กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : แค่ฝัน

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2560 11:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แค่ฝัน
แบบอักษร

 

เวลาเช้าตรู่ ร่างเล็กลืมตาตื่นนอนขึ้นมาเองเหมือนทุกวันโดยไม่ต้องมีนาฬิกาปลุก เห็นใบหน้าสวยคมดวงตาปิดสนิทราวกับเจ้าหญิงนิทรารอให้เจ้าชายมาจุมพิต

นิ้วมือซนๆเลื่อนไปเขี่ยปลายแพขนตายาวงอนเล่นเบาๆส่งผลให้ผู้หลับไหลขยับหน้าเล็กน้อย

ริมฝีปากบางเผยยิ้มหัวใจกระชุ่มกระชวยทุกครั้งที่ได้ตื่นมาในอ้อมกอดอบอุ่นและเจอหน้าในยามเช้า

เวลานอนน่ารักจังถ้าจูบแล้วจะตื่นเหมือนในนิยายไหมนะ

 

หญิงสาวหยัดกายค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปใกล้เป้าหมายคือริมฝีปากสวย

 

…..บ้าน่าคิดอะไรอยู่เนี่ย

มีนาเรศส่ายหัวไล่ความคิดออกไปและเปลี่ยนทิศทางไปหอมแก้มขาวให้ชื่นใจเหมือนดั่งทุกๆเช้า  ร่างเล็กค่อยๆลงจากเตียงและก้าวเท้าเบาๆเข้าห้องน้ำตามปรกติ

 

 

 

เวลา 8 นาฬิกา

หนึ่งธิดาลงมานั่งดื่มน้ำชาในยามเช้าเงียบๆอยู่ในห้องนั่งเล่นเพียงลำพังเพราะคนอื่นๆพากันไปซื้อของเตรียมจัดงานเซอร์ไพรซ์สำหรับพรุ่งนี้ สายตาเรียบนิ่งจดจ่ออยู่กับ flashcards หนาปึกในมือ ท่องจำศัพท์ต่างๆที่ต้องเรียนรู้ไม่ให้ลืม

สักพักก็เหลือบเห็นน้องสาวอุ้มกันลงมาราวกับมีใครบาดเจ็บขาหัก

 

“ว่าไงคะทำไมต้องอุ้มลงมา”

ใบหน้าเรียวหวานเลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้างเอ่ยปากถามไปอย่างงั้นทั้งๆที่รู้ดีว่าเพราะอะไร

 

“น้องมิ้นท์ยังเจ็บเท้าอยู่เลยค่ะ”

เมษาธิดาตอบน้ำเสียงเป็นห่วงเมื่อวางร่างเล็กลงที่โซฟาเดียวกันกับพี่สาวและเดินไปเปิดตู้เย็นหาอะไรทานรองท้อง

 

“พี่ใหม่ มิ้นท์อยากไปเดินเล่นชายหาดแต่มิ้นท์เจ็บแผล ให้มิ้นท์ขี่หลังไปนะคะ”

มีนาเรศหันไปอ้อนพี่สาวคนโตที่นั่งอยู่ข้างๆ สองมือกำชับกับเรียวแขนและซบใบหน้ากับต้นแขนของพี่สาวพร้อมส่งสายตาออดอ้อนน่ารัก

 

“งั้นก็เดินไปสิคะ เดี๋ยวพี่เดินเป็นเพื่อน”

เสียงนิ่มยิ้มตอบอย่างรู้ทัน นิ้วมือเรียวงามบีบปลายจมูกน้องสาวเบาๆอย่างหมั่นไส้

ร่างเล็กเบ้ปากเหมือนเด็กโดนขัดใจและหันไปอีกด้านเมื่อร่างสูงเพรียวเดินมานั่งลงข้างๆพร้อมโยเกิร์ตหนึ่งถ้วย

 

“ชิมด้วย”

มีนาเรศแย้งช้อนจากมือเรียวและตักโยเกิร์ตเข้าปากทานอย่างหน้าตาเฉย

 

หนึ่งธิดาส่ายหน้ากับนิสัยเสียๆของน้องสาวคนเล็ก เมษ์ก็ช่างยอมน้องเหลือเกินถ้าไม่มีใครคอยขัด เห็นทีจะปล่อยให้ทำอะไรตามใจไม่ได้ละ

 

“พี่เมษ์...มิ้นท์ปวดเท้าอ่ะ ให้มิ้นท์ขี่หลังไปเดินเล่นชายหาดนะคะ”

พอโยเกิร์ตหมดถ้วยร่างเล็กก็เกาะแขนออเซาะออดอ้อนกับคนที่มักจะคล้อยตามและทำตามที่ใจต้องการได้ไม่ยาก

 

“โอ้โห...แผลแค่นี้ถึงกับเดี้ยงเลยเหรอคะถึงเดินไปไหนเองไม่ได้ พี่ไม่อยู่นี่ เหลิง! เอาแต่ใจใหญ่แล้วนะ”

เสียงนิ่มเน้นถ้อยคำขัดคอร่างเล็กที่ดูจะได้ใจและเอาแต่ใจจนเคยตัวขึ้นทุกวัน มืองามจับศีรษะร่างเล็กให้หันมาพร้อมบีบปลายจมูกโด่งอย่างมันเขี้ยวปนหมั่นไส้ ถ้าเป็นพินอคคิโอ้จมูกคงยาวไปถึงไหนแล้ว ต้องดัดนิสัยบ้างละ

 

“ฮือพี่เมษ์ขา มิ้นท์เจ็บแผลจริงๆนะคะ พามิ้นท์ไปน้า นะคะ..”

มีนาเรศหันกลับมาโอบเอวออดอ้อนเสียงหวานน่ารักอย่างไม่ยอมแพ้ ยังไงพี่เมษ์ก็ต้องใจอ่อน

 

“ไปเชื่อมากไม่ได้นะเมษ์ แบบนี้เขาเรียกว่า สำออย”

หนึ่งธิดากล่าวเสียงเรียบ ห้ามปรามร่างสูงที่มักจะแพ้ลูกอ้อนและตามมารยาคนตัวเล็กไม่ค่อยจะทัน

 

เมษาธิดาเม้มริมฝีปากหัวใจละลายไปคำพูดคะขา อ้อนอีกแล้วอ่ะทำไมน่ารักแบบนี่นะ ให้ทำอะไรก็ยอมหมดแหละตอนนี้

แต่พอเหลือบเห็นใบหน้าเรียวหวานที่ส่ายไปมานิดๆบวกกับสายตาคาดโทษก็ถึงกับต้องกลืนน้ำลาย

พี่สาวหน้าหวานกระตุกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนส่งสัญญาณขณะที่มองร่างเล็กและสบตากับตนอีกครั้ง

 

ดาราสาวมองหน้าน้องกับพี่สาวสลับกันไปมาอยู่ 2-3 ครั้ง

ก่อนจะพยักหน้าเลือกพี่สาวตามด้วยการจับแขนบอบบางทั้งสองข้างแล้วลุกขึ้นยืนขณะที่พี่สาวเอื้อมมือยกสองขาจนร่างเล็กลอยขึ้นจากโซฟาดิ้นแกว่งไปแกว่งมา

 

“ฮื้อ! พี่เมษ์พี่ใหม่ทำอะไรปล่อยมิ้นท์นะคะ”

มีนาเรศร้องเสียงหลงเมื่อรู้ตัวอ้อนไม่ชนะและกำลังจะโดนแกล้งอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่นะ!

 

“ก็จะจับไปโยนลงทะเลไงคะ อยากไปนักไม่ใช่เหรอ ป๊ะเมษ์เอานางเงือกไปปล่อยลงทะเลกัน อยู่บนบกก็เดินไม่ได้ ลองเอาไปลอยในน้ำดูเผื่อจะว่ายน้ำช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง”

หนึ่งธิดากระตุกยิ้มเย็นๆและเดินเฉียงๆนำพาร่างเล็กออกไปจนถึงชายหาด

เมษาธิดายิ้มหัวเราะคิกคักสนุกสนานไปด้วยมาตลอดทาง  สองพี่น้องตัวสูงยืนกางขาอยู่ในน้ำระดับเหนือข้อเท้านิดหน่อย

สองแขนยังคงแกว่งไปแกว่งมาอย่างพร้อมพรักและพร้อมที่จะโยนร่างเล็กลงทะเลได้ทุกเมื่อ

 

“ฮือไม่เอาๆ! ปล่อย! มิ้นท์อาบน้ำแล้วนะ! คุณแม่ขาพี่เมษ์พี่ใหม่แกล้งมิ้นท์! ยายขาช่วยมิ้นท์ด้วย!”

มีนาเรศโวยวายตะโกนร้องลั่นขณะที่ดิ้นจนเริ่มเหนื่อยและเริ่มจะเวียนหัวที่ถูกเหวี่ยงไปมาแทบไม่บันยะบันยัง

 

“โอเคค่ะ ปล่อยก็ปล่อย 1, 2...”

เสียงนิ่มยิ้มตอบและปล่อยมือพร้อมๆกับร่างสูงโยนร่างเล็กลงน้ำกลางอากาศ

 

ตู้ม!!

มีนาเรศปลิวลงน้ำทะเลทั้งตัวและตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลเพราะมีคลื่นที่ลูกใหญ่ซัดมาทำให้เสียหลักล้มไปอีก

 

“โป้งแล้วด้วย!”

ร่างเล็กชูนิ้วโป้งใส่พี่สาวเหมือนเด็กๆแต่ทั้งสองกลับยิ้มหัวเราะเยาะ

ใบหน้าหวานบึ้งตึงงอนจนแก้มป่องและเดินกระทืบเท้าผ่านหน้าพี่สาวทั้งสองกลับเข้าบ้านอย่างไม่พอใจ คอยดูเถอะจะไม่พูดด้วยเลย

 

“นี่เราเล่นแรงไปไหมคะ”

ดาราสาวหน้าจ๋อยลงเล็กน้อยเมื่อเห็นกิริยาท่าทางโกรธจริงจังของน้องสาว เดินแบบนั้นไม่เจ็บเท้าหรือไงนะ

 

“ไม่ต้องตามหรอกเมษ์ ไม่ถึงสองชั่วโมงเดี๋ยวก็หายเองเชื่อพี่สิ”

หนึ่งธิดาแตะไหล่ของร่างสูงเอาไว้ไม่ให้ตามไปง้อ ต้องโดนสะบ้างจะได้เลิกเอาแต่ใจ



 

 

หลังจากอาบน้ำอีกรอบและทานอาหารเช้าเสร็จ ร่างเล็กก็มานั่งเล่นคนเดียวอยู่ใต้ต้นมะพร้าววาดรูปบนพื้นทรายด้วยกิ่งไม้ไปเรื่อยเปื่อย ริมฝีปากบางถอนหายใจด้วยความรู้สึกไม่ได้ดังใจและเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่กับตัวเอง ดวงตากลมกวาดมองไปรอบๆเหมือนกำลังรอใครบางคนแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมา จึงตัดสินใจเดินหาเสียเอง

 

ไม่นานก็เห็นร่างสูงนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเปลสีขาวใต้ร่มไม้แข็งแรง

อยู่นี่เองเจอแล้ว นี่ไม่คิดจะมาง้อจริงๆเหรอเนี่ยถึงได้นอนไกวเปลสบายใจเฉิบอยู่แบบนี้ ว่าแล้วก็เดินยึกๆยักๆเข้าไปใกล้พยายามเสนอหน้าให้อีกคนได้เห็น

 

