื่อคืนยังยอมคุยกับเราอยู่เลย”

ดาราสาวพึมพำอยู่คนเดียวด้วยใจที่ห่อเหี่ยวและหมดกำลังใจ แววตาเศร้าสร้อยเซื่องซึมรู้สึกท้อแต่ก็ยังรอและหวังให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

ร่างสูงก้าวลงจากรถและมองบ้านที่ไม่ได้มาเยือนจนเป็นเดือน ถึงจะโทรคุยกับยายและเจอมารดาอยู่เป็นประจำแต่ก็อดคิดถึงบ้านไม่ได้ อยู่คนเดียวมันไม่อุ่นใจเหมือนอยู่กับครอบครัว

 

“มาพอดี แม่มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”

กันยารัฐต์เดินมาทักลูกสาวตัวสูงที่เพิ่งลงจากรถ

 

“เมษ์ก็อยากคุยกับคุณแม่อยู่เหมือนกันค่ะ เรื่อง...เพื่อนผู้ชายของน้องมิ้นท์”

เมษาธิดาเดินไปนั่งที่ศาลากับมารดาและเอ่ยปากพูดก่อนอย่างประหม่า

 

“หืม? ใครล่ะชื่อต้าหรือเปล่า”

กันยารัฐต์ยกคิ้วขึ้นนิดๆเพราะตนรู้จักเพื่อนชายของลูกคนเล็กเพียงคนเดียว

 

“คุณแม่รู้จักด้วยเหรอคะ”

เมษาธิดาสบตามารดาด้วยความแปลกใจ

 

“ก็เคยได้ยินน้องมิ้นท์เล่าให้ฟังบ้างว่าเขามาบอกชอบแต่น้องก็ปฏิเสธไป เขาก็เลยขอเป็นเพื่อนเฉยๆ แม่ก็ยังไม่เคยเห็นหรอกนะ”

ร่างสูงโปร่งกอดอกกระดิกนิ้วและค่อยๆเอนตัวพิงศาลาไม้ด้วยสีหน้านึกคิด

 

“เมษ์ไม่ไว้ใจมันค่ะ คุณแม่บอกให้เลิกยุ่งเลยได้ไหมคะ”

ดาราสาวถามน้ำเสียงจริงจังด้วยความหวัง

 

“จะเลิกยุ่งเลยหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับเขานะ เอาไว้แม่จะลองเตือนดูบ้างถ้าเมษ์เห็นว่าคบแล้วไม่ดี”

กันยารัฐต์ถอนหายใจเบาๆนึกเป็นห่วงเพาะปรกติลูกๆไม่เคยฟ้องเรื่องการคบเพื่อนของใคร นอกจากจะแย่จริงๆ

 

“แล้วคุณแม่มีอะไรจะคุยกับเมษ์เหรอคะ”

เมษาธิดาเผยยิ้มสบายใจ หน้าตาสดใสขึ้นมานิด

 

“สิ้นเดือนนี้แม่อยากให้เมษ์มาอยู่บ้านกับน้องหน่อย แม่กับยายจะไม่อยู่”

 

“ไปไหนค่ะ”

 

“ยายจะไปทำบุญถือศีลนั่งสมาธิ 9 วัน แม่ก็ต้องไปเตรียมงานที่ภูเก็ต แม่ไม่อยากให้น้องอยู่บ้านคนเดียว”

ใบหน้าคมเรียบนิ่งแอบถอนหายใจ

 

“ตั้ง 9 วัน? ยายจะไปกับใครคะ”

เมษาธิดาถามเสียงเป็นห่วง

 

“จะมีใคร ก็ยายแววคู่ขาเขานั้นแหละ เห็นเขาจะไปก็อยากไปมั่ง ติดเพื่อนแหละยาย ไปไหนไปกันเคยห้ามได้ซะที่ไหน”

กันยารัฐต์บ่นเบาๆ ชอบเที่ยวกันจริงๆหาแต่เรื่องไปนู้นไปนี่

 

“ฮะๆๆ คุณแม่แน่ใจเหรอคะว่าจะไปนั่งสมาธิ ไม่ได้ไปนั่งขูดเลขขอหวยเสริมดวงกัน”

เมษาธิดาเผยยิ้มพูดติดตลกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างเมื่อได้คุยกับมารดา

 

