กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ไร้เดียงสา

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2560 12:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไร้เดียงสา
แบบอักษร

 

3 วันผ่านไป

 

ดาราสาวเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องของตนอย่างอยู่ไม่เป็นสุข เพราะตั้งแต่นั้นมาร่างเล็กก็ยังทำตัวเฉยเมยจนตนแทบจะอกแตกตายถ้าไม่ได้คุยกันให้รู้เรื่อง

โอ๊ย! ไหนบอกหายกันแล้วไงแล้วทำไมยังเมินใส่เราอยู่อีกหรือจะเกลียดเราแล้วจริงๆนะ ริมฝีปากสวยถอนหายใจอีกรอบแล้วเหลือบมองเข็มนาฬิกาบนหัวเตียงอย่างใจแป้ว

คืนนี้ก็คงไม่มาอีกสินะ เฮ้อ...ป่านนี้พี่ใหม่นอนหรือยังนะ

 

เมษาธิดาเปิดประตูเดินออกจากห้องอย่างเซ็งๆสายตาก็เหลือบเห็นแสงไฟเล็ดลอดจากห้องของน้องสาว ดึกแล้วยังไม่เข้าห้องคุณแม่อีกเหรอ  

ดาราสาวเดินมายืนหน้าห้องก็ได้ยินเสียงขลุกขลักบางอย่างบ่งบอกถึงบุคคลภายในนั้นยังไม่นอน มือเรียวยกขึ้นมาลองเคาะประตูอยู่สองสามครั้งแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ

 

ร่างสูงย้ายมือลงมาค่อยๆบิดประตูที่แทบจะไม่เคยล็อคเปิดเข้าไปในห้องสีฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต สายตาคมสวยมองน้องสาวที่กำลังวุ่นอยู่กับการย้ายโต๊ะหนังสือและจัดเรียงอุปกรณ์วาดเขียนไว้ในที่ใหม่อย่างขมักเขม้น

 

มีนาเรศยืดปลายเท้าพยายามเอื้อมมือหยิบกล่องสีอันใหม่จากชั้นวางของติดผนังข้างบนสุด แต่จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีคนอยู่ข้างหลังและมือที่เอื้อมหยิบกล่องลงมาให้จึงหันไปมองอย่างผงะตกใจ

 

“จัดห้องใหม่อีกแล้วเหรอคะ ให้พี่ช่วยอะไรไหม?”

 

“พี่เมษ์! เข้ามาทำไมไม่เคาะประตูมิ้นท์ตกใจหมด”

มีนาเรศพูดเสียงแข็งด้วยสีหน้าบึ้งตึงและถอดหูฟังออก

 

“พี่เคาะแล้วแต่มิ้นท์คงไม่ได้ยิน ให้พี่ช่วยนะคะ”

 

“ไม่ต้องค่ะออกไปเลย เกะกะ”

มีนาเรศบอกเสียงเรียบพร้อมยกมือดันตัวอีกคนออกห่างและเดินเลี่ยงหนีอย่างไม่สนใจ

 

“มิ้นท์ ดีกันนะคะ พี่ขอโทษนะ”

เมษาธิดาสวมกอดร่างเล็กจากด้านหลังและยกนิ้วขึ้นพยายามง้อ อยากให้น้องสาวหายงอนเร็วๆ

 

“รู้ด้วยเหรอว่ามิ้นท์โกรธเรื่องอะไร?”

ร่างเล็กถามเสียงตัดพ้อน้อยใจหันไปมองพี่สาวอย่างมีความหวังเล็กน้อย

 

“ก็ที่พี่…จูจุ๊บไง...”

ร่างสูงตอบเสียงแห้งด้วยสีหน้ารู้สึกผิดและเป็นห่วงความรู้สึกน้องสาว คงเป็นจูบแรกแน่ๆเลย

 

“เรื่องนั้นเราหายกันแล้ว”

มีนาเรศถอนหายใจและหันหน้าหนีอีกครั้ง

 

“อ้าวทำไมยังโกรธพี่อยู่ล่ะคะ”

ใบหน้าคมขมวดคิ้วอย่างงุนงงข้องใจ ไม่ใช่เรื่องนั้นแล้วมีอะไรที่น่าโกรธไปกว่านั้นอีก  ทำไมเข้าใจยากแบบนี้นะ

 

“ก็พี่เมษ์รับปากอะไรไว้หรือเปล่าล่ะคะ”

มีนาเรศตอบเสียงเรียบขณะที่สนใจอยู่กับการจัดเรียงสมุดบนโต๊ะ

 

เมษาธิดาถอนหายใจและนั่งลงที่ปลายเตียงอย่างนึกคิด สายตาคมเหลือบเห็นตุ๊กตาหนูสีเหลืองในหมู่ตุ๊กตามากมายบนเตียงนอนจึงหยิบเอามาจ้องอย่างคาดคั้นหาคำตอบ

 

“ฮึ มันคงจะตอบให้พี่แหละเนอะ”

มีนาเรศพูดลอยๆอย่างรู้นิสัยเมื่อชำเลืองมองพี่สาวด้วยหางตาแต่ก็แอบยิ้มเยาะอยู่ในใจ หึๆจะแกล้งงอนให้เข็ดเลย

 

“ก็พี่นึกไม่ออกอ่ะ บอกมาเหอะนะ นะๆ ปิก้าจูก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้วอ่ะ”

มือเรียวเอื้อมคว้าแขนน้องสาวแล้วดึงตัวให้มายืนอยู่ระหว่างขาของตน เงยหน้าสบดวงตากลมอย่างอ้อนวอน

 

“.....”

 

“มิ้นท์คะ ดีกันน้าอย่าทำหน้าบึ้งสินะ ปิก้าจุ๊บๆๆๆๆๆ…”

ร่างสูงเอาตุ๊กตาในมือไปแตะๆทั่วใบหน้าหวานให้ยอมยิ้มออกมาซึ่งก็ได้ผล

 

“หึหึหึ พอเลยพี่เมษ์”

ใบหน้าหวานเม้มริมฝีปากกลั้นหัวเราะและคว้าตุ๊กตาจากมือเรียวมากอดเพื่อให้หยุดการกระทำ

 

“บอกได้ยัง?”

ใบหน้าคมสวยเลิกคิ้วมองคนตรงหน้าด้วยความหวัง

 

“ก็พี่เมษ์รับปากว่าจะดูพระจันทร์ด้วยกันแต่พี่เมษ์ก็ออกไปเที่ยว แล้วเมาแอ๋กลับมาตัวก็เหม็นเหล้า  แถมยังมีกลิ่นน้ำหอมของใครติดมาบ้างก็ไม่รู้”

มีนาเรศถอนหายใจพูดอย่างงอนๆ กะจะเซอร์ไพร์สสะหน่อยก็ไม่ได้ทำ

 

“ห๊ะ! ที่ไม่คุยกับพี่มา 3 วันนี่เพราะเรื่องนี้เนี่ยนะ งั้นเราออกไปดูกันตอนนี้ก็ได้”

โธ่ไอ้เราก็คิดไปไกลกลัวจะทำไปมากกว่าจูบเพราะจำไม่ได้

 

“พี่เมษ์จะบ้าเหรอออกไปให้ยุงกัดกันพอดี มันสายไปแล้วแหละ”  

พระจันทร์ก็ไม่เต็มดวงบรรยากาศก็ไม่มีจังหวะก็ไม่ได้ เฮ้อ…

 

“สายไปแล้ว? งั้นจะให้พี่ทำไงอ่ะ หายงอนนะคะดีกันนะ”

ใบหน้าคมสวยกระตุกคิ้วยื่นนิ้วก้อยไปให้ด้วยความหวังอันน้อยนิด ทำไมถึงสายอ่ะ จะไม่น่ารักกับเราเหมือนเดิมแล้วเหรอ

 

“ดีก็ได้แต่พี่เมษ์ต้องหลับตาก่อน”

มีนาเรศบอกเสียงใสอย่างมีเลศนัย

 

เมษาธิดากลืนน้ำลายลงคอแล้วหลับตาลงอย่างใจเต้น จะมาไม้ไหนของเขานะ ดูทำหน้าเข้าสิ  

 

ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มร้ายวางมือบนไหล่สวยแล้วดึงเนื้อผ้าของเสื้อนอนคอปกไปด้านข้างเล็กน้อย เผยให้เห็นซอกคอขาวสวยจนใจเต้นขึ้นมา  

ใบหน้าหวานโน้มเข้าหาซอกคอขาวหอมอย่างเชื่องช้าประทับริมฝีปากแผ่วเบา แล้วค่อยๆคลายปลายลิ้นแตะแต้มสัมผัสลิ้มรสผิวกายหอมยั่วยวนเพียงครู่ ก่อนที่จะฝังเขี้ยวลงบนซอกคอขาวเนียนตามความตั้งใจ

 

“โอ๊ย!!! อื้อหือเป็นหมาหรือไงเนี่ย ซี้ด...”

