smile_alive

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เสือกินผัก29 ร้อนรัก อัพครบ 100%

ชื่อตอน : เสือกินผัก29 ร้อนรัก อัพครบ 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.4k

ความคิดเห็น : 235

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มี.ค. 2560 19:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เสือกินผัก29 ร้อนรัก อัพครบ 100%
แบบอักษร

 

#

[ร้อนรัก]

 
      ซ่าา ซ่าา..
      ฉันเหลียวมองกระจกร้าน ที่สะท้อนบรรยากาศภายนอกชัดเจน วันนี้แลดูมืดฟ้ามัวดินเป็นพิเศษ เม็ดฝนพร่างพรมไม่ขาดสาย ตกหนักตั้งแต่ช่วงเช้า จนป่านนี้ก็ปาไปเกือบทุ่มกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะซาลงแม้แต่น้อย เมื่อวานได้อ่านข่าวในเฟสบุ๊ค บอกว่าช่วงนี้พายุจะเข้า แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะตกหนักจนถึงขั้นน้ำเกือบท่วม
 
     "โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ" ฉันละความสนใจจากภาพเบื้องหน้า รีบเร่งมือ ในขณะที่หูได้ยินเสียงเพลงสากลเปิดคลอเบาๆเป็นระยะๆ วันนี้ร้านปิดเร็วหน่อย ฝนที่ตกหนักทำให้ลูกค้าไม่ค่อยมี ลูกค้าคนสุดท้ายก็เพิ่งออกไปเมื่อตะกี้นี้เอง 
 
      แต่แทนที่ฉันจะได้พักผ่อนอริยาบถอย่างสงบบ้าง กลับมีเปรตขอส่วนบุญ มาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ แถมสิ่งที่พูด มันก็ตามหลอกหลอนติดหูมาหลายวันหลายคืนแล้ว
 
 
     ไอ้คำว่า...
     "ฉีดให้หน่อย ฉีดให้หน่อย"
     "กรี๊ดดด ไอ้เปลว" หมดความเกรงใจ เมื่อในร้านเหลือแต่พวกเรา ฉันกรี๊ดสุดเสียง ก่อนจะเงื้อมไม้กวาดในมือ ไล่ฟาดคนหน้ากวนอย่างบ้าคลั่ง แต่แทนที่เขาจะหยุดซะ กลับไปเพิ่มสกิลความกวนประสาทให้มากกว่าเดิม
 
    "ได้โปรด ฉีดฉันเถอะ ฉีดยาฉันเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน" แค่พูดไม่พอ ยังมีหน้ามาสะดีดสะดิ้งอีก เห็นแล้วมันน่า...
     "กรี๊ดดดดด" อยากจะเอาไม้กวาดฟาดหัวให้แบะ เป็นลมแล้วน็อคตายคาพื้นไปเลยได้มั้ย นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ หลายวันมากที่ฉันสมควรจะลืมเรื่องบ้าๆนั่น แต่มันดันติดตรงที่มีคนพูดกรอกหูให้ฟังทุกวัน แล้วฉันก็หนังหน้าบาง แสดงอาการชักดิ้นชักงอราวกับใครเอาน้ำร้อนมาสาด
 
 
 
      ที่เป็นบ้าอยู่เนี่ย ก็เพราะเรื่องเก่าในวันนั้น
 
      เหตุการณที่เกิดขึ้นตรงหลังห้องครัว จะมีใครเข้ามาเห็นหล่ะถ้าไม่ใช่นายเปลว จะว่าบังเอิญก็ไม่ใช่ ก็เพราะหมอนี่มันแอบยืนดูมาตั้งแต่ต้นแล้ว ได้ยินได้เห็นทุกคำเลยหล่ะ แถมยังโชคร้าย มีคีตะกับกันย์ที่พ่วงมาอีก สองคนนั้นคงเพิ่งกลับจากมหาลัย แล้วก็ประจวบเหมาะ ดันมาจ๊ะเอ๋เจอกับนายเปลวเข้า ไอ้บ้านี่ก็แสบเข้าเส้นเลือด ดันไปลากคนอื่นมาแอบฟังเป็นเพื่อนอีก
 
      โอ๊ย!! แล้วแบบเนี่ย จะไม่ให้โมโหได้ไง มันน่าตบให้เลือดกลบปากจริงๆ..
 
 
     "ไอ้เฮียยยย!!" ตั้งใจจะตามเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่แล้วฉันก็ต้องหยุดลง เมื่อมีใครอีกคนเข้ามารับหน้าที่แทน
     "ฮ่าๆๆ" เปลวหัวเราะร่า เมื่อร่างสมส่วนในชุดนักศึกษา ที่ปล่อยชายเสื้อหลุดลุ่ย กำลังวิ่งไล่เตะก้นเขารอบร้าน มันคงจะดี ท่าฉันไม่เกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้นมาซะก่อน เพียงแค่ได้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้าง มันก็มีอาการร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งตัวแล้ว
 
      ยะ..อย่าหันไปมองสิผัก อย่ามองผู้ชายคนนั้น...ฉันพร่ำเตือนตัวเอง
 
 
     "มันเล่นอะไรกันวะ" ดีที่พี่สิงห์เอ่ยขึ้น ก่อนหันไปถามพี่ราม ในขณะตนเองกำลังยืนเช็ดแก้วอยู่ตรงเค้าเตอร์ แต่คนที่นั่งข้างๆกลับไม่ตอบ นอกจากนิ้วเรียวที่เขี่ยหน้าจอโทรศัพท์ไปมา พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ 
 
     "ไม่รู้ไม่ชี้ กูไปล่ะ คืนนี้ไม่กลับนะ จะเที่ยวยันเช้า" นั่งอยู่ดีๆร่างสูงก็ลุกพรวดพราด ช่วงนี้พี่รามดูหงุดหงิดบ่อยจัง เป็นห่วงนะแต่ก็ไม่กล้าถาม ไม่อยากคิดมาก แต่รู้สึกว่าพักนี้พี่รามจะชอบเดินหนีเหมือนอยากหลบหน้าหลบตาด้วย 
     มันเกิดอะไรขึ้น....
 
