กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตัวปัญหา

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2560 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัวปัญหา
แบบอักษร

ในยามสายของวันเสาร์

 

กรวิกาเริ่มตื่นจากนิทรา ขยับกายเลื่อนมือมากุมศีรษะด้วยความมึนหัวเล็กน้อยก็รู้สึกถึงร่างอุ่นๆของใครบางคนนอนอยู่เคียงข้าง

….ใครกัน...ปีใหม่เหรอ มานอนเตียงเราทำไม?

 

เปลือกตาอันหนักอึ้งค่อยๆลืมขึ้นเพียงนิดหรี่มองใบหน้าที่เห็นได้ไม่ชัดนักเพราะแสงสว่างทำให้แสบระคายเคืองจึงหลับตาลงอีกครั้ง

….น้ากันย์? ฝันอีกแล้วเหรอ  ฮืมได้กอดแบบนี้จริงๆก็ดีสินะ จะกอดไม่ปล่อยเลย

 

ร่างบางขยับกายเข้าไปซุกในอ้อมแขนสูดกลิ่นหอมที่จดจำราวกับตกอยู่ในห้วงของฝันหวาน แต่ก็ต้องย่นจมูกด้วยความผิดหวังเมื่อสัมผัสถึงกลิ่นกายที่แตกต่าง  บวกกับไออุ่นที่รู้สึกสมจริงจนน่าแปลกใจจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เงยหน้าแหงนมองประมวลภาพของคนตรงหน้าและกะพริบตาถี่ๆอย่างด้วยความมึนงง ก่อนจะดันตัวถอยออกเล็กน้อยพร้อมขยี้ตาเพ่งมองใบหน้าสวยคมมีเสน่ห์พิมพ์เดียวกับต้นฉบับ นอนหลับตาพริ้มชั่งดูสงบนิ่งไร้พิษสงรบกวนใจ

….เมษ์?? เมื่อคืนมาค้างบ้านเราเหรอ เวลานิ่งๆแบบนี้แล้วเหมือนจัง...แต่เอ๊ะ  มานอนกับเราทำไม?  ห้องอื่นก็มีตั้งเยอะแยะ

 

ร่างสูงดึงตัวอีกคนกลับมาในอ้อมแขนและกระชับกอดให้แน่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงแรงขยุกขยิก ขยับใบหน้ายื่นจมูกหอมหน้าผากเนียนใสแผ่วเบาตามความเคยชินขณะที่ยังหลับอยู่

 

“หยี!”

กรวิกาเบิกตากว้างผงะใบหน้าตกใจด้วยความขนลุก  จึงรีบดันตัวเองออกห่างและลุกขึ้นมานั่งก็เห็นสถานที่ห้องนอนไม่คุ้นตา ใบหน้าใสขมวดคิ้วเหลือกตาพยายามนึกคิดทบทวนเรื่องเมื่อคืนแต่ความทรงจำสุดท้ายก็คือขึ้นรถกลับบ้าน และภาพของใบหน้าคมเหมือนคนในฝันอุ้มตนเข้ามาในห้องนอนแล้วก็จำอะไรไม่ได้อีก

มือบางจับเสื้อมองดูสภาพของตัวเองด้วยความหวาดผวาที่ไม่ได้อยู่ในชุดเดิม  ริมฝีปากบางเผยค้างผ่อนลมหายใจแรงเมื่อหันมองอีกคนที่อยู่ในชุดเดียวกันก่อนจะหลับตาปี๋ และตะโกนแหกปากกรีดร้องจนสุดเสียงราวกับฝันร้าย

 

“อ้าาา!!!!! ไอ้เมษ์!!! ไอ้บ้า!!! ตื่นเดี๋ยวนี้นะ!!”

มือบางคว้าหมอนมาได้ก็ฟาดดัง ป้าบ! ลงบนหน้าของคนหลับใหลเข้าเต็มแรงโดยไม่ยั้งมือ

 

“อ้าาาา!!!!”

เมษาธิดาสะดุ้งตื่นลืมตา กระเด้งขึ้นมานั่งแหกปากร้องไปตามๆกันด้วยความตกใจ เกิดอะไรขึ้น!?

 

ป้าบ! ป้าบ! ผว๊ะ!

 

“เดี๋ยว..หยุดก่อน..พี่!??”

ใบหน้าคมเหลอหลาเซ่อนอน  ขมวดคิ้วจนเป็นปมและหันมองคนที่เอาแต่ฟาดหมอนใส่ศีรษะตนไม่หยุด  จึงรีบคว้าหมอนยึดมาจากมือบางทันที  แต่ก็ดันถูกกำปั้นน้อยทุบรัวๆลงมาบนหัวไหล่ไม่ยั้ง

 

“โอ๊ย อะไรเนี่ยพี่!? ผีเข้าหรือไง!?”

ดาราสาวกระชากข้อมือบางจนแน่นทั้งสองข้างด้วยอารมณ์ที่เริ่มโมโหเพราะยังง่วงอยู่  หรี่ตาจ้องหน้าตั้งคำถามอย่างไม่พอใจ

 

“เธอสิผีเข้า ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้ห๊า!?”

กรวิกายื้อยักอยากจะตีให้หายแค้น พยายามสะบัดข้อมือออกแต่ก็ไม่หลุด  จึงจ้องใบหน้าคมสวยด้วยความผิดหวังแทบอยากจะร้องไห้

 

“พี่พูดเรื่องอะไร เมษ์งงไปหมดแล้ว”

ดาราสาวขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจและปล่อยข้อมือบางเมื่อรู้ตัวว่าคงจะบีบแรงเกินไปเพราะเห็นใบหน้าเหยเก  

 

“ไม่ต้องมาตีหน้าเซ่อ เธอมันฉวยโอกาส…นี่แน่ะ!”

กรวิกาพูดเสียงลอดไรฟัน  ส่งมือหยิกร่างสูงตรงนั้นตรงนี้อย่างเจ็บใจ เห็นมาตั้งแต่เด็กๆไม่น่าไปไว้ใจเลย

 

“โอ๊ย...พูดให้รู้เรื่องก่อนได้ไหม ฉวยโอกาสอะไร”

ดาราสาวยกมือขึ้นป้องกันตัวเองเต็มที่  ตื่นมาก็อาละวาดอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวก็ทำแบบเมื่อคืนนี้ซะเลยนี่

 

“ยังจะมาถามอีก ที่นี่ที่ไหน? แล้วทำไมพี่ถึง...อยู่ในสภาพนี้!?”

ร่างบางเปล่งเสียงงอแงพร้อมกุมเสื้อนอนที่ตัวใหญ่จนหลวมสำหรับตนเข้าหากันด้วยความรู้สึกหวือหวาเพราะเหลืออยู่แค่ 2 ชิ้น อย่าบอกนะว่าโรงแรมอ่ะ

 

“ฮึ! จำไม่ได้เลยเหรอ?”

เมษาธิดาเผยยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อจับใจความได้ว่าร่างบางเป็นอะไร จึงแกล้งส่งสายตายียวนมองราวกับจะทะลุเสื้อผ้า

 

“นี่! อย่ามามองแบบนี้นะ พูดมาเดี๋ยวนี้”

กรวิกาตวาดเสียงแข็ง ใจสั่นขึ้นมานิดๆเมื่อเจอสายตาลวนลามจึงรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมตัวให้มิดชิด

 

“หึหึ...ไม่บอก จะนอน เพลีย”

ร่างสูงยักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้และทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้  โถ...ดูพี่แกเป็นดิ ถามดีๆซะตั้งแต่แรกก็รู้เรื่องไปตั้งนานละ เฮ้อ...เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ตั้งเกือบเช้าแน่ะ

 

“นี่! พูดแบบนี้หมายความว่าไง...บอกมาเดี๋ยวนี้นะไอ้เมษ์!”

ใบหน้าใสอึ้งตึงเมื่อได้ยินคำพูดกำกวม มือบางตีแขนร่างสูงแรงๆดัง เพี๊ยะ! ไปหนึ่งที แล้วดึงใบหูอีกคนให้หันกลับมาอย่างร้อนรนใจ

 

“โอ๊ย...ปล่อย..บอกแล้วๆ”

 

 

