-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.4k

ความคิดเห็น : 76

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2560 02:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 8
แบบอักษร

 

 

 

8

ใช้เวลาหลายวันกว่าอาการเจ็บจะทุเลาลง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงเจ็บทุกครั้งที่ขยับตัว ชีวิตที่อยู่บนที่นอนทั้งวันทั้งคืนมันแสนจะน่าเบื่อหน่าย กินยาเป็นเวลาตามหมอสั่ง ถึงเซียวถิงเย่จะหาหนังสือมาให้อ่านอยู่บ้างแต่หนิงลี่ก็อยากเดินยืดเส้นยืดสาย อยากเดินหอสมุดมากกว่าที่ต้องมาทนอุดอู้อยู่ในห้อง

ถึงชีวิตจะกลับเข้ามาเหมือนปกติเฉดเช่นทุกวัน ทว่ายังคงระแวงอยู่ไม่หาย ซ่งจินเหลียงอาจคิดแผนการอะไรบางอย่างอยู่ บางทีอาจกำลังนึกโทษที่หนักหนาสาหัสอยู่ก็ได้ จักรพรรดิที่ฆ่าได้แม้แต่กระทั่งครอบครอบตัวเอง ใยจะมีความเป็นคนหลงเหลือกันเล่า

ดวงตาหม่นทอดมองไปยังทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้า ขยับกายลุกอย่างยากลำบาก คอยประคองตัวเองไม่ให้เดินล้ม หนิงลี่ไม่ได้อ่อนแอ เขาถูกฝึกเป็นทหาร อยู่ในสนามรบมาเกือบสามปีเต็ม แต่ความพลาดพลั้งมันก็ต้องมีบ้าง ขณะที่กำลังก้าวขาอีกก้าวขามันก็เกิดอ่อนแรงกระทันหันจนทรุดฮวบ โชคดีที่ยังเกาะเก้าอี้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นคงได้ล้มหัวขมำไปกับพื้นเป็นแน่

เซี่ยวถิงเย่ที่ได้ยินเสียงดังโครมดังไปถึงด้านนอก นางรีบรุดเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง เห็นหนิงลี่กำลังพยุงตัวกับเก้าอี้ สองเข่ารีบทรุดลงกับพื้นอย่างคนสำนึกผิดที่ดูแลไม่ดี นางเอ่ยร้องขอให้ทำการลงโทษ

"พระสนม! ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าน้อยสมควรตาย" ใบหน้านางซีดเผือดเป็นไก่ต้ม

"เป็นข้าที่ไม่ระวังเอง เจ้าไม่ผิด ลุกขึ้นเถอะ"

หากแต่หนิงลี่ไม่อาจเอาผิดกับคนที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิดได้ จึงรีบเอ่ยห้าม

"ขอบพระทัย พระสนม"

เซียวถิงเย่ก้มหัวโขกกับพื้นสามครั้ง ก่อนลุกขึ้นประคองให้หนิงลี่กลับไปนั่งที่เดิม

ก่อนจะมาเป็นบ่าวของพระสนมอัปลักษณ์ เซียวถิงเย่เคยรับใช้สนมกุ้ยเฟย[9]  มาก่อนหน้า นางเป็นแค่หญิงรับใช้ต่ำต้อยที่คอยอยู่ข้างกาย แต่ด้วยนิสัยของพระสนมที่เป็นคนค่อนข้างอารมณ์ร้ายพอสมควร เซียวถิงเย่กับหญิงรับใช้คนอื่นจึงได้ถูกลงโทษอยู่บ่อยๆ แม้จะไม่มีความผิด มีวันหนึ่งเซียวถิงเย่ได้ติดตามสนมกุ้ยเฟยไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่ด้านหลัง ด้วยทางเดินที่เป็นเป็นก้อนๆ จึงทำให้สนมกุ้ยเฟยสะดุดล้ม เซียวถิงเย่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดไม่อาจรับร่างของพระสนมได้ทัน จึงได้ถูกลงโทษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากแต่สวรรค์มีตา องค์ฮ่องเต้ได้มีบัญชาให้เซียวถิงเย่ย้ายมาดูแลพระสนมที่ถูกแต่งตั้งใหม่

พระสนมที่อัปลักษณ์และเป็นชาย...