ร่างสูงยิ้มในใจเพราะรอให้มาหาเองอยู่แล้วแต่ก็นิ่งเฉยใจเย็นเล่นโทรศัพท์ต่อไปทั้งที่ในใจอยากจะคว้าตัวมากอดมาฟัดให้หายมันเขี้ยว

 

“พี่เมษ์...ไหนจะพามิ้นท์ไปเล่นเจ็ตสกีไงคะ”

ร่างเล็กคืบคลานขึ้นไปนอนทาบบนตัวร่างสูง มุดศีรษะเข้าไปในอ้อมแขนปิดบังจอโทรศัพท์จนมิด ไม่สนใจว่าร่างสูงจะกำลังเล่นเกมส์หรือคุยอยู่กับใคร สนใจมิ้นท์บ้างสิเล่นโทรศัพท์อยู่นั้นแหละ

 

“ไม่เจ็บเท้าแล้วเหรอคะ”

เมษาธิดายิ้มมองคนตรงหน้า โอบเอวบางไว้หลวมๆกันตกและขยับปลายเท้าไกวเปลไปมาเหมือนเดิม

 

“หายแล้ว”

มีนาเรศซบใบหน้ากับแผงไหล่อย่างอุ่นใจ เติมเต็มพลังให้หัวใจที่เรียกร้องหาคนๆนี้อยู่ตลอดเวลา ห่างนิดเดียวก็คิดถึง

 

“เดี๋ยวค่อยไปนะคะ เพิ่งจะทานข้าวเช้าเองเล่นตอนนี้เดี๋ยวออกคืนหมด”

 

“เย้ พี่เมษ์ให้มิ้นท์นั่งหน้านะคะ”

ร่างเล็กเงยหน้ายิ้มมองพี่สาวด้วยความตื่นเต้น

 

“ไม่อยากขับเองเหรอคะ”

 

“ไม่เอาอ่ะ มิ้นท์จะนั่งกับพี่เมษ์ ขับเองมิ้นท์กลัวตกทรงตัวไม่อยู่ มิ้นท์ว่ายน้ำไม่แข็งด้วย พี่เมษ์ให้มิ้นท์นั่งด้วยน้า”

มีนาเรศอ้างเหตุผลร้อยแปดพร้อมเขย่าตัวพี่สาวเบาๆ

 

“ฮะฮะ โอเคๆนั่งหน้าก็ได้แต่ห้ามค้านนะถ้าพี่ขับเร็ว”

 

“เร็วไม่กลัวแต่พี่เมษ์ห้ามทำมิ้นท์ตกนะคะ”

 

ใบหน้าคมยิ้มมุมปากพยักหน้า เปล่งเสียงตอบรับปากในลำคอ

 

มั๊วะ!

 

“มิ้นท์รักพี่เมษ์จัง”

มีนาเรศยิ้มระรื่นจูบแก้มพี่สาวแล้วซบหน้ากับแผงไหล่อีกครั้ง เลื่อนปลายจมูกเข้าไปสูดดมกลิ่นกายใกล้ๆลำคอเข้าปอดเบาๆ

หอมอ่ะอยากกัด นี่เราเป็นแวมไพร์ที่ไม่กลัวแสงแดดหรือเปล่านะถึงได้กระหายเวลาอยู่ใกล้ลำคอ หรือที่ท่านแม่ไม่เคยบอกว่าท่านพ่อเป็นใครเพราะไม่อยากให้รู้ว่าเราเป็นลูกครึ่งแวมไพร์ และตอนนี้พลังแวมไพร์ของเรากำลังจะบังเกิดกลิ่นของพี่เมษ์ถึงได้หอมยั่วน้ำลายแบบนี้

 

งับ!

 

“โอ๊ยน้องมิ้นท์! กัดพี่ทำไมคะ”

เมษาธิดาสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆเขี้ยวคมๆก็ฝังลงตรงซอกคอของตนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

“เอ่อ...มิ้นท์กำลังพิสูจน์ว่ามิ้นท์เป็นแวมไพร์หรือเปล่า”

มีนาเรศยิ้มแหยๆที่เผลอไปกัดเข้าจริงๆ ดวงตากลมมองรอยฟันตัวเองที่ซอกคอขาวๆและรู้สึกพอใจอย่างแปลกๆ

 

“หื้อจะบ้าเหรอ! นี่ดูเมะมากจนเพี้ยนแล้วนะ ซี้ด..เลือดออกไหมเนี่ย”

เมษาธิดาลูบคอตัวเองรู้สึกถึงรอยฟันเรียงกันเป็นวงกลม อึ๋ย!! มีน้ำลายด้วย เราต้องไปฉีดยากันบ้าไหมเนี่ย

 

“ไม่ออกค่ะ มิ้นท์ขอโทษ...เดี๋ยวมิ้นท์เป่าให้นะ”

มีนาเรศก้มลงเป่าเบาๆที่รอยกัดราวกับมันสามารถบรรเทาความเจ็บได้จริงๆ ก็มันเผลองับไปแล้วอ่ะจะให้ทำไง

 

“ไม่ต้องเลย ไปไกลๆเลยป่ะ”

มือเรียวผลักใสร่างเล็กที่นั่งคร่อมอยู่บนตัว

 

“ฮือ ไม่ไปจะกอด มิ้นท์ขอโทษแล้วไง นะนะพี่เมษ์ดีกันนะ”

มีนาเรศคว้ามือที่ดันใบหน้ามาเกี่ยวก้อยคืนดีและก้มลงไปกอดรัดพี่สาวไว้แน่นไม่ยอมลุกหนี

 

ใบหน้าคมกัดฟันแน่นมันเขี้ยวในเนื้อตัวร่างเล็ก ประโยคบอกรักที่พูดออกมาแบบไม่ต้องยั้งคิดแต่กลับทำให้หัวใจเบิกบานชุ่มฉ่ำ

อีกคนจะรู้บ้างไหมว่าต้องฝืนต้องทนแค่ไหนกับการทำตัวนิ่งเป็นหุ่น โต้ตอบอะไรตามความรู้สึกไม่ได้เพราะมิ้นท์เองก็โตแล้ว

จะให้ไปกอดหอมคลอเคลียเหมือนเมื่อก่อนคงดูแปลกๆพิลึก อีกอย่างมันรู้สึกไม่ไว้ใจตัวเองยังไงชอบกล?

 

“เป็นอะไรร้องซะดังเลย นี่ก็จะสิงร่างเมษ์หรือไงคะเกาะเป็นปลิง”

เสียงนิ่มเอ่ยถามและนั่งลงบนเปลกว้างอย่างนิ่มนวล ส่งมืองามไปตีก้นคนตัวเล็กเบาๆหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้

 

“หึหึ งั้นสิงพี่ใหม่แทนก็ได้”

มีนาเรศยิ้มเจ้าเล่ห์และโผตัวเข้ากอดคอพี่สาวคนโตจนล้มตัวนอนบนเปลด้วยกัน กดปลายจมูกสูดดมกลิ่นกายจากลำคอระหงเข้าปอดลึกๆ ฮืม…พี่ใหม่ก็หอมแต่ไม่หอมหวานๆเหมือนพี่เมษ์เลยแฮะ

 

“ระวังปลิงสูบเลือดด้วยนะคะพี่ใหม่ เมษ์เพิ่งจะโดนกัดเมื่อกี้นี้เอง”

 

“หึๆ เป็นหมาเหรอคะถึงได้เที่ยวดมเที่ยวกัดคนอื่นเขาไปทั่ว หือ?”

มือเรียวงามประคองใบหน้าน้องสาวออกจากลำคอและบีบแก้มใสเบาๆ โตแล้วยังทำตัวแบบนี้อีกนะ โตแต่ตัวเหมือนที่คุณแม่ว่าจริงๆ

 

“โห พี่ใหม่อ่ะเปรียบเทียบสะเสียเลย มิ้นท์จะเป็นแวมไพร์ต่างหาก”

มีนาเรศพูดเสียงงุ้งงิ้งและขยับลงจากตัวร่างระหงมานอนอยู่ตรงกลาง

 

“พรุ่งนี้ไปดำน้ำกันไหม”

ใบหน้าเรียวหวานหันหน้าไปถามน้องสาว

 

“ไปค่ะ”

 

“ไปสิคะ ไม่พลาดอยู่แล้ว”

เมษาธิดายิ้มตอบ

 

“ไปแต่เช้านะคะ แวะเที่ยวเกาะด้วย”

หนึ่งธิดาเลิกคิ้วถามเหมือนไม่แน่ใจว่าจะตื่นได้

 

“โธ่พี่ใหม่ เมษ์ก็รู้เวลาไหนต้องตื่นหรอกน่า ไม่งั้นจะทำงานได้เหรอ ไปสายไม่ตรงเวลาเขาคงไม่จ้างแล้วแหละ”

 

“ฮะๆ ทำเป็นงอนถึงไม่ตื่นพี่ก็ต้องลากไปอยู่ดี”

หนึ่งธิดายิ้มหัวเราะเบาๆ

 

“พี่ใหม่จะอุ้มพี่เมษ์ไหวเหรอคะ ตัวอย่างหนักเป็นนางแบบได้ไงก็ไม่รู้ บางทีนอนๆอยู่เอาขามาพาดมิ้นท์คิดว่าท่อนซุงตกใส่”

มีนาเรศเงยหน้าคุยกับพี่สาวคนโตด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง

 

“ท่อนซุงเหรอฮึ? คืนนี้จะทับให้แบน...เลย”

เมษาธิดายกขาไปพาดลำตัวร่างเล็กออกแรงกดทับเน้นๆที่หน้าท้องแบบราบจนร่างเล็กดิ้นขยุกขยิกไปมาเพราะความอึดอัด

 

“ปีใหม่! มารับโทรศัพท์ด้วยลูก”

 

“ค่า”

หนึ่งธิดาลุกขึ้นจากเปลด้วยกิริยาอ่อนช้อยเมื่อได้ยินเสียงของมารดา

 

“ไปด้วยๆ”

เมษาธิดายิ้มมุมปากนึกสนุกเมื่อเห็นพี่สาวยืนขึ้นเต็มความสูงจึงลุกตามและกระโดดขึ้นหลังทันที

 

“น้องเมษ์เล่นอะไรคะ ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ”

ร่างระหงเซเล็กน้อยเพราะไม่ทันตั้งตัวแต่ก็ยังทรงตัวยืนอย่างปรกติ

 

“โอ้..ยังยืนไหวแสดงว่ายังแข็งแรงเหมือนเดิมไม่ผิดหวังเลยนะเนี่ย”

เมษาธิดาอึ้งเล็กน้อยเพราะรูปร่างก็ไม่ได้ต่างกันมากมาย ดูเผินๆเหมือนบอบบางแต่จริงๆแล้วพี่ใหม่นี่อึดทนทานดีงามต่อการมีน้องอย่างเราสองคนมากๆ ฮะฮะฮะฮ่า

 

“ไปด้วยๆ!!! พี่ใหม่รับนะ”

มีนาเรศกระโจนกอดคอร่างระหงจากด้านหน้าขณะที่ร่างสูงยังคงขี่หลังอยู่

 

“โอย...ตัวก็ไม่ใช่เล็กๆกันแล้วนะ”

หนึ่งธิดาอุ้มรับน้องอีกคนตามสัญชาตญาณ

 

“อะไรกันนิดเดียวเองทำเป็นบ่น อ๋อ...ไปอยู่อังกฤษไม่กี่ปีทำไม่ได้แล้วใช่ม๊ะ เดี๋ยวนี้อ่อนแล้วใช่ม๊ะ โธ่แค่นี้ก็ไม่ไหว”

เมษาธิดาพูดเสียงตัดพ้อแกมท้าทายจี้จุดนิดๆ อิอิ

 

