กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : หวง ห่วง

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2560 11:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หวง ห่วง
แบบอักษร

 

ในยามสายของวันต่อมา รถเก๋งสี่ประตูสีน้ำเงินเข้มแล่นมาจอดอยู่หน้าบ้านหลังสีเขียวตามมาด้วยรถจักรยานยนต์คันเท่ที่ขับตามกันมาและจอดในที่ร่ม  

ชายหนุ่มท่าทางตุ้งติ้งกับสองหญิงสาวในวัยเดียวกันเดินมากดออดหน้าบ้านยืนรอคนมาเปิดประตูให้

 

“มาแล้วค่า เชิญค่าคุณคุกกี้ คุณซันและคุณเบล”

เมษาธิดาเปิดประตูรั้วให้เพื่อนพร้อมกับผายมือต้อนรับอย่างนอบน้อมถ่อมตนราวกับเป็นคนใช้ในบ้าน

 

“ขอบใจย่ะ อ่ะถือให้ด้วย ไปยัยเบล ยัยซัน ตามฉันมา”

เพื่อนชายที่ชื่อคุกกี้จีบปากจีบคอเล่นด้วยอย่างสนิทกัน ส่งกระเป๋า laptop ให้เพื่อนซุปตาร์และเดินเชิดหน้านำทางเพื่อนสาวไปนั่งที่ศาลาพร้อมอุปกรณ์ต่างๆสำหรับทำโปรเจ็ค

 

“บ้านสวยจังเลยนะคะเมษ์ นี่ค่ะขนมเค้กร้านนี้อร่อยมากรับรองเมษ์ต้องชอบ”

หญิงสาวร่างบางเอ่ยเสียงหวาน เป็นครั้งแรกที่เธอได้มาเยือนบ้านของดาราสาว หลังไม่ใหญ่มากแต่ดูร่มรื่นทันสมัยน่าอยู่ ในมือถือถุงขนมเค้กยื่นให้ร่างสูงพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้

 

“ขอบใจนะเบล เดี๋ยวเราเอาไปใส่จานรอแป๊บนึงนะ”

เมษาธิดายิ้มรับและเดินหายเข้าไปในบ้าน

 

“แหม่ แล้วฉันสองคนล่ะย่ะ ไม่เห็นได้อะไรเลย”

คุกกี้ถามด้วยความหมั่นไส้ หึ คอยดูเจ้าที่บ้านนี้ก่อนเถอะแล้วจะยิ้มไม่ออก สังเกตมาหลายรายแล้ว ฮ่าๆๆ

 

ซันสาวหล่อนั่งมองอาการคุกกี้ที่นั่งยิ้มเยาะอยู่คนเดียว ไอ้นี่นับวันยิ่งบ้าว่ะมันจะเป็นงานเป็นการไหมเนี่ย? นี่คิดผิดหรือคิดถูกที่ยอมมาเข้ากลุ่มนี้ทำโปรเจ็คสิ้นเทอม เฮ้อ...

 

“ก็ทานด้วยกันหมดนั้นแหละคุกกี้ ฉันซื้อมาเผื่อทุกคนอยู่แล้ว”

เบลยิ้มบางๆและหยิบของออกจากกระเป๋าเพื่อเตรียมทำรายงาน

 

ไม่นานร่างสูงก็เดินกลับมาพร้อมถาดใส่จานขนมเค้กสวยงามน่ารับประทาน และน้องสาวที่ถือถาดน้ำมาช่วยเสริฟให้

 

“สวัสดีค่ะพี่คุกกี้”

มีนาเรศยิ้มทักทายอย่างคุ้นเคย เพราะพี่คุกกี้มักจะเอาข้อมูลการเรียนมาให้ที่บ้านบ่อยๆเวลาที่พี่เมษ์ขาดเรียน

 

“หวัดดีจ้ามิ้นท์ เที่ยงนี้มีอะไรให้พี่ทานคะ พี่อุตส่าห์หิ้วท้องมาฝาก”

มาบ้านนี้ทีไรได้หิ้วของติดไม้ติดมือกลับบ้านทุกที ชอบอ่ะของฟรีอร่อยๆ

 

“หลายอย่างเลยค่ะ รับรองถูกปากแน่นอน”

 

ซันมองสาวน้อยที่ยิ้มจนตาหยีดูน่ารักช่างถูกอกถูกใจ มีแฟนหรือยังนะ

 

“มิ้นท์นี่ซันกับเบลจะมาฝากท้องบ้านเราด้วยตอนเที่ยง”

เมษาธิดายิ้มแนะนำตามประสา

 

“หวัดดีค่ะพี่ซัน พี่เบล..”

มีนาเรศทักทายตามมารยาท กวาดตามองผู้หญิงหน้าตาเรียบร้อยที่ชื่อเบลอย่างดูชั้นเชิง จำได้ดีว่าพี่สาวคุยโทรศัพท์กับคนชื่อนี้เมื่อวาน คนนี้น่ะเหรอธรรมด้าธรรมดาไม่เห็นสวยเลย

 

“น้องสาวเหรอ น่ารักจัง”

ซันเอ่ยปากชมส่อแววเจ้าชู้แม้ร่างเล็กจะไม่ได้สนใจคำชมหรือหันมามอง  ไม่สนใจงั้นเหรอเดี๋ยวจะทำให้สน

 

“อ่ะ เอาไปเก็บ แล้วไม่ต้องมากวนนะ”

เมษาธิดายื่นถาดให้น้องสาวเชิงไล่ให้ไปเมื่อเห็นซันจ้องร่างเล็กตาเป็นมัน จนรู้สึกตงิดๆขัดหูขัดตาขึ้นมา

 

ร่างเล็กหน้าบึ้งกับน้ำเสียงห้วนๆของพี่สาวที่ฟังเหมือนเธอเป็นตัวก่อกวนน่ารำคาญ  รับถาดมาแล้วเดินเข้าบ้านไปอย่างไม่พอใจนัก ทำไมต้องไล่ด้วยพูดดีๆก็ได้

 

“จีบได้ปะ”

ซันนั่งเท้าคางมองดาราสาวด้วยแววตาทะเล้น

 

“ไม่ได้ น้องยังเด็กอยู่ห้ามยุ่ง”

ร่างสูงตอบเสียงเรียบนั่งลงเปิด laptop ของตน อยากจะรีบทำรีบเสร็จ

 

“ไม่เด็กแล้วมั้ง…แบบเนี่ยวัยกำลังเรียนรู้”

สาวหล่อยังคงลองเชิง ใบหน้ายิ้มแหย่พูดจาไม่เกรงอกเกรงใจ

 

“ซัน ถ้าไม่เลิกพูดฉันจะเอาเค้กยัดปากนายเดี๋ยวนี้”