“หึหึ ปิดเทอมก็กลับมาอยู่บ้านเลยก็ดีนะ ยายบ่นคิดถึงทุกวัน น้องก็จะย้ายไปเรียนเมืองนอกอยู่แล้ว ช่วงนี้แม่ก็ยุ่งๆเคลียงานอาจจะกลับดึกหน่อยเพราะขอลางานไว้ครึ่งเดือน”

 

“อะไรนะคะ เมื่อกี้คุณแม่ว่าน้องมิ้นท์จะไหน”

ดาราสาวกระตุกคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อคิดว่าตัวเองฟังผิด

 

“อ้าว นี่ยังไม่รู้หรอกเหรอ เห็นเขาพูดว่าจะบอกทุกคนเอง น้องมิ้นท์จะไปต่อมหาลัยที่อเมริกา ต้นเดือนพฤษภาก็จะไปแล้วนะเพราะทำเรื่องเสร็จหมดเรียบร้อย เหลือแค่ไปดูที่พักอยู่อาศัย”

กันยารัฐต์บอกเล่าไปตามความจริง อะไรกันลูกคนนี้จะไปอยู่แล้วยังไม่บอกใครอีก ท่าทางยายก็ยังไม่รู้ไม่งั้นคงเห็นร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้ว

 

“ไปอเมริกา!? นี่คุณแม่ยอมได้ไงคะ จะไปอยู่กับใครอยู่ที่ไหน ตัวแค่นั้นจะไปอยู่ได้ยังไง ทำไมคุณแม่ไม่ห้าม”

ใบหน้าคมขมวดคิ้วเกิดอาการร้อนรนแทบช็อคกับข้อมูลที่ได้รับ เขย่าแขนมารดาด้วยคำถามมากมายที่แล่นเข้ามาในสมอง ไม่นึกไม่ฝันว่าคนตัวเล็กจะกล้าไปอยู่ต่างถิ่นต่างแดน

 

“ก็เขาอยากไปจริงๆแม่จะห้ามทำไม  เราก็ไปตั้งตัวแค่นี้แม่ยังไม่ห้ามเลย อยู่แค่ม.ปลายด้วยซ้ำ”

กันยารัฐต์ยกคิ้วขึ้นนิดๆ อะไรจะตกใจขนาดนั้น

 

“แต่มันไม่เหมือนกันนะคะคุณแม่ เมษ์ไปอยู่มันเป็นโรงเรียนประจำมีคนดูแล แต่นี่ไปแบบอยู่คนเดียวดูแลตัวเอง ที่อยู่เป็นยังไงยังไม่รู้เลยนะคะ”

 

“เรื่องที่อยู่ก็มีแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้ไปเห็นกับตาเท่านั้นเอง บังเอิญดาวเพื่อนแม่เขามีอพาร์ตเม้นต์อยู่ใกล้โรงเรียนเลยไม่ต้องหา แล้วเขาก็ตกลงจะให้น้องไปอยู่เก็บค่าเช่าไม่แพงมาก เห็นในรูปที่เขาส่งให้ดูในอพาร์ตเม้นต์ก็มีทุกอย่างครบอยู่ได้เลย น้องมิ้นท์เขาก็ชอบ”

กันยารัฐต์ตอบด้วยความมั่นใจ ถ้าอยู่ไม่ได้เดี๋ยวก็คงร้องกลับบ้านเองแหละ

 

เมษาธิดาอึ้งตึงพูดไม่ออก แววตาสับสนตึงเครียดเพราะตั้งตัวไม่ทัน อีกเพียงไม่ถึง 2 เดือนก็จะไม่มีคนตัวเล็กให้เห็นทุกวันแล้วงั้นหรือ มันเร็วเกินไปที่จะทำใจได้




 

 

ร่างเล็กเดินออกมาจากตึกเรียนพิเศษพร้อมเพื่อนๆ กวาดตามองหารถสปอร์ตสีม่วงเพียงครู่ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกเมื่อไม่เห็น  ใบหน้าหวานยิ้มแย้มผ่อนคลายเมื่อไม่มีใครคอยจ้องจะจับผิดราวกับไม่เชื่อใจอยู่ตลอดเวลา

 

“ว่าไงมิ้นท์ตกลงจะยอมไปกินเลี้ยงปิดเทอมกันไหม อาทิตย์นี้ก็สอบเสร็จปิดเทอมแล้วไม่ใช่เหรอ”