 

~~~~ ประมาณ 6 ชั่วโมงที่แล้ว ~~~~

 

‘พี่ลูกกวาง...พี่เมาแล้วนะคะ’

เมษาธิดาผ่อนลมหายใจแรงอย่างหมดความอดทน ก่อนจะกัดฟันอุ้มร่างเบาหวิวโยนลงบนเตียงนุ่มอย่างไม่ปราณี

 

‘พูดไม่รู้เรื่องแล้วใช่ไหม บอกให้นอน!’

ฝ่ามือเรียวจับร่างบางกดลงแล้วดึงผ้าห่มมาห่อม้วนคนขาดสติและดันตัวให้กลิ้งหมุนๆจนสุดผืน

 

“ฮะๆฮ่าๆ”

ริมฝีปากสวยเผยยิ้มหัวเราะขำขันมองดูร่างบางดิ้นดึ๋ยๆกระดึ๊บๆเหมือนหนอน  ไม่ต่างจากร่างเล็กที่ตนเคยแกล้งมาแล้วแบบนี้

 

‘ฮือ...ปล่อยนะ...ฮืด..ฮึ๊ก!...จาอ้วก’

ร่างบางชักสีหน้าพะอืดพะอมเพราะถูกจับให้กลิ้งอยู่หลายตลบจนมึนเวียนศีรษะ

 

‘ห๊ะ! อ้วกเลยเหรอ หวาย...เดี๋ยวก่อน!’

ร่างสูงลุกลี้ลุกลนรีบอุ้มคนถูกม้วนตัวเป็นมัมมี่เอาไปวางหน้าชักโครกแทบไม่ทัน พยายามงัดแขนบางออกจากผ้าห่มให้ได้ช่วยเหลือตัวเองเพราะพอได้เห็นอีกคนอาเจียนก็พลอยจะอ้วกตามไปด้วย

 

‘ฮืด...ไม่ไหวละ อุ๊...’

เมษาธิดาเอามือปิดปากและวิ่งออกจากห้องน้ำไปอาเจียนในครัวด้วยความคลื่นไส้ โอย...ไม่ไหว อยู่กับพี่ใหม่ก็เป็นแบบนี้ตลอดเลยหรือเปล่าเนี่ย

 

ร่างสูงนั่งลงที่พื้นหลับตาพยายามปรับอาการของตัวเองให้หายเป็นปรกติอยู่สักพักก็ลุกขึ้นหาน้ำมาดื่ม ก่อนจะกลับไปเช็คร่างบางก็เห็นเมาหลับอยู่คาโถส้วม

 

‘โอ้โห...หมดสภาพจริงๆเล้ยคุณหนูไฮโซพันล้าน’

ดาราสาวส่ายหน้ายิ้มบางๆ  อุ้มร่างบางไปวางบนเตียงนุ่ม คลี่ผ้าห่มให้นอนสบายๆแล้วเข้าห้องน้ำจัดการชำระร่างกายตัวเองตามความตั้งใจ

 

สักพักร่างสูงก็ก้าวเท้าออกจากห้องน้ำเห็นร่างบางนอนคว่ำกายบนเตียงนุ่ม ผ้าห่มที่เคยปกคลุมนั้นไหลไปอยู่ที่ปลายเท้า เผยแผ่นหลังขาวเนียนใสเปล่าเปลือยเหลือเพียงแพนตี้ตัวจิ๋วสีชมพูอ่อนปกปิด   เหลือบมองข้างเตียงก็เห็นชั้นในสีชมพูสวยกองอยู่ที่พื้น

 

เมษาธิดายกมือขึ้นเกาหัวแกร๊กๆ และเดินไปหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปส่งข้อความหาพี่สาว

 

[(‘ดูเพื่อนพี่ดิ เมาแล้วแก้ผ้าอ่ะ ให้ทำไง?’)]

 

ร่างสูงเริ่มหาวนอนขณะที่ก้มลงหยิบชุดของร่างบางกองอยู่บนพื้นหน้าโซฟามาแขวนเก็บให้เรียบร้อย  ก้าวเท้าเข้าไปในห้องโล่งกว้างที่มีเสื้อผ้าสำรองอยู่ไม่มากนักเพราะยังไม่มีเวลาขนเสื้อผ้ามาเก็บไว้  สักพักก็ได้ยินเสียงข้อความตอบกลับมา

 

[(‘อยู่ไหนกันอ่ะ ทำไมไม่เอาไปส่งบ้านจะได้ไม่ต้องดูแล’)]

 

[(‘อยู่คอนโดเมษ์เองแหละ ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังนะ’)]

เมษาธิดาตอบกลับไปและหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ตามปรกติ

 

[(‘งั้นก็เอาผ้ามาชุบน้ำเช็ดตัว ลบหน้าให้นางหน่อย ใส่เสื้อนอนง่ายๆ แป๊บเดียว’)]

 

[(‘โอเคทำได้ กู๊ดไนต์นะคะ’)]

 

[(‘อืม ฝันดีค่ะ’)]

 

เมษาธิดาเลิกคิ้วผ่อนลมหายใจยาว นำผ้าชุบน้ำไปทางร่างบางแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อนึกได้

อ้าว...เช็ดไงอ่ะ พลิกตัวก็เห็นหมดดิ อุ๊ย ไม่ได้เดี๋ยวสายตาเสีย  กลัวฝันร้ายเห็นไม้กระดานลอยมาฟาดหน้า

 

 

“หึ๋ย...ไอ้เมษ์! หุบปากไปเลยนะ!”

กรวิกาพูดแทรกขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำครหาว่ากล่าวตำหนิ  มือบางเลื่อนไปบีบคอร่างสูงและเขย่าไปมาอย่างเหลือทนในความกวนประสาท

 

“ก็มันไม่มีอะไรให้ดูจริงๆอ่ะ ขนาดพลิกแล้วยังไม่รู้เลยว่าข้างหน้าหรือข้างหลัง ฮ่าๆๆ…อะแฮะๆ...หาย..ใจ..ไม่..ออก…ไม่ให้เอ่าแอ้วใอ้ไอ๊(ไม่ให้เล่าแล้วใช่ไหม)”

ดาราสาวพูดแหย่เล่นไม่เลิกส่งผลอีกคนบีบคอแรงขึ้นเรื่อยๆจนแทบพูดไม่ออก ยกฝ่ามือขึ้นตีมือบางรัวๆพยายามจะให้ปล่อย

 

“แล้วไงอีกเล่ามาให้หมด”

กรวิกาแยกเขี้ยวใส่แต่ก็ยอมปล่อย แอบนึกโล่งอกโล่งใจอยู่ไม่น้อยที่ร่างสูงไม่ได้มือไวใจเร็วอย่างที่คิด ถึงจะเห็นอะไรไปบ้างแต่ก็ไม่ถือสา  ไม่ได้เป็นคนซีเรียสหวงตัวกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เพราะไหนๆก็เห็นไส้เห็นพุงกันมาตั้งแต่เด็กๆอยู่แล้ว

 

“เฮือก!! แฮกๆ...เมษ์ก็จะพยายามเช็ดตัวให้พี่นั้นแหละ แต่พี่อ่ะ! ทั้งดิ้นทั้งทีบ กว่าจะใส่เสื้อให้ได้อีก ไม่เห็นมันจะง่ายๆแป๊บเดียวเหมือนที่พี่ใหม่บอกเลย เช็ดตัวให้พระเอกตัวใหญ่ๆในละครยังง่ายกว่าอีก”

 

“ก็แล้วทำไมไม่ไปส่งพี่ที่บ้านก่อนเล่า”

 

“ก็คอนโดมันอยู่ใกล้ๆพอดี ขับแค่ 5 นาทีก็ถึง กะว่าจะมาอาบน้ำแค่แป๊บเดียว เพราะพี่นั้นแหละเสียเวลาไปตั้งเยอะเลยต้องนอนที่นี่ แถมยังต้องมาเจ็บตัวฟรีอีก ได้นอนก็แป๊บเดียว”

เมษาธิดาตอบเสียงเรียบและเริ่มเบ้ปากบ่นอุ๊บอิ๊บไปเรื่อยด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ตื่นมาก็ฟาดงวงฟาดงาซะตกอกตกใจ เมื่อคืนพอจะใส่เสื้อให้อยู่ดีๆก็ถีบเราซะจนจุก ฮึ่ม!

 

“เออๆๆ ขอโทษๆ”

 

“เอ๊ะ หรือว่าแอบผิดหวัง? ไม่เป็นไรนะตัวเอง...ตอนนี้ก็ยังทัน”

ร่างสูงยิ้มทะเล้น อ้าแขนทำท่าจะโอบกอดคนข้างๆ

 

“หึ๋ย! ไอ้บ้าไปไกลๆเลยนะ”

ร่างบางเหยียดแขนตรงประทับฝ่ามือบนใบหน้าคมสวยและดันเอาไว้

 

“แหม...ทีเมื่อคืนยังแก้ผ้ายั่วเค้าอยู่เลย”

ดาราสาวเล่นหูเล่นตาลากเสียงอ่อนเสียงหวานยียวนเย้าแหย่

 

“ไอ้เมษ์! หุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะถ้าไม่อยากตาย”

กรวิกาถลึงตาใส่แยกเขี้ยวอยากจะหักคออีกคนให้รู้แล้วรู้รอด อยู่ด้วยแล้วประสาทจะกิน

 

“ฮะๆ...อีกครึ่งชั่วโมงปลุกเมษ์ด้วยนะ มีนัดตอน 11 โมงห้าววว….”

เมษาธิดามองเข็มนาฬิกาบอกเวลา 9 โมงครึ่งพอดี จึงดึงผ้าห่มจากร่างบางมากอดและทิ้งตัวลงนอนหลับต่ออย่างง่ายดาย

 

“หึหึ ยัยขี้เซาเอ๊ย”

กรวิกาชะโงกหน้าก้มมองใบหน้าคมสวย ก่อนจะยิ้มบางๆและดีดนิ้วชี้ใส่หน้าผากขาวเนียนอย่างเอ็นดู

 