เมษาธิดาสะดุ้งสุดตัวเมื่อโดนกัดอีกครั้ง ยกมือขึ้นไปกุมความเจ็บที่ซอกคอด้วยสีหน้าเหยเก มากัดอีกทำไมยัยเตี้ยเป็นบ้าอะไรเนี่ย เจ็บ

 

“ฮะฮะฮะไหนดู เดี๋ยวมิ้นท์เป่าให้นะ โอมเพี้ยงๆหายยัง”

มีนาเรศดึงมือพี่สาวออกจากรอยฟันแล้วยิ้มมองผลงานอย่างพออกพอใจ ร่างเล็กพนมมือแล้วพ่นลมเป่าให้อย่างขำขัน

 

“มันจะเคยหายที่ไหนเล่า ไม่ต้องมายุ่งเลย”

 

“ยังไม่นอนกันอีกเหรอดึกแล้วนะคะ แล้วร้องทำไม”

กันยารัฐต์เคาะประตูและเปิดเข้ามาทันทีก็เห็นลูกสาวหยอกเล่นกันอยู่  สายตาคมกริบมองเห็นรอยฟันเด่นชัดบนซอกคอลูกสาวตัวสูงก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไร

 

“น้องมิ้นท์ไปกัดพี่เขาอีกหรือเปล่า? เอาใหญ่แล้วนะคะ ห้ามกัดอีกนะเดี๋ยวมีแผลเป็น ขอโทษพี่เขาด้วย”

 

“ค่ะ..ไม่กัดแล้วค่ะคุณแม่ ขอโทษค่ะพี่เมษ์”

มีนาเรศยืนหน้าจ๋อยเมื่อโดนดุแล้วหันไปขอโทษพี่สาวเสียงเบา

 

“เข้านอนกันได้แล้วนะ”  

กันยารัฐต์บอกย้ำอีกครั้งและเดินกลับห้องของตนเมื่อได้รับคำตอบที่พอใจ ฟันขึ้นหรือไงหนอลูกคนนี้ วันหลังจะซื้อยางกัดเล่นของเด็กมาให้  

 

 

มีนาเรศผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกแล้วเดินไปหยิบกล่องของขวัญส่งให้ร่างสูง

 

“Happy Birthday ค่ะพี่เมษ์”

 

“ของขวัญ...ให้พี่เหรอคะ”

เมษาธิดารับของขวัญรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นกล่องค่อนข้างบางแต่ก็ใหญ่พอสมควร

 

“อืม มิ้นท์ว่าจะให้ตั้งแต่คืนนั้นแล้วแหละแต่พี่เมษ์หนีไปเที่ยวก่อน เปิดดูสิคะชอบไหม”

ใบหน้าหวานตอบด้วยรอยยิ้มแอบลุ้นๆ ตั้งใจสุดฝีมือเลยนะเนี่ย

 

ริมฝีปากสวยเผยยิ้มค่อยๆแกะกระดาษสีแดงลายหัวใจผูกโบว์สีชมพูน่ารัก มือเรียวเปิดฝากล่องก็เห็นภาพวาดเหมือนของตนในกรอบรูปที่ไม่ธรรมดา

ขอบชั้นด้านในกระจกเป็นสติ๊กเกอร์รูปเล็กๆที่เคยถ่ายตั้งแต่ตอนเด็กๆจนถึงปัจจุบันเรียงกันตามลำดับอายุ ส่วนกรอบด้านนอกเป็นไม้สักเกาะสลักชื่อของตนบนขวามือและปีพ.ศ.ที่ได้รับซ้ายมือด้านล่าง  ดูก็รู้ว่าเป็นงานฝีมือล้วนๆ

 

“นี่วาดเอง ทำเองหมดเลยเหรอคะ”

เมษาธิดายกกรอบรูปขนาดประมาท A2 ขึ้นมองดูภาพวาดอย่างทึ่งๆ ลายเส้นสวยงามคมชัดระบายสีน้ำโทนสว่างสดใสจนแทบไม่อยากเชื่อว่าน้องสาวของตนจะเก่งได้ขนาดนี้ มีพรสวรรค์เหมือนคุณแม่เลยนะเนี่ย

 

“พี่เมษ์ชอบไหมคะ”

เสียงเล็กถามย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

 

“ชอบสิคะ วาดเองจริงเหรอไปจ้างใครมาหรือเปล่าเนี่ย”

ใบหน้าคมสวยหันไปถามอย่างสงสัยแล้วหันกลับมามองดูลายละเอียดของภาพวาดอีกครั้ง ฝีมือคุณแม่วาดแล้วมาโม้เราหรือเปล่านะ

 

“หือ พี่เมษ์อ่ะเอาคืนมาเลยไม่ให้เล่า”

 

“อะไร ให้แล้วให้เลยสิมาทวงคืนได้ไง”

เมษาธิดายืนขึ้นพร้อมยกรูปขึ้นเหนือหัวไม่ให้ร่างเล็กเอื้อมมือถึงแล้วเดินฉับๆกลับห้องของตนอย่างว่องไว เอาไปแขวนตรงไหนดีนะ

มีนาเรศอมยิ้มอย่างขำๆ  ปิดไฟในห้องตัวเองแล้วเดินตามเข้าห้องพี่สาวไปติดๆ



 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น

มีนาเรศปรือตาบิดกายเหยียดตรงในอ้อมกอดอย่างขี้เกียจ ดวงตากลมหรี่มองเข็มนาฬิกาบอกเวลา 8 โมงครึ่งแล้ว

นี่เราตื่นสายเหรอไม่อยากลุกเลย

 

หญิงสาวบดเบียดกระแซะกายไปมากับร่างอันอบอุ่นเหมือนแมวน้อยอ้อนเจ้าของให้ตื่นจากการหลับใหล ซุกใบหน้าเข้าหาซอกคอหอมสูดกลิ่นเสพติดเข้าเต็มปอดอย่างเคลิ้มๆ

สายตาหวานเพ่งมองซอกคอขาวสวยแล้วส่งนิ้วมือไปลูบเล่นตามรอยอย่างพึงพอใจอยู่สักพัก

ร่างเล็กหยัดกายขึ้นนั่งโน้มใบหน้าลงหอมแก้มขาวให้ชื่นใจก่อนความคิดบางอย่างจะผุดขึ้นมาเมื่อสายตาจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากสวย

 

ใบหน้าหวานสูดลมหายใจแล้วค่อยๆส่งริมฝีปากไปประทับกลีบปากสีชมพูสดใสซึมซับความหวานอ่อนนุ่มจนน่าติดใจและถอนออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตากลมเบิกมองร่างไร้ปฏิกิริยาหลับปุ๋ยน่ารักน่าเอ็นดูอย่างหลงใหล

 

“ไม่ตื่นเหรอ หึหึ ขี้เซาชะมัด”

มือบางบีบปลายจมูกโด่งเบาๆอย่างมันเขี้ยวแล้วก้มลงหอมแก้มอีกครั้งเป็นการปลุก

 

“พี่เมษ์ พี่เมษ์คะตื่นได้แล้วนะ ไปเล่นสงกรานต์กัน”

มือบางเขย่าตัวพี่สาวอยู่สองสามครั้งให้ตื่น

 

“ฮือ…”

เมษาธิดาพลิกตัวหันหนีเมื่อถูกรบกวนแต่ถูกอีกคนดึงแขนกลับไปนอนหงาย

 

“ไม่ตื่นใช่ไหม”

ร่างเล็กนั่งคร่อมบนหน้าท้องแล้วส่งมือไปดึงพวงแก้มทั้งสองข้างอย่างมันเขี้ยว ฮะๆดูหน้าดิตลกจัง

 

“โอ๊ย...ตื่นแล้วๆ”

ใบหน้าคมปรือตาลุกขึ้นนั่งหาวนอนสะลึมสะลือ สงกรานต์มีตั้ง 3 วันจะรีบไปไหนนักหนานะ

 

“รีบไปอาบน้ำแล้วลงไปทานข้าวนะคะเดี๋ยวมิ้นท์เตรียมไว้ให้”

มีนาเรศส่งมือคล้องคอพี่สาวแล้วหอมแก้มขาวฟอดใหญ่ก่อนลุกลงจากเตียงกลับห้องของตัวเองตามความเคยชิน

 

เมษาธิดานั่งลูบแก้มตัวเองด้วยรอยยิ้มที่ร่างเล็กกลับมาน่ารักดูแลเอาใจตนเหมือนเดิม ร่างสูงก้าวเท้าเข้าห้องน้ำด้วยหัวใจที่เบิกบานชุ่มฉ่ำอารมณ์ดี ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไปได้ก็ดีสินะ

 

 

“♪ตั้งแต่เป็นสาวเต็มกาย หาผู้ชายถูกใจไม่มี เมื่อคืนฝันดีน่าตบ ฝันๆว่าพบผู้หญิงมาดดี...”

 

“แหม มาแต่เช้าเลยนะ คิดถึงเค้าเหรอตัวเอง”

เมษาธิดายกจานมาล้างเมื่อทานมื้อเช้าเสร็จ เห็นร่างบางยืนร้องเพลงอยู่ในครัวจึงอดที่จะแหย่เล่นไม่ได้ ร้องเนื้อเพี้ยนๆอีกละ

 

“แหวะ ใครคิดถึง มั่ว!”

กรวิกาถลึงตาใส่และหันกลับมาสนใจกับการบีบแป้งผสมน้ำในขันเงิน ไปประแป้งน้ากันย์ดีกว่าจะได้เป็นสิริมงคล ฮิฮิ

 

“♪ตี 5 ไม่ถึงก็จวน คิดทบทวนเรื่องฝันชั้นดี ผู้หญิงอะไรน่าจีบ ดูสิทำนิ่งน่าฟัดน่าตี…”

ร่างบางก้าวเท้าเดินร้องเพลงออกไปอย่างอารมณ์ดีในยามเช้า

 

“อุ้ย...เดี๋ยวก่อน ใส่มะลิด้วยดีกว่าจะได้หอมๆ”

ร่างบางชะงักเท้าและเดินกลับเข้าไปในครัวมุ่งหน้าไปทางพานที่ใส่ดอกไม้กลิ่นหอม มีกุหลาบด้วยดีจัง

 

“ถามจริง ที่บ้านไม่มีใครทำกับข้าวให้กินเหรอถึงได้ขยันมาขอส่วนบุญบ้านนี้บ่อยๆ”

เมษาธิดาล้างจานเสร็จก็หันไปพูดจาเย้าแหย่อีกคนอย่างหมั่นไส้

 

“หึ๋ยไอ้เมษ์ พี่ไม่ใช่สัมภเวสีนะ ไอ้บ้า!”