“ไหวค่ะ แต่ไปถึงแล้วต้องยอมทำอะไรให้พี่อย่างนึงนะ มิ้นท์ด้วย”

ใบหน้าเรียวหวานกระตุกยิ้มเหลียวมองคนด้านหลังและคนให้อ้อมแขนด้านหน้า

 

“เดินให้ได้ก่อนเถ๊อะค่อยมาพูด ถ้าไปถึงจะยอมปรนณิบัติรับใช้เลย ฮ่าๆๆ”

เมษาธิดาพูดเย้ยหยันมั่นใจว่าไปไม่ถึง ก่อนถึงบ้านพักต้องขึ้นบันไดไปอีกคงต้องล้มตะครุบกันบ้างล่ะ

 

“พูดเองนะ”

ร่างระหงยืนนิ่งสักพักและค่อยๆก้าวเท้าเดิน

 

“พี่ใหม่เร็วๆหน่อยจะถึงบ้านไหมคะเนี่ย”

ร่างสูงพูดกรอกหูเร่งให้ไป เดินได้จริงด้วยแฮะแต่จะถึงไหม

 

“พี่ใหม่เร็วๆสิคะมิ้นท์เมื่อยแล้ว”

ร่างเล็กส่งเสียงเร่งเพิ่มอีกคนและหัวเราะชอบใจไปด้วย เอาคืนที่แกล้งเมื่อเช้านี้พอดีเลย อิอิ

 

“พี่ใหม่เร็วๆ/พี่ใหม่เร็วๆ”

ทั้งสองประสานเสียงกรอกหูพร้อมกันซ้ำๆตลอดทาง

 

หนึ่งธิดาผ่อนลมหายใจยาวเส้นขมับเต้นตุ๊บๆๆ เร่งฝีเท้าให้ถึงที่เร็วๆ ทำไมเราต้องมีน้องเป็นลิงสองตัวแบบนี้ด้วยนะ ค่อยดูเถอะจะเอาคืนให้เข็ดหลาบจะได้ไม่กล้าฮึกเหิมอีก



 

 

 

 

บนเตียงนุ่มนั่งเล่นกลางแจ้งขนาดพอดีใต้ร่มผ้าริมชายหาดของสถานที่ท่องเที่ยว

กันยารัฐต์นั่งมองเจ็ตสกีคันสวยสีแดงที่ขับโต้คลื่นไปด้วยความเร็วโดยลูกสาวจอมไฮเปอร์ชอบเล่นทั้งสองคน

ดวงตาคมเลื่อนลงมามองลูกสาวคนโตที่นอนหนุนหมอนหลับตาพริ้มอยู่บนตักของตน นิ้วมือยังคงลูบนวดขยำเล่นผมยาวสลวยเป็นลอนที่ปลายๆ เส้นผมเล็กแต่หนานุ่มลื่นมือสีดำออกน้ำตาลโดยธรรมชาติ ใบหน้าเรียวสวยหวาน คิ้วดกเรียบสวย ขนตายาวงอนงาม จมูกโด่งเหมือนฝรั่ง ริมฝีปากสวยได้รูปเหมือนกับตน ผิวขาวน้ำนมเนียนละเอียดผุดผ่อง มีออร่าดูโดดเด่น

 

กันยารัฐต์ยิ้มบางๆทึ่งใจไม่คิดว่าจะโตมาเป็นสาวหวานสวยงามสง่าได้ขนาดนี้ ตอนเป็นเด็กออกจะบู๊ๆห้าวๆเหมือนยาย แต่ก็มารยาทดีพูดจาไพเราะตั้งแต่เด็กและยังช่วยสอนน้องอีกต่างหาก

ใบหน้าคมโน้มลงไปจูบหน้าผากขาวเนียนด้วยความรักใคร่อ่อนโยน

 

หนึ่งธิดาค่อยๆลืมตาแหงนมองใบหน้าและสบตาคมของมารดา

 

“อีกปีเดียวก็จะจบแล้วๆจะเอายังไงต่อคะ ตัดสินใจหรือยังคะว่าจะต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางสายไหน”

 

“ใหม่คงต้องกลับมาทำงานใช้ทุนเป็นหมอฉุกเฉินไปก่อนค่ะ ส่วนเรื่องเรียนเฉพาะทางค่อยว่ากันอีกทีว่าจะถนัดทางไหนมากกว่า แต่ก็อย่างที่คิดๆเอาไว้แล้วค่ะว่าจะเรียนศัลยแพทย์”

 

กันยารัฐต์พยักหน้าเข้าใจ เลื่อนมือไปลูบนวดดวงหน้าหวานเรียวอย่างเอ็นดูทะนุถนอม

 

“ฮืมใหม่อยากกลับมาอยู่กับคุณแม่เร็วๆจังเลย”

หนึ่งธิดาหลับตาเคลิ้มอีกครั้ง ย้ายมือไปกอบกุมมือนิ่มที่กำลังประคองใบหน้าของตนและแอบอ้อนมารดานิดๆ

 

“หึหึทำมาเป็นพูดดี  แม่รู้นะว่าอยู่อังกฤษเราเป็นยังไง เนื้อหอมนักนะเราอ่ะ คงอยากจะอยู่กับสาวๆมากกว่าล่ะมั้ง”

กันยารัฐต์หยั่งเชิงจับผิดคนเรียบร้อย จากการสังเกตพฤติกรรมเวลาคุยโทรศัพท์ก็พอจะเดาได้ว่าไม่ใช่เพื่อนสาวธรรมดา แต่ก็ไม่ได้แน่ใจอะไรมากเพราะลูกคนนี้ค่อนข้างจะนิ่ง

 

“ลูกกวางไปฟ้องอะไรคุณแม่เหรอคะ”

หนึ่งธิดาหันมองเพื่อนที่นอนคว่ำกายเล่นแท็บเล็ตอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่แอบไม่พอใจ

 

“เฮ้ยอะไร อย่ามากล่าวหากันลอยๆนะ  ฉันไม่เคยพูดจริงๆนะว่าเธอคบสาวอ่ะ ควงเป็นว่าเล่น

กวางไม่อยากจะพูดหรอกนะคะ แต่เวลาไม่อยู่ในสายตาน้ากันย์นี่อย่างกับปล่อยเสือเข้าป่า เปลี่ยนคู่เหมือนเปลี่ยนชุดนอน เห็นเงียบๆแบบนี้กิ๊กเพียบเลยนะคะน้ากันย์”

 

“ฮึ ไม่ต้องมีใครบอกแม่ก็พอรู้และดูออก แต่ก็เพิ่งรู้นะว่ามีกิ๊กเยอะซะด้วย”

ใบหน้าคมเรียบนิ่งจ้องมองลูกสาวที่เริ่มจะทำหน้าเหมือนจนมุม

 

กรวิกาแทบเงิบหุบปากลงทันทีเมื่อรู้สึกตัวว่าพูดมากเกินไปจึงหันกลับมาจ้องแท็บเล็ตทำตัวไม่รู้ไม่ชี้เพื่อหลบแววตาขวางของเพื่อน สักวันก็ต้องรู้แหละเพื่อนเอ๊ย โชคดีละกันนะ

 

“คุณแม่ไม่รังเกียจใหม่ใช่ไหมคะ ที่ใหม่เป็นแบบนี้”

เสียงนิ่มเอ่ยถามและสบตามารดาอย่างหวาดหวั่นในใจ ไม่อยากให้ท่านต้องผิดหวัง

 

“แม่จะรังเกียจเรื่องอะไรคะ ใหม่ก็เป็นใหม่ของแม่คนเดิมหนิ แม่คงจะไปห้ามจิตใจใครไม่ได้หรอก โลกมันก็เปิดกว้างขึ้นเยอะแล้ว ขอแค่อย่าไปแย่งคนอื่นเขามาก็พอ”

กันยารัฐต์กลั่นน้ำเสียงจากใจจริง นิ้วแม่มือวาดตามเส้นคิ้วของลูกสาวที่กระตุกเข้าหากันให้แยกออกเพื่อคลายสีหน้ากังวล  

ถึงจะเป็นอะไรก็ยังรักเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแน่นอน

 

“ขอบคุณที่เข้าใจใหม่นะคะ ใหม่รักคุณแม่ที่สุดเลย”

หนึ่งธิดาพลิกตัวโอบกอดรอบเอวมารดาอย่างซึ้งใจและโล่งใจเหมือนก้อนอันหนักอึ้งบ้างอย่างถูกยกออก ความรักความอบอุ่นที่ได้รับมาโดยตลอดจนไม่เคยรู้สึกขาดหาย ไม่เคยสนใจอยากรู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของตนจะเป็นใคร ทั้งๆที่รู้จักทั้งชื่อและนามสกุลแต่ก็ไม่เคยคิดที่จะตามหาไขว่คว้า

 

“แปลกดีเน๊อะ ลูกสาวแม่ทั้งสองคนชอบผู้หญิง ไม่รู้ว่าแม่กินอะไรผิดตอนท้องหรือว่าเลี้ยงผิดขั้นผิดตอนตรงไหนหรือเปล่าถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้”

กันยารัฐต์พูดติดตลก เรื่องมีลูกเขยคงไม่ต้องพูดถึง จะมีแต่ยัยลูกแหง่ที่ชอบอยู่ติดแต่บ้าน จะออกไปไหนทีก็ต้องชวนใครไปด้วย

ยิ่งกับน้องเมษ์นี่ยิ่งติดเหมือนเงาตามตัว ถ้าน้องเมษ์ไม่อยู่ก็จะชวนเพื่อนมาเล่นมาดูการ์ตูนที่บ้าน

พักหลังเห็นกอดเห็นหอมพี่อยู่ทุกวันยังทำตัวเป็นเด็กไม่ยอมโต ไม่รู้น้องเมษ์รำคาญบ้างไหม

แต่ก็อุ่นใจที่เห็นลูกๆรักใคร่ปรองดองสนิทสนมกลมเกลียวกันดีไม่แตกแยกเหมือนพี่น้องบางครอบครัว

 

“คุณแม่รู้ด้วยเหรอคะว่าน้องเมษ์ก็….ชอบผู้หญิง”

หนึ่งธิดาแอบสงสัยว่ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะตนเองก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่ต้องปิดบังเรื่องนี้ เมษ์ก็ไม่รู้จักบอกกันบ้างเลยนะว่าคุณแม่ไฟเขียว ปล่อยให้พี่รู้สึกผิดอยู่ได้ตั้งนานนม

 

“เขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไรแม่นี่นา  เห็นออกลายตั้งแต่กลับมาจากนอกแล้วล่ะ พอแม่ถามเขาก็บอกตรงๆ

ไม่เหมือนเราหรอก หึ? ต้องต้อนให้จนมุมก่อนถึงจะยอมปริปาก”

กันยารัฐต์พูดปนหัวเราะและก้มลงไปจูบขมับคนดื้อเงียบด้วยความมันเขี้ยว ขยำเล่นหัวคนบนตักอย่างสนุกมือจนได้ยินเสียงบ่นอู้อี้เพราะผมเริ่มยุ่งเหยิง ถึงจะโตขนาดไหนก็ยังดูเป็นเด็กในสายตาตนเสมอ

 

กรวิกาที่นอนฟังอยู่แอบยิ้มตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน ดีจังน้ากันย์โอเคกับเรื่องนี้ด้วย แต่เห็นยัยเมษ์เป็นข่าวอยู่โครมๆกับพระเอกคนนู้นคนนี้นี่ ที่แท้ก็ชอบผู้หญิงเหมือนกันเหรอ  แล้วฉันจะสนใจทำไมเนี่ย จะชอบอะไรก็ช่างสิไม่ใช่เรื่องของเราสะหน่อย