เสียงชวนจากสาวหล่อที่มารับน้องสาวดังขึ้นเมื่อได้ปิดเทอมก่อน ซันส่งยิ้มอย่างเป็นกันเองให้สาวน้อยน่ารักที่เห็นอยู่เป็นประจำอย่างเอ็นดู เฮ้อ...เสียดายจีบไม่ติดแต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้อยากจริงจังอยู่แล้ว

 

“ไปกินเลี้ยงที่ไหนเหรอคับ”

ต้ายกคิ้วสงสัย

 

“เอ่อ...แต่มิ้นท์ต้องกลับบ้าน”

 

“โหยมิ้นท์ กลับช้าแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงไม่เป็นไรหรอกน่า พี่ซันอุตสาห์ออกปากว่าจะเลี้ยงเลยนะ ไปช่วยกันกินเอาให้พี่ซันหมดตูดไปเลย อิอิ”

ซินดี้บีบนวดไหล่เพื่อนตัวเล็กคะยั้นคะยอให้ไป

 

“ใกล้ๆแค่นี้เองมิ้นท์ เดี๋ยวอิ่มแล้วพี่ไปส่งก็ได้ ต้าไปด้วยก็ได้นะ หลายคนสนุกดี”

ซันหันไปชวนหนุ่มหน้าใสที่ตัวเตี้ยกว่าตนนิดหน่อย ไอ้นี่มันถึง 165 ไหมเนี่ย สงสัยไม่กินนม

 

มีนาเรศเม้มริมฝีปากชั่งใจก่อนจะตอบตกลงเพราะถึงกลับบ้านไปก็ไม่มีใครอยู่ วันนี้คุณแม่บอกว่าจะกลับดึกส่วนยายก็ไปต่างจังหวังแล้ว แค่ไปนั่งกินข้าวกินขนมกับเพื่อนๆคงไม่เป็นไรหรอก แถมมีคนเลี้ยงอีกต่างหาก ไม่ไปก็เสียดายแย่



 

เมษาธิดากลับถึงบ้านจากงานถ่ายละครในเวลาเกือบ 4 ทุ่ม

ดาราสาวเข้ามาในบ้านที่เงียบสนิทปิดไฟราวกับไม่มีใครอยู่

 

“นอนแล้วหรือเปล่านะ?”

ใบหน้าคมขมวดคิ้วเดินขึ้นไปชั้นบนค่อยๆเปิดห้องฟ้าก็ไร้วี่แววของร่างเล็ก จึงล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์โทรหาน้องสาวด้วยความเป็นห่วง ป่านนี้ทำไมยังไม่ถึงบ้านอีกนะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า

 

ขณะที่รอให้อีกคนรับสายก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์แล่นมาจอดหน้าบ้าน ร่างสูงก้าวเท้าออกไปดูก็คนที่ตนโทรหากำลังยิ้มแย้มระรื่นกับสาวหล่อคุ้นหน้า มือเรียวกำโทรศัพท์แน่นจนสั่น หัวใจเต้นรัวแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น

 

“ทำไมถึงเพิ่งกลับ ไปไหนกับมันมา!?”

ร่างสูงแผดเสียงเมื่อน้องสาวเดินเข้ามาในบ้าน

 

มีนาเรศชะงักมอง ริมฝีปากบางหุบยิ้มเมื่ออีกคนตะคอกใส่จึงเลือกที่จะไม่สนใจและเดินผ่านก้าวเท้าไปทางบันได คุณแม่ไม่น่าบอกให้กลับมาอยู่บ้านเลยเราอุตสาห์ชินที่ไม่ต้องเห็นหน้า เฮ้อ...

 

“มิ้นท์! พี่ถามไม่ได้ยินหรือไง”

มือเรียวคว้าข้อมือเล็กและกระชากให้หันกลับมา

 

“ได้ยินแต่ไม่อยากตอบ ปล่อย”

มีนาเรศตอบเสียงเรียบพยายามสะบัดมือ

 

“ทำไม!? ถามแค่นี้ทำไมตอบไม่ได้หรือว่าไปทำอะไรกับมันมา ห๊ะ!?”