เมษาธิดากัดฟันพูดเสียงลอดไรฟันสะกดอารมณ์ขุ่นเคือง ไม่เคยมีใครมาพูดจาถึงน้องสาวของตนแบบนี้มาก่อน อยากจะเอารองเท้ายัดปากพล่อยๆนั้นด้วยซ้ำ แต่ก็เกรงใจเพื่อนอีกสองคน

 

“ซัน! อย่าไปยั่วโมโหเมษ์สิ เรามาเริ่มงานกันดีกว่านะคะ”

เบลรั้งแขนของดาราสาวเอาไว้แล้วหันไปดุเพื่อนซี้ ทุกคนหันมาสนใจเริ่มปรึกษากันเรื่องงานว่าจะทำแบบไหนให้ออกมาดีที่สุด

ถึงจะมีถกเถียงกันบ้างเพราะความคิดที่ต่างกัน แต่ทุกคนก็เตรียมข้อมูลของตนมาครบเพรียบพร้อมอยู่แล้วจึงทำให้ทุกอย่างราบรื่น

 

มีนาเรศแอบยืนมองแผ่นหลังของพี่สาวข้างหลังม่านในบ้านอยู่นาน แววตาเคืองขุ่นด้วยอารมณ์หวงแหน มองผู้หญิงหน้าจืดที่ยิ้มแย้มเกาะแกะพี่สาวของตนอย่างสนิทชิดเชื้อ สองมือกำผ้าม่านเอาไว้แน่นแบะริมฝีปากอย่างไม่พอใจนัก

ทำรายงานมีอะไรให้ยิ้มนักหนานะ หน้าก็อย่างกับปลวกเพิ่งตื่นไม่เหมาะกับพี่เมษ์เลยสักนิด คอยดูเถอะฉันจะทำให้พี่เมษ์หมดความสนใจในตัวเธอ

 

ร่างเล็กผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆนัยน์ตาฉายแววร้ายกาจ และเดินยิ้มมุมปากกลับไปเข้าครัวกับยายเพื่อทำอาหารสำหรับมื้อเที่ยง



 

 

 

เวลาเที่ยงครึ่ง

กลิ่นอาหารหอมฉุยลอยมาจนถึงหน้าบ้านทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในศาลาเริ่มน้ำลายสอจนเสียสมาธิในการทำงาน

 

“แก ฉันว่ามิ้นท์คงทำเสร็จแล้วแหละ เข้าไปดูหน่อยสิ”

คุกกี้หันไปพูดและสะกิดเบาๆที่แขนของเพื่อน หิวจนตาจะลายละ เมื่อเช้าก็ดันตื่นสายเลยไม่ได้ทานอะไรมา

 

“อืม งั้นเราพอแค่นี้กันก่อน ทานเที่ยงแล้วค่อยมาต่อ”

เมษาธิดาพาเพื่อนเข้ามาในบ้านหลังจากที่เก็บของให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะอาหารมีเมนูหลายอย่างที่ตนบอกว่าอยากทานเมื่อวานนี้

ร่างสูงยิ้มร่าเมื่อเห็นน้องสาวเดินเข้ามาพร้อมจานปลาช่อนลุยสวนตัวใหญ่หอมน่าทานมาวางไว้บนโต๊ะ อยากจะเดินเข้าไปกอดไปหอมเอาอกเอาใจน้องสาวแต่ก็เกรงใจคนรอบข้าง เก่งจังเลยทำได้ไงนะ

 

“อ้าวมากันพอดีเลยลูกยายกำลังจะไปตามอยู่ มาๆๆพากันมานั่งตามสบายนะ เดี๋ยวยายจะออกไปหาหลวงพ่อไม่ต้องรอ ทานกันได้เลย”

ยายจันทร์เดินเข้ามานำแก้วน้ำมาเสริฟ เชื้อเชิญให้ทุกคนมานั่งและเดินออกไปตามประสาคนไม่ชอบอยู่ติดบ้าน

 

เมษาธิดาก้าวเท้าไปนั่งมุมโต๊ะที่ประจำ ซันและคุกกี้กลืนน้ำลายนั่งลงในฝั่งตรงข้ามมองอาหารตรงหน้าด้วยความหิว

เบลเดินตามร่างสูงไปทำท่าจะนั่งลงข้างๆดาราสาว แต่ยังไม่ทันได้หย่อนก้นลงก็ถูกขัดเสียก่อน

 

“พี่เบลนั่งที่อื่นได้ไหมคะ ตรงนี้ที่ของมิ้นท์”

มีนาเรศเดินกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมถือถาดข้าวที่ตักแล้ว 5 จาน ใบหน้าหวานยิ้มแย้มดูเป็นมิตรแต่แววตาดูเหมือนจะแอบแฝงอะไรบางอย่าง

 

“เอ่อ...ได้จ่ะ”

เบลยิ้มแห้งๆเดินไปนั่งฝั่งตรงกันข้ามกับดาราสาวด้วยความงงงวย ทำไมเด็กคนนี้มองเราแปลกๆตั้งแต่มาแล้วนะ หรือเราจะคิดไปเอง

 

“ให้พี่ช่วยไหม”

 

“ไม่เป็นไรคะ พี่เมษ์นั่งอยู่นั้นแหละมิ้นท์เสริฟเอง”

มีนาเรศรีบปฏิเสธเมื่อเห็นพี่สาวทำท่าจะลุกขึ้นช่วยหยิบจานจากถาด ร่างเล็กนำจานข้าวไปวางให้ทุกคนด้วยตัวเองแล้วมานั่งที่ของตนข้างๆพี่สาว คุกกี้และซันไม่รีรอจัดการอาหารหลากหลายใส่จานตัวเองทานกันอย่างเอร็ดอร่อยและเอ่ยปากชมไม่หยุด มีนาเรศอมยิ้มดีใจที่ทุกคนชื่นชอบ

 

“นี่ค่ะเมษ์ ปลาหมึก”

เบลยิ้มหวานตักผัดเผ็ดปลาหมึกใส่จานให้ร่างสูงอย่างเอาใจ

 

“พี่เมษ์ไม่ชอบปลาหมึกค่ะ มาเดี๋ยวมิ้นท์ทานเอง”

มีนาเรศใช้ซ้อมจิ้มชิ้นปลาหมึกมาใส่จานตนเองและทานอย่างอารมณ์ดี

 

เบลหน้าเสียนิดๆ มองจานอาหารใกล้มือที่มีแกงส้มดูธรรมดาและเนื้อย่างสีสวยกับน้ำจิ้มน่าทานจึงเลือกที่จะตักเนื้อให้

 

“พี่เมษ์ไม่ทานเนื้อค่ะ”