วุ๊ยอารมณ์เสียกวนประสาทที่สุดเลย ถ้าหยุดพูดได้จะดีมาก ร่างบางก้าวเท้าจะรีบเดินออกไปแต่ถูกร่างสูงขวางทางไว้เสียก่อน

 

“ฮะๆๆ แหมคำก็ไอ้สองคำก็ไอ้ ทีคืนก่อนนั้นยังทั้งกอดทั้งหอมเค้าอยู่เลย ทำแบบนี้เมษ์เสียหายนะคะ จะรับผิดชอบยังไง”

ใบหน้าคมกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์พูดเสียงอ่อนเสียงหวานพลางก้าวเท้าเข้าไปใกล้ พยายามต้อนอีกคนให้จนมุม

 

“หลีกไป!”

 

“ไม่หลีก รับผิดชอบก่อนสิ”

ดาราสาวยิ้มร้ายเมื่อร่างบางถอยหลังชนอ่างล้างจานเข้าพอดี  สองมือจับขอบซิงค์เอาไว้สกัดกั้นการหลบหนี สายตาคมจ้องใบหน้าใสแบ๊วมีแววตาหวาดหวั่นเหมือนลูกนกตัวน้อยในกำมือ หึหึ ไม่รอดแน่

 

“น..นี่ จะทำอะไรถอยไปเลยนะ!”

กรวิกาตวาดเสียงแข็งยกมือขึ้นหนึ่งข้างดันไหล่ร่างสูงเอาไว้ หัวใจเต้นรัวขึ้นมาเสียดื้อๆเมื่อใบหน้าคมสวยยื่นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนเกือบจะหอมแก้ม  หึ๋ยไปเรียนวิชามารมาตั้งแต่เมื่อไหร่

 

“เดี๋ยวสิจะรีบไปไหน มาให้เค้ารดน้ำดำหัวก่อนเร็ว ฮ่าๆๆๆ”

ร่างสูงเอื้อมมือคว้าสายยางฉีดน้ำจากซิงค์ล้างจานและกดฉีดน้ำรดศีรษะร่างบางอย่างคิกคักสนุกสนาน

 

“อ๊าย!! ไอ้เมษ์! ไอ้บ้า!หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

กรวิกาตะโกนเสียงดังพลางเอาขันตักน้ำในอ่างสาดกลับไปไม่ยั้ง

 

“โอ้โห นั้นมันน้ำล้างจานเลยนะพี่ เล่นงี้ใช่ไหมได้!!”

ร่างสูงคว้าขวดน้ำยาล้างจานมาบีบใส่ร่างบางพร้อมฉีดน้ำจนเป็นฟองฟูๆที่ศีรษะ

 

“เฮ้ยๆๆ ไอ้สองตัวมาสาดอะไรกันในนี้ หยุด หยุด! ช่าาา…”

ยายจันทร์เข้ามาดูในครัวเมื่อได้ยินเสียงเอะอะแต่โดนลูกหลงเข้าเต็มๆหน้า อื้อหือน้ำยาล้างจานใช่ไหมเนี่ย สายตาเบิกมองสองสาวเปียกปอนฟองฟุ้งทั่วพื้นที่ เดี๋ยวก็พากันลื่นล้มหัวแตก

 

“ยาย!!/ยาย!!”

ทั้งสองอุทานตกใจและรีบกรูเข้าไปเช็ดๆน้ำให้ด้วยท่าทีลุกลน

 

“พี่อ่ะสาดน้ำใส่ยายทำไม ยายเปียกหมดเลยเห็นไหม”

 

“เอ๊า ก็แล้วหลบทำไมเธอนั้นแหละทำให้ยายเปียก”

 

“พี่นั้นแหละ/เธอนั้นแหละ”

 

“โอ๊ย พอ หยุด! ไม่ต้องเถียงกันเลย ดูครัวยายสิเปียกเละเทะหมดแล้ว ช่วยกันถูพื้นให้แห้งสะอาดเดี๋ยวนี้เลยนะ”

ยายจันทร์ยกมือแยกทั้งสองคนที่เริ่มจะมาทะเลาะกันข้างๆหูของตนอย่างรำคาญ มันยังไงกันนะสองคนนี้กัดกันตลอด  เฮ้อเหนื่อยใจจริงๆ

 

“ค่ะ/ค่ะ”

ทั้งสองก้มหน้ารับผิดแต่ก็ไม่วายส่งสายตาจิกกัดให้กัน



 

ร่างบางอาบน้ำเปลี่ยนชุดเที่ยว  ใส่เสื้อคอปกสงกรานต์สีน้ำเงินลายดอกมัดเอวลอยโชว์หน้าท้องเนียนราบเซ็กซี่พอประมาณ

ใบหน้าใสแบ๊วเผยยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นจุดมุ่งหมายนั่งถักเปียให้ร่างเล็กอยู่ศาลาหน้าบ้าน จึงเข้าไปเสนอหน้าต่อแถวพร้อมขันน้ำผสมแป้งในมือ

 

“แน่นไปไหม”

กันยารัฐต์เอ่ยถามเมื่อถักเปียมัดยางเสร็จ

 

“ไม่แน่นค่ะ ขอบคุณค่ะคุณแม่”

มีนาเรศหันไปหอมแก้มขอบคุณมารดาและลุกจากไปอย่างอารมณ์ดี พี่เมษ์เสร็จยังนะจะได้ไปเล่นน้ำ

 

“น้ากันย์ ประแป้งหน่อยนะคะ”

กรวิกาส่งยิ้มหวานเอาแป้งไปแตะๆลูบๆพวงแก้มของใบหน้าคมนิ่งอย่างกล้าๆกลัวๆ สบสายตาคมอย่างใจเต้น

 

“ขอให้สวยวันสวยคืนแบบนี้ตลอดไปนะคะ น้ากันย์ แฮ่ๆ”

ร่างบางออกอาการขยุกขยิกบิดตัวด้วยความเขินจนมือสั่น

 

“หึหึ ขอให้สุขกายสบายใจและสมหวังตั้งใจในทุกๆเรื่องนะคะคุณหนู”

กันยารัฐต์กระตุกยิ้มอวยพรพร้อมเอาแป้งปาดแก้มใสข้างละหนึ่งทีเป็นพิธี

 

“น้ากันย์อ่ะอย่าเรียกคุณหนูสิ...มันฟังห่างเหินน่ะ”

กรวิกาบิดชายเสื้อที่มัดไว้เป็นปมจนคลี่หลุดลุ่ยด้วยความเคอะเขินลืมตัว สมหวังทุกเรื่องเลยเหรอ งั้นก็ดีสิ

 

“เดี๋ยวก็กระดุมหลุดหรอก ว่าที่ท่านรองประธาน”

กันยารัฐต์ตีมือบางและเอ่ยเสียงดุเล็กน้อย  โตจนจะเป็นหัวหน้าคนอยู่แล้วยังมานั่งบิดเสื้ออยู่อีก

ร่างบางทำตัวไม่ถูกรู้สึกมือไม้มันเกะกะจึงคว้าหวียื่นให้

 

“จะถักเอาเปียแบบไหน”

 

“เอา...ข้างหน้าแบบคาดผมค่ะ”

มือนิ่มค่อยบรรจงหวีผมถักเปียให้ด้วยความชำนาญและเบามือ

กรวิกานั่งจ้องหน้าคมอย่างปลาบปลื้มเพ้อฝันไม่รู้เบื่อ  หัวใจผองโตสั่นไหวล่องลอยไปหาทุกครั้งเหมือนจะควบคุมมันไม่เคยได้

 

“...น้ากันย์มาเป็นเลขาให้ด้วยนะคะ”

กรวิกาเอ่ยปากอยากลองใจ

 

“หึ? คงไม่ไหวหรอกน้าขี้เกียจเดินตามเด็ก ให้น้าอยู่ตำแหน่งเดิมแหละดีแล้ว”

กันยารัฐต์เลิกคิ้วมองอย่างประหลาดใจ จู่ๆจะให้ไปเป็นเลขาไม่ใช่ทางถนัดเลยนะ พิลึกคนจริงๆ

 

“โธ่น้ากันย์...กวางไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ ไม่กี่เดือนก็จะ 24 แล้ว เหลืออีกปีเดียวก็เรียนจบทำงาน เลี้ยงน้ากันย์ยังได้เลยนะ”

กรวิกาจุกอกใจแป้วขึ้นมาทันที พยายามรบเร้าให้เห็นความเป็นผู้ใหญ่   

เฮ้อแค่นี้ยังไม่สมหวังเลย  เมื่อไหร่จะเลิกมองเราเป็นเด็กสักที่นะ

 

“ยัยขี้โม้เอ๊ย เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ เห็นเมาแอ๋กอดโถส้วมมาอยู่หยกๆ”