แววตาละห้อยชำเลืองมองเพื่อนอย่างอิจฉา อยากไปกอดอ้อนออเซาะกับเขาบ้าง คงจะรู้สึกดีไม่น้อย

 

ยายจันทร์นั่งพิงเก้าอี้มองครอบครัวนู้นครอบครัวนี้ที่มาเที่ยวเล่นเหมือนครอบครัวของตนอย่างเพลินใจ

ไม่เคยคิดว่าตนจะได้มานั่งกินลมชมวิวอย่างคนอื่นเขาโดยไม่ต้องห่วงว่ากลับไปจะเอาอะไรกิน

ได้เห็นแม่ลูกเขาหยอกล้อกันแบบนี้ก็รู้สึกอุ่นดีแปลกๆ ถ้าไปลองทำดูบ้างคงได้ตื่นกันทั้งบ้านเพราะไม่เคยเลี้ยงเขาแบบนี้

นี่ถ้าเจ้ากันย์หน้ามันไม่เหมือนพ่อแม่ผสมกันออกมาคงคิดไปแล้วว่าอุ้มมาผิดเพราะผ่าเหล่าผ่ากอซะเหลือเกิน

 

 

 

~~~

 

‘อ้าว อ่านเสียงดังอย่างนั้นแล้วเมื่อไหร่จะหลับ’

จันทร์ฉายกลับมาถึงบ้านก็วางข้าวของโครมครามเสียงดัง เข้ามาในบ้านก็เห็นแม่ลูกอ่อนวัย 18 นอนอ่านหนังสือข้างๆเด็กน้อยอยู่บนเตียง

 

‘จะไม่หลับก็เพราะแม่นี่แหละ เสียงดังทำไม กันย์ก็อ่านหนังสือให้ลูกฟังอยู่นี่ไงจะได้หลับ’

กันยารัฐต์ยอกย้อนและหันไปจูบปากแดงๆของลูกน้อยอย่างรักใคร่หลงใหล

 

‘โธ่ไอ้ลูกบ้า! เขามีแต่อ่านนิทาน แกเล่นอ่านหนังสือสอบมันจะฟังรู้เรื่องไหม?’

 

‘โอ๊ยแม่ มาถึงก็พูดไม่เพราะเลยเดี๋ยวหลานติด ปีใหม่อย่าพูดตามยายนะคะ หนูหัดพูดเพราะๆนะคะ ปีใหม่เรียกคุณแม่สิคะ”

กันยารัฐต์รีบเอามือปิดหูลูกสาวที่นอนยิ้มตาหวานพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะน่ารัก คงคิดว่าเธอกำลังเล่นด้วยจึงระดมจูบหอมลูกน้อยไปทั่วโดยไม่เจาะจงพื้นที่

 

‘หู้ยยย..จะเลี้ยงให้มันเป็นผู้ดีเลยหรือไงถึงให้เรียกคุณแม่อ่ะห๊ะ เพิ่งจะสามเดือนจะมันพูดได้ยังไง แกก็เพ้อไปทั่ว!’

จันทร์ฉายแขวะด้วยความหมั่นไส้  มองลูกสาวที่ชอบทำอะไรที่แหวกแนวแหกคอกทุกอย่าง อยากเรียนต่อก็หาเงินเอาเองไม่เคยขอ แถมยังไปสอบชิงทุนได้เป็นนักเรียนแรกเปลี่ยนฟรีที่อังกฤษหนึ่งปี แต่พอกลับมาได้ไม่ถึงเดือนก็มีอาการคลื่นไส้อาเจียนเวียนหัวจนรู้ตัวว่าท้อง คลอดแล้วก็บอกจะไปสอบเอาวุฒิม. 6 จะไปเข้ามหาลัย

เฮ้อ จะเรียนทำไมนักหนา ทำไมไม่หางานทำให้เป็นเรื่องเป็นราวนะ

 

‘ไปได้ล่ะเดี๋ยวเอานอนเอง ให้นมแล้วใช่ไหม’

จันทร์ฉายบอกเสียงเรียบ

 

‘ให้จนอิ่มเรียบร้อยแล้วค่า คุณแม่ไปก่อนนะคะ จะรีบกลับมานะคะ อย่าดื้อกับยายนะคะ’

กันยารัฐต์ร่ำลาอยู่นานไม่อยากห่างแต่ก็ต้องไปทำงานหารายได้พิเศษโดยการเป็นช่างวาดภาพตามถนนคนเดิน

 

‘ไง เจ้าปีใหม่นอนได้ยัง ตาแป๋วเชียวนะ’

ร่างสูงผอมยืนเท้าสะเอวมองทารกตัวจ้ำม่ำเมื่อลูกสาวออกไปแล้ว

 

‘นี่ถ้าเจ้าไม่หน้ามึนแล้วคลอดตามกำหนด แม่ของหนูจะตั้งชื่อว่าอะไร? สิ้นปี!?? ก๊ากกก!!!’

ยายจันทร์อุ้มหลานและส่ายตัวไปมาอย่างอารมณ์ขัน แน่ะ ยังจะมายิ้มอีกรู้เรื่องหรือเปล่าว่าหัวเราะอะไร

 

‘เด็กหญิงปีเก่า?? ฮ่าๆๆๆ….ฮะ..’

จันทร์ฉายหยุดชะงักเมื่อหันไปเจอร่างสูงที่เดินกลับเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็หารู้ไม่ จึงตีหน้าขรึมทันที

ไอ้ลูกบ้าเข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียงเดี๋ยวตีหัวแบะเลย

 

‘คงจะได้นอนแหละเน๊อะ เสียงดังไปถึงข้างบ้าน’

กันยารัฐต์พูดลอยๆขณะที่เดินไปหยิบกุญแจบ้าน

 

‘ปิดบ้านให้ดีๆด้วยนะ อย่าลืมปิดมุ้งด้วยเดี๋ยวยุงเข้า กับข้าวทำไว้ให้แล้วอยู่ในครัว รีบให้น้องนอนนะแม่เดี๋ยวจะหิวอีก ฉันไปนะ’

 

‘เออ! รู้แล้ว’

นี่ฉันเป็นแม่หรือเป็นลูกแกกันแน่นะ สั่งจริงๆ

 

จันทร์ฉายยืนมองลูกสาวจนลับตาไปและหันมาสนใจหลานในมือ

 

‘คิกๆ เจ้ากันย์ไปแล้ว...ไปนอนดีกว่าเดี๋ยวยายจะสวดมนต์ให้ฟัง ให้หนูมีโชคมีลาภเป็นเจ้าคนนายคน ฉลาดปราดเปรียวใครเห็นเป็นต้องรักต้องหลง พรุ่งนี้หวยออกเลขอะไรไหนบอกยายขาหน่อยซิ…’

 

 

 

 

“เฮ้อร้อนจัง มีใครสั่งอาหารเที่ยงหรือยังคะ”

เมษาธิดาปล่อยน้องสาวที่ขี่หลังของตนลงที่เก้าอี้ข้างๆเตียงและไปนั่งแหมะที่กลางหลังของร่างบางอย่างจงใจ

 

“อื้อหือเมษ์! หนักก็หนักตัวก็เปียก ลงไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

กรวิกาถลึงตาใส่ ไอ้บ้า! หลังจะหักอยู่แล้วนั่งมาได้แถมยังทำให้เปียกอีก แกล้งกันชัดๆ

 

“อุ้ย โทษทีไม่รู้มีคนนอนอยู่ตรงนี้ คิดว่าไม้กระดานอ่ะ ฮ่าๆๆ...โอ๊ย!”

ร่างสูงรีบลุกหนีทันทีที่เล็บยาวๆหยิกลงที่ต้นขาและทำไม่รู้ไม่ชี้เมื่อเห็นร่างบางแยกเขี้ยวใส่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

มือเรียวคว้าเสื้อคลุมที่ร่างเล็กยื่นให้มาสวมใส่แล้วไปนั่งร่วมโต๊ะกับน้องและยายที่เก้าอี้

 

“พี่เมษ์ น้ำมะพร้าวค่ะลูกนี้หวานเย็นชื่นใจ”

 

“แสดงว่าดูดแล้วอ่ะดิ”

เมษาธิดาดูดน้ำมะพร้าวจากหลอดเดียวกันอย่างไม่รังเกียจ โดยปรกติแล้วจะไม่ชอบร่วมหลอดร่วมช้อนกับใครแม้แต่แก้วน้ำ แต่อาจเป็นเพราะอยู่ด้วยจนเคยชินจึงรู้สึกเฉยๆไม่แหยงน้ำลายเหมือนปรกติ

 

“มิ้นท์ก็แค่ชิมๆเฉยๆ พี่เมษ์จะทานอะไรคะ มีปลากระพงนึ่งมะนาวด้วยนะ ยำมะม่วงกุ้งสดก็มี ยายทานอะไรไหมคะ”

มีนาเรศเปิดเมนูหารายการอาหารที่ร่างสูงน่าจะชอบ

 

“ไหน? มีรูปให้ดูไหม?"

เมษาธิดายื่นหน้าเข้าไปใกล้ มองดูรูปของเมนูอาหารซึ่งมีมากอยู่พอสมควร

 

“โห! ป่านนี้แล้วยังจะดูรูปอีก”

ร่างเล็กทำตาโตหันมองใบหน้าคมสวยที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ว่าแต่เค้าทำตัวเป็นเด็กทีตัวเองล่ะ

 

“ก็เผื่อมันไม่ใช่อย่างที่เราคิดไง ดูรูปจะได้รู้ว่าอันไหนน่ากิน พี่เอาส้มตำไก่ย่างด้วยดีกว่า สลัดก็น่าอร่อย มีใครอยากสั่งอะไรไหมคะ”

 

 

 

 

เมื่อทานมื้อเที่ยงกันเสร็จสรรพต่างคนก็ต่างนั่งเล่นนอนเล่นรับลมชิลๆบนเตียงนุ่มจนเวลาผ่านไป

ร่างเล็กพลิกกายหันไปหาร่างสูงที่นอนนิ่งอยู่นาน หญิงสาวเท้าแขนยื่นหน้าไปมองนางแบบหุ่นเพรียวเซ็กซี่น่ามองในชุดเดรสชายหาด สวมใส่สบายสีหวานลายพิมพ์ดอกไม้สดใส คล้ายๆชุดของคุณแม่กับพี่ใหม่ที่กำลังใส่อยู่เพียงแต่คนละสี

ดวงตากลมจ้องมองเนินอกสวยที่ดูอวบอึ๋มขึ้นจากเดิมเคลื่อนไหวขึ้นลงตามลมหายใจสม่ำเสมออย่างเผลอตัว

หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นมาเรื่อยๆเมื่อนึกถึงความเต่งตึงที่ได้สัมผัสด้วยใบหน้า ถึงแม้จะมีเนื้อผ้าปิดกั้นแต่ก็รู้สึกถึงความอุ่นอ่อนนุ่มหอมหวานจนอยากจะอยู่แบบนั้นไปนานๆ

ถ้าได้จับจะเด้งสู้มือขนาดไหนนะ

 

…..จะบ้าเหรอคิดอะไรอยู่เนี่ย จะไปจับของพี่เขาทำไมโรคจิตหรือเปล่า

โอ๊ย!!!ทำไมพี่เมษ์ถึงน่ากอดน่าหอมแบบนี้นะ ถ้าไม่อยู่ในที่สาธารณะจะจุ๊บๆหอมๆให้ตื่นเหมือนตอนเช้าเลย

ดวงตากลมกริ่มเลื่อนขึ้นไปมองซอกคอขาวที่ยังคงมีร่องรอยจากเมื่อเช้า หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ รสชาติหอมหวานนุ่มลื่นยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น มือบางจับคางปาดปากตัวเองเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ ครุ่นคิดว่าความต้องการแปลกๆบางอย่างนี้คืออะไร

 