ดาราสาวคำรามเสียงหายใจแรงเมื่อคนตรงหน้ากำลังท้าทายความอดทน

 

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม มันเรื่องของมิ้นท์ ปล่อยมิ้นท์จะไปอ่านหนังสือ”

ใบหน้าหวานเริ่มเหยเกเมื่อถูกบีบข้อมือแน่นจนเริ่มเจ็บ

 

“ฮึ อ่านหนังสือเหรอขยันเรียนนักนะ วันนี้โดดเรียนล่ะสิถึงต้องรีบติวรีบอ่าน ทำตัวเป็นเด็กดีที่แท้ก็เอาเรื่องเรียนมาบังหน้าแล้วก็หนีเที่ยว ฉลาดดีนี่!”

ใบหน้าคมสวยกัดฟันแน่นพ่นลมหายใจออกจมูก ดวงตาคมกริบจ้องร่างเล็กราวกับจะเชือดเป็นชิ้นๆเสียเดี๋ยวนั้น

 

“ค่ะ แล้วแต่จะ...อื้อ!”

ใบหน้าหวานเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆริมฝีปากสวยก็เข้ามาประกบจึงออกแรงผลักดันร่างสูงออกห่างเต็มที่ หมุนตัวจะวิ่งขึ้นบันไดแต่ก็ถูกอุ้มไปโยนที่โซฟา

 

“จะบอกไหมว่าไปไหนกับมันมา!?”

มือเรียวรวบข้อมือเล็กไว้ด้วยมือเดียวขึงไว้เหนือหัว ส่วนอีกมือออกแรงบีบกรามของใบหน้าหวานจนแน่น

 

“ฮื้อ! มิ้นท์เจ็บนะ! มิ้นท์โตแล้วจะไปไหนทำอะไรก็เรื่องมิ้นท์ ไม่ต้องมายุ่งได้ไหม!”

ใบหน้าหวานเหยเกสะบัดหน้าไปมาพยายามจะให้หลุดจากกำมือแน่น

 

“พี่จะให้โอกาสอีกครั้งเดียว! ไปไหน!?”

 

“ไปกินเลี้ยงสิ้นเทอมกับเพื่อนๆพอใจหรือยัง!?”

มีนาเรศตะคอกเสียงกลับไป

 

“ไม่! ทำไมต้องไปกับมันและให้มันมาส่ง โทรให้พี่ไปรับก็ได้ หรืออยากกินอะไรพี่ก็พาไปเลี้ยงได้ ทำไมต้องไปกับคนอื่นล่ะมิ้นท์?”

เมษาธิดากัดฟันแน่นพูดเสียงตัดพ้อนิดๆ  แววตาแดงก่ำด้วยความโกรธปะปนน้อยใจ เพราะทุกครั้งที่ตนมีเวลาว่างชวนไปไหนก็ถูกปฏิเสธตลอด

 

“ถ้าไม่ให้พี่ซันมาส่ง งั้นคราวหลังมิ้นท์จะให้ต้ามาสะ…ฮือ!”

ใบหน้าหวานขมวดคิ้วเมื่อเรียวลิ้นร้ายสอดแทรกเข้ามาในโพรงปากอย่างดุดันจึงออกแรงดิ้นแต่ก็สู้ไม่ได้

 

เมษาธิดากัดริมฝีปากบางเหมือนอยากลงโทษที่พูดถึงใครอีกคนที่ตนไม่ต้องการได้ยิน

 

“อื้อ..เจ็บ…มิ้นท์จะฟ้องคุณแม่!

เสียงเล็กอู้อี้ในลำคอสะบัดหน้าหนีด้วยความเจ็บ

 

“ฟ้องสิ! ฟ้องเลย! พี่ก็จะฟ้องเหมือนกันว่ามิ้นท์มายั่วพี่ก่อน ทั้งลักหลับ ชอบแต๊ะอั๋งจับลูบตรงไหนบ้าง และยังทะลึ่งแอบดูคนอื่นเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็เป็นคนมาจูบพี่เองแทบจะทุกคืน ว่าไง? โทรฟ้องเลยดีไหม หืม”

ดาราสาวแสยะยิ้มไม่พูดเฉย โน้มใบหน้าซุกไซ้ซอกคอขาวใสและย้ายมือสอดเข้าไปใต้เสื้อนักเรียนสีขาวสะอาด สัมผัสหน้าท้องเนียนราบแผ่วเบาจนรู้สึกถึงการหดเกร็ง ริมฝีปากสวยคลี่ยิ้มพอใจจูบลำคอขาวใสยั่วหยอกให้สะท้านเล่นอย่างชอบอกชอบใจ

 

“หยุดนะ!”