เป็นสนมที่แปลกประหลาด ไม่ชอบประทินโฉมให้งดงาม ไม่ชอบการเสแสร้ง และชอบอ่านหนังสือมากกว่าที่จะอยู่รอคอยให้ฮ่องเต้เสด็จมาหา

เซียวถิงเย่ซึ้งใจให้กับความใจดี ตลอดชีวิตที่อยู่ในวัง นางไม่เคยเจอใครแบบนี้มาก่อน เห็นแต่การแก่งแย่งจนชินตา ไม่ว่าพระสนมหรือนางใน ครั้งก่อนสนมหนิงลี่ทำการอุกอาจ แอบคิดหนีไปนอกวัง เซียวถิงเย่ที่รู้ข่าวคิดว่าจะถูกประหารเสียแล้ว แต่ใครจะคิดว่าสนมผู้นี้ไม่ถูกลงโทษ ซ้ำยังถูกกลับนำตัวมารักษา มันช่างน่าแปลกประหลาดเหมือนฝนตกกลางหิมะ

"พระสนม ท่านไม่ถูกลงโทษคราวนี้ นับว่าเป็นการดี ข้าจะเป็นคนช่วยท่านเปลี่ยนรูปโฉมจนฝ่าบาทถึงกับต้องตะลึง"

ผินหน้าหันมองคนเอ่ยพูด "ข้าไม่ต้องการ"

"พระสนม"

“เจ้าออกไปเถอะ ข้าต้องการพักผ่อน”

เซียวถิงเย่คารวะก่อนเดินออกจากห้อง เมื่อเห็นว่าหนิงลี่ไม่คิดคิดจะสนทนาในเรื่องพวกนี้

ความเงียบเข้ามาในห้องอีกครา ความเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่แต่ในห้องทำให้หนิงลี่เลือกที่จะเอนตัวลงนอน ในเมื่อเป็นคนเจ็บก็ต้องพักผ่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยคิดหาวิธี

หนิงลี่ใช้ชีวิตอยู่วังราวกับลูกนกที่ไร้อิสระ นับตั้งแต่วันที่ถูกปล่อยตัวออกจากคุกก็ยังไม่เห็นหน้า ไม่มีการลงโทษ ไม่มีคำสบประณาม หากแต่กลับมีทหารมากมายมาอยู่ข้างกายเพื่อเฝ้าจับตามองทุกฝีก้าว ถูกจำกัดการใช้ชีวิตด้วยความเบื่อหน่าย จนบางครั้งหนิงลี่อดนึกถึงสมัยที่ยังเป็นทหารแคว้นฉีไม่ได้ ถึงบางครั้งจะมีการฝึกแบบหฤโหดอยู่บ้าง แต่ทว่ามันกลับเป็นอิสระ เดินเหินได้ตามอัธยาศัย ไม่ได้ถูกจองจำเหมือนตอนที่อยู่ในวังหลวง

โดยเฉพาะตอนที่ต้องอยู่ในสายตาของรองแม่ทัพแห่งแคว้นฉินที่ซ่งจินเหลียงส่งมาให้คอยดูแลหนิงลี่

ไม่สิ...หนิงลี่รู้ดีว่ามันไม่ใช่การดูแล แต่มันเป็นการจับตามอง

หลายวันมานี้...หนิงลี่พยายามหาเหตุผลให้คลายความสงสัย ถึงอย่างไรการที่ฮ่องเต้ผู้ทรงไปด้วยอำนาจจะมาต้องการคนหน้าตาที่ไม่เป็นที่พิศมัย ความรู้หรือฐานะก็ยิ่งแล้วใหญ่ หนิงลี่ไม่เคยมีสักนิด ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุผลหนึ่งที่มากจนสามารถลบล้างเหตุผลเหล่านั้นไปได้

ความลับ...ที่รู้กันเพียงแค่คนสองคน

สมัยอยู่แคว้นฉีมีเรื่องหนึ่งอย่างที่หนิงลี่ไม่อาจบอกใครได้ ผู้รู้มีเพียงแค่คนสองคนเท่านั้น หนึ่งคือตัวหนิงลี่เอง และสองก็คือแม่ทัพใหญ่แห่งต้าฉี