“น้องเมษ์หลับเหรอ?”

 

“ฮึ๊ก...คะ!? หลับค่ะคุณแม่”

 

“เป็นอะไรทำไมต้องสะดุ้งขนาดนั้น นี่ก็จริงๆเลย เล่น กิน แล้วก็นอน จะไปไหมเนี่ยสปา”

กันยารัฐต์นั่งลงข้างๆลูกสาวขี้เซาแล้วเอื้อมมือจะปลุก

 

“ไม่ต้องปลุกหรอกค่ะคุณแม่ ปล่อยให้นอนไปเถอะ ทานเยอะขนาดนั้นแล้วไปนวดตัวคงไหลย้อนกันพอดี ใหม่ก็ติวหนังสือต่ออยู่แล้ว เดี๋ยวใหม่ดูน้องเอง”

 

“เอาอย่างนั้นเหรอ ถ้าตื่นมางอแงก็บอกเองแล้วกันนะ น้องมิ้นท์ไม่อยากไปลองขัดผิวบ้างเหรอลูก”

 

“ไม่เอาค่ะ...มิ้นท์อายไม่กล้าแก้ผ้า...ฮะฮ่า”

เสียงเล็กพูดอ้อมแอ้มปฏิเสธ ต่อหน้าคุณแม่ยังไม่กล้าเลย แล้วจะให้ไปแก้ผ้าให้ใครก็ไม่รู้มาถูกเนื้อต้องตัว ไม่เอาด้วยหรอก

 

“หึๆ ดีแล้วที่ไม่กล้า”

กันยารัฐต์กระตุกยิ้มพอใจกับคำตอบแล้วหอมแก้มซ้ายขวาของลูกแหง่ก่อนไป เอาเข้าจริงๆก็ไม่อยากให้โตเลย แค่คิดก็ใจหายแล้ว

 

“น้องมิ้นท์ไปหยิบกระเป๋าของพี่ให้หน่อย”

เสียงนิ่มเอ่ยใช้เมื่อมารดา เพื่อน และยายลับตาไปแล้ว ขยับไปนั่งข้างกายร่างสูงและค่อยๆดึงแว่นตากันแดดออกจากใบหน้าคมสวยช้าๆ

 

“พี่ใหม่จะทำอะไรเหรอคะ”

มีนาเรศมองรอยยิ้มพรายบนใบหน้าเรียวหวานและลุกขึ้นไปหยิบให้อย่างว่าง่าย

 

“เดี๋ยวก็รู้”



 

 

 

“ห้าววว…กี่โมงแล้วเนี่ย…”

เมษาธิดาบิดกายลุกขึ้นนั่งด้วยอาการมึนงงงัวเงียเล็กน้อย กวาดสายตาไปรอบๆก็เห็นน้องสาวมองตนแล้วยิ้มกับโทรศัพท์ และพี่สาวที่นั่งพิงหมอนอ่านหนังสือแพทย์อยู่ข้างๆ

 

“ยิ้มอะไร คนอื่นไปไหนอ่ะอย่าบอกนะว่าไปแล้ว”

ดาราสาวถอดแว่นมองเข็มนาฬิกาข้อมือให้ชัดๆก็ถึงกับเบิกตากว้าง

 

“นี่มันจะ 4 โมงแล้วนี่ ทำไมไม่มีใครปลุกเมษ์เลยอ่ะ โหย…”

 

“ปลุกแล้วไม่ตื่นเองต่างหาก ขี้เซาซะขนาดนี้พี่เลยบอกให้คุณแม่ปล่อยให้นอน”

 

“ปลุกแล้วจริงเหรอ? เมษ์ไม่เห็นจำได้เลย”

ร่างสูงเบ้ปากมองหน้าพี่สาวอย่างจับผิด

 

หนึ่งธิดาอมยิ้มที่มุมปากกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นน้องสาวถอดแว่น

 

“แน่ะๆมียิ้มๆแสดงว่าโม้ ไม่ได้ปลุกเลยใช่ไหมคะเนี่ย”

ดาราสาวทำหน้าเซ็งๆและลุกไปนั่งที่เก้าอี้ หยิบขวดน้ำบนโต๊ะมาเปิดดื่ม ผู้คนเดินผ่านต่างหันมองมาทางตนแล้วยิ้มๆบ้างก็หัวเราะบ้างก็ดูตกใจ เมษาธิดายิ้มกลับไปให้อย่างไม่คิดอะไร เป็นดาราก็งี้แหละเป็นจุดสนใจถ้าเขาจำเราได้อ่ะนะ หุๆดีใจ

 

“หึๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ”

มีนาเรศเอามือปิดปากขณะที่หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ก๊าก!!ยังกล้ายิ้มให้คนอื่นอีก ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย♪…

 

“ขำไร เมื่อกี้ถ่ายรูปพี่เหรอ ไหนดูสิ”

มือเรียวเอื้อมมือจะคว้าโทรศัพท์แต่ไม่ทันเพราะร่างเล็กรีบถอยหนีอย่างมีพิรุธ ต้องมีอะไรแน่ๆเลยยิ่งเห็นคนเดินผ่านไปมามองหน้าเราแปลกๆยิ่งรู้สึกเสียเซลฟ์ขึ้นมาซะงั้น มีอะไรติดหน้าเราหรือเปล่านะ ผมตรงนี้ก็รู้สึกตึงๆแฮะ เอ๊ะ? ทำไมผมเป็นแท่งยาวๆเหมือนเปีย? เปียมาจากไหนแล้วทำไมมันชี้ๆอย่างนี้

 

เมษาธิดาคลำๆเส้นผมแล้วผ่อนลมหายใจแรงขึ้นเมื่อเริ่มจะรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปรกติ ริมฝีปากสวยเม้มเป็นเส้นตรงค่อยๆล้วงกระเป๋าหยิบกระจกขึ้นมาส่องดู อย่าบอกนะว่า…

 

“โอ้โห!!! มิ้นท์!! เล่นงี้เลยเหรอมานี่เดี๋ยวนี้เลยนะ!”

 

“อ้า มิ้นท์ไม่ได้เริ่มนะ พี่ใหม่ต่างหากมิ้นท์ไม่เกี่ยว ฮ่าๆๆๆๆ…เฮือก...ฮะฮะฮะฮ่าๆๆๆ”

ร่างเล็กรีบหลบข้างหลังร่างระหงหัวเราะจนแทบจะชักดิ้นชักงอที่ขอบเตียง โอ๊ยปวดกามขำที่นางนั่งยิ้มให้คนอื่นเขาไปทั่ว

ใบหน้าหวานมองจอมือถือที่ยังคงถ่ายอัดภาพวีดีโอไว้ตั้งแต่ตื่นใหม่ๆ เก็บไว้แบล็คเมล์เอ้ย..ไว้ให้คุณแม่กับยายดู คิกๆ

 

“อ้าวมิ้นท์ ทำไมโยนให้พี่คนเดียวแบบนี้ล่ะคะ ตัวเองก็ละเลงซะจนทั่ว หึ หึ หึ”

หนึ่งธิดายิ้มหัวเราะมองศิลปะอันดีงามบนใบหน้าคมสวย ฮะฮะช่วยไม่ได้หลับขี้เซาเองนี่

 

“พี่ใหม่ทำไมทำกับน้องงี้อ่ะ ฮื้อ”

เมษาธิดางอแงโวยวายแต่ก็รีบค้นกระเป๋าหาอะไรมาลบหน้าทันที

อื้อหือ…เห็นหน้าตัวเองแล้วรับไม่ได้ ทั้งหนวดแมวตรงแก้ม วงกลมดำปี๋รอบขอบตาราวกับหมีแพนด้า มีเขี้ยวมีหนวดเหมือนยัก

ปากก็วาดซะอุบาทว์แดงเลอะอย่างกับปอบเพิ่งไปกินไส้ใครมา แล้วไหนจะเปียถักตั้งชี้โด่ชี้เด่เป็นเสาอากาศอีก 3 เส้นข้างหน้า ตัวอะไรเนี่ย! แถมยังเขียนชื่อจริงของเราบนหน้าผากอีก

อ๊าย...อยากจะเอาหน้ามุดแผ่นดินหนี หมดแล้วภาพพจน์ดารา มีใครถ่ายรูปเราไปบ้างเนี่ย! ฮือๆๆไม่นะ T___T

 

 

 

30 นาทีต่อมา

 

“คุณแม่! สวยจังเลยมิ้นท์คิดถึ้งคิดถึง มิ้นท์มีอะไรจะให้ดูด้วย ฮะฮ้า”

มีนาเรศวิ่งไปเกาะแขนกอดเอวมารดาตามปรกติ มาสักทีมิ้นท์อยากให้ดูสภาพพี่เมษ์จะแย่อยู่แล้ว ฮิๆ

 

“โอ้โห ยายขาสวยวิ้งๆมาเลยนะคะเนี่ย”

ร่างเล็กก้าวเท้าไปหายายที่เดินตามมาข้างหลัง

 

“วิ้งๆบ้าอะไร ยายไปนวดแผนไทยเฉยๆ ไม่ต้องมาเกาะเลยรำคาญ”

วุ๊ยไอ้ลูกหมาเขกหัวสักทีดีไหม พันแข้งพันขาจริงๆเลย เฮ้อได้ไปนวดยืดเส้นยืดสายแล้วเบาตัวดีแท้

 

“ปีใหม่กับน้องเมษ์ไปไหนซะล่ะ”

กันยารัฐต์ถามหาเมื่อมานั่งที่เก้าอี้ ทำไมทิ้งน้องไว้คนเดียวแบบนี้นะ

 

“ไปจองคิวม้าค่ะ เดี๋ยวเราไปขี้ม้าเล่นกันนะคะจะได้ถ่ายรูปด้วย”

มีนาเรศยิ้มระรื่นโบกไม้โบกมือเมื่อเห็นพี่สาวกำลังกลับมาพอดี

 

“นี่...เลิกทำหน้าบูดได้แล้วนะเดี๋ยวม้าก็ตกใจหรอก”

หนึ่งธิดาบอกเสียงเรียบเมื่อเห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับของร่างสูง โถ้ทำเป็นงอนอย่างนี้ต้องกระทืบซ้ำ

 

“เมษ์ ย่อตัวลงซิ”

 

“.....?”

 

“ย่อลงสิคะ ไหนบอกจะรับใช้ไง”

เสียงนิ่มเอ่ยบอกอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าคมสวยเลิกคิ้วมองตนเหมือนตั้งคำถาม

 

“เสียใจค่ะ มันหมดอายุการใช้งานตั้งแต่พี่มาวาดนางยักษ์ปอบผีแพนด้าสายพันธุ์แมวบนหน้าเมษ์แล้วล่ะ”

เมษาธิดาชี้หน้าตัวเองที่เพิ่งจะลบไปได้ไม่นาน  จะให้ย่อทำไมแค่นี้ก็เสียความมั่นใจไปหลายเปอร์เซ็นต์แล้วนะ

 

“งั้นก็ใช้สิทธิ์ที่พี่มีจากเมื่อเช้า”

หนึ่งธิดากอดอกพูดเสียงเรียบ

 

“ตรงนี้เลยเหรอ?”

ดวงตาคมสวยมองรอยยิ้มบนใบหน้าเรียวหวานอย่างเสียวสันหลังก่อนจะย่อตัวลงด้วยความจำใจ ทำไมเราโดนอยู่คนเดียวนะ ไม่น่าเลยเราอยู่ดีไม่ว่าดี

 

มือเรียวงามจับกดไหล่ร่างสูงย่อลงอีกเล็กน้อยให้อยู่ในระดับพอเหมาะ แล้วถอยออกมา

 

“พี่ใหม่จะทำไรคะ? ถีบน้องบาปนะ”

ร่างสูงเหลียวหลังมองเห็นพี่สาวพับชายกระโปรงเข้าระหว่างขา หวายอยู่ให้ถีบก็บ้าละ

 

“หึหึหึ เดี๋ยวก็รู้อย่าหนีนะ”