มีนาเรศสะดุ้งเฮือกเกร็งตัวเม้มริมฝีปากแน่น ขนลุกเป็นเกรียวกับสัมผัสวาบหวิว

 

“ห้ามคบกับมันอีก ไม่รู้หรือไงว่ามันคิดไม่ซื่อไม่น่าไว้ใจ”

เมษาธิดายอมถอนใบหน้าและเงยขึ้นสบตาร่างเล็กอย่างคาดคั้น

 

“พี่เมษ์เลิกมองเพื่อนมิ้นท์ในแง่ร้ายสักทีได้ไหม อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยใช้กำลังล่วงเกินมิ้นท์เหมือนที่พี่เมษ์ทำอยู่”

เสียงเล็กสั่นเครือริมฝีปากบางบวมเจ่อจากรอยจูบที่ไร้ความนุ่มนวล ใบหน้าหวานแดงก่ำมีหยดน้ำใสๆไหลลงที่ปลายหางตา เกลียดกิริยาบังคับขู่เข็ญแบบนี้จากคนตรงหน้า

 

“พี่ขอโทษ...หยุดร้องนะคะ”

ใบหน้าคมชะงักอึ้งเมื่อได้สติ ปลอยข้อมือเล็กและเช็ดน้ำตาบนแก้มใสอย่างปลอบโยน

 

“ปล่อย…”

มีนาเรศเบ้ปากเบือนหน้าหนีหายใจฟุดฟิดกลั้นน้ำตา ยกมือขึ้นดันไหล่ของร่างสูง

 

“ไปอาบน้ำนอนได้แล้วนะคะ พรุ่งนี้พี่ไปส่งที่โรงเรียนตอนเช้าแต่สัญญากับพี่ได้ไหมว่าจะไม่กลับบ้านดึกอีก พี่เป็นห่วง”

เมษาธิดาเอ่ยเสียงอ่อนอ้อนวอนเพราะไปรับเองไม่ได้ในเวลาเลิกเรียน

นิ้วมือเรียวปัดเส้นผมบนใบหน้าหวานอย่างอ่อนโยนทะนุถนอม เผยให้เห็นรอยนิ้วมือบนแก้มใสบวกกับริมฝีปากบางบอบช้ำก็ยิ่งนึกโกรธตัวเองที่เป็นต้นเหตุของรอยช้ำพวกนั้น เช็ดซับน้ำตาและจูบลงบนหน้าผากเนียนใสอีกครั้งเป็นการขอโทษก่อนจะลุกออกจากตัว

 

มีนาเรศลุกขึ้นนั่งปาดน้ำตาที่หลงเหลือและวิ่งขึ้นบันไดทันที

 

ดาราสาวผ่อนลมหายใจรู้สึกผิด มองลงที่พื้นก็เห็นสมุดหนังสือจากกระเป๋านักเรียนแผ่กระจัดกระจายไปทั่วด้วยฝีมือของตน จึงก้าวเท้าไปค่อยๆเก็บใส่คืนให้เรียบร้อย ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงระบบสั่นของสมาร์ทโฟนทันสมัยในซอกใดซอกหนึ่งจึงเปิดหาและพบกับสิ่งที่ตนไม่คาดฝัน

 

“ถุงยาง...?”

เมษาธิดาขมวดคิ้วจนเป็นปมงุนงงกับซองสีส้มในกระเป๋า

ริมฝีปากสวยผ่อนลมหายใจสั่นๆแทบไม่อยากคิดว่าน้องสาวมีสิ่งนี้ได้อย่างไรและเคยใช้มันหรือเปล่า

 

หยิบโทรศัพท์ออกมาก็เห็นข้อความก่อนนอนแบบหวานๆจากชายหนุ่มคนนั้นขึ้นอยู่หน้าจอ

มือเรียวกำโทรศัพท์แน่นหัวใจเต้นรัวว้าวุ่นหวาดกลัวกับสิ่งที่ตนไม่รู้ไม่เห็นและไม่ต้องการให้ร่างเล็กเป็นของใครทั้งนั้น รีบลุกขึ้นก้าวเท้าขึ้นบันไดจะเคาะประตูเพื่อคลี่คลายคำถามแต่ก็มือก็ดันมาสั่นขึ้นมาเสียดื้อๆเพราะกลัวคำตอบที่อาจจะได้รับ จึงต้องก้าวถอยหลังและหันหลังกลับเลือกที่จะเชื่อใจคนของตัวเอง

มิ้นท์บอกว่าแค่เพื่อนก็แค่เพื่อนสิจะฟุ้งซ่านคิดมากไปทำไม มันไม่มีอะไรท่องเอาไว้สิ!