ร่างบางก้าวเท้าลงจากเตียงเข้าห้องน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น เปิดประตูเข้าไปในห้องแต่งตัวกวาดตามองรอบๆก็เห็นชุดเก่าของตนแขวนอยู่อย่างเรียบร้อยจึงหยิบมาสวมใส่  แล้วเดินสำรวจพื้นที่นอกห้องนอนก็เห็นห่ออะไรบางอย่างวางอยู่ที่โต๊ะอาหารจึงเปิดดู

 

เป็นกล่องข้าวสีฟ้าลายการ์ตูนน่ารัก เปิดฝากล่องดูภายในก็เห็นข้าวผัดห่อไข่หอมฉุยยั่วน้ำลายน่าทาน ตกแต่งโรยหน้าอย่างประณีตบรรจงราวกับผลงานศิลปะ  มะเขือเทศและแตงกวาหั่นเป็นชิ้นบางๆถูกจัดเรียงซ้อนกันอย่างสวยงามเป็นรูปปูด้านล่าง ส่วนด้านบนมีกุ้งสองตัวชิ้นใหญ่ถูกต่อตัวเข้าหากันเป็นรูปหัวใจอยู่ในระหว่างก้ามปู ดูมุ้งมิ้งน่ารักแปลกตาไม่เหมือนข้าวผัดธรรมดา

 

“โอ้โห แฟนคลับที่ไหนฝากแม่บ้านเอามาให้เนี่ย ขอกินก่อนเลยแล้วกันนะ หิว”

กรวิกาไม่รอช้าหยิบช้อนหยิบซ่อมมาจัดการทานอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดเกลี้ยง

 

“ฮึ่ม อิ่ม ฝีมืออร่อยเหมือนเคยกินเลย ไปซื้อร้านไหนมานะ”

ร่างบางนั่งลูบท้องตัวเองอย่างอิ่มแปล้ และนำกล่องข้าวไปทิ้งถังขยะโดยไม่คิดที่จะเก็บหรือใช้ใหม่  ก่อนจะเข้าไปปลุกร่างสูงตามเวลาที่บอกไว้

 

“ไอ้เมษ์! ตื่น!”

 

ป้าบ!

 

“อ้า!!”




 

เวลาตกเย็น ณ สถานที่ฟิตเนสใกล้บ้าน

2 แม่ลูกในชุดออกกำลังกายเสื้อสีขาวกางเกงสีดำ รวบมัดผมยาวไว้ข้างหลังเหมือนกันเป๊ะ กำลังวอร์มอัพร่างกายยืดเส้นยืดสายตามเสต็ป

 

“เมษ์ วันนี้เห็นน้องบ้างหรือเปล่า?”

กันยารัฐต์ถามเสียงเรียบขณะที่ก้มลงเอานิ้วมือแตะปลายเท้า

 

“ไม่เห็นนี่คะคุณแม่ วันนี้เมษ์ยังไม่ได้เข้าบ้านเลย ทำไมเหรอคะ”

เมษาธิดายิ้มตอบไปตามความจริง เงยหน้ามองมารดาแล้วยกแขนขึ้นตรงเอนตัวไปด้านซ้าย

 

“ไม่มีอะไรหรอก แม่ก็ถามไปอย่างนั้นแหละ”

ใบหน้าคมเรียบนิ่งแต่ในใจนั้นกังวลวุ่นวายอยู่ไม่น้อย ไม่ได้ไปหาน้องเมษ์แล้วไปไหนมานะ เป็นสาวแล้วซะด้วยสิ สงสัยต้องคอยจับตามองบ้างแล้ว จะดื้อเงียบเหมือนปีใหม่หรือเปล่าเนี่ย

 

“เอ้อ...คืนนี้พี่ลูกกวางจะกลับอังกฤษ ถ้าคุณแม่ไปส่งก่อนขึ้นเครื่องคงจะดีใจนะคะ”

ดาราสาวเอ่ยขึ้นเมื่อนึกได้

 

“หืม? แม่น่ะเหรอ? เราอยากไปส่งพี่เขาแต่หาเพื่อนไปก็ว่ามาเถอะ เป็นข่าวกันแทบจะทุกวันอยู่แล้วนี่”

กันยารัฐต์เลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้างแซวลูกสาวด้วยแววตาและรอยยิ้มล้อเลียน เมื่อเช้าก็เห็นขึ้นหน้าหนึ่งจูงมือถือแขนกันอยู่  คงจะชอบกันจริงๆซะแล้วมั้งคู่นี้

 

“อูยยย...ไม่ใช่เลยค่ะคุณแม่ เมษ์ไม่ได้อยากอายุสั้นนะคะ  ขนาดเมื่อเช้ายังบีบคอเมษ์อยู่เลย”

เมษาธิดากดเสียงต่ำรีบปฏิเสธแก้ตัวด้วยสีหน้าแอบเหวอนิดๆ นี่คุณแม่ก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอเนี่ย!

 

“เหรอ??? แล้วไปแกล้งอะไรพี่เขาหละ?”

กันยารัฐต์ลากเสียงยาวและยิงคำถามอย่างรู้นิสัยลูกสาว

 

“ไม่ได้ทำไรเลยค่ะ เมษ์ก็นอนอยู่ของเมษ์เฉยๆ พี่ลูกกวางเอะอะก็ใช้ความรุนแรง เมษ์นี่ช้ำไปหมดแล้วนะคะคุณแม่”

ดาราสาวพูดเสียงฉอเลาะด้วยท่าทางออดอ้อนเหมือนอยากฟ้องให้มารดาปลอบใจ

 

“เหรอ??? แม่ไม่เชื่อหรอก เราน่ะชอบไปแหย่เขาก่อน”

กันยารัฐต์ส่งนิ้วชี้จิ้มหน้าผากลูกสาวอย่างหมั่นไส้

 

“จริงๆนะคะคุณแม่”

เมษาธิดามุ่ยหน้ากระตุกแขนมารดาคะยั้นคะยออยากให้เชื่อ

 

“หึๆชอบพี่เขาหรือเปล่าเรา?”

ใบหน้าคมกระตุกยิ้มหัวเราะในลำคอชอบใจเมื่อเห็นอาการของลูกสาว จึงแซวต่ออย่างขำขัน

 

“คุณแม่อ่ะ! ไปดีกว่า...”

ดาราสาวเปล่งเสียงงอนงอแงเมื่อมารดากำลังจงใจแกล้ง  เม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรงและหันตัวเดินหนีเข้าห้องโยคะ ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งแซวไม่พูดดีกว่า

 

“อึหึหึ…เฮ้องอนซะแล้ว”

กันยารัฐต์ยิ้มส่ายหน้าและเดินตามเข้าไป




 

ในวันเปิดเทอมภาคเรียนที่สอง

กันยารัฐต์ขับรถแวะมาส่งลูกสาวคนเล็กที่โรงเรียนตามเวลาปรกติ  ใบหน้าคมตึงเครียดเล็กน้อยแอบถอนหายใจเบาๆอยู่หลายรอบ นึกคิดไตร่ตรองว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องคุยเรื่องเพศสัมพันธ์เพราะลูกคนนี้ค่อนข้างจะอ่อนโลกเหมือนไข่ในหิน ไม่อยากทำลายความเป็นเด็กน่ารักสดใสของเขา ต่างจากอีกสองคนที่ต้องจับมานั่งคุยตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่นแสบซ่าไปตามๆกัน

 

คุย…เพราะถ้าเกิดแอบมีแฟนขึ้นมาจริงๆแล้วไม่รู้จักป้องกันจะลำบาก

ไม่ต้องคุย...น้องมิ้นท์เป็นเด็กชอบอยู่แต่บ้าน ไม่เคยหนีเที่ยวหรือไปไหนคนเดียว

แต่...เมื่อวานก่อนเราไปส่งที่คอนโดทำไมถึงไม่ได้ขึ้นไปหาน้องเมษ์หละ?

 

สายตาคมชำเลืองมองลูกสาวแล้วก็ต้องผ่อนลมหายใจยาวอีกครั้ง พยายามทำใจยอมรับว่าลูกแหง่ของตนนั้นโตแล้ว

 

“ขอบคุณนะคะ คุณแม่”

มีนาเรศถอดเข็มขัดเมื่อถึงโรงเรียน  ยื่นใบหน้าส่งจมูกไปหอมแก้มมารดาเหมือนทุกครั้งก่อนลงจากรถ

 

“น้องมิ้นท์เดี๋ยวก่อนลูก”

 

“คะคุณแม่?”

 

“แม่อยากให้หนูพกไว้ รู้ไหมคะว่าคืออะไร”

ใบหน้าคมเรียบนิ่งสบตาร่างเล็กอย่างชั่งอกชั่งใจก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างยื่นในลูกสาว

 

“หมากฝรั่งเหรอคะคุณแม่”

มีนาเรศเอ่ยถามเสียงใสเมื่อรับซองสีส้มๆเป็นแผงติดกันสองชิ้นจากมารดา

 

“......”

กันยารัฐต์แทบอยากจะเอาหัวชนฝาเมื่อเห็นสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ อยากจะถอยหลังตั้งหลักเพราะรู้สึกเหมือนกำลังทำลายความไร้เดียงสาของลูกสาวยังไงยังงั้น

 

ไม่ได้สิ! เพื่ออนาคตความปลอดภัยและอนามัยของลูกจะถอยตอนนี้ไม่ได้ เราต้องฉีดวัคซีนให้เขามีภูมิต้านทานเป็นเกราะป้องกันที่จะออกไปเผชิญกับโลกภายนอกได้

 

“ถุงยางอนามัย”

ใบหน้าคมเรียบนิ่งสูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ ตั้งสติให้หนักแน่นมั่นคงก่อนจะบอกลูกสาวเสียงเรียบ

 

“อี๋!! คุณแม่ให้มิ้นท์ทำไมคะ?”