ซูลี่...ชายหนุ่มรูปงามที่เลื่องลือ

แน่นอนว่าใครๆ ก็ย่อมรู้จัก ภายนอกนั้นแล้วซูลี่เก่งทั้งบู้และบุ๋ มีความงามกับความสามารถไม่เป็นสองรองใคร แต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าเท่านั้น ซูลี่ไม่ได้เก่งกาจ ไม่ได้พาทหารนับหมื่นนับแสนนายชนะในสงคราม ไม่ได้มีความดีความชอบ และผู้ที่ทำเรื่องทั้งหมดนั้นคือนายทหารต่ำต้อย...หนิงลี่

ความสัมพันธุ์ของหนิงลี่กับซูลี่แล้วภายนอกอาจเป็นแค่นายทหารต่ำต้อยกับแม่ทัพใหญ่ ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วหนิงลี่กับซูลี่เคยเป็นสหายเมื่อครั้งยังเยาว์ บุญวาสนาทั้งคู่ที่ฐานะแตกต่างได้พาให้มาเป็นเพื่อนเล่นเพราะบ้านใกล้เรือนเคียง ซูลี่ได้มีชีวิตที่ดี ได้เรียนหนังสือ ในขณะที่หนิงลี่ต้องคอยช่วยเหลืองานที่บ้าน ยิ่งโตก็ยิ่งแทบไม่ได้เจอหน้าจนกลายเป็นความเหินห่าง

ผ่านไปหลายปีจนหนิงลี่เข้าเกนฑ์ทหาร ซูลี่ก็ได้ดิบได้ดีเป็นแม่ทัพ หนิงลี่คิดว่าพวกเขาทั้งสองเคยมีบุญวาสนาได้เป็นเพื่อนกัน แต่คราวนี้บุญนั้นได้สิ้นลงแล้ว คงไม่มีทางได้วงจรมาเจอกันอีก

เหมือนสวรรค์จะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เท่าไหร่นัก ซูลี่ที่กำลังเข้าตาจน ไม่สามารถนำทัพให้ชนะข้าศึกต่างแคว้นได้ ตนเองจึงได้เป็นคนเสนอความคิด ในคราวแรกด้วยความที่มีฐานะต่ำต้อยไม่มีความรู้ซูลี่จึงไม่คิดที่จะฟัง จนเมื่อถึงคราวคับขันซูลี่จึงนำแผนการของหนิงลี่มาใช้จนสามารถชนะมาได้

เรื่องทั้งหมดถูกปิดเป็นความลับ ไม่มีใครรู้แม้กระทั่งจิ่นสือ

หรือบางทีความลับนี้อาจไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว ซ่งจินเหลียงที่ล่วงรู้จึงได้พาตนเองมาแทนซูลี่ ชายผู้นั้นเป็นคนฉลาดอีกทั้งยังวางแผนการรบที่แยบยล

“คิดอะไรอยู่หรือพระสนม”

น้ำเสียงทุ่มต่ำเอ่ยถามผู้ดูเหมือนกำลังใช้ความคิด

คนถามคือ อี้ชิง’ รองแม่ทัพใหญ่ของเสียนหยาง ใบหน้าด้านซ้ายถูกปกปิดเหลือเพียงแค่ใบหน้าด้านขวา ดวงตาคมดุจเหยี่ยวในยามราตรี แต่งกายด้วยชุดทหารเต็มยศ เส้นผมสีนิลถูกรวบครึ่งด้านหลัง หากไม่ใช่เพราะผ้าที่ปกปิดใบหน้าแล้วคงได้มีใบหน้างดงามไม่แพ้ใคร

 

“หยุดคิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เหมือนฝ่าบาทที่จะปล่อยเจ้า ถ้าข้าจับได้เมื่อไหร่คมกระบี่จะเฉือนร่างของเจ้าทันที” อี้ชิงขู่ สาวเท้าเดินเข้าใกล้

หนิงลี่ก้าวถอยหลังอย่างระวัง หันมองซ้ายขวาเพื่อหาหนทางหลีกหนีกลับถูกมือใหญ่จับกระชากให้มาใกล้ตัว หนิงลี่ที่แทบไม่ได้สัมผัสตัวผู้อื่นสะดุ้งตัว พยายามรั้งกายให้เป็นอิสระ