 

 

ต้นเดือนเมษายนหลังปิดเทอม

เมษาธิดามาถ่ายละครที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่ง ใบหน้าคมตึงเครียดกลัดกลุ้มเมื่อร่างเล็กกลับบ้านช้าทุกวันและทุกครั้งก็จะมีสาวหล่อมาส่งเสมอ อีกทั้งยังเรื่องจะย้ายไปเรียนเมืองนอกโดยไม่คิดที่จะบอกซักคำ

 

“ถ้าปิดละครเรื่องนี้ ย้ายตามไปจะทันไหมนะ”

ริมฝีปากสวยพึมพำเบาๆ หากยกเลิกงานทั้งหมดหลังละครเรื่องนี้เราจะต้องเสียค่าปรับเท่าไหร่นะ

 

“น้องเมษ์ว่าอะไรนะคะ”

เสียงช่างทำผมดังขึ้น

 

“เอ่อ เมษ์เปล่าค่ะ เสร็จแล้วงั้นเมษ์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”

ดาราสาวยิ้มตอบกลับไปและลุกขึ้นเดินหาห้องน้ำก็เหลือบเห็นใครบางคนเดินคู่กับชายหนุ่มอย่างกระหนุงกระหนิงสนิทสนมกัน  สายตาคมกริบเพ่งมองจนแน่ใจก่อนจะมองดูรอบๆตัวและคว้าหมวกกับแว่นดำมาสวมใส่ สะกดเดินตามไป

 

“เดี๋ยวเราไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ยัยซินดี้กับนิชากำลังจะมา”

มีนาเรศเข้ามานั่งในร้านพิซซ่าและขอตัวเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างมือ ไม่นานนักก็มีคนเข้ามาพร้อมด้วยเสียงล็อคประตู

 

“พี่เมษ์! มาทำอะไรที่นี่?”

ร่างเล็กหันไปมองด้วยความผวาตกใจ ไม่คิดว่าจะเจอพี่สาวที่นี่ อย่าบอกนะว่ากองถ่ายละครที่นิชากับซินดี้อยากมาดูพระเอกเป็นเรื่องเดียวกันกับที่พี่เมษ์เล่นอยู่

 

“มิ้นท์นั้นแหละมาทำอะไรไม่เห็นบอกพี่ แล้วมากับมันทำไม”

ดาราสาวถอดแว่นออกสบตากับร่างเล็กเก็บกดอารมณ์ให้นิ่งแต่ในใจร้อนรุ่มด้วยความหึงหวง ไม่อยากเห็นร่างเล็กกับใครคนอื่นสองต่อสองแบบนี้ ถึงแม้จะบอกว่าเพื่อนแต่สิ่งที่เห็นมันมากเกินกว่า

 

“มิ้นท์มาทำอะไรกับใครจำเป็นด้วยเหรอที่ต้องบอก พี่เมษ์ไม่ใช่ผู้ปกครองมิ้นท์สักหน่อย ถอยไป”

 

“คิดถึงมันมากหรือไงห๊ะ ไม่เห็นหน้ามันวันนึงจะตายเลยหรือไง”

ร่างสูงเอามือทุบฝาสกัดกั้นร่างเล็กไม่ให้หนี ดวงตาคมแข็งกร้าวกัดฟันแน่น ที่เห็นคุยหวานๆกับมันทุกวันคงไม่พอสินะถึงต้องออกมาหามัน

 

“ค่ะคิดถึง คิดถึงมาาาากกก…อย่างน้อยก็ไม่น่าเบื่อเหมือนพี่เมษ์”

เสียงเล็กประชดประชันนิดๆเพราะอีกคนคอยแต่จะหาเรื่องและจับผิดทุกวี่วันจึงทำตัวสนิทสนมกับเพื่อนชาย ทีตัวเองยังสนิทกับคนนู้นคนนี้ได้ ทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้ ต้าก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรสักหน่อย ออกจะนิสัยดี