หนึ่งธิดาวิ่งตามทันทีที่ร่างสูงออกตัว เพียงไม่กี่ก้าวร่างระหงก็กระโดดกอดคอขี่หลังน้องสาวอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

 

“ฮึ๊บ! โอ้โหคนหรือหมูเนี่ยหลังจะหัก”

เมษาธิดาเซถลาไปข้างหน้าแต่ยังไม่ถึงกับล้ม

 

“ไม่ต้องบ่นมาก ไปให้ถึงคุณแม่เร็วๆ”

 

“เอิ่ม...จะไม่ถึงก็เพราะพี่นี่แหละอย่ารัดคอแน่นสิหายใจไม่ออก”

มือเรียวเลื่อนไปตีแขนคนข้างหลังรัวๆ

 

“เออ ขี่หลังคนอื่นนี่มันก็สนุกดีเหมือนกันเน๊อะ”

เสียงนิ่มพูดปนหัวเราะ

 

“ฮะฮะฮะ...ไม่เคยขี่หลังคนอื่นเลยเหรอคะ”

เสียงหวานยิ้มหัวเราะ แค่นี้บอกกันดีๆก็ได้ทำท่าซะหวาดเสียว

 

“พี่เมษ์! รับมิ้นท์ด้วย”

 

“เฮ้ย!! มิ้นท์เดี๋ยว!”

ร่างสูงอ้าปากเหวอไม่พร้อมที่จะรับน้ำหนักเพิ่มอีกคน ร่างเล็กวิ่งอ้าแขนพุ่งเข้ามา ช่างเป็นภาพที่ดูเชื่องช้าแต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เมษาธิดาอ้าแขนรับคนตัวเล็กแทบไม่ทันได้ตั้งหลัก

หนึ่งธิดาปล่อยตัวเองลงทันทีพร้อมๆกับร่างเล็กที่กระโจนเข้ามาเต็มที่

 

ตึ้ง!!

 

“อุ๊บ/อุ๊บ...”

ร่างสูงเสียศูนย์ล้มไม่เป็นท่า ก้นจ้ำเบ้ากับพื้นทรายแล้วหงายหลังไปตามแรง ตามด้วยริมฝีปากบางที่เข้ามาประกบกันเพียงครู่จนใจเต้นแทบลืมจังหวะ ดวงตาคมสวยจ้องใบหน้าหวานที่ผละออกไปพร้อมขึ้นสีแดงระเรื่อราวกับเขินอาย หัวใจกระตุกไหวอีกครั้งอยากดึงตัวร่างน้อยกลับมาฟัดมาแกล้งให้เขินเล่นจนพอใจ

 

“โหย...พี่เมษ์อ่ะไม่ได้เรื่องเลยแค่นี้ก็ล้มแล้ว”

ร่างเล็กบ่นอุบอิบรีบลุกออกจากตัวของพี่สาวที่นอนหงายเงิบอยู่บนพื้นทราย พยายามทำตัวให้เป็นปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่อุบัติเหตุจะเขินทำไม หยุดสิ หยุด!

 

“ใครใช้ให้พุ่งเข้ามาล่ะ พี่ยังไม่ทันตั้งตัวเลย”

ดาราสาวลุกขึ้นปัดทรายออกจากตัว มองตามแผ่นหลังของร่างเล็กที่เดินหนีกลับไปโดยไม่สนใจจะถามว่าเธอเจ็บบ้างไหม ดีนะที่พื้นเป็นทรายไม่งั้นเจ็บกว่านี้แน่



 

 

 

ในยามค่ำคืนของวัน

หลังอาหารเย็นทุกคนก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ  คอยดูละครหลังข่าวในตอนอวสานของดาราสาว โดยมีคนที่ได้อาบน้ำก่อนช่วยกันเคลียร์พื้นที่หน้าทีวีแล้วเอาฟูกหมอนผ้าห่มมาปูนอนเล่นอย่างขมักเขม้น

 

“พอแล้วมั้งผ้าห่ม เดี๋ยวแม่ไปเอาหมอนลงมาเพิ่ม”

กันยารัฐต์กล่าวเสียงเรียบแล้วเดินขึ้นบันไดไป

 

กรวิกามองตามตาหวานใจเต้นระบำโครมคราม แววตาพราวระยับจ้องชุดนอนเซ็กซี่

ผ้าซาตินมันพริ้วสีดำสวมทับชุดนอนกระโปรงตัวสั้นเห็นขาอ่อนอยู่รำไร ทรวดทรงสรีระช่างสวยงามสมส่วนพอดิบพอดีน่าชื่นชม

ชอบใส่สบายตามเคยอีกแล้วสินะ สีดำก็ appeal ใช่ย่อยดูไม่เบื่อเลย

 

“คิดอะไรอยู่เหรอ…”

เมษาธิดาลากเสียงยียวนกระซิบข้างหูของร่างบาง

 

“อะไรใครคิดอะไร ปูที่นอนไปสิ”

กรวิกาให้ขวับไปบอกเสียงแข็งและดันหน้าร่างสูงออกห่าง

 

“ก็ดูหนังหน้าตัวเองซะบ้างสิหื่นขนาดนี้ แสดงว่าคิดเรื่องไม่ดีอยู่แน่ๆเลย”

 

“หึยปากเหรอน่ะ อย่ามามั่วนะ”

 

“มั่วที่ไหนเมษ์พูดเรื่องจริง พี่ลูกกวางชอบมองคุณแม่แบบหื่นๆตานี่หวานเยิ้มเชียวนะ เห็นแวบเดียวก็รู้แล้วว่าคิดไม่ซื่ออ่ะ”

เมษาธิดาเล่นหูเล่นตาพูดน้ำเสียงเย้าแหย่

 

“ไอ้เมษ์!”

 

“อะๆอย่าพูดไม่เพราะสิคะคุณแม่ไม่ชอบนะ คนอะไร๊มามองแม่เค้าแปลกๆตั้งแต่เด็กยันโต ไม่น่าไว้ใจเลยอ่ะ”

 

“ตายเสียเถอะ!”

กรวิกาคว้าหมอนบนโซฟามาฟาดดังป้าบไม่ยั้งมือ ไอ้บ้าเอ๊ยพูดอย่างนี้ออกมาได้ยังไง

 

“โอ๊ย! ช่วยด้วยๆ! พี่ลูกกวางเป็นบ้าไปแล้ว! ฮ่าๆๆ”

เมษาธิดายกมือขึ้นบังหมอนตะโกนแหกปากร้องราวกับเจ็บหนักเพิ่มโทสะให้กับอีกคน

ร่างบางกระโดดขึ้นคร่อมหัวเข่ากระแทกเข้ากับหน้าท้องของร่างสูงอย่างไม่ทันได้ระวังตัว

 

“อ้าก!!”

ใบหน้าคมเหยเกร้องไม่ออก เอามือมากุมท้องตัวเองด้วยความรู้สึกจุก

 

“หุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะ ไอ้บ้าๆๆ!!!”

กรวิกาพ่นลมหายใจกัดฟันพูดด้วยอารมณ์ขุ่นเขียว หมอนใบเดิมถูกนำมาปิดใบหน้าคมสวยและออกแรงกดเต็มที่ ตายซะ! อย่าอยู่เลย

 

“โอยๆๆ ลูกกวางเธอจะฆ่าน้องฉันเหรอ”

หนึ่งธิดาเดินลงมาพอดีจึงรีบเข้ามาห้าม ดึงร่างบางออกจากตัวน้องอย่างทุลักทุเล เฮ้ออยู่กันสองคนไม่เคยได้ตีกันทุกที เผลอแป๊บเดียวจะฆ่ากันตายซะแล้ว

 

เมษาธิดานอนตัวงออ้าปากพะงาบๆแสนจุกเพราะเพิ่งจะทานอิ่มได้ไม่นานมานี้ กระแทกมาได้เกือบอ้วกแตกแล้วไหม ฝากไว้ก่อนเถอะ

 

“สมน้ำหน้า!”

ร่างบางเปล่งเสียงสะใจแล้วปัดเผ้าผมตัวเองให้เข้าที่

 

“พี่เมษ์! ตายไหมคะเนี่ย?”

ร่างเล็กกำลังเป่าผมอยู่ได้ยินเสียงก็รีบลงมาดูศพพี่สาว นอนตัวงอไปกุ้งป่วยเลย พี่ลูกกวางทำอะไรกับพี่เมษ์ของมิ้นท์เนี่ย

 

 

 

30 นาทีต่อมา ทุกคนมารวมตัวอยู่ในห้องนั่งเล่นหน้าทีวี

4 สาวนั่งเล่นจับไม้ไอติมที่เพิ่งทานกันไป เขียนเลขไว้ตรงปลายไม้ กติกาถ้าใครจับได้เลข 1 คนๆนั้นสามารถสั่งให้เลขอื่นทำอะไรก็ได้

 

“เย้ มิ้นท์ได้เลขหนึ่ง วะฮะฮ่าๆ”

 

“มิ้นท์โกงป่ะเนี้ย เขียนเองโกงเองเลยนะ”

เมษาธิดาแขวะขึ้นมาทันที

 

“โกงที่ไหน ทุกคนจับไม้ไปแล้วเหลือไม้สุดท้ายให้มิ้นท์ต่างหาก ไม่ได้เลือกเลยจะโกงได้ไง”

มีนาเรศค้อนพี่สาวแล้วชำเลืองมองกรวิกาที่ไม่ได้ปกปิดเลขของตัวเอง ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเดาเลขของอีกสองคน

 

“หมายเลข 4 ต้องหอมแก้มเลข 2 ทั้ง สอง ข้าง!”

ร่างเล็กกอดอกยิ้มมุมปากอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม เสร็จเราแน่ อิอิ

 

หนึ่งธิดามองเลขบนไม้ของตัวเองก่อนจะสบตากับคนหมายเลขสองที่ทำหน้าเหลอหลาตาเหลือกอยู่ข้างๆ

 

ทั้งสองจ้องตากันด้วยสีหน้าสะอิดสะเอียนก่อนที่มืองามจับใบหน้าอีกคนให้หันข้างแล้วยื่นจมูกเข้าไปใกล้

 

“หวาย...เอาจริงเหรอ? อย่ามาหอมเลยขนลุก”

เมษาธิดาหลับตาปี๋ขืนตัวแข็งทื่อกับความรู้สึกจึ๊กกะดึ๋ย ขนหัวลุกราวกับกำลังพบเจอสัมผัสที่หก หึ๋ย! สยอง

 

“ฮึ่ม...หอมไม่ลงอ่ะ ชีไม่น่าหอม”

หนึ่งธิดาผละตัวเบือนหน้าหนีอย่างพะอืดพะอม จู่ๆจะให้ไปหอมไปหวานใส่มันไม่ใช่ เคยแต่กอดกันบ้างเป็นบางที

 

“ฮะฮะ ทำไม่ได้งั้นมิ้นท์ถือว่าข้อตกลงของพี่ใหม่เมื่อเช้านี้เป็นโมฆะ!”

ร่างเล็กยกแขนขึ้นซ้อนกันเป็นรูปเอ็กซ์ ยกเลิกสิทธิ์ที่พี่สาวมีกับตนทันที เห็นพี่เมษ์โดนแกล้งคืนแล้วไม่อยากเสี่ยงอ่ะ เฮอะๆ

 

“มาแล้วๆ เงียบๆกันหน่อย”

ยายจันทร์เพิ่มเสียงทีวีทันทีที่เพลงขึ้น นั่งคอยดูละครของหลานบนโซฟาอย่างใจจดใจจ่อ กว่าจะได้ดูอีกเรื่องที่เพิ่งปิดกล้องไปคงเป็นเดือน

 

“คุณแม่ลงมานอนด้วยกันนะคะ”

มีนาเรศเคลียร์พื้นที่และหมอน ผลักไสอีกสามคนออกห่างแทบไม่เกรงใจ แล้วนอนกอดหอมมารดาอย่างยิ้มแย้มมีความสุข ครองไว้คนเดียวไม่ให้ใครเข้าใกล้ราวกับจงอางหวงไข่

 