กันยารัฐต์ส่งนิ่วไปจิ้มหน้าผากเนียนใสอย่างมันเขี้ยวแล้วถักเปียต่อด้วยความรวดเร็วคล่องมือ

 

“ฮะๆๆ เด็กที่ไหนจะเมาแอ๋ได้ขนาดนั้นคะ กวางไม่เด็กแล้วนะคะ จริงๆนะคะน้ากันย์”

ร่างบางย้ำแล้วย้ำอีกอยากจะอยู่ในสายตาในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง  แววตาละห้อยมองใบหน้าคมอย่างสื่อความหมายแต่ก็ได้กลับมาเพียงความว่างเปล่า ไร้วี่แววเป็นอื่นนอกจากความเอ็นดูที่มีให้กับเด็กๆ

ใบหน้าใสกระตุกคิ้วเข้าหากันอย่างนึกคิดว่าต้องทำยังไงถึงจะเป็นผู้ใหญ่พอ ในใจนึกโกรธโชคชะตาของตัวเอง  ทำไมเราไม่เกิดเร็วกว่านี้นะ

 

“อ่ะ เสร็จแล้วไปได้”

กันยารัฐต์เอ่ยบอกเหมือนคุยกับลูกแล้วเก็บอุปกรณ์ทำผมอย่างเป็นปรกติ

 

กรวิกาส่งสายตาตัดพ้อแน่นอกแน่นใจ อยากจะตะโกนดังๆว่าแอบชอบแอบรักจนล้นใจมาตั้งนานแล้ว  ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นผ่อนลมหายใจเข้าออกให้คงที่ แววตาแปลเปลี่ยนมาเป็นมุ่งมั่นตั้งใจ

 

“ฟอด...ขอบคุณนะคะน้ากันย์”

ใบหน้าทะเล้นฉวยโอกาสหอมแก้มขาวแล้วกระซิบเสียงหวานข้างๆหูก่อนจะเดินจากไป ฮึ! เดี๋ยวจะโตให้ดู!

 

กันยารัฐต์เหลียวมองอย่างงงๆกับพฤติกรรมแปลกๆแล้วส่ายหน้า อะไรของเขานะ



 

 

ณ ถนนชื่อดังในกรุงเทพเวลาช่วงบ่ายวัน 4 สาวในชุดเทศกาลสาดน้ำเดินเล่นสงกรานต์กันอย่างคิกคักสนุกสนาน

หนึ่งธิดาเดินถือขันประแป้งให้สาวๆไปทั่วอย่างเพลินๆ

เมษาธิดาถูกห้อมล้อมไปด้วยแฟนละครต่างพากันขอประแป้งถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ได้พบปะเจอะเจอโดยบังเอิญ

ส่วนมีนาเรศและกรวิกาพากันวี๊ดว๊าดฉีดน้ำสู้รบกันเองและผู้คนแปลกหน้ามากมายอย่างสนุกสุดเหวี่ยง

 

“พี่เมษ์ พามิ้นท์ไปเข้าห้องน้ำหน่อย”

มีนาเรศเดินมากระตุกแขนพี่สาวเมื่อเห็นว่าว่างแล้ว

 

“ห้องน้ำเหรอ ไปสิพี่ก็ปวดอยู่พอดี พี่ใหม่พี่ลูกกวางไปเข้าห้องน้ำไหม”

เมษาธิดาหันไปสะกิดถามอีกสองคนก่อนไป

 

“ไปเถอะเดี๋ยวพี่รออยู่แถวนี้แหละ”

เสียงนิ่มเอ่ยตอบและหันไปซื้อแป้งเติมน้ำเพิ่ม

 

“ไปๆๆ ปวดอยู่เหมือนกัน”

3 สาวเดินตามกันไปพลางฉีดน้ำเล่นไปด้วย

 

 

หนึ่งธิดาเรื่อยเปื่อยตามประสาอยู่สักพักก็มีเด็กน้อยวิ่งไล่กันมาและโยนอะไรให้ใส่ขันพอดี  ตามด้วยหญิงสาววัยรุ่นแต่งตัวโป๊นิดๆเนื้อตัวเปียกปอนไม่ต่างกัน วิ่งไล่เข้ามาชนจนน้ำแป้งในขันกระเด็นมาสาดหน้าของตน

อื้อหือแป้งเพิ่งจะเติมมาหยกๆ

 

“นี่ ไม่เห็นหรือไงว่าฉันวิ่งมาทำไม่หลบ”

หญิงสาวผละตัวถอยออกและมองตามหลังเด็กๆอย่างหงุดหงิดที่ตามไม่ทัน สายตาเหลือบมองคนตรงหน้าก็เห็นหมวกใบสวยที่ถูกขโมยไปจึงสรุปความเอาเองอย่างมั่นใจ

 

“อ๋อนี่เธอร่วมมือกับเด็กเหลือขอพวกนั้นใช่ไหม เอาหมวกฉันคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้ฝรั่งขี้ขโมย”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดถูกเปล่งออกมา ดวงตาเรียวมองใบหน้าขาววอกเลอะแป้งจนดูหน้าไม่ออกอย่างเอาเรื่อง

 

หนึ่งธิดายกมือขึ้นปาดแป้งออกจากขอบตาจากซ้ายไปขวารวดเดียวและเบิกเนตรเลิกคิ้วมองคนที่เอาแต่ตะคอกขึ้นเสียงใส่ราวกับกลัวจะไม่ได้ยิน ชนเราเองแท้ๆยังไม่รู้จักขอโทษอีก

 

“ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง บอกให้เอาคืนมา”

หญิงสาวเอื้อมมือจะคว้าหมวกแฟชั่นทันสมัยราคาแพงสีฟ้าลายเด่นสดใส

 

“อยากได้เหรอ ทำไงก่อน”

หนึ่งธิดาจับหมวกใบสวยยกขึ้นสูงสุดมือ ดวงตาสวยหวานมองหญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่นิสัยแย่อย่างนึกเสียดาย

พูดดีๆไม่เป็นหรือไงนะ

 

หญิงสาวพยายามกระโดดคว้าแต่ก็ไม่ได้ จึงกระชากขันจากมืองามและสาดน้ำแป้งที่เหลือใส่ใบหน้าเรียวเข้าเต็มๆ

 

“ทีนี้คืนได้ยัง”

หญิงสาวยิ้มเยาะแบบกวนๆและทิ้งขันลงพื้นเพื่อยั่วโมโห

 

หนึ่งธิดาผ่อนลมหายใจยาวด้วยความไม่พอใจกับความก้าวร้าวมันช่างน่าสั่งสอนให้หลาบจำ

มืองามจับปลายคางคนนิสัยเสียแล้วโน้มใบหน้ากดริมฝีปากสวยจูบกลีบปากอวบอิ่มนั้นทันที

 

หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อดวงตาเบิกกว้างเหมือนช็อคเมื่อริมฝีปากถูกประกบด้วยสาวแปลกหน้าอย่างถือวิสาสะ

 

“อ..อ..ไอ้ฝรั่งบ้ากล้าดียังไงมาขโมยจูบแรกของฉัน”

หญิงสาวรีบดันตัวออกและยืนตัวสั่นชี้หน้าด่าอย่างโกรธจัด

หนึ่งธิดาเลิกคิ้วมองอย่างบันเทิงใจและเห็นเป็นเรื่องตลก ฮะๆจูบแรกซะด้วยเหรอ

 

หญิงสาวง้างมือขึ้นจะตบแต่ถูกจับข้อมือไว้จึงยกมืออีกข้างหวังจะตบอีกครั้ง แต่ก็ถูกจับไว้ทันอีกจนฝ่ามือตบกันและกลายเป็นรูปพนมมือไปซะงั้น

 

“ขอโทษน่ะ ขอโทษพูดเป็นไหมคะ”

หนึ่งธิดาดันมือหญิงสาวไปแนบอกเป็นการยกมือไหว้และกดศีรษะหญิงสาวให้ก้มลง

 

“ไอ้…”

 

“หยุดนะ ถ้าพูดไม่เพราะอีกจะโดนจูบ อยากลองอีกทีไหม”

เสียงนิ่มเอ่ยดุพร้อมชี้นิ้วเป็นการเตือน

 

หญิงสาวชะงักนิ่งจ้องดวงตาสวยนัยน์ตาสีนิลอมเทาๆเป็นประกายนั้นอย่างจดจำฝังแค้น ชาตินี้ขออย่าให้เจอกันอีกเลย

 

“หรือว่าชอบ หึ?”