     "ไอ้รามรอก่อน กูไปด้วย" เปลวมันหัวหมอ คนหน้ากวนรีบไหวตัว วิ่งตามหลังพี่รามไปติดๆ แม้แต่วันที่ฝนตกหนัก พวกเขายังคิดจะเที่ยวกันอีกหรอ เชื่อผู้ชายพวกนี้จริงๆ
 
    "ไอ้นี่ก็อีกคน เป็นไรวะ" พี่สิงห์บ่นคนเดียว วันนี้ไม่มีใครอยากอยู่ร้านเลย เล่นหนีกันไปหมด เหลือแต่ฉันกับพี่สิงห์สองคน ส่วนเสือฉันไม่ขอนับ คิดว่าตอนค่ำๆพวกที่เหลือคงทะยอยกลับมาเอง แต่พอในร้านเหลือแค่เราสามคน มันก็เกิดความเงียบขึ้นมาแทนที่ 
 
      จะว่าไงดีล่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องในวันนั้น ฉันกับเขาก็ยังไม่ได้พูดคุยกันเลย ขนาดมองหน้ายังมองไม่ติด นับประสาอะไรกับเรื่องที่จะพูด แต่ถึงจะต่างฝ่ายต่างเงียบ เขาก็มักจะส่งสายตาที่ทำให้ฉันคิดลึกอยู่ตลอด เสืออ่ะไม่เคยปิดบังความรู้สึกตัวเองเลยสักครั้ง แค่มองก็รู้แล้วว่าเขาอยากจะเคลมฉันแค่ไหน
 
      เอ๊ะ! แล้วทำไมฉันต้องมานั่งวิเคราะห์ท่าทางของเสือด้วย พอๆ
 
     "เออผัก วันนี้เก็บร้านคนเดียวไหวมั้ย" ฉันหยุดความคิดที่ตีกันในหัวก่อนหันไปมองพี่สิงห์ เลิกคิ้วสูงเมื่อพี่แกเอ่ยปากถาม 
 
      "เฮียจะไปรับแฟนอ่ะ ไผ่รถเสียหว่ะ" ฉันร้องอ๋อ เกือบลืมไปเลยว่าพี่สิงห์กับไผ่เป็นแฟนกัน ก็ช่วงนี้พี่สิงห์มาคลุกอยู่ที่ร้านตลอด ได้ยินแว่วๆเหมือนว่าพวกเขาจะมีปากเสียงกันมั้ง แต่ฉันไม่สนหรอก 
 
    "สบายมากค่ะ พี่สิงห์ไม่ต้องห่วงหรอก" คลี่ยิ้มน้อยๆ คิดว่าเข้าใจนะ พี่แกคงอยากมีเวลาส่วนตัวอยู่กับแฟนบ้างแหล่ะ จะให้ฉันไปขัดคอเขาหรอ ดูน่าเกลียดตาย...
      "โอเค" แค่เก็บร้านเอง ไม่เห็นจะยากตรงไหน แต่จะเสียเวลาตรงต้องยกเก้าอี้ขึ้นโต๊ะนี่แหล่ะ แต่เรื่องแค่นี้ฉันทำได้อยู่แล้ว สบายมาก..
 
      "เห้ย เสือ" แต่มันจะดีกว่า ถ้าเขาไม่หันไปเรียกผู้ชายอีกคนที่นั่งเท้าคางอยู่ไม่ไกล 
      "วานมึงอยู่ช่วยผักกาดหน่อยนะ เดี๋ยวกูกลับมา" เหงื่อแตกพลั่ก เมื่อพี่แกฝากฝังฉันไว้ในกรงเล็บเสือ มันดูไม่เข้าท่า ไม่ทราบว่าพี่แกใช้สมองส่วนไหนมาคิด ท้องน้อยหดเกร็งเพราะร่างกายตื่นตัว เมื่อได้ยินประโยควาบหวาม ที่เสือเว้นระยะทีละนิด เหมือนอยากให้ฉันจินตนาการณ์ตาม
 
     "ไม่ต้องรีบ ไปนานๆก็ได้ เดี๋ยวผมอยู่'ช่วย'ผักกาดเอง"
 
[ต่อ]
 
     "ไม่ต้องรีบ ไปนานๆก็ได้ เดี๋ยผมอยู่'ช่วย'ผักกาดเอง" ใจฉันสั่นสะเทือนแบบล้านริกเตอร์ เมื่อเสือใช้สายตาคู่คมมองกันแบบทะลุทะลวง เขาเล่นใช้สายตาจดจ้องทรวดทรงชนิดที่ฉันเผลอคิดว่าตัวเองไร้เสื้อผ้าปิดกั้น ปั่นป่วนหนักจนต้องยกมือขึ้นกอดอก ก็มันร้อนแรงเกินห้ามใจ ไหนจะลิ้นสีสดที่แลบออกมาเลียมุมปากนั่นอีก
 
    เสือจะทำร้ายผ่านสายตาไปอีกนานแค่ไหน แค่นี้ฉันก็แข้งขาอ่อนแล้วนะ..
       "ก็ดี งั้นเฮียไปก่อนนะ" พี่สิงห์พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ร่างสูงคว้าโทรศัพท์ก่อนจะโบกมือลาส่งๆพร้อมกับวิ่งฝ่าฝนไปที่รถ วูบเดียวที่ลมเย็นจากภายนอกกระทบโดนผิวจนฉันสั่นหนาว ก่อนที่มันจะเคลื่อนปิดลง แล้วหลังจากนั้นความเย็นเยียบก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็นไอร้อนผ่าว คละคลุ้งอบอวลไปทั่วร้าน เมื่อเหลือแค่เราสองคน
 