ละครเล่นไปได้สักพักดาราสาวก็หันไปโอบกอดแนบกายมารดา อยากกอดอยากซบท่านบ้างเมื่อมีโอกาส

 

มีนาเรศจ้องตาเขม็งรู้สึกขัดตาขัดใจ จับแขนพี่สาวออกจากกายมารดาแล้วกระชับกอดของตัวเอง แสดงอาการป้องกันอาณาเขตหวงห้ามไม่ว่าจะใครก็ตาม

 

เมษาธิดาขมวดคิ้วเล็กน้อย แขนข้างเดิมเลื่อนไปกอดชิดแนบแน่นมากกว่าเดิมตามด้วยขายาวพาดบ่นกายมารดากระชับแน่น ประกาศสงครามเย็นกับอีกคน

 

ดวงตากลมเริ่มขวางหยิกแขนขาพี่สาวให้ชักออกแล้วขึ้นไปนอนประกบบ่นตัวมารดากันท่าอีกคนเต็มที่

 

ร่างสูงยกเท้าขึ้นไปถีบคนตัวเล็กอย่างหมั่นไส้ พยายามสอดแขนสอดขาหาช่องว่างเข้าสวมกอด

 

ร่างเล็กเปล่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ ผลักดันอีกคนอย่างขัดเคืองไม่ยอมแบ่ง

 

“เฮ้อ อะไรกันสองคนนี้นี่”

กันยารัฐต์แหวกทางลุกขึ้นนั่งด้วยความอึดอัดรำคาญหายใจแทบไม่ออก ตัวก็ไม่ใช่เล็กๆกันแล้วนะ หนัก

 

“ฮือ~คุณแม่ขา พี่เมษ์ถีบมิ้นท์น่ะ”

มีนาเรศโอบเอวซบตักมารดาทันที เปล่งเสียงอ้อนงอแงออกอาการงี่เง่าไร้เหตุผล กลัวแม่ของเธอจะรักพี่ๆมากกว่าเหตุจากปมลึกๆภายในใจ

 

“เป็นไรเตี้ย แม่ตัวเองคนเดียวหรือไง”

เป็นงี้ทุกทีเลย อะไรของเขานะ

 

“เมษ์อย่าแกล้งน้องสิ ลูกโตกว่านะคะ”

กันยารัฐต์ลอบถอนหายใจเบาๆลูบหัวโอ๋ลูกคนเล็กเช่นเคย นิสัยนี้แก้ไม่หายจริงๆนะ ดุก็ไม่ได้หาว่าเราไม่รักอีก ถ้าเฉยซะก็งอแงต่อไป ก็ต้องโอ๋อีกตามเคย

 

เมษาธิดาหรี่ตามองร่างเล็ก ริมฝีปากสวยเม้มเป็นเส้นตรงแอบถอนหายใจแล้วกลับไปนอนที่เดิมอย่างเซ็งๆ สุดท้ายก็ต้องยอมเพราะไม่ว่าจะพูดอะไรคุณแม่ก็เข้าข้างน้องอยู่ดี

 

หนึ่งธิดาเลื่อนมือไปขยี้หัวดาราสาวที่เข้ามาซบไหล่เป็นการปลอบใจ รู้ทั้งรู้ว่าต้องกระเด็นออกมาแบบนี้ยังจะไปแหย่น้องอีกนะ



 

 

 

ทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้าห้องของตัวเองเมื่อถึงเวลาเข้านอน

ร่างเล็กทำธุระในห้องน้ำเสร็จก็กระโดดขึ้นเตียงดึงผ้าห่มมาห่อหุ้มกายและคว้าตุ๊กตาปิก้าจูมากอด เห็นพี่สาวนั่งพิงหมอนเล่นเครื่องมือสื่อสารอยู่จึงขยับเข้าไปใกล้ชะเง้อมองจอโทรศัพท์ ดูว่าร่างสูงกำลังสนใจอะไรอยู่

 

ดาราสาวเหลือบมองน้องสาวด้วยหางตาและเลือนนิ้วแม่มือบนจออ่านความคิดเห็นต่างๆต่อไปเมื่อละครจบลง  

 

“พี่เมษ์ นอนได้ยังมิ้นท์ง่วงแล้ว”

 

“ง่วงก็นอนสิคะ เดี๋ยวพี่ปิดไฟ”

 

“กอดมิ้นท์ก่อน...”

ร่างเล็กคว้าแขนพี่สาวมาโอบกอดกระแซะกายเข้าไปแนบชิดหาไออุ่น

 

“กอดอะไร ร้อน”

เมษาธิดาชักแขนตัวเองกลับมาและสนใจโทรศัพท์ต่อ

 

“ร้อนที่ไหน เปิดแอร์หนาวจะตาย”

ร่างเล็กขยับไปนั่งคร่อมบนหน้าขามุดศีรษะเข้าไปในอ้อมแขนซบใบหน้ากับแผงไหล่ของร่างสูง แล้วดึงผ้าห่มตามมา ตัวอุ๊นอุ่นหอมด้วย

 

“แค่ 20 เองจะตายได้ไง ห่มผ้าเดี๋ยวก็อุ่น”

ใบหน้าคมสวยละสายตาจากโทรศัพท์เพราะผ้าห่มปิดบัง จึงตัดสินใจเลิกเล่นแล้วเอื้อมมือคว้ารีโมทมาปรับแอร์เพิ่มองศาให้ร่างเล็กพอใจ

 

“หือ คนอื่นเขาเปิด 22-23 ก็เย็นแล้วนะคะ”

ริมฝีปากบางอมยิ้มมุมปากเมื่อเงยหน้าเห็นพี่สาวหันหน้าไปด้านข้างพอดี จึงฉวยโอกาสหอมแก้มขาวแล้วจูบย้ำอีกทีเหมือนติดใจ ใบหน้าหวานลากปลายจมูกลงเข้าหาลำคอหอมเย้ายวนเกินห้ามใจ

 

“มิ้นท์...นอนได้แล้วไหนบอกว่าง่วงไง”

ใบหน้าคมเรียบนิ่งข่มอารมณ์พยายามกดน้ำเสียงไม่ให้สั่น ควบคุมความรู้สึกเต็มที่ เห็นพี่เป็นพระอิฐพระปูนหรือไงนะยัยเตี้ย

 

“ฮืม...หอมก่อน”

น้ำเสียงอู้อี้ถูกเปล่งออกมาจากคนในลำคอ ร่างเล็กส่งมือบางมาคล้องคอแล้วซุกใบหน้าเข้ามานัวเนียมากยิ่งขึ้น

 

“ไม่ให้หอมแล้ว หัวก็เหม็น”

เมษาธิดาเบือนหน้าหนีผลักดันศีรษะน้องสาวออกห่างก่อนที่จะหมดความอดทน

 

“ฮื้อ! เหม็นที่ไหนมิ้นท์เพิ่งจะสระผมเองนะ พี่เมษ์ดมดูใหม่เลย”

มีนาเรศขมวดคิ้วชักสีหน้าไม่พอใจ จับผมตัวเองมาดมๆดูพิสูจน์ความแน่ใจ ไม่เห็นเหม็นเลยออกจะหอม จมูกพิการหรือเปล่าเนี่ย

 

“ลงไปพี่จะนอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”

 

“ไม่ให้นอน พี่เมษ์ต้องหอมมิ้นท์ก่อน”

มีนาเรศขืนตัวไม่ยอมลุกลงจากตัก แววตาคาดคั้นสบดวงตาคมสวยอย่างเอาเรื่อง สองแขนคล้องคอพี่สาวไว้แล้วหันแก้มให้ หาว่าเราเหม็นได้ไงนะ เดี๋ยวนี้อาบน้ำก็ทาแป้ง สระผมก็เป่าให้แห้ง ทำตัวสะอาดสะอ้านแต่งตัวให้น่ารักขึ้นตั้งเยอะยังจะมาว่าอีก

 

“จุ๊บ...นอน ถ้าไม่นอนจะจับโยนออกไปข้างนอก”

เมษาธิดาจูบหน้าผากเนียนใสอย่างรวดเร็วและจับร่างเล็กพลิกตัวลงนอน

 

“ฮือ...ทำไม”

ใบหน้าหวานขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ทำไมเดี๋ยวนี้พี่เมษ์ไม่เคยหอมเราบ้างเลยนะ หรือว่าไม่ชอบแชมพูกลิ่นนี้ แต่พี่เมษ์ก็ใช้เหมือนกันนี่ หรือจะเป็นแป้งนะ

 

“ไม่ต้องถาม นอนได้แล้วพี่ง่วง”

เมษาธิดาเม้มริมฝีปากมันเขี้ยว แล้วทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้อยากสงบจิตใจสักพัก

 

“ถ้าพี่เมษ์ไม่หอมมิ้นท์จะเอาคลิปของวันนี้ลง YouTube”

ร่างเล็กพูดลอยๆเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ตัวเองมาปลดล็อก เข้าสู่ระบบอย่างใจเย็น

 

ดาราสาวหันขวับรีบแย่งโทรศัพท์จากมือบางมากดลบคลิปในเครื่องก่อนที่ร่างเล็กจะได้ทำอะไร ขู่เหรอยัยเตี้ยเดี๋ยวเหอะ

 

“ในเครื่องของพี่ใหม่กับคุณแม่ก็มีเดี๋ยวมิ้นท์อัพพรุ่งนี้ก็ได้”

มีนาเรศยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกลดึงผ้ามาห่มและคว้าตุ๊กตามากอดนอนอย่างไม่เป็นเดือดเป็นร้อน อยากลบก็ลบไป ในเม็มโมรี่การ์ดก็มีแยกออกจากเครื่องแล้ว ฮะฮะ

 

“ร้ายนักนะ หึ!?”

เมษาธิดาพูดเสียงลอดไรฟัน ไม่อยากจะเชื่อว่าน้องสาวผู้น่ารักจะร้ายกาจได้ขนาดนี้ มือเรียวกระชากผ้าห่มออกจากร่างเล็กแล้วนั่งคร่อมบนตัว จับรวบข้อมือเล็กไว้ด้วยมือเดียวแล้วยกขึ้นเหนือหัว

 

“ฮื้อ! พี่เมษ์จะทำอะไร อย่านะคะ”

มีนาเรศเบิกตากวางเมื่อถูกจู่โจมแทบไม่ทันตั้งตัว

 

“ก็จะทำให้ขาดใจตายไง ขู่เก่งนักใช่ไหม ฮึ!?”

ริมฝีปากสวยยิ้มร้าย มืออีกข้างเลื่อนไปจี้เอวบางส่งผลให้ร่างเล็กหัวเราะดิ้นไปมาไม่หยุด

 

“ฮ่าๆๆๆ….พี่เมษ์อย่ามิ้นท์จั๊กกะจี๋นะ...อาฮ่าๆๆๆ...พี่เมษ์...ฮ่าๆ อย่า...ยอมแล้ว...ฮือๆเหนื่อย”

ริมฝีปากบางหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยหายใจแทบไม่ทัน

 

“จะทำอีกไหม?”

เมษาธิดาจ้องใบหน้าหวานขึ้นสีแดงใสจากการเหนื่อยหอบ  มือเรียวเลื่อนขึ้นมาจับปลายคางของสาวน้อยให้สบตา โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจ ส่งผลให้ใบหน้าหวานเริ่มแดงไปจนถึงใบหู หึหึ เขินอยู่สินะ

 

“ม..ไม่ทำแล้ว ปล่อย...”

มีนาเรศใจเต้นโครมครามใบหน้าร้อนผ่าวกับความใกล้ชิด ไม่กล้าสบสายตา

 

“นอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะได้มีแรงเที่ยวเข้าใจไหมคะ”

ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มบางๆจูบหน้าผากเนียนใสเป็นรางวัลที่เชื่อฟัง แล้วปล่อยร่างเล็กให้เป็นอิสระ

 

มีนาเรศซุกใบหน้ากับหมอนปกปิดอาการเขินอาย ทำไมต้องเขินด้วยนะ ก็แค่จูบหน้าผากเองคุณแม่ก็ทำออกบ่อย

 

“พี่เมษ์พรุ่งนี้นอนดูพระจันทร์กันนะคะ”

เสียงเล็กเอ่ยขึ้นเมื่อเข้ามานอนซุกในอ้อมกอดอบอุ่น

 

“จะดูทำไม มันก็เหมือนกันทุกวัน”

ใบหน้าคมขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ก็เห็นแทบทุกวันที่มาเที่ยวแล้วนะ เพราะมิ้นท์ไม่อยากปิดม่าน พระจันทร์สว่างจ้าอย่างกับเปิดไฟนอน

 

“ก็มิ้นท์อยากดูกับพี่เมษ์พรุ่งนี้นี่ นะคะ”

นิ้วมือบางลูบรอยจางๆที่ซอกคอขาว ในใจไม่อยากให้มันจางหายไป

 

“อืม ดูก็ดู”

เมษาธิดาหลับตาเริ่มง่วงและเดินทางเข้าสู่นิทราอย่างง่ายดาย

 

“ฟอด...ฝันดีนะคะ”

ริมฝีปากบางอมยิ้มยื่นจมูกเข้าไปหอมแก้มขาวอย่างชื่นใจ กระซิบข้างหูของคนหลับไหล แล้วซุกใบหน้ากับซอกคอหอมเข้าสู่นิทราตามไป



 

 

 

 

มีนาเรศสะดุ้งตื่นกลางดึกด้วยความเหน็บหนาว  มือบางคลำหาผ้าห่มแล้วดึงกลับมาจากปลายเท้า ร่างเล็กขยับเข้าไปซุกในอ้อมแขนของพี่สาวเพื่อหาไออุ่นตามเคย ใบหน้าสัมผัสถึงความนุ่มหอมบางอย่างจนน่าแปลกใจ

 

หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้นเห็นความเต่งตึงลอยเด่นอยู่ตรงหน้าซุกซ้อนอยู่ใต้เนื้อผ้า ชุดชั้นในลายลูกไม้สีขาวใต้ชุดนอนคอปกแขนสั้นตัวสวย กระดุมที่ถูกปลดออกไป 3 เม็ดเผยให้เห็นร่องเนื้ออวบขาวล่อตาล่อใจจนตาสว่างขึ้นมาเสียเดี๋ยวนั้น

 

ดวงตากลมลุกวาวผงะใบหน้าออกมาเล็กน้อยด้วยความตกใจ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อๆเมื่อไม่อาจละสายตาจากความเคลื่อนไหวขึ้นลงของเนื้อแน่นตามลมหายใจสม่ำเสมอ

ริมฝีปากบางเผยยิ้มเหมือนภูมิใจที่ได้เห็นการเจริญเติบโต อาหารที่กินไปมันคงเริ่มมากองตรงนี้หมดเลยสินะ ช่วงนี้ถึงได้ดูอึ๋มขึ้นขนาดนี้

ใบหน้าหวานเม้มริมฝีปากเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าคมสวยที่ยังหลับสนิทเช่นเคยและเลื่อนกลับลงมามองอกสวยตรงหน้าอีกครั้งราวกับต้องมนต์

 

มีนาเรศเผลอเลียริมฝีปากส่งนิ้วชีไปจิ้มเนินเนื้อตึงเด้งราวกับไข่ขาว ปลายนิ้วชี้ลากวนไปตามขอบลูกไม้ของชั้นในและลากลงลึกระหว่างกลางของร่องเนื้อขาวสวย

 

หญิงสาวกัดริมฝีปากชั่งใจกับความอยากรู้อยากลองอยู่สักพัก ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอแล้วค่อยๆหลับตาซบใบหน้ากับความอุ่นหอมนุ่มละมุนละไม สูดกลิ่นหอมหวานเข้าเต็มปอดราวกับเสพติด

 

ฝ่ามือบางสอดเข้าไปใต้เนื้อผ้าสัมผัสลูบไล้ผิวเนียนนุ่มลื่นมือของแผ่นหลัง  ริมฝีปากบางยิ้มเคลิ้มอย่างเผลอไผลกดใบหน้าเข้าหาเนื้อแน่นมากยิ่งขึ้นและขยับหน้าไปมาอย่างถูกใจราวกับพบเจอของขวัญชิ้นใหม่

 

มือซนๆลูบวนมาด้านหน้าสัมผัสหน้าท้องแบนราบที่มีกล้ามเนื้อแต่พองาม มีนาเรศพ่นลมหายใจร้อนผ่าว ความรู้สึกเหน็บหนาวเมื่อครู่แทนที่ด้วยความร้อนระอุอย่างน่าแปลกใจ นิ้วชี้ลากเล่นไปตามร่องกล้ามเนื้อกลางหน้าท้องเซ็กซี่ลงไปถึงหลุมสะดือ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวไม่เป็นจังหวะลมหายใจเริ่มสั่นพร่าด้วยแรงปรารถนา อยากแกะเปิดของขวัญให้เห็นกับตา พี่เมษ์จะตื่นไหมนะ

มือซนลูบไปด้านหลังอีกครั้งช้าๆขึ้นไปหยุดอยู่ที่ตะขอเสื้อชั้นใน ชะงักมืออยู่สักพักก็ค่อยๆปลดตะขอให้ทรวดทรงหน้าอกสวยได้เป็นอิสระ

 

มีนาเรศกลืนน้ำลายแห้งเหือดลงคออย่างตื่นเต้น ค่อยๆเคลื่อนย้ายมือมาแกะกระดุมเสื้อนอนตัวสวยที่เหลือออกทีละเม็ดและแหวกสาบเสื้อช้าๆ เผยให้เห็นผิวขาวผ่องสะท้อนแสงจากดวงจันทร์ และทรวงอกเต่งตึงที่มีเพียงชั้นในปกปิดอยู่หลวมๆลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ใบหน้าหวานร้อนผ่าวจูบหอมซุกไซ้กับทรวงอกอวบแน่นนั้นอีกครั้งอย่างหลงละเลิง ซึมซับกลิ่นหอมหวานที่แสนจะติดใจอยู่สักพัก

 

สองมือลูบไล่จากหน้าท้องเซ็กซี่ขึ้นมาถึงระดับซี่โครงอย่างเชื่องช้า ลมหายใจผ่อนแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้นจนมือสั่นก่อนจะเลื่อนมือเข้ากอบกุมทรงอกอวบอั๋นเต็มไม้เต็มมือใต้เสื้อชั้นในตัวสวย

 

ริมฝีปากบางสั่นพร่าตื่นตาตื่นใจกับความอ่อนนุ่มแต่เด้งสู้มือราวกับสปริง มือบางบีบนวดลูบคลำอย่างไม่เกรงใจยั้งคิด ใบหน้าหวานประทับริมฝีปากกับเนินอกสวยนั้นอีกครั้งราวกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เพลิดเพลินหลงใหลไม่รู้เบื่อ

ดวงตาหวานเยิ้มมองชั้นในตัวสวยแต่แลดูเกะกะลูกตาช่างขัดตาขัดใจ  

จะยังเป็นสีชมพูเหมือนตอนเด็กๆอยู่ไหมนะ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น หัวใจเต้นลุ้นระทึกจนแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ฝ่ามือบางค่อยๆเลื่อนขึ้นทีละนิดเปิดดูความสวยงามอย่างเชื่องช้าจนเกือบเห็นยอดสีชมพูอยู่รำไร

 

 

 

“......”

ดวงตากลมเบิกกว้างประมวลภาพตรงหน้าแล้วกะพริบตาถี่  มือบางเลื่อนมาปาดน้ำลายตรงแก้มแล้วลุกขึ้นนั่งด้วยอาการมึนงงเล็กน้อย

สีอะไร สีอะไร สีอะไร ทำไมหนาวอย่างงี้นะ ใบหน้าหวานหันเห็นพี่สาวนอนกอดผ้าห่มหลับตาพริ้มอยู่ชิดขอบเตียง

 

เมื่อกี้ฝันเหรอ...ฝัน!? ฝันบ้าอะไรของเราเนี่ย โอ๊ย! น่าไม่อายจริงๆ นี่เราโรคจิตถึงขนาดเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะขนาดนี้เลยเหรอ หึ๋ย จะกล้ามองหน้าพี่เขาได้ไง

….พี่เมษ์ก็แย่งผ้าห่มเราไปกอดเฉยเลย มิหน้าล่ะหนาวไปถึงในฝัน

 

ร่างเล็กบ่นในใจขยับตัวเข้าไปใกล้ร่างสูง ดึงผ้าห่มกลับมาคืนแล้วเข้าไปซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงหาไออุ่น  

ดวงตากลมเพ่งมองไปที่ซอกคอขาวไร้ร่องรอย นิ้วมือลูบตรงที่เคยมีรอยเบาๆอย่างเสียดาย หัวใจเต้นฝ่อห่อเหี่ยวขึ้นมาซะเดี๋ยวนั้น

 

ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้นะ ถ้ากัดอีกพี่เมษ์จะโกรธเราไหมอ่ะ

สายตาละห้อยเลื่อนขึ้นไปมองใบหน้าคมสวยพร้อมกับย้ายมือขึ้นไปลูบเล่นดวงหน้าแผ่วเบา จิตใจลอยครุ่นคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่มันคืออะไร

 

อยากอยู่ใกล้ๆ อยากยิ้มและหัวเราะไปด้วยกันทุกวัน อยากนอนกอดทุกคืน อยากเป็นเจ้าของอยากให้รักและสนใจเราคนเดี๋ยว อยากๆๆ….

 

ปลายนิ้วชี้ลูบตามกลีบปากสีชมพูที่อยากครอบครองอย่างเหม่อลอย ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้แล้วประทับริมฝีปากกับปลายนิ้วชี้ของตัวเองอย่างอ้อยอิ่ง

 

“ความรู้สึกนี้มันคืออะไรเหรอคะพี่เมษ์…”

เสียงเล็กพึมพำบางเบา แล้วซุกใบหน้ากับแผงไหล่อีกครั้ง แสนอายกับการกระทำของตัวเอง

 

 

“...ทำอะไร?”

 

 

 

 

 

 

 

 

=====

100% ค่า

 
ความคิดเห็น