เสียงนิ่มเอ่ยถามยียวนและยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกครั้ง

หญิงสาวผงะถอยหนีรีบคว้าหมวกคืนและวิ่งหนีไปอย่างไม่หันมามอง

 

ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มขบขันเมื่อได้ชัย หึหึ โธ่เอ๊ยคิดว่าจะแน่ยัยเด็กกะโปโล



 

 

2 อาทิตย์ต่อมา

เมษาธิดากลับมาถึงบ้านในยามบ่ายแก่จากงานอีเว้นโชว์ตัว  ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาในบ้านอย่างเงียบๆตามปรกติมุ่งหน้าจะขึ้นห้องเปลี่ยนชุด สายตาคมเหลือบเห็นหนังสือแพทย์ตกอยู่หน้าโซฟาจึงเดินเข้าไปเก็บวางไว้ที่โต๊ะกลาง

 

ดาราสาวชะโงกหน้าไปมองพี่สาวที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนโซฟา  ริมฝีปากสวยเผยยิ้มจนเห็นฟันแววตาเป็นประกายแพรวพราวเมื่อมีความคิดสนุกๆผุดขึ้นมา   ร่างสูงรีบก้าวเท้าเบาออกไปหลังบ้านเพื่อหาอะไรบางอย่างในครัว

อิอิ หลับปุ๋ยเลย เราต้องส่งท้ายก่อนกลับอังกฤษซะหน่อยจะได้มีอะไรเก็บไว้เป็นที่ระลึก หึๆๆฮ่าๆๆ ไม่รอดแน่ท่านพี่

 

มีนาเรศเดินลงจากบันไดเห็นพี่สาวร่างสูงกำลังก้มๆเงยๆอยู่ที่โซฟาจึงเดินเข้าไปหา  ร่างเล็กยืนมองอยู่เงียบๆข้างหลังร่างสูงที่กำลังตั้งกล้องโทรศัพท์บนโต๊ะกลางอัดวีดีโอพี่สาวคนโตที่กำลังหลับอยู่ จะทำอะไรของเขานะ

 

“พี่เมษ์ทำ…”

 

“ชู่ว์!! อย่าส่งเสียงสิเดี๋ยวพี่ใหม่ตื่น อ่ะถือ”

เมษาธิดาผวาตกใจและรีบหันไปเอามือปิดปากน้องสาวทันที มาตั้งแต่เมื่อไหร่ตกใจหมด

 

ดาราสาวยื่นโทรศัพท์ให้น้องและย่องไปใกล้พี่สาว  จับแขนเรียวหนึ่งข้างกางออกช้าๆและบีบวิปครีมใส่มืองามจนเต็มอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะย่องไปด้านหลังโซฟาเอาดอกหญ้าที่เตรียมไว้ไปแตะๆแต้มๆเขี่ยเล่นใบหน้าเรียวสวยหวานอย่างลุ้นๆ

 

พี่สาวหน้าหวานขยับหน้าอยู่เล็กน้อย  เมษาธิดาจึงรีบถอยออกทันทีรอดูปฏิกิริยาและชะโงกหน้าไปมองใหม่เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เอ๊ายังเฉยอยู่อีก

 

มือเรียวเอาดอกหญ้าไปจิ้มๆเล่นอีกครั้ง หนึ่งธิดาฮึดฮัดรำคาญเล็กน้อยขยับใบหน้าหันข้างขณะที่ยังหลับอยู่

 

เมษาธิดาขมวดคิ้วไม่ได้ดังใจชะโงกหน้าไปใกล้ขึ้นกว่าเดิมและเอาดอกหญ้าไปเขี่ยๆที่ปลายจมูกโด่งสวยอย่างใจร้อน เอามือปัดหน้าซี่!!

 

“ฮัดชิ้ววว!!”

 

“อ้า!”

เมษาธิดาหลับตาปี๋เมื่อถูกจามใส่หน้าเข้าเต็มๆ อึ๋ย..ทำไมจามไม่ปิดปากเนี่ย! อื้อหือน้ำลายกระจาย

 

“ทำไรอ่ะเมษ์”

หนึ่งธิดาตื่นนอนหรี่ตาประมวลภาพตรงหน้าก็เห็นใบหน้าคมของน้องสาวในระยะใกล้จึงยกมือขึ้นดันออก

 

 

แป๊ะ!

 

 

“ฮะๆๆฮ้าฮ่าๆๆๆๆ...”

มีนาเรศหลุดขำก๊ากแทบจะล้มลงไปกลิ้งเมื่อพี่สาวหน้าหวานเอามือที่เต็มไปด้วยวิปครีมแปะบนใบหน้าคมสวยเข้าเต็มๆ

โถๆๆๆอยากแกล้งคนอื่นแต่เข้าตัว ต้องรีบส่งให้คุณแม่ดูละ ตล๊กตลก ส่งเข้าเครื่องเรากับพี่ใหม่ด้วยดีกว่า ฮ่าๆๆ

 

“หยุดถ่ายเลยนะเตี้ย ลบเดี๋ยวนี้!”

เมษาธิดาปาดวิปครีมออกจากหน้าและรีบวิ่งไล่ตามน้องสาวเพื่อที่จะแย่งโทรศัพท์คืนทันทีเมื่อไม่เป็นไปตามแผน หึย ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย!!

 

 

เวลาต่อมา เมษาธิดาก้าวเท้าออกจากห้องน้ำเมื่ออาบน้ำชำระร่างกายเสร็จ เห็นน้องสาวนั่งจ้องตาแป๋วสีหน้าล้อเลียนอยู่ที่เตียง

 

“จะมาเยาะเย้ยอีกหรือไง”

 

“ปล่าววว...จะมาถามว่ามื้อเย็นทานอะไร”

มีนาเรศดัดเสียงสูงด้วยสีหน้าทะเล้น มองพี่สาวในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวเดินเข้าไปในห้องเสื้อผ้าจึงลุกตามไปยืนเกาะที่ประตูอยู่เงียบๆ

 

“พี่ใหม่เอาอะไร”

เมษาธิดาเอ่ยถามขณะที่เปิดลิ้นชักหยิบกางเกงในมาสวมใส่

 

“พี่ใหม่เอาต้มจืดผักกาดขาว”

มีนาเรศตอบเสียงเบาอยู่หน้าประตู สายตาวิบวับแวววาวมองแพนตี้สีเหลืองนวลมีลายสีส้มที่ขอบกำลังถูกดึงรูดขึ้นไปตามเรียวขาขาวสวยอย่างใจเต้น

 

“งั้นพี่เอายำวุ้นเส้นกับหอยเชลล์ผัดช่า โอเคนะ”

เมษาธิดาเอ่ยตอบและเปิดลิ้นชักหยิบชั้นในเข้าชุดมาสวมใส่อย่างปรกติ

 

“ค่ะ”

ดวงตากลมเบิกกว้างระยิบระยับเป็นประกาย  ริมฝีปากบางเผยค้างเมื่อชุดคลุมสีขาวร่วงหล่นไปที่ปลายเท้า

เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวเนียนน่าสัมผัส สะโพกผายมนสมส่วนน่าหยิก  เรียวขายาวสวยเนียนกระชับไร้ตำหนิใดๆทั้งสิ้น  

 

ใบหน้าหวานเผลอกัดริมฝีปากมองหุ่นสูงเพรียวสง่าระดับนางแบบที่มีเพียงแพนตี้ตัวสวยปกปิดกำลังสวมใส่ชั้นในสีเข้ากัน หัวใจเต้นรัวแทบไม่เป็นจังหวะลมหายผ่อนหนักขึ้นแอบลุ้นอยากเห็นสีสันความงามที่ฝันเคยถึง

สีอะไรนะ  แค่หลังยังสวยเซ็กซี่ยั่วลูกตาขนาดนี้แล้วด้านหน้าจะสวยขนาดไหน

 

“มาแอบมองอะไรยังไม่ไปอีก ทะลึ่งนะเดี๋ยวเหอะ”

เมษาธิดาหมุนตัวจะหาเสื้อใส่หลังจากสวมชั้นในเสร็จก็ต้องชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างเล็กยืนจ้องตาหวานอยู่ที่ประตู มาแอบยืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เดี๋ยวนี้ชักทะลึ่งใหญ่แล้วนะ

 

“เปล่าซะหน่อย...มิ้นท์ไม่ได้แอบ...แค่จะดูว่าพี่เมษ์อ้วนขึ้นหรือเปล่า”

มีนาเรศเถียงข้างๆคูๆเฉไฉเปลี่ยนเรื่องและทำทีท่าร่ายมองทรวดทรงสรีระแบบลวกๆก่อนจะเสมองไปทางอื่น

 

“ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ พี่ก็รู้สึกเหมือนกันเดียวนี้ใส่เสื้อแล้วมันคับๆ สงสัยต้องลดอาหารแล้วล่ะ ทำสลัดให้พี่แล้วกันงั้นอ่ะ”  

ร่างสูงถอนหายใจคว้าเสื้อและกางเกงมาใส่ด้วยสีหน้ากังวล ช่วงนี้รู้สึกอึดอัดจริงๆแฮะ สงสัยจะกินเยอะไป เฮ้อหายใจไม่สะดวก

 

“กินเยอะได้มันก็ไปกองอยู่ที่เดิมแหละไม่ได้อ้วนหรอก”

มีนาเรศพึมพำเสียงเบามองตำแหน่งหน้าอกสวยที่โตวันโตคืนจนเริ่มจะดูอึ๋มล้นชั้นในไซส์เดิมๆ

 

“อะไรนะ”

 

“เอ่อ...มิ้นท์บอกว่าพี่เมษ์ไม่อ้วนหรอกค่ะ เดี๋ยวมิ้นท์รีบไปทำยำวุ้นเส้นกับผัดช่าให้นะจะได้ทานข้าว”

เสียงเล็กพูดรัวๆและรีบเดินออกไปก่อนที่พี่สาวจะได้พูดอะไร   

 

“เอ๊า…”

เมษาธิดามองตามหลังจะเอ่ยบอกเปลี่ยนเมนูแต่ก็ไม่ทัน จึงถอนหายใจและไปนั่งทาครีมที่ปลายเตียง

บอกให้ทำสลัดไม่ได้ยินหรือไงนะ



 

ช่วงเวลาดึกดื่นภายในห้องนอน เมษาธิดาเดินไปปิดไฟและก้าวเท้าขึ้นเตียงนุ่มที่มีร่างเล็กรออยู่

 

“พี่เมษ์...ลูบหัวมิ้นท์หน่อย”