“ปล่อยข้า!” สนมอัปลักษณ์ขู่คำราม

อี้ชิงไม่เพียงแค่ไม่ฟัง เขาถือวิสาสะจับคางมนให้เงยหน้าขึ้นเพื่อสบตา สำรวจใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแดง บัดนี้กลับเริ่มจางหาย ส่วนหนึ่งคือการรักษาจากหมอหลวงฝีมือดี ใช้เวลาไม่นานก็คงรักษาหาย

“หมอหลวงว่าเช่นไร”

หนิงลี่กัดฟันทน อี้ชิงคงไม่ยอมปล่อยแน่ถ้าหากยังไม่ตอบคำถาม

“เป็นโรคผิวหนัง”

หนิงลี่ตอบตามความจริง...ร่างกายที่เป็นรอยแดงเกิดจากโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง แต่เพราะไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีมาตั้งแต่ต้นเนื่องจากว่าฐานะของทางบ้านยากจนจึงได้เกิดเป็นรอยเช่นทุกวัน ในทุกวันหมอหลวงจะเข้ามาตรวจอาการและฝังเข็มพร้อมกับยาหม้อใหญ่รสขมที่ต้องกินทุกสามมื้อ แต่รอยแดงบนหน้าจะมีโอกาสหาย เพียงแค่ว่ามันอาจต้องใช้เวลาในการรักษา

“ก็ดี รักษาตัวให้ดี” อี้ชิงปล่อยให้หนิงลี่เป็นอิสระ “ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าเป็นถึงพระสนมของฝ่าบาท ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งพระองค์จะต้องการเข้าหอกับเจ้า”

สิ้นคำสุดท้ายอี้ชิงก็เดินออกไปจากห้อง เหลือเพียงนายทหารหนุ่มที่ใบหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม

การเข้าหอกับซ่งจินเหลียงมันเป็นสิ่งที่หนิงลี่ไม่เคยคาดคิด เพราะเมื่อก่อนคิดอยู่เสมอว่าตัวเองนั้นเป็นแค่คนอัปลักษณ์ที่ไร้สกุลรุนชาติ ซ่งจินเหลียงอาจแค่นึกสนุกจึงได้แค่จับตัวเองมาล้อเล่น ถึงหน้าตาของหนิงลี่จะไม่ได้ดีเหมือนสนมคนอื่น หากแต่มันก็ไม่มีอะไรรับประกันว่ามันจะไม่เกิดเรื่องเช่นนั้น

 

การรักษาร่างกายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หนิงลี่เริ่มรู้สึกว่าหมอหลวงของวังหลวงมีความรู้ความสามารถมากกว่าหมอชาวบ้านหลายเท่า ในหนังสือที่หนิงลี่เคยอ่านบางเล่มก็แทบไม่ได้ถึงเศษเสี้ยวที่ถูกรักษาด้วยซ้ำ อย่างเรื่องโรคผิวหนังที่เป็น เมื่อครั้งยังเด็กพ่อกับแม่ก็เคยพาไปหาหมอ แต่มันก็ไม่ได้คำตอบที่ดีเท่าไหร่นัก ปล่อยให้เป็นเรื้อรังมาหลายปี การรักษาจึงเป็นไปด้วยยาก

ช่วงหลายวันมานี้หนิงลี่ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้เหมือนดั่งแต่ก่อน การเดินไปพักผ่อนที่สวนด้านหลังจึงได้เป็นอย่างหนึ่งที่พักผ่อนหย่อนใจในยามที่อยากคลายเครียด แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่วันที่ไม่ดีเท่าไหร่ เมื่อหนิงลี่ได้เจอกับคนที่ไม่ได้อยากเจอที่สุดในชีวิต

“เจ้ามาหาความสำราญรึ”

เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่ว ดวงตาพราวเสน่ห์ทอดมองไปยังร่างตรงหน้า

“...” หนิงลี่พยักหน้ารับ

พอเห็นหน้าอีกฝ่ายหนิงลี่ดันนึกถึงสิ่งที่อี้ชิงเคยกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ ใบหน้านายทหารหนุ่มเห่อร้อนยามที่คิดถึงเรื่องที่ไม่น่าพิศมัย