      "เอาไงต่อดี" เสียทุ้มเอ่ย ฉันบิดตัวหลบเมื่อเสือเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เบียดแนบแผ่นหลังชิดกับกำแพงเพราะคิดว่าเขาอาจทำมิดีมิร้าย ไม่แน่ใจว่าเขาจงใจถามเรื่องไหน แต่ขอคิดในแง่ดีว่าเขาถามเรื่องเก็บร้านล่ะกัน
 
      "กะ..ก็ยกเก้าอี้ขึ้นโต๊ะให้หมด...แค่นั้น" อยากจะแทรกตัวเข้าไปในผนัง บังคับให้ตัวเองหยุดสั่นซะ อย่าทำให้เสือรู้สิว่าฉันหวั่นไหวเพราะเขา แต่ห้ามไปก็ดูป่วยการณ์ เพราะไม่ว่าเสือจะขยับไปทางไหน สายตาของฉันเป็นต้องจับจ้องไปที่เขาตลอด
 
   "แม่ง! ร้อนหว่ะ" หน้ามันร้อนฉ่าอีกหน เมื่อคนขมักเขม้นที่กำลังจัดเรียงโต๊ะกับเก้าอี้ ยกมือขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้า เสือเป็นคนขี้ร้อนแถมเหงื่อออกง่ายอยู่แล้ว เขาคงร้อนจริงๆอย่างที่พูด ถึงได้ปลดกระดุมเสื้อสองเม็ดบนออก จนเผยให้เห็นแผงอกรำไร ที่มีเหงื่อไหลย้อยจากลำคอเข้าไปในสาบผ้า
 
       เห็นแล้วมัน...
       ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
      "อึก.." ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ โดยเฉพาะก้อนเนื้อตรงหน้าอกที่เต้นตุ๊บตั๊บ มันดังสนั่นจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน ชักร้อนๆหนาวๆตามแล้วสิ ร้อนผิวจนต้องโบกมือพัด หวังให้ลมเล็กน้อยช่วยบรรเทา
 
      "ใจคอจะยืนแบบนั้นไปถึงเมื่อไหร่ มาช่วยกันหน่อยก็ได้นะ จะได้เสร็จไวๆ" ฉันสะดุ้งเพราะเสียงติเตือน ได้ยินเสียงคล้ายๆเศษแก้วแตกยับ คาดว่าคงเป็นหน้าฉันที่แตกระนาวไม่มีชิ้นดี
  เหอะ! อับอายดีมั้ยหล่ะ...
    "อ๊ะ เอ่อ...อื้อ" มัวแต่กลัวไม่เข้าเรื่อง เสือไม่ได้จะทำอะไรสักหน่อย ลนลานเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้ แลดูไม่น่ารักเลยเรา ยืนอู้งานจนปล่อยให้เสือจัดการเกือบหมด เห็นแล้วก็ต้องหน้าหงอย ฉันไม่ได้อยากเอาเปรียบเขานะ ไม่เคยคิดแม้แต่น้อย
 
    "เห้ออ...ไม่ต้องก็ได้ จะเสร็จแล้ว" พอเขาส่ายหัว พร้อมกับโบกมือไล่ ฉันก็ยิ่งใจเสีย ระ..รู้สึกผิดจัง ทำยังไงดี
    "ขะ..ขอทะ.."
 
     เปรี้ยงงงง
     "กรี๊ดดดดด" ผิดก็ยอมรับ ตั้งใจจะเอ่ยขอโทษ แต่พูดยังไม่ทันจบ ท้องฟ้าที่ดำมืดก็มีแสงสว่างจ้า ก่อนที่กระจกร้านจะสั่นสะเทือนรุนแรง เมื่อเกิดเสียงกัมปนาทดังกึกก้อง
 
     พึ่บบบ
     "เห้ย" นอกจากท้องฟ้าที่ร้องคำรามจนน่ากลัวแล้ว ไฟในร้านที่เคยส่องแสงสว่างไสว มาตอนนี้กลับดับพรึบจนหมด มันมืดสนิท ชนิดที่คิดว่าตัวเองกลายเป็นคนตาบอดไปเลย 
 
   "ฉิบหายล่ะ ไฟมาดับทำไมตอนนี้วะ" ฝนที่ตกหนัก ทำให้ทุกสิ่งตกอยู่ในความมืด เสียงลมหวีดหวิวดังลอดบานประตู ฟังๆไปก็คล้ายเสียงคนกรีดร้องโหยหวน 
 
    "สะ..เสือ นายอยู่ไหน" คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงเป็นฉัน เกลียดฟ้าร้อง เกลียดเม็ดฝนที่ทำให้ความทรงจำแย่ๆย้อนกลับเข้ามา เสียงที่เปล่งมันสั่นไปเอง ม่านตาที่ปรับแสงไม่ทันทำให้ฉันงมโข่งควานมือไปทั่ว 
   "อยู่นี่" เขาคงหงุดหงิดน่าดู ถึงได้สถบคำหยาบ แต่ก็ดีที่ยังคิดขานรับ
   "อยู่นี่อ่ะคือตรงไหน ฉันหานายไม่เจอ" ถามต่ออีก ปัดป่ายสะเปะสะปะหวังจะได้พบคนที่ตามหา 
   "ไม่ต้องมา รออยู่นั่น เดี๋ยวไปหาเอง" เสียงร้อนรนมีอธิพลทำให้ฉันเชื่อฟัง ยอมจำนนอย่างว่าง่าย นั่งกอดเข่าของตัวเองรอคอยอย่างมีความหวัง พร้อมกับมุมปากที่ค่อยๆเปื้อนยิ้ม 
 
      หลับตาซึมซับคำเอาความอิ่มเอมตักตุนไว้ในใจ ไม่อยากให้เสือทำตัวน่ารักเกินไปกว่านี้ ที่เป็นอยู่ฉันก็หลงตัวเองจนแทบแย่ แอบเพ้อพกว่าที่เขาไม่ยอมให้เดินไปหา นั่นก็เพราะว่าเสือเป็นห่วงเป็นใย กลัวว่าฉันจะไปเดินชนข้าวของจนเจ็บตัว 
 
    "นะ..นายอยู่ไหนแล้ว" อาจดูหลงตัวเองไปหน่อย แต่ความสุขทางใจเล็กๆน้อยๆแค่นี้ คงไม่ทำให้ใครเดือดร้อนหรอกมั้ง
    "กำลังไป อย่าเดินมานะ เดี๋ยวเตะขะ..."
 