ใบหน้าหวานแสดงอาการรังเกียจขยะแขยงแทบไม่อยากจะจับ จึงรีบวางลงทันทีและเงยหน้าสบตามารดาอย่างตั้งคำถาม นี่คุณแม่อำเล่นใช่ไหมเนี่ย!

 

“แม่อยากให้น้องมิ้นท์พกติดกระเป๋าไว้นะคะ เอาไว้ตรงซอกไหนก็ได้  หนูโตแล้วควรจะรู้จักวิธีป้องกันโรคและเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย แม่ไม่ได้บ้าลามกหรือชี้โพรงให้กระรอกนะคะ  การรักนวลสงวนตัวก็ยังสำคัญอยู่และควรจะรอให้ถึงเวลาที่หนูพร้อมจริงๆ เพราะพระเอกของหนูอาจจะไม่รักจริงเหมือนในละคร เราเป็นผู้หญิงมีแต่จะเสียกับเสีย ถ้าเกิดท้องก่อนวัยอันควรน้องมิ้นท์ก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆหลายอย่าง  แม่ไม่อยากเห็นน้องมิ้นท์เศร้าผิดหวังเสียใจถ้าทำอะไรพลาดลงไป และแม่ก็เชื่อว่าน้องมิ้นท์ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แม่ไม่อยากให้น้องมิ้นท์เห็นแม่เป็นคนอื่นที่ไม่ควรเปิดใจคุยด้วย ยังไงแม่ก็จะรับฟังและพร้อมที่จะอยู่ข้างหนูเสมอ”

กันยารัฐต์สาธยายยาวเหยียดสบตาลูกสาวอย่างจริงใจ

 

“......”

 

“มีอะไรอยากจะถามแม่ไหมคะ”

ใบหน้าคมเอ่ยถามร่างเล็กที่นั่งนิ่งเงียบกริบเหมือนเครื่องคอมกำลังค้าง ตายแล้วจะพังหรือเปล่าเนี่ย...น้องเมษ์ว่าเหวอแล้วคนนี้ค้างเลย คงต้องให้เวลาเขาซึมซับหน่อย  เดี๋ยวก็คงเปิดใจกับเราเอง แล้วเราค่อยพูดค่อยซึมจนเขาชินและไม่อายที่จะขอคำปรึกษาจากเรา

 

“เอ่อ...ไม่..ไม่มีค่ะ”

ใบหน้าหวานอึ้งตึงอ้ำอึ้ง  หัวสมองตันทึบคิดอะไรไม่ออกกับข้อมูลที่ได้รับจากมารดาเพราะแทบไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงเรื่องพวกนี้ เพศสัมพันธ์? ป้องกันโรค!? ท้อง!!?...น่ากลัวอ่ะ

 

“ถ้ามีก็ถามได้นะ ตั้งใจเรียนนะคะคนเก่งของแม่”

กันยารัฐต์กระตุกยิ้มบางๆ ส่งมือลูบศีรษะลูกสาวและดันให้เข้ามาหาพร้อมยื่นใบหน้าจูบหน้าผากเนียนใสอย่างรักใคร่อ่อนโยน

 

“อ่ะ ใส่กระเป๋าไว้”

มือเรียวหยิบซองสีส้มที่วางอยู่ยื่นให้ใหม่อย่างเบาใจขึ้นมาบ้างที่ได้ปูทางให้เขาพร้อมเมื่อถึงเวลา  เพราะเมื่อไหร่เขาก้าวเท้าออกจากสายตาก็ไม่อาจรู้ว่าเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าเขาเป็นแบบไหนเวลาที่ไม่มีเรายืนอยู่ตรงนั้น แต่อย่างน้อยก็ได้ให้ข้อคิดถึงผลที่อาจจะตามมา จะฟังหรือไม่ฟังก็ขอให้ปลอดภัยไว้ก่อน

 

“ค่ะ”

ริมฝีปากบางอมยิ้มเมื่อได้รับความรักอยู่เหมือนเดิมเพราะเคยแอบหวั่นว่าถ้าโตแล้วคุณแม่จะห่างเหิน และไม่กอดไม่หอมตนเหมือนเก่า มือบางรับซองสีส้มมาใส่กระเป๋านักเรียนไว้ตามคำบอกโดยไม่คัดค้าน ก่อนจะยิ้มขำเบาๆ

 

“หัวเราะอะไร?”

 

“คุณแม่นี่ hard core จังเลยนะคะ มิน่าถึงได้เอาพี่ใหม่กับพี่เมษ์จนอยู่หมัด พี่ลูกกวางด้วย ฮ่าๆๆ”

มีนาเรศพูดปนหัวเราะเสียงใส หายเกร็งผ่อนคลายและเห็นเป็นเรื่องตลก

 

“หึหึหึ ไปได้แล้วเดี๋ยวเลิกเรียนแม่มารับไปกินไอติม”

ใบหน้าคมยิ้มบางๆอย่างอุ่นใจที่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสน่ารักเช่นเคย

 

“เย้! งั้นมิ้นท์จะรอที่เดิมนะคะ ฟอด! บ๊ายบาย”

มีนาเรศยื่นใบหน้าหอมแก้มมารดาฟอดใหญ่และลงจากรถโบกมือลาด้วยรอยยิ้ม  คุณแม่น่ารักที่สุดเลย เจ๋งดีด้วย เรานี่โชคดีจัง วะฮะๆ




 

หลายวันผ่านไป

มีนาเรศนั่งทำการบ้านอ่านหนังสืออยู่ในห้องของตัวเองอย่างจดจ่อทุกวันเมื่อกลับมาถึงบ้าน  หันมาสนใจตั้งใจเรียนมากขึ้นเพื่อไม่ให้ตัวเองมีเวลาไปคิดถึงใครบางคน แต่จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีใครอยู่ข้างหลังจึงเหลียวมองด้วยความสะดุ้ง

 

“การบ้านยากไหมคะ ให้พี่ช่วยติวให้ไหม”

เมษาธิดาถามเสียงอ่อนอย่างอ่อนใจ ไม่รู้ว่าร่างเล็กโกรธตนเรื่องอะไรอยู่ถึงได้ทำตัวเย็นชาไม่เข้ามาอ้อนมากอดจนเกือบอาทิตย์  งอนนานไปไหมอ่ะ คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว

 

“พี่เมษ์! เข้ามาทำไมคะ ออกไปเลยนะ!”

มีนาเรศออกปากไล่ทันที ลุกจากเก้าอี้ไปเปิดประตูห้องเชิญอีกคนให้ออกไป

 

“มิ้นท์...ดีกันนะคะ พี่ขอโทษที่พี่ไม่ได้บอกว่าจะค้างคอนโดเพราะมันดึกมากแล้ว พี่ไม่อยากให้มิ้นท์ตื่นนะคะ”

ใบหน้าคมจ๋อยลงทันที  พยายามอธิบายสิ่งเดียวที่คิดได้ว่าร่างเล็กงอนเรื่องอะไร ยกนิ้วก้อยขึ้นพยายามที่จะง้อแล้วง้ออีกมาหลายวัน แต่ก็ไม่มีวี่แววที่ร่างเล็กจะอ่อนลงบ้าง

 

“ช่างมันเถอะค่ะ ออกไปได้แล้ว”

มีนาเรศตอบเสียงเรียบ เหลือบสายตามองไปทางอื่นแทบไม่อยากจะเห็นหน้า

 

“มิ้นท์คะ ให้พี่ทำยังไงอ่ะ มิ้นท์ถึงจะหายโกรธ”

ดาราสาวใจแป้วทันทีที่ถูกเมินใส่ จึงดึงร่างเล็กเข้ามากอดอย่างหมดหนทาง เมื่อไหร่จะกลับมาน่ารักสักทีนะ

 

“พี่เมษ์ ปล่อยนะคะ”

ร่างเล็กดิ้นรนพยายามจะดันตัวพี่สาวออกห่างแต่ก็ทำได้แค่หันตัวหนี

 

“ไม่ปล่อย หายงอนก่อนสิหรือบอกมาก็ได้ว่างอนเรื่องอะไร”

ดาราสาวยืนกอดร่างเล็กจากด้านหลังเอาไว้แน่น เกยคางบนไหล่มนและฉวยโอกาสสูดกลิ่นหอมจากเส้นผมหนานุ่มเข้าปอดเบาๆ

 

“ไม่ได้งอนอะไรทั้งนั้น ปล่อยเดี๋ยวนี้”

มีนาเรศตอบเสียงแข็งอย่างหงุดหงิดและอึดอัด พยายามเอียงคอหนีลมหายใจอุ่นๆข้างๆใบหู

 

“ทำไม? เดี๋ยวนี้กอดไม่ได้แล้วเหรอ หืม?”

ใบหน้าคมสวยยื่นจมูกหอมแก้มเนียนใสอย่างอดใจไม่ไหว

 

“ฮือ...ปล่อยนะ มิ้นท์โตแล้ว”

ใบหน้าหวานเปล่งเสียงงอแงขัดใจ ยิ่งพยายามดิ้นก็ยิ่งถูกรัดแน่นขึ้นจึงยอมหยุดนิ่งด้วยสีหน้าบึ้งตึง

 

“เหรอ โตแล้วเหรอคะ ไหนดูซิโตแค่ไหนแล้ว”

ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์  เกี่ยวนิ้วชี้ดึงคอเสื้อตัวสวยแล้วก้มลงมองดูเนินหน้าอกขาวใสขนาดพอดี อืม...ซ่อนรูปเหมือนกันนะเนี่ย

 

“พี่เมษ์!!”

ใบหน้าหวานเบิกตากว้างรีบยกมือขึ้นมาปิดคอเสื้อโดยสัญชาตญาณ

 

“ฮึ้ม โตแล้วจริงๆด้วย”

ใบหน้าคมสวยอมยิ้มด้วยสายตายียวนเย้าแหย่และยื่นปลายจมูกหอมแก้มใสอีกครั้งอย่างได้ใจ

 