มีนาเรศยิ้มเยาะเพราะตนเป็นคนจัดวางอาหารที่พี่สาวไม่ชอบไว้ใกล้ๆหญิงสาวที่นั่งหน้าจ๋อยด้วยความไม่รู้

เป็นไปตามคาด ผู้หญิงคนนี้ช่างเดาง่ายเสียจริง

 

“เบลทานเถอะไม่ต้องห่วงเราหรอก”

เมษาธิดายิ้มให้และตักแกงส้มมาใส่จานตัวเอง แกงส้มยิ่งค้างคืนยิ่งอร่อยดีแท้

 

“อื้อหือมิ้นท์ แกงส้มมีอีกไหมพี่ขอห่อกลับบ้านหน่อยดิ”

คุกกี้เอ่ยขึ้นในขณะที่ตักซดน้ำแกงอย่างเอร็ดอร่อย

 

“มีค่ะเดี๋ยวมิ้นท์ห่อให้”

มีนาเรศยิ้มตอบและตักเนื้อปลาช่อนให้พี่สาวตามปรกติ

 

เบลตักอาหารใส่จานข้าวและทานคำแรกก็แทบจะคายออกมาเพราะความเค็มราวกับเกลือหกแต่ก็กลั้นใจกลืนลงคอไม่อยากเสียมารยาท

ผัดเผ็ดปลาหมึกทำไมเค็มอย่างนี้นะทานกันเข้าไปได้ยังไง ร่างบางยกน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อล้างปากและหันไปตักแกงส้มใส่จานลองบ้างแต่แล้วก็ต้องกล้ำกลืนเพราะความเค็มอีกครั้ง หันมองเพื่อนซี้ที่นั่งอยู่ข้างๆก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีปัญหาใดๆกับอาหาร ร่างบางนั่งมองจานของตัวเองและตักข้าวเปล่าๆขึ้นมาชิมจึงรู้ว่าความเค็มนั้นมาจากข้าว

สายตาเหลือบมองน้องสาวของเมษาธิดาอย่างมีคำถาม

 

“ทำไมไม่ทานอ่ะเบล เดี๋ยวไม่มีแรงทำต่อนะ ลองนี่สิอร่อย มิ้นท์นี่ฝีมือเยี่ยมยอดเลยนะสงสัยพี่ต้องขอมาฝากท้องบ้างละ แฟนของมิ้นท์คงไม่ว่าอะไรนะ”

ซันหันไปถามเพื่อนอย่างเป็นห่วงและตักต้มยำกุ้งให้ ใบหน้าหล่อใสหันไปยิ้มพูดจาหยั่งเชิงร่างเล็กด้วยแววตาเจ้าชู้กรุ้มกริ่มอย่างไม่ปิดบัง

 

“แฟนมิ้นท์ไม่มีหรอกคะ ยังไม่เจอคนที่ชอบ”

มีนาเรศยิ้มกึ่งหัวเราะ แฟนงั้นเหรอแค่คนมาจีบยังไม่มีเลย

 

“อย่าเลยเดี๋ยวบรรดา กิ๊ก! ของนายจะเข้าใจผิดแล้วมาทำร้ายน้องฉัน”

เมษาธิดาพูดขัดเสียงเข้มเก็บกดอารมณ์ให้ดูเป็นปกติทั้งๆที่หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกหวงน้อง ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเพื่อนของเบลนะจะให้นายต้นจับโยนออกไปข้างนอก คนอะไรไม่รู้จักเกรงใจ เบลคบเพื่อนแบบนี้ได้ยังไงนะ สายตาคมเหลือบมองร่างบางที่นั่งเขี่ยข้าวในจานไปมา ใบหน้าดูหงอยไม่สดใสอย่างเคย

 

“อาหารไม่ถูกปากเหรอเบล ให้เราออกไปซื้ออย่างอื่นให้ไหม”

เมษาธิดาถามด้วยความเป็นห่วง

 

“เอ่อไม่ต้องหรอกคะเมษ์ ข…”

เบลชำเลืองมองร่างเล็กอยากจะขอข้าวจานใหม่แต่ก็โดนพูดตัดบทเสียก่อน

 

“น้ำพี่เบลใกล้หมดแล้วเดี๋ยวมิ้นท์เติมให้นะคะ”

มีนาเรศลุกขึ้นหยิบแก้วมาเติมน้ำให้ คิดจะฟ้องเหรองั้นเหรอ

 

เกร้ง!

 

“ว๊าย!!!”

เบลร้องเสียงหลงเมื่อน้ำเย็นในแก้วกระเด็นมาสาดหน้าเพราะร่างเล็กทำแก้วหลุดมือใส่จานข้าวของตน ทุกคนต่างตกใจไม่แพ้กัน

 

“มิ้นท์! ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้คะ ขอโทษพี่เขาเร็ว เบลเราขอโทษแทนน้องด้วยนะ”

เมษาธิดาดุน้องสาวและรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ ทำน้ำหกใส่แขกได้ไงเนี่ย

 

“ขอโทษค่ะ”

มีนาเรศขมวดคิ้วจ้องหน้าร่างบางที่เปียกปอนด้วยความผิดหวัง ทำไมไม่กรี๊ดกร๊าดโวยวายด่าทอเหมือนคนก่อนๆนะ หรือแค่นี้มันยังน้อยไป

 

“เอ่อ...ไม่เป็นไรค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ เบลขอตัวไปเข้าห้องน้ำนะคะ”

 

มีนาเรศนำเสื้อผ้าตัวเองไปให้ร่างบางตามคำสั่งของพี่สาวเพราะขนาดตัวประมาณเท่าๆกัน  ในใจร้อนรนที่ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ไม่มีแม้แต่กิริยาท่าทางน่ารังเกียจออกมาให้เห็น ดูอ่อนแอเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ยิ่งเห็นท่าทางห่วงใยของพี่สาวก็ยิ่งหวาดหวั่นในใจ มันต้องไม่ใช่อย่างนี้สิ พี่เมษ์ต้องเกลียดเธอสิ!