     โคร้ม!!
    "สะ..เสียงไรอ่ะเสือ" เพราะนั่งรอให้เขามาหา เพียงแค่ได้ยินเสียงขาโต๊ะลั่น ก่อนที่พื้นกระเบื้องจะดังขึ้นราวกับมีคนล้มฟาด ฉันก็นั่งไม่ติดพื้น ถลาตัวลุกขึ้นยืน สอดส่องสายตาหันไปทางต้นตอที่เกิด แต่ไม่ว่าจะเพ่งยังไง มันก็มองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความดำมืดที่ปกคลุม
 
     "เสือ.." ลองเรียกเขาอีกครั้ง แต่แทนที่เสือจะตอบรับให้ฉันโล่งใจ มันดันไม่เป็นตามคาด
 
     เสือเงียบจนผิดวิสัย เงียบจนฉันใจคอไม่ดี
     "เกิดอะไรขึ้น นายอยู่ไหนแล้ว ฉะ..ฉันมองไม่เห็น" เงาใบไม้ที่ไหววูบตรงกระจกหน้าร้าน ทำให้บรรยากาศโดยรอบแลดูสงัดลงไปอีก ไร้ซึ่งการตอบรับใดๆ นอกจากคำตอบที่มาพร้อมกับความเงียบฉี่ ที่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ ราวกับโลกทั้งใบนี้มีแค่ฉันเพียงคนเดียว  
 
     "เสือ อย่าเงียบสิ ฉันไม่เล่นนะ" อยากมองโลกในแง่ดี คิดว่าเขาแค่หาเรื่องแกล้ง แต่ไม่ว่าจะตะโกนไปกี่ครั้ง สิ่งที่ได้ก็มีเพียงความว่างเปล่า 
 
    ราวกับโยนก้อนหินถามทาง
      "..." เริ่มไม่โอเคแล้วสิ พอไร้คำตอบหลายๆครั้ง ฉันก็อยู่เฉยต่อไปไม่ไหว กล้าๆกลัวๆเดินสุ่มมืดไปเรื่อย ตั้งใจจะหาไฟฉาย แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกพี่ๆเอาอุปกรณ์พวกนี้ไปเก็บไว้ไหน
 
      ซ่าา ซ่าา
      ครั้งแล้วครั้งเล่ากับสายฝนที่เทลงมา แต่ไม่อาจบั่นทอนเอาความกระวนกระวายออกไปได้เลย เมื่อกี้นี้มันเกิดอะไรขึ้น เสียงที่ได้ยิน มันใช่เสียงที่เสือสะดุดล้มรึเปล่า ร้านก็ยิ่งมืดๆอยู่ แล้วถ้าเขาได้รับอุบัติเหตุล่ะ
 
      ถะ...ถ้าเกิดล้มเสือหัวฟาด แล้วถ้าเกิดเขาเจ็บหนักจนถึงขั้น...ตาย
      "เสือ!!" มะ..ไม่เอานะ ไม่เอาเด็ดขาด เพียงแค่คิดฉันก็ทนไม่ได้แล้ว
     นึกก่นด่าตัวเองเป็นพันครั้ง ทำไมถึงได้งั่งแบบนี้ ถ้าตอนไฟดับฉันพอมีสติสักนิด ไม่โวยวายร้องเรียกหาเขาจนเสือเป็นห่วง เลิกนิสัยกลัวอะไรไม่เข้าเรื่องซะ บอกให้เสือนั่งรออยู่กับที่จนกว่าไฟจะมา เสือก็คงไม่ต้องเจอเรื่องแย่ๆ
 
      "ฮึก นายอยู่ไหน.." มือชื้นเหงื่อ เมื่อความกลัวจับไปถึงขั้วหัวใจ ฉันกลัวไปหมด กลัวเรื่องที่ไม่คาดฝัน 
      แย่ชะมัด แทนที่จะพอมีประโยชน์บ้าง กลับทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเป็นตัวถ่วง คอยเป็นภาระของชาวบ้านอยู่เรื่อย ถ้าชีวิตมันแลกกันได้ ฉันยอมเจ็บแทนเขา ยังดีกว่าให้เสือเป็นอะไรไป ฉันทนไม่ได้หรอกนะ ถ้าต้องอยู่ในโลกที่ไม่เขา ฉันทำไม่ได้จริงๆ
 
     "ยะ..อย่าเป็นอะไรไปนะ ฉันกำลังจะ.." 
     “แบร่” 
     “กรี๊ดดดดด” เพราะมัวจดจ่อกับการตามหาคน พอมีเงาดำครึ้มพุ่งมากอดจากทางด้านหลัง ฉันถึงได้หลุดกรี๊ดสุดเสียง ไม่ทันตั้งตัว แข้งขามันพันกันยุ่งเหยิงจนสะดุด เตรียมล้มไปตามแรงโน้มถ่วง อีกแค่นิดเดียวหน้าฉันก็จะจูบพื้นอยู่แล้ว แต่ทว่า…
 