“นี่แน่ะ!”

 

“โอ๊ย!!”

เมษาธิดาร้องเสียงหลงเมื่อถูกคนตัวเล็กกระทืบลงบนเท้าเข้าเต็มๆ ใบหน้าคมเหยเกยกเท้าขึ้นมากุมโดยอัตโนมัติ

 

มีนาเรศไม่รอช้า ผลักร่างสูงออกไปนอกห้องทันทีที่ได้โอกาสโดยไม่สนใจว่าอีกคนจะล้มท่าไหน  รีบปิดประตูกดปุ่มล็อคก่อนที่พี่สาวจะได้ตั้งหลัก

 

“คนบ้า!”

ริมฝีปากบางหายใจแรง กระโดดทิ้งตัวลงบนที่นอนกอดหมอนด้วยอารมณ์เศร้าหงุดหงิดและปวดใจในเวลาเดียวกัน มันไม่ง่ายเลยที่จะต้องเผชิญหน้ากันทุกๆวันในขณะที่ตนพยายามตัดใจ ใบหน้าหวานกระตุกคิ้วพยายามนึกคิดว่าควรทำอย่างไรถึงจะเจอหน้ากันน้อยที่สุด




เวลาค่ำคืน

มีนาเรศเข้ามานอนในห้องของมารดาอีกครั้ง  ยืนลังเลมองมารดาทาครีมอยู่สักพักก็กล่าวความในใจออกไป

 

“คุณแม่คะ มิ้นท์อยากเรียนพิเศษ”

 

“หืม? เรียนพิเศษ?”

กันยารัฐต์เลิกคิ้วแปลกใจ หันหน้ามองลูกสาวแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

 

“มันแพงไหมคะคุณแม่?”

ร่างเล็กถามเสียงอ่อนไม่อยากรบกวน

 

“หึหึ เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหา จู่ๆคิดยังไงถึงอยากเรียนคะ?”

กันยารัฐต์ลุกขึ้นไปนั่งคุยที่เตียง สบตาร่างเล็กอย่างประหลาดใจ

 

“ก็...มิ้นท์อยากได้คะแนนดีๆบ้าง ให้คุณแม่ชื่นใจไงคะ”

มีนาเรศอ้อมแอ้มตอบเสียงเบาและซบลงบนตักแอบอ้อนนิดๆ

 

“แล้วจะเรียนวันไหน ติววิชาอะไร”

ใบหน้าคมเอ่ยถามขณะที่เลื่อนมือลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน

 

“เรียนทุกวันเลยก็ได้ค่ะ เอาทุกวิชาเลย”

ร่างเล็กนึกคิดเพียงครู่ก่อนตอบออกไป

 

“ก็ได้ตามใจ แต่จะไหวเหรอคะ แม่ไม่อยากได้คะแนนดีแต่ลูกสาวแม่เป็นบ้าเพราะเรียนหนักจนเกินไปนะ เอาแค่ศุกร์เสาร์ดีกว่าไหม วันอาทิตย์หนูก็พักทำอย่างอื่น จะได้ไม่เครียด”

ผู้เป็นแม่ออกความคิดเห็น ไม่อยากเห็นลูกเครียดจนเกเรเหมือนคนโตที่ตนเคยบังคับให้เรียนพิเศษตลอด กว่าจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้นก็แทบแย่ จึงไม่เคยบังคับเรื่องนี้อีกเลยแม้แต่ลูกคนรองและคนเล็ก

 

“แต่มิ้นท์อยากเรียนทุกวันจริงๆนี่คะ มิ้นท์ไหวมิ้นท์ทำได้ ถ้าไม่ไหวจริงๆแล้วมิ้นท์จะบอก นะคะคุณแม่”

มีนาเรศลุกขึ้นนั่งกระตุกแขนคะยั้นคะยอด้วยแววตามุ่งมั่น

 

“โอเคงั้นพรุ่งนี้วันเสาร์เราไปหาข้อมูลกัน ดูสถานที่ว่าที่ไหนอะไรยังไง ตกลงไหมคะ”

กันยารัฐต์ผ่อนลมหายใจยาวเลื่อนมือปัดผมบนใบหน้าหวาน คนนี้มาแปลกแฮะ อยากเรียนทุกวัน?

 

“ตกลงค่ะ มิ้นท์จะไม่ทำให้คุณแม่ผิดหวังเลย”

มีนาเรศเผยยิ้มดีใจและสวมกอดมารดาแน่นด้วยความสบายใจ ต่อไปนี้เราก็ไม่ต้องเห็นพี่เมษ์บ่อยๆแล้ว เราจะได้ไม่ต้องอยู่แต่ในห้องด้วย ดีจัง




 

เกือบหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างเชื่องช้า  

เมษาธิดานอนเอามือเกยหน้าผากครุ่นคิดจนหัวแทบจะระเบิดว่าตนทำผิดอะไร ร่างเล็กถึงได้เฉยเมยเย็นชาหลบหน้าหลบตาและขับไล่ราวกับชิงชัง ทั้งรอยยิ้มเสียงหัวเราะน่ารักและความสนใจเอาใจดูแลทุกอย่างที่เคยได้รับก็หายไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวและทำใจ เหมือนนาฬิกาทรายที่คนหนึ่งเริ่มจากร้อย หยอดเม็ดทรายไหล่ลงมาเติมเต็มนั้นหมดไป เหลือเพียงอีกฝ่ายที่เริ่มจากศูนย์ก็จมอยู่ในความรู้สึกที่เพิ่มมากขึ้นและต้องกักเก็บมันไว้โดยไม่มีทางออก ฝ่ามือเรียวพลิกมือมากุมขมับด้วยความเครียดข้องใจจนแทบจะบ้า  ไม่เข้าใจว่ากิริยาและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของร่างเล็กนั้นเกิดจากอะไร

 

“ทำไมจู่ๆก็ไม่มีเหตุผลแบบนี้นะ”

ริมฝีปากสวยผ่อนลมหายใจยาวพลิกกายดึงผ้าห่มมากอด นอนฟังเสียงนาฬิกาด้วยความหวังอันน้อยนิดว่าจะได้ยินเสียงแมวเหมียวของตน เปิดประตูเข้ามากอดมาหอมหยอกล้อคุยกันก่อนนอนอย่างที่เคยเป็น

 

“เฮ้อ!”

ร่างสูงลุกขึ้นนั่งเหลือบมองนาฬิกาอย่างใจแป้วแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เบื่อหน่ายกับการรอคอย

 

“คิดจะมาทำให้เราชินแล้วก็จะหายไปดื้อๆแบบนี้น่ะเหรอ ไม้อ่อนใช้ไม่ได้งั้นก็ต้องลองไม้แข็ง”

ดาราสาวคิดได้ดังนั้นก็ลุกลงจากเตียงนุ่มทันที



มีนาเรศแปรงฟันล้างหน้าเสร็จก็หยิบแป้งมาทาตามปรกติอยู่ในห้องของตัวเอง ริมฝีปากบางหาวนอนเหนื่อยล้าจากการเรียนหนักแต่มันก็ช่วยได้เป็นอย่างดีและยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆอีกด้วย  มือบางเปิดประตูเมื่อเสร็จธุระก็ต้องชะงักตกใจเมื่อเห็นรางสูงมายืนดักรออยู่หน้าห้อง

 

“จะนอนแล้วเหรอคะ นอนด้วยกันนะ เหงา”

เมษาธิดาไม่รอช้าผลักประตูเข้าไปในห้องสีฟ้าก่อนที่จะโดนปิดประตูใส่หน้า

 

“พี่เมษ์! ออกไปนะ มิ้นท์จะไปนอนกับคุณแม่”

มีนาเรศก้าวถอยหลังตั้งหลักและเบี่ยงตัวพยายามจะหนีออกจากห้อง

 

“ทำไมชอบไล่พี่จัง บอกได้ไหมว่าโกรธอะไร พี่จะไม่ทำอีก ให้พี่ทำอะไรก็ได้ หายโกรธพี่นะคะ”

มือเรียวปิดประตูไม่ให้หนี ก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ่อนขณะที่คว้าคนตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนและสบตาพยายามใช้ไม้อ่อนเพื่อปรับความเข้าใจ

 

“อยู่ห่างๆไม่ต้องมาเข้าใกล้มิ้นท์ถึงจะหายโกรธ ปล่อย!”

ร่างเล็กดิ้นรนหันตัวหนีไม่อยากมองหน้าเพราะกลัวตัวเองจะใจอ่อน  พยายามแกะมือเรียวที่เริ่มรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆจนอึดอัด

 

“พี่ไม่เข้าใจ ทำไมต้องให้พี่ทำแบบนั้นด้วย...”

ใบหน้าคมกระตุกคิ้วอย่างอ่อนใจเมื่อได้ยินคำตอบเดิมๆ น้ำเสียงแหบพร้าลงนิดเมื่อปลายจมูกสัมผัสกลิ่นหอมละมุนผสมแป้งเด็กจากลำคอขาวใสจนเคลิ้มใจ

 

“ฮื้อพูดไม่รู้เรื่องหรือไง ไปให้พ้น!”

ร่างเล็กห่อไหล่พยายามดิ้นสุดฤทธ์จนเริ่มเหนื่อย จึงหยิกแขนเรียวแรงๆเพื่อให้อีกคนปล่อยและรีบเปิดประตูออกไปทันที

 

“โอ๊ย…ซี๊ด..คราวนี้จะไม่ให้หนีแล้วนะ”