มีนาเรศเอ่ยเสียงเบาในความมืด แววตาใสแจ๋วเพราะยังไม่ง่วง จับมือพี่สาวมาวางบนศีรษะแล้วขยับกายเข้าไปเบียดแนบชิดร่างอันอบอุ่น

 

ดาราสาวขยับมือลูบเล่นเส้นผมหนานุ่มหอมละมุนตามคำขอ ดวงตาคมสวยมองคนในอ้อมแขนด้วยแววตาอ่อนโยนรักใคร่ห่วงใย

ริมฝีปากสวยจูบหน้าผากเนียนใสนั้นอย่างเผ่าเบาทะนุถนอมแทบไม่อยากให้แปดเปื้อนหม่นหมองเลยแม้แต่น้อย

 

“มิ้นท์ เรื่องนั้น...ไม่โกรธพี่แน่นะคะ”

เมษาธิดาเอ่ยคำถามที่ยังข้องใจไม่หาย  ไม่โกรธเลยจริงๆเหรอแถมยังมาจูบเราคืนด้วย คิดยังไงของเขานะ

 

“หืม? เรื่องไหนคะ”  

มีนาเรศถามเสียงเบาขณะที่ซุกใบหน้าเข้าหาซอกคอหอมสูดกลิ่นติดใจเข้าเต็มปอด

 

“ก็เรื่องคืนนั้นที่หัวหินไง”

 

“ที่พี่เมษ์เมาน่ะเหรอ ไม่โกรธหรอกค่ะก็แค่จูบเองไม่เห็นเป็นไร”

 

“หมายความว่าไง”

แค่จูบงั้นเหรอ พูดอย่างกับจูบคนอื่นบ่อยจนเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ

 

“ก็มิ้นท์เห็นคนอื่นที่เขาสนิทกันยังจูบปากถ่ายรูปลงเน็ตได้เลยโดยเฉพาะดารา  ไม่เห็นมีอะไรเราก็สนิทกันออก”

มีนาเรศยิ้มตอบเสียงใส ในเมื่อไม่อยากตั้งคำถามกับตัวเองอีกต่อไปจึงไม่ได้คิดอะไรมาก แค่มีความสุขแบบนี้ทุกวันก็พอแล้ว

 

“เป็นจูบแรกหรือเปล่าแล้วเคยจูบใครมาบ้างไหม”

เมษาธิดากลั้นใจถามเมื่อได้ยินคำตอบที่ช่างไร้เดียงสา คิดแบบนี้จริงๆเหรอ หวังว่าคงไม่ไปเทียวจูบคนนั้นคนนี้ที่สนิทด้วยมาหมดแล้วนะ

 

“เคย”

 

“ใคร!? กี่คน!?”

ใบหน้าคมขมวดคิ้วจนเป็นปมพ่นลมหายใจแรงอย่างไม่พอใจ หัวใจเต้นระรัวหึงหวงมองใบหน้าหวานในความมืดอย่างคาดคั้น

 

“จูจุ๊บคุณแม่ไงคะพี่เมษ์ก็เคยลืมแล้วเหรอ  คุณแม่โขมยจูบแรกไปหมดแล้วแหละ ฮะฮะฮ่าฮ่า”

เสียงเล็กพูดปนหัวเราะมองใบหน้าเลือนลางในความมืดอย่างขำๆ ตอนเป็นเด็กๆคุณแม่ก็จูบพวกเราบ่อยจะตาย จุ๊ฟๆก่อนนอนด้วยนอนแล้วฝันดี ชอบ

 

“แล้วใครอีก?”

 

“ก็มีพี่เมษ์อีกคนนอกนั้นก็ไม่มีแล้ว”

 

“งั้นห้ามไปจูบใครอีกนะ สนิทแค่ไหนก็ห้ามจูบเข้าใจไหม”

เมษาธิดาถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่อยากให้ร่างเล็กเป็นของคนอื่นถึงแม้ตนจะไม่มีสิทธิ์แตะต้องก็ตาม

 

“เข้าใจค่ะ...มั๊วะ!!”

มีนาเรศยิ้มตอบเสียงใสแล้วยื่นริมฝีปากไปกดจูบกลีบปากนุ่มอย่างรู้ตำแหน่ง

 

“มิ้นท์ ทำอะไรเดี๋ยวเหอะ”

เมษาธิดาผงะใบหน้าดวงตาเบิกกว้างด้วยความอึ้งเมื่อร่างเล็กจูบปากของตนฟอดใหญ่

 

“ก็ goodnight kiss ไงคะไม่รู้จักเหรอ จุ๊ฟๆอ่ะ”

ร่างเล็กยื่นใบหน้าไปจูบย้ำอีกครั้งอย่างชอบอกชอบใจและหอมแก้มขาวด้วยความชิน ทำเป็นตกใจไปได้

 

“...นอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องไปส่งพี่ใหม่”

ริมฝีปากสวยเม้มเป็นเส้นตรงเริ่มมันเขี้ยวคนเจ้าเล่ห์ เดี๋ยวจูบคืนเสียเลยเดี๋ยวเหอะ

 

“จุ๊บ..ฝันดีนะคะ”

มีนาเรศยื่นริมฝีปากไปจูบกู๊ดไนต์อีกครั้ง  ขยับตัวซุกใบหน้าเข้าหาทรวงอกเต่งตึงซึ่งเป็นพื้นที่แห่งใหม่ที่ชอบแอบซบในยามนอน

 

“มิ้นท์! นอนอะไรตรงนั้นอย่าทะลึ่ง!”

 

“ฮืมก็เดี๋ยวนี้มันนุ่มๆอ่ะ อยากนอนตรงนี้”

ร่างเล็กเปล่งเสียงอู้อี้สูดกลิ่นหอมพลางขยับหน้าไปมาราวกับโรคจิต ฝ่ามือซนๆสอดเข้าไปใต้เสื้อลูบแผ่นหลังขาวเนียนอย่างเอาแต่ใจ เผยตัวตนที่แท้จริงอย่างไร้ความอายเพราะทำบ่อยจนเคยตัว

ขี้เกียจคอยให้หลับแล้ว ง่วง

 

“มิ้นท์! จะทนไม่ไหวแล้วนะเดี๋ยวก็ปล้ำซะเลย หึ๊!?”

เมษาธิดากัดฟันข่มอารมณ์เต็มที่ มือเรียวจับร่างเล็กหงายนอนแล้วขึ้นไปประกบบนตัว รวบข้อมือเล็กไว้ด้วยมือเดียวแล้วขึงไว้บนเหนือหัว

 

“พี่เมษ์ มิ้นท์ง่วงแล้วนะไม่อยากเล่นแล้วอ่ะ นอนเหอะ”

มีนาเรศพูดเสียงงอแงไม่ค่อยกลัวคำขู่สักเท่าไหร่  จะจี้เอวเราเหรอ?

 

“ถ้าไม่นอนดีๆจะจับแก้ผ้า เข้าใจไหม หือ?”

ใบหน้าคมสวยกระซิบเสียงหวาน ค่อยๆส่งริมฝีปากประทับกลีบปากบางอย่างเชื่องช้าซึมซับความหวานอ่อนนุ่มและถอนออกมาอย่างอ้อยอิ่ง

 

“ฝันดีนะคะ คนดื้อ”

เมษาธิดาจูบกู๊ดไนท์และเลื่อนริมฝีปากไปจูบหน้าผากเนียนใสอย่างอ่อนโยนทะนุถนอมก่อนจะขยับลงจากตัว สวมกอดร่างเล็กแบบหลวมๆแล้วข่มตาให้หลับลง

 

มีนาเรศดึงผ้าห่มมาปิดหน้า หัวใจเต้นแรงรู้สึกเขินอายขึ้นมาเสียเดี๋ยวนั้น ทำไมเขินอีกแล้วนะ พี่เมษ์บ้า!



 

 

ณ สนามบินสุวรรณภูมิในเวลาก่อนเที่ยง ครอบครัววงค์ฤดีพากันร่ำลาว่าที่คุณหมอที่ต้องกลับไปเรียนต่อที่อังกฤษอีกหนึ่งปี

 

“เรียนจบแล้วรีบกลับมานะลูกนะ ขอให้โชคดีมีชัยเดินทางปลอดภัย ถึงแล้วโทรบอกยายด้วยนะ หนูไม่อยู่ยายคงเหงา”

ยายจันทร์พูดไพเราะเสียงหวานลูบหัวหลานรักอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วโอบกอดหอมแก้มด้วยความคิดถึง

 

“แหมยายขา พวกเราก็ยังอยู่นะคะ พี่ใหม่รีบไปเถอะค่ะพวกเราจะเลิกตกกระป๋อง ชิ้ว! ชิ้ว!”