     หมับบ
     “เกือบล้มหัวฟาดพื้นแล้วมั้ย ตกใจไร…ฮ่าๆ”ฉันแน่นิ่งอยู่ในอ้อมกอด เมื่อได้เสียงหัวเราะที่คุ้นหู กับกลิ่นประจำกายที่คุ้นเคย เรียบเรียงสติอยู่นาน กว่าจะเหลียวกลับไปมอง แต่ก็ต้องเบี่ยงหน้าหลบ เมื่อโดนลมหายใจอบอุ่น เป่ากระทบอยู่ตรงข้างแก้ม
 
      “ฉันเอง”จะว่าไงดีหล่ะ ดีใจมั้ยก็ดีใจอยู่นะ แต่โกรธมากกว่า เรื่องสำคัญ ใครใช้ให้เอามาเล่นพร่ำเพื่อ ใครทนได้ก็ช่าง แต่ฉันไม่…
     “เล่นบ้าไรของนะ..”
 
     ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
      เพราะมัวแต่คิดคำด่าเลยไม่ทันระวัง คำพูดเป็นอันต้องค้าง เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟอ่อนๆ ที่อยู่ห่างเพียงแค่เซ็นต์เดียว เสือยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้มากจนปลายจมูกของเราสัมผัสกัน แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวล ยังเทียบไม่ได้กับเรื่องก่อนหน้า
 
     ระ..เรื่องที่ริมฝีปากของเราสองคน เพิ่งเฉียดโดนกัน…
    หมับ 
    “อ๊ะ” ฉันรีบใช้มือดันอกเพราะอาย แต่เสือก็ดันทุรังที่จะค้างท่าเดิม สับสนปั่นป่วน เมื่อสัมผัสได้ถึงความถี่ของหัวใจที่เต้นรัวอยู่ใต้มือ เสืออ่ะใจร้าย เขาจงใจเบียดชิดร่างกายจนร้อน โน้มใบหน้าคมลงมาใกล้ พร้อมกับปลายนิ้วมือที่คลึงริมฝีปากล่างของฉันเบาๆ เหมือนกลั่นแกล้งให้คลั่งตาย
 
     “เอาไงต่อดี” เจียนตายอยู่รอมร่อ ก็เพราะเสียงแหบพร่า กับมือคู่ร้อนของเขา ที่ล้วงเข้าไปในตัวเสื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มันทั้งมึนทั้งเบลอ จนฉันเผลอหลุดปากตอบรับ
 
    "แล้วแต่นายเลย.."
 
[ต่อ]
 
     “เอาไงต่อดี” เจียนตายอยู่รอมร่อ ก็เพราะเสียงแหบพร่า กับมือคู่ร้อนของเขา ที่ล้วงเข้าไปในตัวเสื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มันทั้งมึนทั้งเบลอ จนฉันเผลอหลุดปากตอบรับ
 
     "แล้วแต่นายเลย.." 
      "นี่ยั่วกันหรอ" เป็นเขาที่ทำลายกำแพงความเงียบ ด้วยเสียงลากยาวทุ้มต่ำ กับสายตาล้อเลียนหยอกเย้า เล่นเอาปากคอติดขัดไปตามๆกัน
    "ปะ..เปล่า" 
    "ชอบยั่วหว่ะ ถ้าทนไม่ไหวขึ้นมา รู้ใช่มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้น" ปากพูดเหมือนตำหนิติติง แต่มือของเขากลับเตาะไต่ไปตามแนวกระดูกสันหลัง ลากปลายนิ้วขึ้นข้างบน ก่อนหยุดตรงตะขอยกทรง เขาไม่ได้ปลดมันออกอย่างที่คิด แต่กลับหาเรื่องแกล้งฉัน ด้วยการดึงสายชุดชั้นในจนตึง ก่อนจะปล่อยจนมันดีดผิวบางใสดังเพี๊ยะ
 
 
     "อ๊ะ" ถึงกับสะดุ้ง
     "ก่อนจะพูด เธอคิดมาดีรึยัง" ราวกับเขาอยากสั่งสอน ว่าอย่าหาเรื่องใส่หัวให้มากนัก เพราะนอกจากคำพูดแล้ว มือเขายังขยุ้มตรงปกคอเสื้อแรงๆ กระชากรั้งจนฉันปลิวไปเกยบนตัวเขาอย่างว่าง่าย
    หวืดดด
    "อ๊ะ" ปากหวีดร้องไม่รู้กี่ทีต่อกี่ที อันตรายเกินไป ฉันควรถอยห่างจากผู้ชายคนนี้ซะ ถ้ายังขืนลองดีไม่เลิก มีหวังคืนนี้คงเละเป็นโจ๊กแน่
 
      มะ..ไม่อยากคิดสภาพ
     "ให้ตายเถอะ ทำตัวไม่น่ารักเลยผัก ให้ท่าผู้ชายเนี่ย" ฉันชักสีหน้าเมื่อได้ฟัง คงจริงอย่างที่คิดสินะ ที่เขาทำอยู่เนี่ย คงเพราะอยากสั่งสอนหรือตักเตือน แต่เสือเอาอะไรมาพูด ฉันไม่ได้ให้ท่าหรืออ่อยใครนะ ถึงทำจริง ก็เป็นกับเขาแค่คนเดียวเท่านั้น แล้วที่เป็นอยู่เนี่ย นั่นก็เพราะ..
 