 

 

 

 

หลังอาหารมื้อเที่ยงทุกคนก็กลับมาทำงานต่อจนเสร็จในตอนเย็น

มีนาเรศนำน้ำนำขนมมาเสริฟให้เป็นระยะๆแม้จะขัดคำสั่งของพี่สาว ทนไม่ได้ที่เห็นความใกล้ชิดของพี่สาวกับผู้หญิงคนนั้น

อยากจะไปนั่งแทรกระหว่างกลาง ยิ่งเห็นพี่สาวยิ้มให้ร่างบางอย่างเป็นกันเองก็ยิ่งปวดใจขึ้นมาแปลกๆ กลัวความรักความสนใจจะถูกแย่งไป

 

“เฮ้อ เสร็จสักทีฉันอยากกลับบ้านไปนอนต่อเต็มทนแล้ว”

คุกกี้บิดกายยืดเส้นยืดสายไปมา ทำวันเดียวเสร็จได้ไงนะ ทำไมฉันถึงเก่งอย่างนี้

 

“ฉันขอโทษนะที่เร่งให้ทุกคนทำให้เสร็จอาทิตย์นี้ ไว้ปิดเทอมฉันพาไปเลี้ยง”

เมษาธิดาเอ่ยน้ำเสียงเกรงใจเพื่อนร่วมงาน

 

“ไม่เป็นไรค่ะเมษ์ ดีออกเราจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นไม่ต้องมากังวลนัดหมายกันหลายที”

เบลแตะไหล่ร่างสูงและส่งยิ้มให้กำลังใจ

 

“ใช่ รีบทำรีบเสร็จก็ดีเหมือนกันฉันจะได้ลั้นลาสบายใจ”

ซันดูเข็มนาฬิกาข้อมือแล้วก็เก็บข้าวของใส่กระเป๋าเหมือนเร่งรีบ ป่านนี้ซินดี้บ่นเป็นหมีกินผึ้งไปแล้วมั้ง

 

“เมษ์ฝากส่งเบลหน่อยดิ ฉันต้องรีบไปรับน้องอ่ะ ส่งให้ถึงบ้านนะ ไปละ”

สาวหล่อลุกขึ้นโบกไม้โบกมือส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เบลและเดินออกไป

 

“อ้าวซันเดี๋ยวก่อนสิจะทิ้งกันไว้เหรอ”

เบลตะโกนตามหลังเพื่อนซี้จะเก็บของตามไปแต่ไม่ทัน เสียงจักรยานยนต์ดังขึ้นและบิดออกไปอย่างรวดเร็ว

 

“มันจะรีบไปตายไหนของมันเนี่ย เฮ้อ”

คุกกี้พึมพำกับตัวเองเก็บของพลางชะเง้อมองหาสาวร่างน้อยอยากจะทวงแกงส้ม

 

“รอก่อนนะเบลเดี๋ยวเราไปส่งเอง”

เมษาธิดาช่วยเก็บของแล้วไปตามน้องสาวให้เตรียมตัว

เบลแอบยิ้มดีใจอยู่เงียบๆนึกขอบใจเพื่อนซี้ที่เปิดโอกาสให้ได้อยู่ตามลำพังกับคนที่ตนชอบ

 

“มาหลบอยู่ตรงนี้นี่เอง วาดอะไรอยู่เหรอคะ”

เมษาธิดาก้าวเท้าเบาเข้ามาในห้องสีฟ้าอ่อนของน้องสาวที่ไม่ได้ปิดประตูไว้ เห็นร่างเล็กนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือกำลังวาดเขียนลวดลายอยู่กับสมุดจึงเดินเข้ามาเงียบๆ

 

“พี่เมษ์สนใจมิ้นท์ด้วยเหรอคะ”

มีนาเรศสะดุ้งเล็กน้อยรีบปิดสมุดวาดเขียน เหลียวมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วตีหน้าบึ้ง

 

“ไม่งอนสิคะ ดีกันนะพี่ขอโทษที่ขึ้นเสียงใส่เมื่อตอนกลางวัน”

เมษาธิดาหมุนเก้าอี้สีเขียวมีล้อที่ร่างเล็กนั่งอยู่ให้หันมาสบตาแล้วชูนิ้วก้อยอย่างที่เคยทำ

 

ใบหน้าใสบูดบึ้งสบตาเพียงครู่ก็หลบสายตาลงต่ำไม่ดีด้วยง่ายๆ

 

“ไม่เอาสิคะอย่าทำหน้าบูดเหมือนตูดแมวอย่างนั้นสิ ดีกันนะ นะคะ น้า”

มือเรียวประคองใบหน้าน้องสาวให้เงยขึ้นมาสบตาอีกครั้งนิ้วแม่มือลูบแก้มใส่เบาๆ มืออีกข้างชูนิ้วพยายามง้ออีกครั้ง

 

“พี่เมษ์อ่ะ หน้ามิ้นท์ไม่ได้เหมือนตูดแมวสักหน่อย”

 

“งั้นก็เลิกทำหน้าอย่างนี้สิ ยิ้มก่อนเร็ว นะคะคนเก่งหายงอนได้แล้วนะ”

นิ้วก้อยข้างเดิมขยับไปกระดิกเกาคางร่างเล็กเบาๆเพื่อเรียกรอยยิ้ม

 

“ฮือ...ก็ได้ค่ะ”

มีนาเรศเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มจั๊กกะจี้ออกมานิดๆและส่งนิ้วก้อยไปเกี่ยวกันเช่นทุกครั้ง เห็นเราเป็นแมวหรือไงนะ

 

“ไปแต่งตัวนะคะ เดี๋ยวพี่แวะส่งเบลแล้วเราไปขับรถกัน”

 

“พี่เมษ์กับพี่เบลเป็นแฟนกันหรือเปล่าคะ”

มีนาเรศรั้งมือพี่สาวเอาไว้ก่อนและกลั้นใจถามออกไป ภาวนาขอให้ไม่เป็นอย่างนั้น

 

“ยังหรอก ดูๆกันไปก่อน”

ร่างสูงหันกลับมายิ้มตอบไปตามความจริง

 

“พี่เมษ์ชอบเขาเหรอ?”

ร่างเล็กถามเสียงแข็งปากคอเริ่มสั่น หัวใจเต้นระรัวผ่อนลมหายใจแรง นึกหาหนไม่ให้ทั้งสองลงเอยกัน

 

“อืม ก็น่ารักดี”

 

“แต่มิ้นท์ไม่ชอบ…”

 

“ฮึ พี่ก็ไม่เห็นมิ้นท์จะชอบใครสักคน”

เมษาธิดากลิ้งลูกตาเปล่งเสียงในลำคอหยิกแก้มน้องสาวเบาๆอย่างมันเขี้ยว

 

“...ก็มิ้นท์หวง... พี่เมษ์อย่าไปชอบเขานะคะ มิ้นท์ไม่อยากให้พี่เมษ์ไปรักไปชอบคนอื่น น้า...นะคะพี่เมษ์”

มีนาเรศเปล่งเสียงอ่อนออดอ้อนสุดฤทธิ์ สองมือกำชับแขนของคนตรงหน้าและกระตุกเบาๆ แววตาอ้อนวอนเงยหน้าสบตาร่างสูงให้ใจอ่อน

 

“ทำไมล่ะคะ”

เมษาธิดากลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากเย็น หัวใจเต้นตึกตัก สบตาคู่สวยได้ไม่นานก็ต้องหลบหนีเมื่อความรู้สึกบางอย่างกำลังก่อเกิด

 

“เวลาพี่เมษ์มีแฟนก็ชอบกลับบ้านช้า คุยโทรศัพท์ก็นานๆ  มิ้นท์ทำอะไรไว้ให้ก็ไม่กินออกไปทานข้างนอก บางทีก็กลับดึกมิ้นท์เหงา”

มีนาเรศโอบเอวซบใบหน้ากับหน้าท้องเซ็กซี่และเปล่งน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้อยู่เต็มทน ไม่อยากให้พี่สาวรักใคร่สนใจให้ความสำคัญคนอื่น

 

“เอาอย่างนี้ ถ้าพี่ตกลงไม่คบใครที่มิ้นท์ไม่ชอบงั้นมิ้นท์ก็ต้องห้ามคบคนที่พี่ไม่ชอบเหมือนกัน แฟร์ๆโอเคไหมคะ”

เมษาธิดาถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อฟังเหตุผล สองมือประคองเรียวหน้าให้เงยขึ้นมาจากหน้าท้อง ทำไมถึงขี้เหงาแบบนี้นะ

 

“ได้เลยค่ะ สัญญาแล้วนะคะ”

รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานแววตาใสแจ๋วเป็นประกาย หัวใจพองโตเมื่อได้ยินกฎกติกาเหมือนดั่งคำมั่นสัญญา ยื่นนิ้วก้อยไปให้พี่สาวเพื่อยืนยันในคำพูด

 

ร่างสูงกะพริบตาปริบๆไม่คิดร่างเล็กจะจริงจังถึงขนาดต้องเกี่ยวก้อยทำสัญญา กลืนน้ำลายแห้งเหือดลงคอแล้วส่งนิ้วก้อยไปให้อย่างลังเลและเปล่งเสียงรับคำในลำคอ

 

ร่างเล็กยิ้มหวานดีใจลุกขึ้นจากเก้าอี้เขย่งปลายเท้าหอมแก้มพี่สาวไปหนึ่งทีด้วยความชื่นใจ ใบหน้าหวานยิ้มแย้มอารมณ์ดีมุ่งหน้าไปทางประตูห้องเสื้อผ้าหาชุดเปลี่ยนใหม่

 

เมษาธิดายิ้มมุมปากส่ายหน้านิดๆกับอารมณ์ที่ช่างเปลี่ยนแปลงง่ายของน้องสาว และเดินลูบแก้มตัวเองเบาๆออกไป



 

 

 

เวลาเช้าตรู่ของวันอังคาร

หญิงสาวร่างสูงเดินหาวนอนก้าวเท้าเชื่องช้าลงบันไดมาทานอาหารเช้าก่อนเดินทางไปเชียงใหม่ อาบน้ำแล้วทำไมยังง่วงอยู่นะ

 

“พี่เมษ์ตื่นเช้าจังเพิ่งจะ 7 โมงเอง มิ้นท์ทำข้าวต้มกุ้งไว้ให้นะคะ”

มีนาเรศในชุดนักเรียนสะอาดเรียบร้อย ใบหน้าสดใสยิ้มแย้มอารมณ์ดีเช่นเคย

ดวงตาหวานแวววาวมองทรวดทรงหุ่นนางแบบในชุดเดรสผ้ายืดตัวสั้นรัดรูป เว้าไหล่ลวดลายสวยงามเย็นตา ขอบเอวและชายกระโปรงเป็นสีดำ ดูสวยเซ็กซี่สบายๆ

 

“มะม่วงค่ะพี่เมษ์เอาไว้ทานเผื่อหิว มิ้นท์เพิ่งเก็บมาจากต้นปอกให้เมื่อกี้นี้เองรับรองกรอบมันอร่อยทุกลูก”

ร่างเล็กยิ้มหวานยื่นกล่องสีสวยบรรจุมะม่วงชิ้นพอดีเรียงกันอย่างสวยงาม

 

“.....”

ร่างสูงรับมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเพราะยังคงมีอาการเชื่องช้าจากการตื่นตอนเช้า

 

“น้องมิ้นท์เสร็จหรือยังคะลูกเดี๋ยวสายนะ”

กันยารัฐต์ยืนกอดอกพิงรถจ้องเข็มนาฬิกาข้อมือรอลูกสาวคนเล็กอย่างใจเย็น เพราะตนเป็นคนไปส่งที่โรงเรียนตอนเช้าก่อนเข้างานเสมอ  ดีนะเหลือแค่คนเดียวให้ไปส่งจึงไม่วุ่นวาย เป็นเมื่อก่อนคงไม่ได้ออกจากบ้านง่ายๆ แล้วไหนสามพี่น้องจะมานั่งทะเลาะถกเถียงกันในรถอีก นึกแล้วอดคิดถึงอีกคนไม่ได้ เริ่มจะโตกันหมดแล้วถ้าออกเรือนไปบ้านนี้คงเหงาน่าดู

 

“มิ้นท์ต้องไปแล้วเดินทางปลอดภัยนะคะ ฟอด!”

 

“มาแล้วค่ะ!”

มีนาเรศเขย่งปลายเท้าหอมแก้มพี่สาวให้ชื่นใจก่อนจะรีบวิ่งไปใส่รองเท้าแล้วมุ่งหน้าไปที่รถ

 

เมษาธิดาลูบผิวแก้มตัวเองไปมา ใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆตาสว่างขึ้นมาเสียดื้อๆ ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้มมองฝากล่องผลไม้สีใสในมือมีกระดาษข้อความอะไรบางอย่างจึงเปิดดู

 

(“อย่านอนดึกนะคะเดี๋ยวตื่นมาหน้าไม่สวย” ~พร้อมกับรูปวาดส่งจูบและหัวใจ)

ร่างสูงยิ้มขำกับกระดาษแล้วเดินไปตักข้าวต้มในครัว



 

 

 

เวลาบ่าย 2:10 น. ของวันศุกร์

ดาราหนุ่มสาวและทีมงานลงเครื่องจากเที่ยวบินเชียงใหม่-กรุงเทพฯ มีแฟนคลับกลุ่มใหญ่มารอรับและขอถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก ถึงแม้ส่วนมากจะเป็นแฟนคลับของพระเอกรุ่นพี่ที่อยู่ในวงการมานานกว่า แต่ก็ไม่ได้ทำให้เมษาธิดาดีใจน้อยไปกว่าดารารุ่นพี่เลยสักนิด เพียงแค่มีคนมารอพบเจอชื่นชอบก็รู้สึกดีมากพอแล้ว นางเอกสาวโพสท่าถ่ายรูปกับแฟนคลับอย่างเข้าถึงไม่ถือตัว