“เจ้าหน้าแดง”

ยื่นฝ่ามือหมายจะจับที่ใบหน้า ทว่าเป็นหนิงลี่ที่ตื่นตระหนกจนเป็นฝ่ายก้าวถอยหลัง ด้านหลังเป็นบึงบัว มีรั้วกั้นไม่ถึงศอก อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้อย่างไม่ทันได้ตั้งใจ ร่างทั้งร่างร่วงหล่นไปยังสระบัวดังตูม สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้อยู่ในเหตุการณ์ไม่น้อย ไม่นานก็ได้ยินเสียงน้ำอีกตูมดังอีกระรอก เป็นซ่งจินเหลียงที่กระโดดลงไปตามหลัง

ด้วยความที่ว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัว หนิงลี่จึงสำลักน้ำไปหลายอึกก่อนพยายามจะแหวกว่ายขึ้นเหนือน้ำ หากทว่ากลับถูกรั้งกายให้อยู่ใต้น้ำ ดวงตามัวปรือมองไปยังคนกระทำอุกอาจ หนิงลี่เริ่มหายใจไม่ออก เกือบสิ้นลมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง

ซ่งจินเหลียงคิดจะฆ่าเขาอย่างนั้นหรือ!

หนิงลี่คิดเช่นนั้น...ไม่คิดเลยว่าจักรพรรดิผู้องอาจจะทำเรื่องน่าอาย

ซ่งจินเหลียงกอดร่างที่สั่นเทาเอาไว้แนบอก ด้วยมวลของน้ำทำให้ร่างทั้งคู่แนบสนิท มันเป็นครั้งแรกที่ซ่งจินเหลียงได้สัมผัสตัวอีกฝ่ายเต็มๆ

ก่อนที่หนิงลี่จะสิ้นลมหายใจจริงๆ ซ่งจินเหลียงจึงพาลอยขึ้นเหนือน้ำให้หายใจ หนิงลี่ไอคอกไอแค่กไปด้วยความทรมานอย่างเหลือแสน ดวงตากร้าวมองอีกฝ่ายที่ทำหน้าไม่สะทกสะท้าน

“มาเล่นน้ำกันเถอะ”

“ฝ่าบาท!

หนิงลี่จะเอ่ยห้าม หากแต่ยังไม่ทันที่จะอ้าปากพูดจบประโยค ฮ่องเต้หนุ่มรุกรานเอาแต่ใจพาร่างที่เพิ่งพ้นเหนือน้ำลงไปอยู่ใต้น้ำอีกครา แหวกว่ายในสระบัวอย่างอิสระเฉดเช่นกันปลาเจ้าแห่งน้ำ ด้านบนสระบัวที่ถูกประดับประดา ตกแต่งอย่างสวยหรูก็นับว่าสวยแล้ว แต่ด้านล่างกลับงดงามเหมือนดั่งวังมหาสมุทร

เซียวถิงเย่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ในตอนแรกก็นึกเป็นห่วงด้วยกลัวว่าจะเกิดอันตราย แต่ตอนนี้ความห่วงหากลับแทนที่ไปด้วยความปลื้มปิติ ใบหน้าของนางยิ้มแป้นเหมือนก้อนแป้ง

ด้วยขนาดของสระบัวที่ค่อนข้างใหญ่ ซ่งจินเหลียงพาคนในอ้อมกอดลอดผ่านสะพาน ดำดิ่งดำว่ายไปตามทางที่ทอดยาว ผ่านเหล่าทหารที่กำลังเดินสวนสนาม ผ่านบรรดาขุนนางที่มาเข้าเฝ้า จึงกลายเป็นคำวิจารย์เซ็งแซ่ รู้ไปถึงหูขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจวที่อยู่ไม่ห่างนัก

ซ่า!