     "ฉะ..ฉัน.."
     "ห้ามไปพูดแบบนี้กับใคร" ฉันช้ากว่า เมื่อเสือซุกหน้าตรงเนินไหล่ก่อนจะกดปากร้อนๆนาบลงผิว แสดงชัยชนะเหนือร่างกาย ด้วยเสียงเหี้ยมเกรียมที่ทำให้ฉันนิ่งค้าง
     "รู้มั้ยว่าหวงมาก" เพราะมืด เลยไม่รู้ว่าเสือใช้สายตามองกันแบบไหน อาจเร่าร้อนแผดเผาหรืออาจว่างเปล่าจนน่าใจหาย แต่ที่แน่ๆ คือหัวใจของฉันมันได้รับผลกระทบจากคำว่าหวงเต็มเปา
 
       เสือหวงหรอ หะ..หวงฉันเนี่ยนะ
       ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
 
      "ฉันไม่ทำให้หรอก" ปากบอกไม่ทำ แต่เขาดันพันธการตัวฉันราวกับงูรัดเหยื่อ บ่นอู้อี้ไม่เป็นภาษาตรงซอกคอ ใช้คำพูดคำจาที่ฟังเหมือนฉันเป็นฝ่ายเสอนตัวก่อน เสือสูดลมหายใจกระชากกระชั้นหลายที คล้ายกับกำลังยับยั้งชั่งใจอย่างหนัก   
     "มันมืดไป มองไม่เห็นของสวย เดี๋ยวเฮียมาขัดอีก"
     "อะ..ไอ้บ้า ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น.." รีบดีดตัวจากอ้อมกอด เบื่อเลย!อุตส่าห์จะมองในแง่ดี แต่หมอนี่ก็มาขัดอีก เผลอทีไรเป็นต้องหย่อนเรื่องลามกกรอกหู เสี้ยมสอนแต่เรื่องแย่ๆให้ฉันติดเป็นนิสัย ไม่ต้องไปโทษใครเลย ก็เขาทั้งนั้นที่เป็นตัวการ
 
     หมับ
     "มานี่มา" ครั้นจะเถียง เขาก็ยอมคลายวงแขน ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปรอยผมที่ปรกหน้าไปไว้ด้านหลังให้ ก่อนจะจูงมือฉันด้วยความอ่อนโยน พาเดินลัดเลาะฝ่าความมืดจนมาหยุดตรงผนัง แถมยังบังคับด้วยการกดไหล่ให้ฉันนั่งกับพื้น ส่วนเขาเองก็เดินอ้อมมานั่งข้างๆ 
 
     "ฝนตกหนักหว่ะ" เสือชวนคุยไปเรื่อย วันนี้เขามาแปลกนะ บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็ร้ายเกินใคร อารมณ์แปรปรวนขึ้นๆลงๆจนตามไม่ทัน 
     "นั่นสิ" ฉันพยักหน้ารับ ตามองสายฝนโปรยปรายภายนอก งอเข่าเข้าหาตัวก่อนเอียงหน้าซบ แอบสั่นเล็กน้อย เมื่ออุณหภูมิรอบตัวเริ่มเย็นลง
     "อากาศหนาวเนอะ" เสือหันมามองตอนที่ฉันขยับ  
     "อือ หนาว" ฉันแนบแก้มกับต้นขา หวังให้ไออุ่นของตัวเองช่วยบรรเทา ก็มันหนาวจริงๆแหล่ะ คงเพราะใส่เสื้อบางด้วยมั้ง พอโดยความเย็นเข้าหน่อย ถึงได้นั่งสั่นเป็นเจ้าเข้า
     "งั้นจับมือกันมั้ย จะได้อุ่นๆ" 
     หมับ
 
     "..."ไม่รอให้ตอบ เขาก็ครอบครองมือฉันแล้ว ถ้าเสือคิดจะฉวยโอกาสล่ะก็ คงต้องบอกว่าเขาเลือกเวลาได้ถูก เพราะเมื่อเสือแนบฝ่ามือลงมา ความเหน็บหนาวทั้งปวงก็ถูกหลอมละลาย แต่เขากลับไม่ล่วงเกินไปมากกว่านี้ นอกจากจับมือเท่านั้น
 
     "ฝนตกหนักทีไร นึกถึงตอนที่เธอใช้ฉันไปเก็บผ้าเลยหว่ะ แม่งเปียกหมด" นอกจากมือที่ประสาน เขายังขยับตัวเข้ามาใกล้ เอียงศรีษะได้รูปซบตรงไหล่ แล้วก็เริ่มเล่าเหตุการณ์เก่าๆ ความทรงจำในวันวาน ที่ครั้งนึงเราเคยมีร่วมกัน
 
     "ตอนนั้นนะหรอ นั่นสินะ" ฉันทะลายทิฐิของตัวเอง วางเรื่องบาดหมางเอาไว้เบื้องหลัง พอนึกย้อนตาม ก็ต้องอมยิ้ม
     "ไม่ไปก็ไม่ได้ ใครไม่รู้เล่นฟาดหัวเกือบร้าว" เสือทำเป็นขึ้นเสียง แต่กลับหลุดขำด้วยกันทั้งคู่ เพราะเรื่องตอนนั้น ฉันรำคาญมากจนฟาดหัวเขาจริงๆนั่นแหล่ะ
     "ก็นายไม่ยอมฟัง" 
     "ก็ตอนนั้นอยากอ้อนเปล่าวะ ไม่เข้าใจอารมณ์กันเลย" เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่เราต่างเผยความในใจ 
 
     อยากมีเครื่องย้อนเวลาจัง มันคงดีไม่น้อย ถ้าได้แก้ไขทุกอย่างตามใจปรารถนา ฉันจะกลับไปยังจุดนั้น ไม่ให้มือที่สามที่สี่เข้ามาแทรกกลาง จนความรักต้องเจออุปสรรคอย่างทุกวันนี้ 
 
    "ไม่พูดแล้วใครมันจะไปรู้" พูดเอง แต่ดันสะอึกทั้งสองฝ่าย เพราะเอาคำพูดเมื่อกี้ เก็บมาคิดย้อนกับปัจจุบัน เราอาจผิดด้วยกันทั้งคู่ ที่เดินมาบนเส้นทางผิดๆ ไม่หัดเปิดรับ ปิดหูปิดตา เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ตลอด ทั้งที่ความรัก มันควรเริ่มต้นจากความเข้าใจ และให้อภัยกันและกันมากกว่า
 
     "กี่เดือนแล้วผัก ที่ฉันมาหาเธอ" เสือกระชับปลายนิ้วจนเจ็บ พร้อมกับตั้งคำถามอีกครั้ง
     "หลายเดือนแล้ว" และฉันก็ตอบตามความจริง มันนานเหลือเกิน ที่ต่างฝ่ายต่างทรมานตัวเอง จนบางคราฉันก็คิด ว่าควรหยุดเรื่องคารังคาซังได้แล้ว ยืดเยื้อต่อไป ก็มีแต่จะเสีย...
 