เมษาธิดาสะดุ้งคลายอ้อมแขนโดยอัตโนมัติ ริมฝีปากสวยกัดฟันแน่นพูดเสียงรอดไรฟัน รีบตามคว้าตัวทันทีและอุ้มคนตัวเล็กขึ้นพาดบ่าพากลับเข้าห้องของตัวเอง ปิดประตูและทุ่มลงบนเตียงนุ่มแบบไม่แรงนัก  พร้อมร่างของตนตามประกบกดทับโดยไม่สนใจแล้วว่าอีกคนจะยอมหรือไม่

 

“ฮือ...บอกให้ปล่อย มิ้นท์ไม่นอนที่นี่!”

เสียงเล็กร้องงอแงด้วยความขัดใจ  สองมือพยายามดันไหล่อีกคนเอาไว้

 

“ทำไม ห้องนี้เป็นอะไร เมื่อก่อนก็ชอบเข้ามานอนห้องนี้ไม่ใช่เหรอ หืม?”

ใบหน้าคมสวยกระตุกยิ้มยียวนเอาชนะ จับข้อมือเล็กกดไว้ข้างศีรษะและโน้มใบหน้าหวังจะประกบริมฝีปากที่เอาแต่ขับไล่ตนอยู่เสมอ ไล่นักใช่ไหม

 

“พี่เมษ์...ฮือ..หยุดนะ”

มีนาเรศหายใจแรงหันซ้ายหันขวาหลบหนีใบหน้าคมสวยที่โน้มลงมาจูบหอมไม่ลดละ ยิ่งดิ้นก็ยิ่งดูเหมือนว่าตัวเองจะเป็นคนเหนื่อยซะเองอยู่ฝ่ายเดียว

 

“ทำไมก็แค่จูบเอง  ทีเมื่อก่อนมิ้นท์เป็นคนทำกับพี่แบบนี้ทุกคืน พี่ก็แค่จะเอาคืนบ้าง นี่ยังไม่รวมที่มิ้นท์ชอบแต๊ะอั๋งพี่ด้วย หืม?”

ใบหน้าคมสวยเลิกคิ้วมองด้วยสายตายั่วแหย่ มือซนอย่างเดียวไม่พอยังชอบแอบดูเราเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกต่างหาก

 

“บ้า! พี่เมษ์พูดอะไร มิ้นท์ไม่เคยทำอย่างนั้น”

ใบหน้าหวานอึ้งตึงนึกกลัวว่าสิ่งที่ตนเคยพูดเคยทำจะย้อนกลับมาเข้าตัว แต๊ะอั๋ง? พูดอะไรน่าเกลียด

 

“เหรอคะ แล้วแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร?”

ฝ่ามือเรียวสอดเข้าไปใต้เสื้อนอนลายน่ารัก ลูบไล้สัมผัสหน้าท้องแบนราบแผ่วเบาอย่างที่อีกคนเคยทำ จนร่างเล็กเริ่มเกร็งและเผยริมฝีปากราวกับตกใจ จึงฉวยโอกาสประกบกลีบปากบางทันที ส่งปลายลิ้นฉกชิมความหวานที่เคยลิ้มลองด้วยความกระหาย ตวัดเรียวลิ้นสำรวจทุกซอกทุกมุมอย่างหลงระเริงเอาแต่ใจ แม้อีกฝ่ายจะไม่ให้ความร่วมมือเหมือนทุกครั้งก็ตาม

 

“ฮื้อ! ยะ…งือ…~”

มีนาเรศรีบปัดมือเรียวออก อยากจะร้องห้ามประท้วงแต่น้ำเสียงก็กลืนหายลงไปในลำคอ หันหน้าหนีไปทางไหนก็ถูกริมฝีปากสวยตามประกบอยู่ร่ำไป เรียวลิ้นร้ายแทรกลึกเข้ามาในโพรงปากหยอกเย้าผสมผสานกับลิ้นของตนจนรับรู้ถึงรสชาติหวานๆเย็นๆของยาสีฟัน ที่ร่างสูงนั้นใช้อยู่เป็นประจำ

 

“ฮืม...~” เสียงเล็กหลุดครางเบาๆพยายามดิ้นขัดขืนได้ไม่เท่าไหร่ร่างกายก็เริ่มอ่อนปวกเปียกหมดเรี่ยวแรง ยอมจำนนไปกับสัมผัสของลมหายใจและจังหวะของปลายลิ้นนุ่มลื่นหวานล้ำชวนหลงใหล หัวใจเต้นสั่นไหวเคลิบเคลิ้มเหมือนมันไม่เคยลืมสัมผัสของคนๆนี้เลยแม้แต่นิด  บวกกับกลิ่นกายหอมเย้ายวนที่ยังโหยหาอยู่ทุกคืนวัน

ก็ยิ่งทำให้เผลอใจไปกับจุมพิตแสนหวานนุ่มนวลผสมเร่าร้อน ดวงตาหวานหรี่ลง ลมหายใจเริ่มเหนื่อยหอบติดขัด ออกแรงดันไหล่อีกคนด้วยเรียวแรงอันน้อยนิดเมื่อบทจูบนั้นเนิ่นนานจนแทบขาด oxygen

 

เมษาธิดาถอนริมฝีปากเชื่องช้าสบดวงตาหวานฉ่ำอย่างพออกพอใจ ย้ายมือมาลูบเล่นผิวแก้มเนียนใสที่ขึ้นสีน่ารักเบาๆอย่างรักใคร่เอ็นดูอยู่เพียงครู่ ก็ประทับริมฝีปากลงอีกครั้งด้วยความนุ่มนวลอ่อนหวานอย่างเพลิดเพลินสุขใจ  ดื่มด่ำตักตวงความหวานละมุนปานน้ำผึ้งหายากไม่เสื่อมคลายจนพอใจจึงถอนริมฝีปากมองดูผลงานตัวเองอีกครั้ง

 

“ฝันดีนะคะ”

ริมฝีปากสวยเอ่ยเสียงหวานกระตุกยิ้มบางๆเมื่อเห็นแววตาอ่อนลงเลื่อนลอยเหมือนจะหลับ จึงยื่นจมูกหอมหน้าผากเนียนใสอย่างแผ่วเบาทะนุถนอมแทบไม่อยากให้บอบช้ำหม่นหมอง หัวใจกลับมาเบิกบานชุ่มฉ่ำไม่ต้องมากไปกว่านี้ก็อยู่ได้ ขอแค่มีร่างเล็กอยู่เคียงข้างก็พอใจแล้ว

 

มีนาเรศหลับตาลงอย่างง่ายดายด้วยความเคลิบเคลิ้มเผลอใจและเหนื่อยล้าง่วงนอน

ร่างสูงลุกขึ้นไปปิดไฟแล้วก้าวเท้ากลับมาที่เตียงนุ่ม ห่มผ้าให้ร่างเล็กแล้วดึงเข้ามาในอ้อมแขนอย่างอุ่นใจ ก่อนจะจูบหน้าผากย้ำอีกครั้งแล้วหลับตาลงเข้าสู่นิทราตามไป





ในยามเช้าตรู่ อากาศเริ่มหวานเย็นตามฤดูกาล

มีนาเรศเริ่มตื่นนอนในอ้อมกอดที่คุ้นเคย ขยับกายเข้าไปบดเบียดแนบชิดไออุ่นสูดกลิ่นหอมหวานอย่างเผลอตัวเผลอใจ ก่อนจะค่อยๆลืมตาตื่นอย่างเต็มที่ก็ต้องผงะใบหน้าออกห่าง ไม่อยากจะอยู่ในอ้อมกอดที่ไม่ใช่ของเธอเพียงคนเดียว

 

ดวงตากลมหรี่มองคนตรงหน้า เบะริมฝีปากเมื่อร่างสูงยื่นใบหน้ามาหอมหน้าผาก ทำให้หัวใจกระตุกปวดหนึบน้อยใจขึ้นมาอีกครั้ง

….ฮึ กับคนอื่นเขาก็ทำแบบนี้

ใบหน้าหวานพ้นลมไม่พอใจจับแขนที่โอบกอดตนไว้ออกจากตัวแล้วลุกขึ้น

ตั้งแต่คืนนั้นมากี่ครั้งกี่หนแล้วที่เขาบังคับใช้กำลังให้มานอนในห้องนี้ ถึงจะไม่ชอบยังไงแต่สุดท้ายก็ยอมจนเริ่มรู้สึกเกลียดตัวเองที่คล้อยตามเขาทุกครั้ง

 

“ฮืม...เดียวค่อยไป”

น้ำเสียงงัวเงียดังขึ้นจากคนที่ยังหลับตาอยู่ เมษาธิดาดึงร่างเล็กกลับเข้ามาในอ้อมแขนกระชับแน่นและซุกปลายจมูกสูดกลิ่นหอมละมุนจากเส้นผมหนานุ่มเข้าปอดเบาๆ

 

“ปล่อย! เดี๋ยวสาย”

มีนาเรศเปล่งเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจพยายามแกะมือเรียวออกด้วยความรำคาญ อยากหนีก็หนีไม่พ้น หงุดหงิดตัวเองที่รู้สึกน้อยใจเขาขึ้นมาเมื่อนึกถึงภาพบาดตาฝังใจในวันนั้น

 

“อีก 5 นาทีนะคะ วันนี้พี่ก็ต้องไปภูเก็ตแล้ว คิดถึง”

เมษาธิดาส่งเสียงอ้อนผสมงัวเงียเพราะยังตื่นไม่เต็มที่นัก แต่อีกคนก็ไม่ยอมอยู่นิ่งๆให้กอดจึงพลิกตัวขึ้นประกบบนตัวน้องสาว ปรือตามองใบหน้าบูดบึ้งหันหนีราวกับรังเกียจอีกตามเคย

 

“......”

ใบหน้าคมสวยเม้มริมฝีปากผ่อนลมหายใจยาวด้วยใจที่ห่อเหี่ยว  ไม่อยากบังคับขัดใจไปมากกว่านี้จึงโน้มใบหน้า จูบขมับเนียนใสแผ่วเบาแล้วลุกลงเตียงก้าวเท้าเข้าห้องน้ำ ทำใจไม่ได้ที่เห็นร่างเล็กมีอาการแบบนี้เวลาอยู่กับตน   ในใจยังคงแอบคิดหวังให้กำลังใจตัวเองว่าสักวันจะกลับมาน่ารักเหมือนเดิม  ไม่เป็นไรมิ้นท์คงเครียดเรื่องเรียนอยู่ เดี๋ยวกลับจากภูเก็ตเราก็มีเวลาว่าง พาไปเที่ยวดูหนังอาจจะอารมณ์ดีขึ้นก็ได้