 

“เลิกคบกับไอ้ต้าคนนั้นได้ไหม พี่ไม่ชอบ”

เมษาธิดาหายใจแรงพูดเสียงรอดไรฟัน กำแว่นในมือแน่นจนได้ยินเสียงแตกหัก

 

“ไม่ชอบก็เรื่องของพี่เมษ์สิเกี่ยวอะไรด้วย แล้วมิ้นท์จะคบใคร ชอบใคร พี่เมษ์ก็ไม่มีสิทธิ์มาห้าม”

 

“ไม่มีสิทธ์เหรอ…? มิ้นท์ไม่แฟร์หนิ…”

ดาราสาวพูดเสียงตัดพ้อแผ่วเบา เจ็บปวดในใจทุกๆครั้งที่ได้ยินคำพูดเชือดเฉือนหัวใจว่าไม่มีสิทธิ์

 

ถ้าพี่ตกลงไม่คบใครที่มิ้นท์ไม่ชอบงั้นมิ้นท์ก็ต้องห้ามคบคนที่พี่ไม่ชอบเหมือนกัน แฟร์ๆโอเคไหมคะ’

 

‘ได้เลยค่ะ สัญญาแล้วนะคะ’

 

“แล้วที่เราเคยเกี่ยวก้อยสัญญามันคืออะไร”

เมษาธิดาเอ่ยถามทวงสิทธิ์

 

“พี่เมษ์พูดเรื่องอะไร ถอยไปนะ”

มีนาเรศขมวดคิ้วไม่เข้าใจยกมือขึ้นดันร่างสูงออกห่างและรีบก้าวเท้าไปทางประตู

 

“งั้นบอกพี่มาสิมิ้นท์ ว่าให้พี่มีใครก็ได้”

เสียงจากคนข้างหลังดังขึ้น ใบหน้าหวานอึ้งตึงชะงักฝีเท้าเพียงครู่แต่ก็ก้าวมันไปอีกครั้งเมื่อพูดไม่ออก

 

“บอกมาสิว่าคำสัญญามันก็แค่ลมปาก

บอกสิว่าพี่เป็นคนที่เปลี่ยนไป  

บอกสิว่าพี่รักมิ้นท์อยู่ฝ่ายเดียว

บอกสิว่าให้พี่รักมิ้นท์ให้น้อยลง…

บอกสิว่าที่ผ่านมาทั้งหมด พี่เป็นคนที่คิดไปเองคนเดียว”

เมษาธิดาเอ่ยเสียงสั่นขึ้นเรื่อยๆกลั้นน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอไม่ให้มันไหลออกมา มองคนที่หันหลังให้ด้วยใจที่ค่อยๆสลายไปเรื่อยๆเมื่ออีกคนไม่พูดอะไรและบิดประตูเปิดเดินออกไปโดยไม่หันมามอง มันทำให้กระจ่างแจ้งแล้วว่าทุกๆอย่างที่ผ่านมาเธอแค่คิดไปเองคนเดียว ปิดกั้นปฏิเสธใครทุกคนที่เข้ามาเพียงเพราะหลงเชื่อคำสัญญาลมๆแล้งๆที่เคยมีให้แก่กัน

 

คนที่เคยบอกห้ามไม่ให้เธอรักใครทั้งนั้นกำลังไปมีใจให้กับคนอื่น

คนที่เคยบอกให้เธอรัก ให้เธอสนใจเขาเพียงคนเดียวแต่ตอนนี้กำลังทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน

คนที่เธอยอมง้อยอมอ่อนให้ทุกครั้ง ยอมทุ่มเทและมอบให้หมดทั้งกายใจแต่ก็ถูกทิ้งขว้างย่ำยีหัวใจราวกับไร้ค่า

คนที่เคยดูแลเอาใจและทำให้เธอยิ้มหัวเราะได้แม้ในวันที่เครียดที่สุดคงไม่มีอีกแล้ว

เหลือเพียงความอึดอัดเบื่อหน่ายรำคาญที่อีกคนแสดงให้เห็นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา


ใบหน้าคมเรียบนิ่งรู้สึกชาๆไปถึงหัวใจราวกับโดนตบและจะไม่ทนอะไรอีกต่อไป

 

 

 

 

=====

100% ค่ะ

ความคิดเห็น