 

ตื้ด...~

 

“แก...ดูนี่สิ นังอ้อมมันโดดเรียนไปเจอพี่ริวจริงด้วยอ่ะ มันส่งรูปถ่ายคู่มาเย้ยพวกเราด้วยล่ะ โอ๊ย...อิจฉาว่ะ”

ซินดี้แอบหยิบโทรศัพท์ของตนมาเปิดดูเมื่อเสียงระบบสั่นของโทรศัพท์ดังขึ้น และยื่นให้เพื่อนๆที่จับกลุ่มวาดภาพกันอยู่ในห้องศิลปะด้วยความฮือฮาตื่นเต้น

 

“เฮ้ยมีถ่ายคู่พี่เมษ์ด้วยล่ะ สวยอ่ะ”

ซินดี้เลื่อนไปจนเจอภาพถ่ายคู่พระนางน่ารักน่าจิ้นจนอยากให้เป็นแฟนกันจริงๆ

 

“เหรอไหนๆ หึยคู่นี้น่าเล่นละครกันอีกเนอะ พี่เมษ์เล่นดีมากเลยฉันล่ะอินสุดๆ”

นิชาเพื่อนในกลุ่มแย่งโทรศัพท์ซินดี้มาดูอย่างเพ้อๆ

 

“มิ้นท์ ตัวจริงพี่เมษ์เป็นยังไงเหรอ สวยเปรียวเข็ดฟันเหมือนในละครเป่า”

 

มีนาเรศที่นั่งอยู่ในกลุ่มด้วยทำท่าทางครุ่นคิดเมื่อเพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นมา

 

“ก็...ขี้เซา ปลุกยาก ติดเกม กินเก่ง เบื่อง่าย ขี้เกียจ เฉื่อยช้า โมโหร้าย กินยาก ขี้ลืม เรื่องมาก ขี้บ่น…”

 

“พอ! หยุด! เธอนี่บรรยายสะไม่เหลือภาพนางเอกเซ็กซี่เลยอ่ะ ไว้รอไปดูเองดีกว่า งานวันเกิดเธอพรุ่งนี้พี่เมษ์อยู่ใช่ป่ะ”

นิชาชักสีหน้าผิดหวัง พูดสะไม่มีอะไรดีเลย

 

“เออ! ถ้าไม่มีพวกเธอคงไม่ไปสินะ”

มีนาเรศค้อนเพื่อนแล้วล้วงโทรศัพท์ตัวเองจากกระเป๋าขึ้นมาดูบ้างเมื่อรู้สึกถึงระบบสั่น

 

[(“เดี๋ยวพี่แวะไปรับนะ”)]

ขอความแมสเสจสั้นๆเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อ่านจนเพื่อนๆจับสังเกต

 

“ใครอ่ะกิ๊กเหรอ ไปแอบมีกิ๊กตั้งแต่เมื่อไหร่ไหนดูดิ”

 

“กิ๊กที่ไหนไม่มี เฮ้ยเอาคืนมานะ”

ซินดี้แย่งโทรศัพท์เพื่อนเพื่ออยากจะดูหน้าคนที่ทำให้เพื่อนตัวเล็กแอบยิ้มอยู่คนเดียวแต่ก็ถูกแย่งกลับไปเสียก่อน

 

“หูย ทำเป็นหวงหล่อนักหรือไงดูหน่อยก็ไม่ได้”

 

“เก็บโทรศัพท์ได้แล้วเดี๋ยวอาจารย์มาเห็นก็โดนยึดหรอก”

มีนาเรศบอกเสียงจริงจังแล้วหันกลับมาสนใจวาดภาพต่อ ในใจยังคงแอบยิ้มตื่นเต้นอยากจะเห็นหน้าพูดคุยให้หายคิดถึง

 

 

 

ผ่านไป 35 นาทีหลังเลิกเรียนก็ยังไม่มีวี่แววของพี่สาวว่าจะมา มีนาเรศถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ อารมณ์เริ่มหงุดหงิด ถ้ากลับบ้านเองป่านนี้คงถึงแล้วร้อนก็ร้อน

 

“โทษทีนะรถมันติดน่ะ อย่างอนนะคะเดี๋ยวพาไปกินติม”

เมษาธิดากล่าวเสียงเรียบเมื่อมาถึงเห็นใบหน้าบูดบึ้งของสาวน้อย พาไปทานอะไรเย็นๆดีกว่าจะได้อารมณ์ดี

 

“ค่ะ”

มีนาเรศสบตาพี่สาวอย่างผิดหวังแล้วตอบสั้นๆคาดเข็มขัดเสร็จก็หันหน้าไปทางหน้าต่าง

รถคันหรูขับเคลื่อนออกไปสู่ท้องถนนที่ยังคงมีรถติดอยู่บ้างแต่ไม่มาก

 

“โกรธอะไรพี่หรือเปล่าคะ ไม่ชอบไอศกรีมร้านนี้เหรอหรืออยากทานอย่างอื่น”

เมษาธิดาจ้องหน้าร่างเล็กที่เอาแต่นั่งเงียบถามคำตอบคำไม่พูดไม่จามาตลอดทาง แค่ไปรับช้าถึงกับโกรธเลยเหรอ

 

“ก็พี่เมษ์ลืมอะไรหรือเปล่าล่ะคะ”

มีนาเรศตอบเสียงเรียบ ตอนแรกก็กะว่าจะไม่โกรธแล้ว คิดว่าพี่เมษ์คงยุ่งมาก เห็นบอกจะมารับก็อุตส่าห์ดีใจนึกว่าจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ แต่ดูท่าแล้วคงจะจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

“ลืมอะไรอ่ะบอกมาเหอะพี่ขี้เกียจเดา”

เมษาธิดาตักไอศกรีมเข้าปากอย่างเซ็งๆ เฮ้อกลับมาเหนื่อยๆยังต้องมานั่งง้ออีกแทนที่จะได้เห็นยิ้มหวานๆน่ารักๆ

 

“เมื่อวานวันเกิดมิ้นท์พี่เมษ์ลืมไปแล้วเหรอคะ”

มีนาเรศถอนหายใจพูดออกไปอย่างหมดอาลัย เมื่อวานนี้ก็ไม่โทรมาแฮปปี้เบิร์ธเดย์ วันนี้ยังจะจำไม่ได้อีก นี่เราคงหวังมากไปสินะ

 

ใบหน้าคมสวยซีดลงทันทีเมื่อนึกได้ มัวแต่สนใจเรื่องงานจนลืมสนิท ของขวัญก็ยังไม่มี แต่เอ๊ะก่อนไปเห็นคุณแม่บอกจะจัดงานเล็กๆให้วันเสาร์หนิ