เวลาต่อมา

กันยารัฐต์ขับรถไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนตามปรกติ สายตาคมชำเลืองมองร่างเล็กที่นั่งเท้าคางกับประตูเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ช่วงนี้ดูเงียบๆขรึมๆแฮะ  น่าเป็นห่วง

 

“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ คุยกับแม่ได้นะ”

กันยารัฐต์เอ่ยถามลองเชิงในขณะที่มองถนนหนทางแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา เรียนจนเบลอแล้วหรือเปล่าเนี่ยถึงไม่ได้ยิน

 

“ไปเรียนเมืองนอกได้ก็ดีสิ ที่ไหนก็ได้ที่มันไกลๆ”

สักพักร่างเล็กก็พูดขึ้นมาลอยๆไปตามความคิด หากไม่ต้องเจอหน้าได้ยินเสียงกันอีกก็อาจจะเลิกโหยหาคนที่ไม่ควรฝันใฝ่สักที ไม่ต้องแสดงอาการต่อต้านใครให้เหนื่อยด้วย

 

“หืม? เรียนนอก?”

กันยารัฐต์เลิกคิ้วเหลือบตามองลูกสาวเพียงแวบด้วยความแปลกใจ

 

“มิ้นท์คิดเล่นๆน่ะค่ะคุณแม่ คงเป็นไปไม่ได้เหรอมิ้นท์ไม่ได้มีทุน คะแนนก็เพิ่งจะมาดี ฮะๆ”

ใบหน้าหวานเอ่ยเสียงจ๋อยหัวเราะแห้งๆที่คิดดังไปหน่อย

 

“ถ้าอยากไปจริงๆแม่ก็ส่งได้ แต่หนูจะอยู่คนเดียวได้เหรอคะ  เราไม่มีญาติอยู่เมืองนอกเลยนะ”

 

“ไปได้เหรอคะคุณแม่!?  

แล้ว...คุณแม่จะมีเงินเหลือเหรอคะ”

ใบหน้าหวานเผยยิ้มด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แล้วก็ต้องอ่อนลงเมื่อนึกถึงค่าใช้จ่ายที่น่าจะมากโขเลยทีเดียวหากไม่มีทุนการศึกษา

 

“หึๆๆ แม่แยกเก็บสำรองเป็นทุนแบ่งไว้ให้ทุกคนอยู่แล้ว  ส่วนของน้องเมษ์แม่ก็ไม่เคยได้ใช่เพราะพ่อเขาส่งเรียนตลอด น้องเมษ์เขาก็มีรายได้ไม่เคยขอแม่ใช้หรอกเพราะแม่ให้เขาหัดเก็บเงินเองจะได้มีความรับผิดชอบ  เขาก็อาสาจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ทุกเดือน ปีใหม่เขาก็เรียนทุนเดี๋ยวจบกลับมาเขาก็มีงานมีเงินเดือนใช้เป็นของตัวเอง ที่เหลือของสองคนนั้นไม่ได้ใช้แม่ก็เอาไปรวมเป็นของน้องมิ้นท์หมด เพราะฉะนั้นถ้าหนูมั่นใจอยากไปจริงๆก็ไม่ต้องห่วง แม่ส่งได้ค่ะ”

กันยารัฐต์จอดรถเมื่อถึงที่และหันไปตอบลูกสาวด้วยความหนักแน่นมั่นใจโดยไม่ต่อต้าน เพราะทำใจเอาไว้แล้วว่าเขาจะต้องโตและห่างอกเมื่อถึงเวลา จะขังเขาไว้ให้เป็นลูกแหง่เพื่อความสุขและความสบายใจของตัวเองก็คงเป็นไปไม่ได้ ยังไงเขาก็ต้องมีชีวิตมีทางเดินของเขาเอง หน้าที่เราก็ต้องคอยดูคอยเตือนคอยชี้แนะนำทางให้ เพื่อให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและดูแลตัวเองได้

 

“......”

มีนาเรศนั่งฟังอยู่เงียบๆด้วยความอึ้งตึงพูดไม่ออกจากข้อมูลที่ได้รับ นึกขอบคุณและซึ้งใจสำหรับโอกาสดีๆที่ผู้เป็นแม่พร้อมจะมอบให้ตนเสมอ ถึงแม้จะไม่ได้เรื่องหรือเก่งเหมือนพี่สาวก็ตาม

 

“เก็บเอาไปคิดทบทวนผลดีผลเสียดูก่อนนะคะ เพราะตอนนี้หนูยังนอนคนเดียวไม่ได้เลยรู้ไหม??”

ใบหน้าคมสวยเม้มริมฝีปากมันเขี้ยว ย้ายมือไปขยี้ผมลูกสาวจนได้เสียงโอดโอยงุ๊งงิ๊งราวกับไม่ชอบใจ

 

“โหย…คุณแม่อ่ะ”

ร่างเล็กรีบเอามือป้องกันศีรษะตัวเองไม่ให้ยุ่งไปมากว่านี้ แล้วดึงกระจกลงมาส่องจัดผมเผ้าตัวเองให้เรียบร้อย

 

“หึๆๆไปได้แล้ว แน่ใจแล้วเราค่อยคุยเรื่องนี้กันใหม่ ตกลงไหม?”

กันยารัฐต์กระตุกยิ้มบางๆ จิ้มหน้าผากลูกสาวเบาๆอย่างหมั่นไส้ เดี๋ยวนี้ห่วงสวยจริงๆนะ ตามกันเลยสามคนพี่น้อง

 

“ตกลงค่ะคุณแม่ ฟอด! ไปก่อนนะคะ บ๊ายบาย”

มีนาเรศเผยยิ้มจนแก้มปริหอมแก้มมารดาฟอดใหญ่แล้วลงจากรถโบกมือลาด้วยหัวใจที่กระชุ่มกระชวยขึ้นมานิด พี่เมษ์กับพี่ใหม่ทำได้เราก็ต้องทำได้สิ!





3 วันต่อมา เป็นวันตรงกับคริสต์มาส

เมษาธิดาขับรถกลับบ้านทันทีที่สามารถเมื่อลงจากเครื่อง ใบหน้าคมสวยมีรอยยิ้มบางๆเมื่อเหลือบมองของขวัญบนที่นั่งข้างๆ แต่แล้วก็แทบหยุดหายใจเมื่อเลี้ยวขับเข้ามาในซอยและเห็นร่างเล็กยืนคุยกับใครบางคนหน้าบ้าน

 

“ซัน!?”

ดาราสาวขบฟันแน่นหรี่มองสาวหล่อขยี้หัวน้องสาวราวกับสนิทสนมด้วยหัวใจที่เต้นรัวหึงหวง  ถึงแม้จะอยู่ไกลแต่ก็ไม่ยากที่จะรู้ว่าเป็นใครเพราะรถที่แต่งจนสะดุดตา ร่างสูงเหยียบคันเร่งและบีบแตรรถเป็นการไล่เมื่อถึงที่

 

เอี๊ยด!! บิ๊บ! บีดดด..!!!

 

“คนบ้า! จะชนกันหรือไง”

มีนาเรศสะดุ้งตกใจหันมองรถสปอร์ตคันสีม่วงด้วยความไม่พอใจนัก

 

“มาอย่างกับพายุ พี่ไปก่อนเดี๋ยวยัยซินดี้รอนาน แล้วเจอกันบ๊ายบาย”

ซันแอบตกใจอยู่บ้างเมื่อรถคันสวยพุ่งเข้ามาจอดด้วยความเร็วจนแทบชนมอเตอร์ไซค์ของตน  จึงบ่นเสียงเบาแล้วหันไปลาสาวน้อยน่ารักด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ก่อนจะสตาร์ตรถและขับกลับไปรับน้องสาว ณ สถานที่เรียนพิเศษ ซึ่งตนและน้องได้ติวอยู่ที่เดียวกันเป็นประจำ

 

“ค่ะบ๊ายบาย”

มีนาเรศโบกมือลาและเปิดประตูรั้วเข้าบ้านโดยไม่สนใจอีกคน

 

“มิ้นท์!”

ร่างสูงรีบลงจากรถเดินตามเข้าไปในบ้านด้วยอาการร้อนรนทั้งๆที่รถยังจอดขวางประตูอยู่

 

“มิ้นท์! เราต้องคุยกันนะอย่าเดินหนี พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับซันอีกทำไมไม่ฟังกันบ้าง”

เมษาธิดาคว้าแขนร่างเล็กเอาไว้แน่นไม่สนใจว่าร่างเล็กจะเจ็บหรือไม่เพราะความโมโห

 

มันจะอะไรกันนักหนา เขาก็แค่มาส่ง ปล่อย!”

มีนาเรศขึ้นเสียง สะบัดแขนให้หลุดจากกำมือแน่น

 

“แค่มาส่งก็ไม่ได้! ต่อไปนี้พี่จะไปรับเอง”

 

“ไม่ต้องค่ะ มิ้นท์กลับเองได้”

 

“ไม่ได้! เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าเที่ยวไว้ใจใครง่ายๆ พรุ่งนี้พี่จะไปรับ ห้ามกลับเองหรือกลับกับใครอีกเด็ดขาด!”

 

“พี่เมษ์ไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งแบบนี้นะ! มิ้นท์โตแล้ว! ตัดสินใจเองได้ จะกลับกับใครมันก็ไม่เกี่ยวกับพี่เมษ์”

 

“ทำไมจะไม่เกี่ยวก็พี่….”