เมษาธิดาพูดติดตลกเอามือปัดไล่พี่สาวอย่างขำขัน

 

“จริงด้วยๆพี่ใหม่อยู่พวกเรากลายเป็นหมาหัวเลยอ่ะ ไปเหอะพี่ใหม่โชคดีนะคะ บ๊ายบาย”

มีนาเรศยิ้มพูดสมทบขณะที่เข้าไปกอดหอมอำลาอย่างรักใคร่แล้วโบกไม้โบกมือลาด้วยเสียงหัวเราะ  

 

“วุ๊ย! ไอ้สองตัวไปไล่พี่เขาทำไม ยังไม่ถึงเวลาเลย”

ยายจันทร์หันไปเอ็ดหลานที่พากันยุยงให้รีบไป เดี๋ยวก็มะเหงกซะเลย

 

“พี่เมษ์ดูสิ พูดกับพี่ใหม่เพร๊าะเพราะ ทีกับพวกเรานะเรียกไอ้นู้นไอ้นี่อ่ะ”

มีนาเรศพูดเสียงน้อยใจแล้วเข้าไปสวมกอดพี่สาวคนกลางด้วยสีหน้าสลดไม่ต่างกัน

 

“ใช่ๆๆ”

ร่างสูงพยักหน้ากอดตอบปลอบใจน้องระคนเห็นใจ

 

“ก็พี่เขามาเยี่ยมแป๊บเดียว ยายยังไม่ทันได้หายคิดถึงเลย”

ยายจันทร์ยกสองมือขึ้นทุบหัวทั้งสองคนพร้อมกันด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะบีบแก้มทั้งสองหลานอย่างมันเขี้ยว

 

หนึ่งธิดายิ้มหัวเราะกับความน่ารักของครอบครัวและเข้าไปแหย่เล่นด้วยตามประสาขณะที่รอเพื่อนให้มาถึง

 

 

สักพักหญิงร่างสูงโปร่งใบหน้าคมเสน่ห์ใส่ชุดเดรสทำงานสีครีมเรียบหรูดูดี ขวบคู่มากับหญิงสาวร่างบางในชุดเดรสตัวสั้นสีชมพูอ่อนลายลูกไม้ดูหวานแหววที่บังเอิญเจอกันที่ลานจอดรถ เดินมุ่งหน้าไปทางกลุ่ม 3 สาวและหนึ่งหญิงวัยกลางคนที่หาได้ไม่ยาก

 

“อ้าว มาด้วยเหรอคะคุณแม่”

หนึ่งธิดายิ้มถามดีใจแล้วเข้าไปสวมกอดมารดา

 

“อืม ประชุมเสร็จเร็วน่ะเลยรีบมา เดินทางปลอดภัยดูแลตัวเองดีๆนะคะ คุณหมอ”

กันยารัฐต์ยิ้มพูดภูมิใจจูบหน้าผากลูกสาวคนโตและขยี้เล่นหัวอย่างรักใคร่สนิทสนมเหมือนเพื่อนเล่น

 

“ใหม่ยังไม่ได้เป็นสักหน่อยนะคะ อย่าเพิ่งเรียกสิเดี๋ยวผิดหวังไม่รู้ด้วยนะ”

หนึ่งธิดายิ้มเขินนิดๆและปัดผมเผ้าตัวเองให้เข้าที่

 

กรวิกายืนเสนอหน้าเม้มริมฝีปากผ่อนลมหายใจให้คงที่ก่อนจะเอ่ยอำลาคนที่หัวใจลอยไปหาอยู่ตลอดเวลา

 

“น้ากันย์อย่าลืมเตรียมตัวมาเป็นเลขาให้กวางด้วยนะคะ”

กรวิกายิ้มเอ่ยเสียงหวานมองจุดมุ่งหมายอย่างแอบหวั่นในใจ อีกแค่ปีเดียวขออย่าเพิ่งมีใครเข้ามาเลย

 

“หึหึ น้าบอกแล้วนะว่าไม่ถนัดไม่รับปาก ตั้งใจเรียนนะคะว่าที่ท่านรอง ดูแลกันดีๆด้วยนะ”

กันยารัฐต์เอ่ยเสียงเอ็นดู มือนุ่มเลื่อนไปปัดผมยาวปกปิดใบหน้าใสแบ๊วให้เหน็บกับใบหู มองลูกสาวและร่างบางด้วยแววตาห่วงหาอาทร

 

ร่างบางอมยิ้มเขินอายกับการกระทำที่อ่อนโยนขึ้นมาทันที ใบหน้าใสก้มลงต่ำมือไม้เริ่มอยู่ไม่เป็นสุขอยากโผกอดให้ชื่นใจก่อนจาก จึงฮึดใจหลับตาอ้าแขนเข้าสวมกอดคนตรงหน้าโดยที่ไม่ทันได้สังเกตว่าคือใคร

 

“โถคิดถึงเค้าใช่มะ เค้าก็จะคิดถึงตัวเองเหมือนกันนะ”

เมษาธิดาดัดเสียงอ่อนเสียงหวานพร้อมหลับตาทำหน้าซึ้งขณะที่โอบกอดลูบหัวร่างบางอย่างปลอบใจ

 

“หยี!! ไอ้เมษ์!”

กรวิกาผงะใบหน้าตกใจและรีบดันร่างสูงออกทันทีที่ผิดคาด ไอ้บ้า! มายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เสียอารมณ์หมด หึย!

 

ดาราสาวหัวเราะคิกคักชอบใจที่ได้แหย่เล่น เฮ้อแกล้งสนุกจริงๆเลย เราคงจะคิดถึงอยู่เหมือนกันนะเนี่ย

 

“โชคดีนะคะพี่ลูกกวาง อย่าลืมของฝากมิ้นท์ด้วยนะ”

มีนาเรศส่งยิ้มหวานเข้าไปเกาะแขนอ้อนทวงของฝากเหมือนทุกครั้ง

 

“อืม”

ร่างบางยิ้มมุมปากพยักหน้าเปล่งเสียงในลำคอเป็นคำตอบ มองใบหน้าละม้ายคล้ายบิดาอย่างเอ็นดูเหมือนเป็นน้องสาวจริงๆ ทำไมเหมือนคุณพ่อจังนะ

 

“ได้เวลาแล้ว เข้าไปกันเถอะ”

หนึ่งธิดามองนาฬิกาข้อมือแล้วโบกมืออำลาครอบครัวพร้อมเพื่อนซี้แล้วเดินจากเข้าไปข้างในด้วยรอยยิ้ม



 

 

หลายอาทิตย์ผ่านไป

มีนาเรศนอนเล่นอยู่ในห้องของตนในวันหยุด เปิดแผ่นการ์ตูนอนิเมะที่เพื่อนนำมาให้ยืมดูขณะที่ทำอัลบั้มรูปของช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา

 

“เธอนี่ เวลาพี่เมษ์อยู่ทำไมไม่รู้จักชวนฉันมาบ้านหะ ฉันจะได้ขอถ่ายรูปบ้าง”

นิชาบ่นพึมพำพลางหยิบรูปนู้นรูปนี้ขึ้นมาดูช่วยเรียงวันที่ให้ โอ้โหชุดว่ายน้ำรูปนี้ ทั้งแม่ทั้งพี่สาวแต่ละคนสูงเป็นนางแบบเหมือนกันเลย มียัยนี่เตี้ยเป็นหลุมอากาศอยู่คนเดียว

 

“เอ๊า อยู่แล้วฉันจะเหงาจนต้องชวนเธอมาเหรอ”

มีนาเรศตอบเสียงเรียบหยิบรูปมาเสียบหน้ากระดาษตามลำดับวันที่ เฮ้อคิดถึงพี่เมษ์จัง เดี๋ยวนี้เสาร์อาทิตย์ก็แทบจะไม่เคยอยู่ติดงานติดเรียนตลอด คุณแม่ก็ยุ่งๆ ยายก็ตะลอนไปหาเลขเด็ดที่ไหนก็ไม่รู้

 

“เธอนี่หน้าไม่เหมือนใครเลยเนอะแถมยังเตี้ยอีก ถูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่าเนี่ย ฮะๆๆ”

นิชาแซวเล่นๆแบบไม่ได้จริงจังอะไรมากเมื่อเปรียบเทียบใบหน้าของทุกคน พี่คนโตเป็นลูกครึ่งแต่ก็ยังมีเคล้าที่เหมือนบ้าง คิ้วยังคล้ายๆยายเลย

 

“จะบ้าเหรอบ้านฉันไม่ได้รวยนะ! ไม่ใช่ลูกจะหอบกลับมาทำไมจากไต้หวัน หน้าฉันเหมือนพ่อย่ะเลยดูไม่เหมือนแม่กับยาย”

มีนาเรศตอบไปตามคำพูดที่เคยได้ยินมาจากยายและมารดาด้วยน้ำเสียงเคืองขุ่น ใบหน้าหวานจ้องเพื่อนตาเขม็งคิ้วขมวดจนเป็นปม พูดอะไร ปากเสียเดี๋ยวก็ไล่กลับบ้านเลย

 

“โธ่ฉันก็ล้อเล่นทำเป็นจริงจังไปได้ นี่แสดงว่าเธอเกิดที่เมืองนอกเหรอ”

นิชาเลิกคิ้วถามอย่างสงสัยและดูรูปต่อ อะไรแค่นี้ก็ต้องขึ้นเสียง

 

“อืมเกิดที่ไต้หวันเท่ป่ะล่ะ”

มีนาเรศผ่อนลมหายใจปรับอารมณ์และยิ้มมุมปากนึกขำตัวเอง นี่เราก็เป็นลูกครึ่งนะเนี่ย แต่ครึ่งไทยจีน

 

“แล้วเธอฟังภาษาจีนรู้เรื่องป่ะ”

 

“ไม่อ่ะ มาตั้งแต่ยังไม่ขวบเลย”

ร่างเล็กตอบเพื่อนเสียงใสอมยิ้มมองรูปถ่ายครอบครัวตัวเองอย่างอุ่นใจและผูกพัน

 

“แล้วพี่คนนี้ไม่ใช่ญาติเลยจริงๆเหรอจำได้ว่าเคยเห็นตอนวันเกิด”

นิชาถามไปเรื่อยขณะที่มองภาพหญิงสาวร่างบางมาดคุณหนูถ่ายคู่กับมารดาของเพื่อน

 