     เสียใจ เสียทั้งความรู้สึก และเสียดายเวลา...
     "อือ นั่นสินะ" ในความมืดมิด ฉันสัมผัสได้ถึงเส้นเสียงที่ไม่มั่นคง เสือเปลี่ยนไป เพราะฝ่ามือของเขาจากที่เคยอบอุ่น มาตอนนี้กลับเย็นเยือกปานน้ำแข็ง ถึงมองไม่ชัด แต่ก็พอเห็นลางๆ ว่าเสือกำลังส่งยิ้มโรยแรงมาให้ในความมืด ยิ้มใบแบบที่ฉันใจหาย ก่อนที่มือของเรา จะบีบเข้าหากันราวกับเป็นสัญญาณเตือน
 
     "มะรืนนี้ ฉันจะมาที่นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ"

 [ต่อ]

     "มะรืนนี้ ฉันจะมาที่นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ" ใจฉันสั่น จนซ่อนความอ่อนแอเอาไว้ไม่ไหว กัดปากกลั้นเสียงอย่างยากเย็น เมื่อรู้ว่าเรื่องของเราใกล้เดินมาถึงทางแยกเต็มที

    "รู้ใช่มั้ยว่าเพราะอะไร"  

    "..." ฉันพยักหน้า เข้าใจสิ่งที่เสืออยากสื่อ เพราะฉันก็รอคอยวันนั้นไม่ต่างกัน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ ว่าทำไมหัวใจต้องปวดหน่วงทั้งที่รู้เหตุผล ไร้ซึ่งเสียงเอื้อนเอ่ย ราวกับมีก้อนสะอื้นจุกตรงลำคอ บีบเค้นให้ตาย ก็ได้มาเพียงความเงียบงัน

     “จำเรื่องที่เราคุยกันบนรถได้มั้ย ที่เคยถาม”

     "..." ถึงแม้ปากปิดสนิท แต่ฉันรับฟังอยู่ตลอด เสือจะรู้บ้างไหม ต่อให้เขาไม่ถาม ฉันก็เฝ้าคิดถึงช่วงเวลานั้นทุกลมหายใจ 

      คิดถึง แล้วก็ได้แต่นึกย้อน...

     “ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันพิสูจน์ตัวเองเต็มที่แล้วหว่ะ เธอก็น่าจะรู้” พอคิดภาพเก่าๆตาม จู่ๆก็เคืองนัยน์ตาจนต้องยกมือขึ้นขยี้ แต่แล้วกับพบหยาดน้ำอุ่นใสแทนสิ่งอื่น ที่ไหลคลอเปรอะหน้าโดยที่ฉันไม่รู้สึกตัว

     ฉันแอบซ่อนมือข้างที่เปื้อนน้ำตาไว้ด้านหลัง เลือกกระชับมือข้างที่เราจับกันให้แน่นขึ้น นึกถึงเรื่องราวทั้งดีและร้าย ความพยายามของเขาที่ฉันได้เห็นตลอดหลายเดือน เสียงหัวเราะและคราบน้ำตา ที่เราสองคนต่างได้รับบทเรียนราคาแพงร่วมกัน

      “แต่จะให้รอต่อไปเรื่อยๆ มันคงเป็นไปไม่ได้” และเพราะเข้าใจหัวอก ว่าการรอใครสักคนมันทรมาน ฉันถึงได้เจ็บปวดไปพร้อมๆกับเสือ วันมะรืนที่ใกล้มาถึง มันมีความสำคัญกับเขามากแค่ไหน ฉันย่อมรู้ดีแก่ใจ 

      ถ้าเสือตั้งตารอคอยวันนั้น ฉันคงรอมากกว่าหลายสิบเท่า...

      “คำถามในวันนั้น ฉันจะมาทวงคำตอบอีกครั้งวันมะรืนนี้" ฝนตกหนักดูไร้ความหมาย เมื่อเราต่างนั่งถ่ายทอดความรู้สึกให้กันและกัน 

      เหนื่อยกับสิ่งที่เป็นอยู่ อยากหยุดพักเต็มที ขอแค่อีกครั้งเถอะนะ ก่อนที่ทุกอย่างอาจถึงจุดเปลี่ยนผัน ฉันคงตอบไม่ได้หรอกว่าอนาคตของเราจะเป็นยังไง เราอาจกลับมารักกัน หรือพรุ่งนี้อาจกลายเป็นคนแปลกหน้าไปเลย แต่มีสิ่งเดียวที่ตอนนี้ยังพอทำได้ นั่นคือการได้รับไออุ่น ได้ใกล้ชิดเขาอย่างที่ใจโหยหา เอนซบตรงไหล่เสือเพื่อปิดกั้นความอ่อนแอที่กัดกิน ก่อนจะถึงเช้าวันรุ่งขึ้น 

     "หวังว่ามันจะเป็นคำตอบที่ดี...ใช่มั้ย” เสือผ่อนแรง ก่อนที่มือหนาจะประคองศรีษะให้ฉันแหงนหงาย  กระซิบด้วยเสียงเว้าวอนที่ใกล้แค่เอื้อมเมื่อร่างสูงเคลื่อนใบหน้า ฉันรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น จึงหลับตาลงรอคอยสัมผัสแผ่วเบาราวปีกผีเสื้อ หยุดขัดขืนตามที่ใจร่ำหา

      และก็รู้ในวินาทีนั้น ว่ามันอบอุ่นและอ่อนหวานอย่างที่คิด...