ดาราสาวแทบสะอึก จะบอกว่ารักว่าหึงก็พูดไม่ได้เพราะคำว่าน้องสาวยังค้ำคออยู่ แต่ใจก็รักไปแล้วถึงจะรู้ดีว่าไม่สมควรและไม่มีวันเป็นไปได้

 

“มิ้นท์ค่ะ ให้พี่ไปรับนะ พี่เป็นห่วง”

ร่างสูงลื่นน้ำลายคว้ามือน้องสาวแล้วเอ่ยเสียงอ่อนอย่างใจสั่น แอบหวั่นว่าถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับร่างเล็กจะไม่มีวันยอมให้อภัยตัวเองเด็ดขาด จึงพยายามปรับอารมณ์และใช้เหตุผลให้มากที่สุด

 

“ค่ะ”

เสียงเล็กตอบสั่นๆ สะบัดมือออกและเดินหนีเข้าห้องโดยไม่หันกลับมามอง

 

ร่างสูงมองตามหลังน้องสาวด้วยแววตาละห้อยแทบขาดใจเมื่อประตูปิดลงใส่หน้า ถึงจะไม่มีสิทธิ์หึงหวงในฐานะคนรักแต่อย่างน้อยเราก็มีสิทธิ์เป็นห่วงในฐานะพี่สาวใช่ไหม





หลายอาทิตย์ผ่านไป

เมษาธิดาจอดรถรอรับน้องสาวหน้าสถานที่เรียนพิเศษแทบจะทุกวันที่สามารถ ถึงตัวเองจะเหนื่อยจะยุ่งแค่ไหนก็ไม่สำคัญไปกว่าความปลอดภัยของร่างเล็ก ใบหน้าคมสวยซบลงบนพวงมาลัยและหลับตาด้วยความอ่อนล้าจากการเรียน อีกทั้งงานที่รับเอาไว้แล้วจึงเลี่ยงไม่ได้

 

สักพักก็ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ จึงสะดุ้งตื่นมากดปิดและมองไปที่ประตูเข้าออกของอาคารสวย 3 ชั้นก็เห็นนักเรียนนักศึกษามากมายเดินออกมา

สายตาคมกริบกวาดมองอยู่ไม่นานก็เห็นน้องสาวเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกับเพื่อนๆตามปรกติ

 

ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มบางๆเหมือนได้ชาร์จแบตให้หัวใจแม้จะไม่ได้ยิ้มให้กับตนก็ตาม

 

ทันใดนั้นก็มีหนุ่มหน้าใสตัวไม่สูงมากเข้ามาจับมือน้องสาวของตนอย่างถือวิสาสะ

 

“ใครกัน!? เดี๋ยวนี้ปล่อยให้ผู้ชายจับไม้จับมือได้ง่ายๆแล้วเหรอ? มันน่านัก!”

ริมฝีปากสวยพ้นลมหายใจแรงรีบลงจากรถทันทีด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว

 

“มิ้นท์! กลับบ้านเดี๋ยวนี้!”

เมษาธิดากระชากแขนของน้องสาวลากไปที่รถโดยไม่สนใจว่าใครจะจำเธอได้บ้าง

 

“พี่เมษ์! อะไรของพี่เนี่ย มิ้นท์เจ็บปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!”

ร่างเล็กแทบจะปลิวไปตามแรง ขืนตัวและพยายามแกะกำมือแน่นด้วยใบหน้าเหยเก

 

ร่างสูงไม่ฟังเสียงเปิดประตูรถผลักดันคนตัวเล็กเข้าไปข้างในด้วยความรุนแรงตามอารมณ์หึงหวง สตาร์ตรถและรีบขับออกไปทันทีท่ามกลางความแตกตื่นของผู้คน

 

ใบหน้าหวานบึ้งตึงนั่งเงียบมาตลอดทาง นึกอายเพื่อนๆที่ต้องมาเห็นเหตุการณ์แบบนี้

 

“มันเป็นใคร!? ถึงได้ยอมให้มันจับมือ นี่ไปเรียนพิเศษหรือไปหาผู้ชายกันแน่ห๊า”

 

“.....”

ร่างเล็กขมวดคิ้วแบะริมฝีปากด้วยความไม่พอใจกับคำครหาว่ากล่าว  รีบลงจากรถเปิดประตูรั้วพอให้ตัวเองเข้าบ้านเมื่อมาถึงที่ ไม่อยากพูดคุยกับคนบ้าไร้เหตุผล

 

“มิ้นท์! เลิกเดินหนีสักทีได้ไหม ห๊ะ!”

ดาราสาวลงจากรถเดินตามเข้าไปในบ้านด้วยอาการบ้าคลั่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่ออีกคนเอาแต่เงียบเฉยไม่พูดไม่จา จึงคว้าแขนบางไว้ให้หันมาพูดคุย

 

“พี่เมษ์ก็เลิกบ้าเลิกฟุ้งซ่านก่อนซิ! แล้วก็เลิกยุ่งวุ่นวายกับชีวิตมิ้นท์สักทีได้ไหม มิ้นท์เบื่อ!!”

มีนาเรศขึ้นเสียงกลับไปด้วยอารมณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นมาบ้าง หันมองพี่สาวด้วยแววตากราดเกรี้ยวไม่ต่างกัน

 

“บ้า? ฟุ้งซ่าน? เบื่อ? งั้นเหรอ!?”

เมษาธิดาแสยะยิ้มแล้วโน้มใบหน้าจูบกลีบปากบางเป็นการทำโทษ ไม่อยากได้ยินคำหล่าวนั้นจากคนที่ตนรัก  ที่พี่เป็นแบบนี้ก็เพราะใคร

 

“ฮื้อ!!....ปล่อย! หยุดนะ!ถ้าพี่เมษ์ทำแบบนี้อีก มิ้นท์จะฟ้องคุณแม่!”

ร่างเล็กเม้มริมฝีปากดิ้นขัดขืนยกมือขึ้นผลักดันร่างสูงด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เอ่ยคำขาดด้วยความโมโหและไม่สนใจแล้วว่าถ้ามารดารู้จะเสียใจผิดหวังแค่ไหน พอกันที!

 

ดาราสาวชะงักอึ้งยอมปล่อยร่างเล็กอย่างจำใจ ตั้งสติพยายามควบคุมอารมณ์ให้เย็นลงแล้วพูดใหม่อีกครั้ง

 

“มิ้นท์คะ…”

ร่างสูงเอื้อมคว้ามือน้องสาวแต่ก็ถูกสะบัดออกอย่างไม่ไยดี

 

“ปล่อย! ไม่ต้องมาจับ!”

 

“อย่าโกรธพี่เลยนะ พี่แค่ไม่อยากให้มิ้นท์มีอันตราย พี่มองตามันแวบเดียวก็รู้ว่ามันต้องการอะไร พี่อยากให้มิ้นท์อยู่ห่างๆมันให้มากที่สุด”

เมษาธิดากล่าวเสียงอ่อนด้วยความเป็นห่วง

 

“เลิกเยอะสักทีได้ป่ะ? มันน่ารำคาญ! หยุดทำตัวมีปัญหาสักที  แล้วก็ไม่ต้องมาเข้าใกล้มิ้นท์อีก เหม็นขี้หน้า...เข้า ใจ ไหม?”

มีนาเรศพูดเสียงเรียบเย็นเฉียบด้วยอารมณ์ที่ยังปะทุขุ่นเคืองเพราะเย็นตามอารมณ์ขึ้นๆลงๆของอีกคนไม่ได้ จึงพูดออกไปโดยไม่ยั้งคิด

 

“ที่พี่เตือนพี่หวังดีพี่เป็นห่วงมิ้นท์ มันน่าเบื่อน่ารำคาญมากเลยเหรอมิ้นท์...”

เมษาธิดาเอ่ยเสียงสั่นน้ำตาคลอ ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไรนักหนาร่างเล็กถึงได้จงเกลียดจงชังแม้หน้ายังไม่อยากมอง ทำอะไรก็ผิดไปหมด พูดอะไรก็ไม่เคยเข้าหู อีกทั้งยังบึ้งตึงขับไล่ตนอยู่ตลอดเวลา

 

“ก็ได้...พี่จะไม่มาให้เห็นหน้าอีก”

ร่างสูงหันหลังปล่อยหยดน้ำใสๆร่วงหล่นลงสู่พื้น เดินกลับไปที่รถแล้วขับออกไปด้วยหัวใจที่อ่อนล้าแทบหมดแรงสู้ เข้าใจแล้วว่าร่างเล็กคงจะหมดเยื่อใยจริงๆถึงได้ต่อต้านตนขนาดนี้ ในเมื่อเหม็นขี้หน้าก็จะทำตามคำขับไล่ที่ได้ยินจนชินหู



“พี่เมษ์...มิ้นท์ขอโทษ…”

มีนาเรศอ้ำอึ้งเอ่ยเสียงเบาทันทีที่ได้สติ

หัวใจหล่นหายวาบเมื่อเห็นน้ำตาของพี่สาว ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาไม่เคยแม้แต่จะทะเลาะกันแรงๆ

ร่างเล็กฟังเสียงเครื่องยนขับแล่นออกไปจนลับหู แล้วเดินเข้าไปในห้องนอนสีฟ้าทิ้งตัวลงบนเตียงคว้าตุ๊กตาหนูสีเหลืองมากอดด้วยใจที่เศร้าหมอง

 

มันก็ดีแล้วนี่ เราเป็นคนต้องการแบบนี้ไม่ใช่เหรอ

 

แต่...ทำไมถึงยังรู้สึกแบบนี้อยู่ล่ะ?

 

 

 

 

=====

100% ค่ะ

 
ความคิดเห็น