“อืม แต่ไม่ใช่ก็เหมือนใช่แล้วแหละ ฉันก็เห็นพี่ลูกกวางตั้งแต่จำความได้แล้วนะ เขาชอบซื้อขนมมาให้อ่ะ เฮอะๆ”

มีนาเรศยิ้มพูดมีความสุข ป่านนี้พี่ใหม่กับพี่ลูกกวางตื่นหรือยังนะ คืนนี้โทรไปกวนดีกว่า ฮ่าๆ

 

“เออนี่ไหนๆเธอก็ไม่เหมือนใช่ป่ะ สมมุตินะ ถ้าเกิดว่าเธอถูกสลับตัวเหมือนในซีรีส์เกาหลีล่ะ เธออาจจะเป็นคุณหนูพ่อแม่รวยเป็นเศรษฐีก็ได้นะ หรือไม่ก็จ๊นจนลำบากหาเลี้ยงตัวเอง”

นิชายิ้มทำตาโตตื่นเต้นเมื่อนึกคิดสมมุติจินตนาการไปทั่วตามนิสัยอย่างขำๆ

 

“ป่านนี้คนที่ถูกสลับตัวอาจจะสูงๆหน้าคมๆเป็นนางแบบไต้หวัน แล้วก็บังเอิญมาถ่ายแบบที่เมืองไทยเจอแม่กับพี่สาวเพราะทำงานในวงการเหมือนกัน แล้วก็..”

 

“เพ้อเจ้ออะไรอีก กลับบ้านไปเลยไป!”

มีนาเรศโวยวายตัดบทชักสีหน้าไม่พอใจและลุกขึ้นไปเก็บแผ่นการ์ตูนส่งคืนให้เพื่อนเป็นการไล่ ลมหายใจผ่อนแรงด้วยความโกรธเคือง

 

“เอ๊า อะไรคิดเล่นๆแค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยวะ”

ชวนเรามาเองแล้วยังจะไล่เรากลับอีก เป็นบ้าอะไรเนี่ย

 

“งั้นก็เปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากพูดเรื่องนี้”

ร่างเล็กกอดอกด้วยสีหน้าบึ้งตึง ไม่ชอบใจทุกครั้งที่ได้ยินอะไรแบบนี้เพราะเคยโดนล้อจากคนรู้จักที่ตลาดบ่อยๆตอนเป็นเด็กว่าไม่เหมือน  จนกลายเป็นปมสะสมฝังใจกลัวมันจะเป็นความจริงขึ้นมา

 

 

ในยามค่ำคืนของวัน

มีนาเรศเดินมาเคาะประตูเข้าห้องกว้างมุ่งหน้าเข้าไปสวมกอดมารดาจากด้านหลังที่กำลังนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจก

 

“เป็นอะไรคะ น้องเมษ์แกล้งอะไรมาอีก หือ?”

กันยารัฐต์เหลียวมองลูกสาวคนเล็กแล้ววางหวีลงที่โต๊ะ มีอะไรมาฟ้องนะวันนี้

 

“คิดถึง...มิ้นท์รักคุณแม่นะคะ”

มีนาเรศพูดเสียงค่อยกำชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นด้วยความรู้สึกเคว้งคว้างในใจ ผู้ให้กำเนิดที่รู้จักเพียงคนเดียว ถ้าคนนี้ไม่ใช่ก็ไม่มีใครอีกแล้ว

 

“แม่ก็รักน้องมิ้นท์ค่ะ ทำไมเย็นนี้หนูซึมจังเลยลูกมีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า”

กันยารัฐต์หันไปถามแล้วลุกขึ้นไปนั่งที่เตียงพร้อมลูกสาวที่ดูเหมือนมีอะไรในใจ มือนุ่มเลื่อนไปปัดผมของร่างเล็กและสบตารอฟังสิ่งที่เขาอยากจะพูด

 

“ทำไม….ไม่เห็นมีรูปตอนที่คุณแม่ท้องมิ้นท์บ้างเลยคะ เห็นมีแต่ตอนพี่ใหม่กับพี่เมษ์”

มีนาเรศสบตามารดาอย่างลังเลอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยคำถามด้วยน้ำเสียงน้อยใจ ไปค้นดูรูปมาหมดแล้วไม่มีรูปเรากับคุณแม่ตอนอยู่ไต้หวันเลยสักใบ มีแต่ตอนมาอยู่เมืองไทยแล้ว

 

“ก็...ไม่มีใครถ่ายให้นี่คะ ตอนนั้น...แม่ยุ่งๆน่ะไม่ค่อยมีเวลาเลยไม่ได้หากล้องมาถ่าย ถามทำไมคะ”

กันยารัฐต์อ้ำอึ้งตอบด้วยเหตุผลอย่างติดขัดเพราะไม่คิดว่าจะเจอคำถามแบบนี้ วันนี้มาแปลกแฮะ

 

“ตอนที่คุณแม่ท้องมิ้นท์ คุณแม่แพ้เยอะไหมคะแล้วชอบกินอะไร”

ร่างเล็กสวมกอดมารดา แววตาคาดคั้นแต่อ่อนลงรอฟังคำตอบ

 

“ไม่นะ รู้สึกอยากอมมิ้นท์เฉยๆ อย่างอื่นก็ทานปรกติ”

ใบหน้าคมเรียบนิ่งตอบด้วยน้ำเสียงปรกติพร้อมโอบกอดลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน

 

“ฮ่าๆๆ คุณแม่ถึงตั้งชื่อว่ามิ้นท์ใช่ไหมคะ”

ใบหน้าหวานเผยยิ้มเงยหน้ามองมารดาด้วยหัวใจเติมเต็มขึ้นมานิด อย่างน้อยก็ท้องจริงใช่ไหมไม่ได้เก็บเรามา

 

“อืม”

 

“แล้วตอนที่คุณแม่เห็นมิ้นท์ครั้งแรก มิ้นท์เป็นยังไงเหรอคะ”

มีนาเรศยังคงซักไซ้ไม่เลิก อยากฟังเรื่องราวของตัวเองเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้มั่นใจถึงแม้จะเคยฟังมาแล้วก็ตาม

 

“ก็...ผมฟูๆ คิ้วโล้นๆ ตาเป็นขีดๆ แก้มป่องๆปากนิดจมูกหน่อยแล้วตัวก็เล็กๆ”

กันยารัฐต์นึกคิดและตอบออกไปเหมือนเดิมพร้อมชี้นิ้วจิ้มคิ้วตาจมูกปากลูกสาวไปด้วย

 

“....เป็นไปได้ไหมคะถ้ามิ้นท์จะถูกสลับตัว”

ใบหน้าหวานเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะกลั้นใจเอ่ยอีกคำถามที่ยังค้างคา

 

“หือ? ไม่หรอกหัวฟูผมหนาอยู่คนเดียว เด็กคนอื่นมีแต่หัวโล้นๆตาก็ตี่ๆ”

กันยารัฐต์ส่ายหน้าพูดติดตลก น้องมิ้นท์ลืมตาทีกลมบ๊องเลย ลูกตาก็ดำปี๋

 

“แล้วถ้าเกิดมิ้นท์…ถูกสลับตัวขึ้นมาจริงๆล่ะคะ คุณแม่จะสลับคืนไหมคะถ้ารู้ว่ามิ้นท์...ไม่ใช่ลูก”

มีนาเรศถามเอ่ยถามน้ำเสียงสลดลงเรื่อยๆเหมือนอยากจะร้องไห้เมื่อพูดคำว่าไม่ใช่ลูก

 

“เฮ้อ ก็แม่เลี้ยงมาก็ต้องเป็นลูกแม่สิ ถามอะไรไร้สาระ แล้วเราล่ะอยากจะสลับคืนหรือเปล่า หือ?”

ใบหน้าคมเลิกคิ้วมองลูกสาวพร้อมส่งนิ้วมือไปจิ้มหน้าผากเนียนใสเพราะเริ่มขี้เกียจจะตอบจึงยิงคำถามกลับไป ใครมาพูดอะไรให้ได้ยินอีกแล้วนะถึงได้ซักขนาดนี้

 

“ไม่! ไม่ค่ะ มิ้นท์รักคุณแม่จะอยู่ให้คุณแม่เลี้ยงไปตลอดๆๆๆ มิ้นท์รักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยนะคะ รักๆๆๆๆ”

ร่างเล็กรีบส่ายหน้าหงิกๆหอมแก้มหนุนตักมารดาและคว้ามือนิ่มมาจูบหอมออดอ้อนไม่หยุด หัวใจเติมเต็มมั่นใจ ไม่มีคำถามใดๆค้างคาอีกต่อไป จะไม่ใช่คุณแม่เราได้ไงคิดบ้าอะไรของเรานะ

 

กันยารัฐต์ผ่อนลมหายใจยาวเมื่อคำถามจบสิ้นลง

ใบหน้าคมเรียบนิ่งจ้องมองใบหน้าหวานสวยใสที่มีรอยยิ้มร่าเริงน่ารักไร้เดียงสานั้นอย่างทบทวนไตร่ตรอง  

มือนุ่มลูบแก้มใสเบาๆก่อนจะกระตุกยิ้มและสลัดความคิดบางอย่างออกไปจากหัวเมื่อร่างเล็กส่งยิ้มหวานให้อย่างมีความสุข

 

หึหึ  ยังไงก็ลูกเราแล้ว

 

 

 

 

 

 

======

100% ค่ะ

 
ความคิดเห็น