      “ฉันไม่ต้องการทั้งนั้น” ปากเราผละห่างกันนิดเดียว 

      "..."

     "ชีวิตมันมีทุกอย่างแล้วผัก ขาดแค่สิ่งเดียว...นั่นก็คือเธอ” ก่อนจะดึงดูดเข้าหากันใหม่เหมือนขั้วแม่เหล็ก ปล่อยหัวใจได้ทำหน้าที่ของตัวเองสักครั้ง เบียดแนบริมฝีปากเข้าหากันซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวไม่อยากแยกจาก จับมือกันแน่นขึ้น ในขณะที่ร่างกายรับเอาความอิ่มเอมและแลกเปลี่ยนลมหายใจ

     "จะรออยู่ตรงนี้นะ จะรอจนกว่าเธอจะมา ถ้าเธอตอบตกลง" 

     เสือกระซิบทั้งที่ยังหลับตา เคลื่อนปลายจมูกไปทั่ววงหน้า ปัดป่ายไล่ตั้งแต่ดวงตา หน้าผาก และแก้มทั้งสองข้าง ก่อนมาบรรจบที่ริมฝีปากอีกหน กดทับหนักๆตอกย้ำให้ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

      "แต่ถ้าคำตอบมันคือคำว่าไม่ เธอก็ไม่ต้องออกมาให้เห็น หลบหน้าฉันไปซะ" ฉันได้ยินเสียงสะท้อนของหัวใจที่เต้นช้าลง เมื่อเสียงขมขื่นกล่าวมาถึงตรงนี้ 

    "เรื่องในอดีตที่เคยผิดพลาด อะไรก็ตามที่เคยทำให้เสียใจ ฉันจะขอโอกาสแก้ตัวในวันนั้น" ดันร้องไห้อีกแล้ว เมื่อคิดเผื่อไปวันข้างหน้า 

      "เธอจะไม่ใจร้ายกับฉันใช่มั้ย" 

      "..."  เสือไม่จำเป็นต้องมาขอโอกาสหรอก เพราะฉันหน่ะ ยอมให้อภัยเขามาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เขากลับมาหา แต่จะพูดให้ถูก! ต้องบอกว่าฉันไม่เคยถือสาเสือเลยสักครั้ง 

      อาจเป็นเพราะคำว่ารักรึเปล่า ถึงได้ยอมเสมอ...

     "ชุดที่เคยทำขาด ฉันไปหาซื้อมาให้ใหม่ อย่าลืมใส่มันด้วยนะ" น้ำเสียงเศร้าสร้อยเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้น พอดูออกว่าเขาคาดหวังไม่น้อย ถึงได้ลงทุนไปหาซื้อชุดตัวเก่ามาให้ ฟังแล้วพาลนึกถึงช่วงเวลานั้น วันที่ฉันแต่งตัวรอเขาตั้งแต่หัววัน นั่งดีใจเป็นคนบ้าเมื่อคิดว่านั่นคือเดทแรก 

      "เวลาเธอใส่ชุดนั้น มันโคตรสวยเลย" แต่แล้วความฝันก็พลันมะลาย ชุดที่เสือใช้อารมณ์ทำลายเองกับมือ ฉันยังคงเก็บไว้ในตู้อย่างดี เป็นดั่งเครื่องเตือนใจ ตอกย้ำว่าครั้งนึง ฉันกับเขาก็เคยเกือบมีช่วงเวลาดีๆร่วมกัน 

      เกือบ แต่วันนั้นก็ไม่เคยมาถึง...

     "รู้ใช่มั้ย ว่าฉันรู้สึกยังไง" 

     "..." นิ้วอุ่นช่วยเกลี่ยคราบน้ำตาจนหมด ใช้น้ำเสียงหนักแน่นกว่าครั้งไหนๆ  

     "ชีวิตหลังจากนี้จะเป็นไงต่อ มันขึ้นอยู่ที่เธอแล้วผัก ยกให้ทั้งหมดแล้ว" ปากของเราสัมผัสกันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะผละ ลุกขึ้นเหยียดเต็มของสูง วิ่งฝ่าฝนออกไปด้านนอกโดยไม่รอคำตอบใดๆ 

      ซ่าา ซ่าา...

     ฉันนั่งจมกับความเงียบเพียงผู้เดียว ไม่นานโลกมืดก็กลับมาสว่างไสว แต่คนที่เคยนั่งเป็นเพื่อน มาตอนนี้กลับสูญหายไปกับความมืดมิดภายนอกแทน 

      "..." ตาสวยหวานหลับลงด้วยความขื่นขม เอนศรีษะพิงผนังอย่างจนปัญญา ฉันควรจัดการกับปัญหาหัวใจอย่างไรดี เพราะสิ่งที่เสือถาม มันมีคำตอบอยู่ในใจตั้งนานแล้วหล่ะ ขึ้นอยู่เขาต่างหาก ว่าจะยอมรับในการตัดสินใจของฉันได้มั้ย

[อัพครบ 100%]

ไม่รู้ว่าผักกาดจะตัดสินใจแบบไหน แอบกลัวใจนางนะเนี่ย!

คิดถึงกันมั้ย พี่เสือกลับมาแล้วนะ หลังจากที่หายไปหลายวันเพราะคอมเสีย หลังจากนี้อัพตามปกตินะจ๊ะ ขอกำลังใจกันหน่อย นี่คิดถึงนักอ่านมากๆเลยอ่ะ

#
 
#
 
#
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น