ครั้งสุดท้ายก่อนพาขึ้นฝั่ง ซ่งจินเหลียงยังคงกอดร่างในอ้อมแขนไม่แน่น ใบหน้าเปื้อนแดงแดงเถือก ดวงตาดุดันไปด้วยความโกรธ มันเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ซ่งจินเหลียงได้เห็นใบหน้าด้านอื่นที่ไม่ใช่นิ่งเฉย

“เจ้าสนุกหรือไม่”

สนุกกับผีนะซิ!...หนิงลี่นึกตอบในใจ

ใครมันจะไปสนุกกันเล่า ในเมื่อซ่งจินเหลียงเกือบทำให้สำนักน้ำตายไปหลายรอบ กินน้ำไปก็ตั้งหลายอึก คนที่ทำให้หนิงลี่ตกน้ำครั้งแรกก็เป็นฮ่องเต้ที่เอาแต่ใจ แถมยังมาบังคับให้ว่ายน้ำทั้งที่อากาศกำลังอยู่ในช่วงย่างเข้าฤดูหนาว

“อะไรกัน นี่เจ้ามีความสุขจนถึงกับขนาดเป็นใบ้เลยรึ ตัวเจ้าสั่น ข้าจะพาเจ้าขึ้นจากน้ำ”

“ฝ่าบาท!

เป็นอีกครั้งที่ซ่งจินเหลียงไม่ยอมปล่อย กายใหญ่โอบอุ้มร่างสนมอัปลักษณ์ ใช้วิชาตัวเบาพากระโดดขึ้นเหนือน้ำไปยังจุดหมายที่อยู่อีกทาง...เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกปอน ทั้งของตนและของหนิงลี่

“ข้ามีคำถาม...”

หันมองหนิงลี่ ดวงตาพราวประกายร้าย พร้อมตั้งคำถามที่ต้องการคำตอบ

 

“เจ้าอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าเองหรือให้ข้าเปลี่ยนให้”

 

 

 

 

 

TAKE

ความลับนั้นได้เปิดเผยแล้วหนึ่งอย่าง หลังจากนี้คือทำให้ทั้งคู่ลงเอยกัน แล้วจบ โอ้เย้! มันจะง่ายไปไหม! ฮ่าๆ

เอาเป็นว่าอาจไม่ค่อยพีคหรือดราม่าก็ได้ เทคไม่ค่อยถนัดแนวจีนเลยอาจแต่งได้ไม่ดราม่าเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นเทคจะพยายามนะจ๊ะ ส่วนชายซ่งน้านนนน มีอดีตแน่นอนนนน ส่วนนี่...เป็นตอนจบที่เทคคิดเอาไว้ เอามาขอบคุณที่ติดตามเน้อ >< ภาษายังไม่ได้เกลาอาจออกมาไม่ดี แต่นี่แหละคือส่วนหนึ่งในตอนจบของฉานนนนน

------------

"ข้ามีนามว่า ซ่งจินเหลียง...ไม่ยศ ไม่มีตำแหน่ง ไม่ได้เป็นฮ่องเต้ เป็นเพียงแค่คนธรรมดา เจ้าจะรับรักข้าได้หรือไม่"

ซ่งจินเหลียงกล่าววาจา ดวงตาเปล่งประกาย

คนฟังคลี่ยิ้ม

"ข้าชื่อหนิงลี่...ไม่มียศ ไม่มีตำแหน่ง ข้าเป็นแค่คนธรรมดา ท่านจะรับรักข้าได้หรือไม่"

เอื้อนเอ่ยวาจาเดียวกัน

สองสายตาสบประสาน

"ข้ารักเจ้า...รัก ใช่เพียงรูปกาย รักเจ้า...ที่ตรงนี้" ทาบมือบนหน้าอกด้านซ้าย "ตรงหัวใจ"

หนิงลี่น้ำตาไหลพราก ตื้นตันจนไม่อาจห้ามได้

ความรักครั้งนี้ได้สมหวังแล้ว...

 

"ข้าก็รักท่าน..."

--------------

ป.ล.ขอบคุณสำหรับคำผิด+คำชม+คำติ แค่นี้เทคก็ชื่นใจแล้วววว มาจุฟทีดิ ม๊วฟๆๆ

ป.ล.2 ส่วนเรื่องเพิ่มฉากพระนายให้สวีทกันน้านนน ใจร่มๆ นะจ๊ะ ได้เห็นพัฒนาการของคู่นี้แน่ มันเริ่มต้นจากความสนใจ ก่อนเปลี่ยนเป็นความผูกพันธุ์และความรัก มันยังอีกยาวไกลลลล ไม่ต่ำกว่า 30 ตอนแน่นอนน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น