 

“ก็พรุ่งนี้จะจัดงานไงคะ พี่ไม่ได้ลืมสักหน่อยเพียงแต่พี่ยุ่งๆอ่ะ อย่าโกรธเลยนะ”

เมษาธิดาเฉไฉเอาตัวรอด ทำไงดีเนี่ยจะซื้ออะไรให้เป็นของขวัญ ยิ่งเห็นใบหน้าห่อเหี่ยวของอีกคนก็ยิ่งทำให้ใจแป้ว อยากให้กลับมายิ้มแย้มสดใสมีชีวิตชีวาอย่างเคย



 

 

 

ในงานวันเกิดเล็กๆหลังบ้านสีเขียว สถานที่ถูกจัดตกแต่งแต่พองาม โต๊ะอาหารถูกนำมาวางไว้ด้านนอกเพื่อรองรับแขกที่จะมาเยือนในวันนี้ แขกส่วนมากเป็นนักเรียนวัยม. 5 ประมาณ 6-7 คนตามที่เจ้าของงานเป็นคนเชื้อเชิญ

 

“เธอๆ แม่เธอสวยอ่ะ อย่างกับพี่สาวเลย”

อ้อมที่เพิ่งมาถึงวางของขวัญไว้ที่โต๊ะแล้วเอ่ยทักเมื่อมานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ

 

“เออใช่ๆ เห็นแวบๆตอนแรกฉันคิดว่าพี่เมษ์เกือบไปทักผิด”

คิมเพื่อนอีกคนพูดขึ้นเสริมขณะที่หยิบขนมลูกชุบทานเพลินๆ

 

“พูดถึงพี่เมษ์แล้วไหนอ่ะ ฉันยังไม่เห็นเลย”

นิชาที่มาถึงนานแล้วถามขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน

 

“ไม่รู้สิ ไม่ได้ตัวติดกัน”

มีนาเรศตอบน้ำเสียงหงุดหงิด ยังคงเคืองเรื่องพี่สาวแล้วไหนเพื่อนๆจะยังมาคอยถามหากันอีก เห็นออกไปตั้งแต่เช้าแล้วป่านนี้ยังไม่มาเลย

 

“เอ๊าอยู่บ้านเดียวกันทำไมไม่รู้วะคะ ตกลงฉันจะได้เจอไหมเนี่ย”

นิชาทำหน้าเซ็งๆ

 

“นี่มันงานวันเกิดฉันนะไม่ใช่งานเจอตัวพี่เมษ์ ถ้าไม่พอใจก็เชิญกลับไปได้เลย”

นิชาถึงกับหน้าจ๋อยลงทันทีเมื่อเห็นเพื่อนอารมณ์เสีย

 

“เซอร์ไพรส์! แฮปปี้เซเว่นทีนเบิร์ธเดย์จ่ะมิ้นท์”

หญิงสาวร่างบางที่มาพร้อมกับกล่องของขวัญขนาดใหญ่กล่าวขึ้นแล้วยื่นของขวัญให้สาวน้อยที่เพิ่งจะอายุ 17 ได้ไม่กี่วันมานี้

 

“ขอบคุณค่ะพี่ลูกกวาง”

มีนาเรศยิ้มมุมปากรับกล่องของขวัญลวดลายน่ารักมาอย่างตื่นเต้น

 

“เปิดเลยๆ ชอบแน่นอน”

กรวิกายุยงให้แกะของขวัญเสียเดี๋ยวนั้น

 

มีนาเรศรีบแกะตามคำบอกแล้วก็ต้องยิ้มกว้างมากกว่าเดิมเมื่อเห็นตุ๊กตาแมวยิ้มน่ารักสีขาวถูกใจ เพื่อนในกลุ่มต่างพากันฮือฮาเพราะความน่ารัก

 

“ชอบไหม?”

 

“ชอบสุดๆเลยค่ะ”

 

“ชอบก็ดีแล้ว เดี๋ยวพี่ไปคุยกับน้ากันย์เรื่องหัวหินก่อน เชิญตามสบายนะคะ”

กรวิกายิ้มต้อนรับทุกคนราวกับเป็นคนในบ้าน แล้วหันซ้ายหันขวามองหาหญิงร่างสูงที่อยากเจอ

 

“พี่สาวเหรอ น่ารักดี”

เพื่อนคนหนึ่งทักขึ้นเมื่อสาวร่างบางเดินจากไปแล้ว

 

“เพื่อนสนิทของพี่สาวคนโตฉันน่ะ แต่ก็สนิทกับทุกคนในบ้านนี่แหละ”

มีนาเรศหันไปตอบใบหน้ายังคงยิ้มแย้มกับตุ๊กตาแมวน่ารัก

 

“คุยอะไรกันอยู่เหรอนี่ฉันพลาดอะไรไปบ้าง?”

ซินดี้ที่เพิ่งมาถึงเป็นคนสุดท้ายเข้าไปนั่งเบียดเพื่อนๆที่เก้าอี้ม้ายาว ของหลังมีสาวหน้าหล่อจนหลายคนแอบกรี๊ดเดินตามมาด้วย

 

“แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะมิ้นท์”

ซันกล่าวด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์สายตาเจ้าชู้ บังเอิญจริงๆที่ซินดี้กับมิ้นท์เป็นเพื่อนกัน ทีนี้ก็จะได้เห็นบ่อยๆ

 

“เอ๊าตามมาทำไมส่งแล้วก็กลับไปสิ”

ซินดี้ไล่พี่สาวหน้าหล่อที่มาส่งให้กลับไป ไม่มีใครเชิญสักหน่อยแล้วนี่ไปรู้จักมักจี่กับมิ้นท์ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

 

รถคันหรูแล่นเข้ามาจอดประจำที่ สายตาคมเหลือบมองรถจักรยานยนต์คันเท่เหมือนเคยเห็นมาก่อน

 

“รถของซันหนิ มาได้ไงใครเชิญ?”

เมษาธิดาพึมพำเบาๆแล้วส่ายหัวไล่ความคิดบางอย่างออกไป หันไปหยิบกล่องขนมเค้กไอศกรีมที่ตนไปรับมาจากร้านอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินถึงหลังบ้านก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างเล็กกำลังนั่งคุยกับสาวหล่ออย่างยิ้มแย้มสนุกสนาน

สายตาคมจ้องตาไม่กะพริบ อยากให้รอยยิ้มนั้นเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว หัวใจเริ่มเต้นรัวราวกับหึงหวง ทีกับพี่ทำเป็นบึ้งไม่คุยด้วย

 

“มาแล้วเหรอ ไหนดูเค้กซิ”

กันยารัฐต์เห็นลูกสาวยืนอยู่ในบ้านจึงเดินเข้ามาสำรวจและเผยยิ้มพอใจเมื่อเห็นเค้ก หน้าเค้กตกแต่งสวยงามตามที่ตนสั่งทำจากร้านเอาไว้

 

“ทุกคนกำลังทานอาหารอยู่พอดี เมษ์ไปร่วมวงกับน้องเถอะเดี๋ยวแม่จัดการเอง”

กันยารัฐต์รับเค้กมาแล้วเดินไปที่โรงครัว

 

“พี่นั่งด้วยคนนะคะ”

เมษาธิดายิ้มให้ทุกคนอย่างเป็นมิตรเรียกเสียงฮือฮาตื่นเต้นจากทุกคนที่มาเยือนยกเว้นน้องสาวและซันที่นิ่งเฉยไม่สนใจ

นิชายิ้มปลื้มดีใจเมื่อดาราสาวมานั่งข้างๆ ตัวจริงโคตรสวยเลยไม่หยิ่งด้วย

 

 

 

 

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงค่ำ ทุกคนต่างทยอยกันกลับบ้านจนเหลือแต่กรวิกาที่ยังคอยช่วยหยิบนู้นจับนี่เก็บโต๊ะเมื่องานวันเกิดเลิกลาแล้ว

 

มีนาเรศขนของขวัญขึ้นมาเก็บบนห้องโดยมีพี่สาวอาสาช่วยเอาขึ้นมาด้วย

 

“มิ้นท์ พี่มีเรื่องจะคุยด้วย”

เมื่อมาถึงห้องเมษาธิดาก็เอ่ยขึ้นทันทีที่ได้โอกาส

 

“ซันมาได้ไง”

 

“มาส่งซินดี้ค่ะแล้วก็เลยอยู่ต่อ”

มีนาเรศตอบไปตามความจริง ร่างสูงพยักหน้าโล่งใจที่เป็นไปอย่างที่คิด

 

“พี่ไม่อยากให้มิ้นท์ไปยุ่งกับซันอีก พี่เป็นห่วง”

เมษาธิดามีสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังมองร่างเล็กที่ยังคงหลบหน้าหลบตาไม่หันมาคุย

 

“ค่ะ”

เสียงเล็กตอบสั่นๆยังคงสนใจอยู่กับของขวัญชิ้นนู้นชิ้นนี้

 

“มิ้นท์...พี่พูดจริงๆนะคะ ซันเป็นคนเจ้าชู้มิ้นท์ไม่ควรไปเข้าใกล้”

เมษาธิดาจับร่างเล็กให้หันมาสบตา

 

“ดีกันนะคะ พี่ขอโทษที่ละเลย อย่างอนพี่อีกเลยนะ”

 

มีนาเรศหัวใจอ่อนยวบขึ้นทันใดเมื่อสบสายตาอ้อนวอนที่พยายามหลบหลีกมาตั้งแต่เมื่อวานเพราะรู้ดีว่าจะต้องใจอ่อน

 

“ของขวัญ...”

ร่างเล็กแบมือมองหน้าพี่สาวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

 

“พี่เมษ์ยังไม่ให้ของขวัญมิ้นท์เลย”

มีนาเรศทวงอีกครั้งสีหน้าดูเป็นปรกติไม่บึ้งตึง

 

“ก็พี่อยากให้เองกับมือนี่คะแต่มิ้นท์ไม่เปิดโอกาสให้พี่เลย รอแป๊บนึงนะเดี๋ยวพี่มา”

เมษาธิดาเผยยิ้มเมื่อเห็นแววตาคู่เดิมอ่อนลงใสแจ๋วเช่นเคย ก่อนจะเดินไปเอาของขวัญที่รถและกลับมาที่ห้องน้องสาวพร้อมกล่องของขวัญสองชิ้นยื่นให้

 

“สุขสันต์วันเกิดนะคะ”

 

ร่างเล็กหยิบมากล่องหนึ่งและเปิดดูด้วยสีหน้าตื่นเต้น

 

“รองเท้าแตะ…”

มีนาเรศมีสีหน้าผิดหวังขึ้นมาทันที โถ..เกิดมาสวยเก่งซะเปล่าแต่ดันซื้อของให้ใครไม่เป็น ตอนกลับจากนอกก็ซื้อถุงมือมาฝากเมืองไทยมันหนาวซะที่ไหน วันเกิดปีที่แล้วก็ให้กระปุกออมสินเห็นเราเป็นเด็กป. 1 หรือไง

 

“ทำไมอ่ะน่ารักดีออกใส่สบายด้วยนะ”

เมษาธิดาใจแป้วมองรองเท้าแตะลำลองรัดส้นสีขาวดำตรงกลางเป็นรูปหัวหมีแพนด้าน่ารัก ทำไมไม่ชอบนะ

 

“รองเท้าเต็มบ้านแทบจะไม่มีที่เก็บ ใหม่ๆยังไม่ใส่ก็มี”

 

“งั้นเปิดอันนี้”

ร่างสูงยื่นกล่องของขวัญอีกชิ้นให้อย่างลุ้นๆ

 

มีนาเรศแกะของขวัญอีกชิ้นโดยไม่ตั้งความหวังและยิ้มกว้างเมื่อเห็นกล่องการ์ตูนอนิเมะครบเซ็ตที่ตนชื่นชอบ

 

“อันนี้พี่เมษ์ต้องถามคุณแม่เอาแน่ๆเลย”

ใบหน้าหวานร่าเริงยิ้มขำอย่างรู้ทัน

 

“อืม พี่ไปหาทั่วทิศทั่วแดนเลยนะเรื่องนี่”

เมษาธิดายิ้มตอบยอมรับ ถ้าคุณแม่ไม่บอกก็ไม่รู้จะหาอะไรให้จริงๆ

 

“ขอบคุณนะคะพี่เมษ์น่ารักที่สุดเลย ฟอด”

 

“คืนนี้ดูด้วยกันนะ”

ร่างเล็กยิ้มหวานยืดปลายเท้าหอมแก้มพี่สาวอย่างชื่นใจแล้วเข้าไปกอดซบใบหน้าสูดกลิ่นกายที่โหยหาเข้าปอดเบาๆ หัวใจพองโตมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆ

 

เมษาธิดายืนให้กอดอยู่อย่างนั้นใจเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะทำตัวไม่ถูก มือข้างขวาเลื่อนขึ้นมาลูบศีรษะน้องสาวเบาๆอย่างอ่อนโยนซึมซับอ้อมกอดชวนหลงใหล อยากปกป้องรอยยิ้มนั้นไว้ไม่ให้หม่นหมองอีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

=====

100% ค่า

 
ความคิดเห็น