กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : สายตา

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2560 11:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สายตา
แบบอักษร

 

ในยามบ่ายของวันศุกร์ มีนาเรศกลับจากโรงเรียนตามเวลาปรกติ ร่างเล็กวางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะอาหารและเดินตรงไปทางหลังบ้านเมื่อไม่เห็นใคร

 

“พี่เมษ์ยายไปไหนเหรอ”

เสียงเล็กถามขึ้นเมื่อเห็นพี่สาวนอนไขว่ห้างอ่านหนังสือการตลาดอยู่บนเปล มือขวาหมุนควงปากกาด้ามสวยไปมาอย่างคล่องมือ ร่างเล็กเดินตรงไปทางครัวเพื่อหาอะไรดื่มแก้กระหาย

 

“เห็นบอกว่าไปช่วยงานบวชน่ะ ยังไม่กลับมาเลยสงสัยจะเพลิน”

เมษาธิดาตอบเสียงเรียบ สายตาจดจ่ออยู่กับหนังสือเพื่อหาข้อมูลเขียนรายงานส่งอาจารย์ให้ทันก่อนจะต้องเดินทางไปถ่ายละครที่ต่างจังหวัดอาทิตย์หน้า เธอตัดสินใจเรียนบริหารธุรกิจตามที่บิดาขอเอาไว้

 

“พี่เมษ์ นมค่ะ”

มีนาเรศเดินกลับมาพร้อมกับนมเปรี้ยวสองกล่อง กล่องนึงยื่นให้ตรงหน้าพี่สาว

 

“หือ...ทำไมเล็บดำอย่างนี้คะ ไปทำอะไรมา”

ร่างสูงใช้ด้ามปากกาเคาะตรงนิ้วมือบางเบาๆ สายตาคมชำเลืองมองร่างเล็กในสภาพมอมแมม นี่ไปฟัดกับลูกหมาที่ไหนมาเนี่ย

 

“ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลยป่ะ เหม็น”

ร่างสูงจีบนิ้วมือจับกล่องนมมาแล้วทำจมูกย่นเบือนหน้าหนี เล็บทั้งดำทั้งยาวล้างมือเป็นไหมนะ

 

“พี่เมษ์อย่าเว่อร์ มิ้นท์ไม่ได้เหม็นขนาดนั้นสักหน่อย”

ร่างเล็กชักสีหน้าไม่พอใจเมื่อเห็นท่าทางรังเกียจของพี่สาวและเดินหายใจฟึดฟัดเข้าบ้านไป พอมาเห็นสภาพตัวเองในกระจกห้องน้ำก็ต้องตกใจเล็กน้อย ชุดนักเรียนเลอะเทอะไปด้วยคราบดินสอและสีต่างๆจากวิชาวาดเส้นระบายสี ริมฝีปากบางอมยิ้มอย่างภูมิใจเมื่อนึกถึงภาพเหมือนที่กำลังวาดส่งอาจารย์

อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนคุณแม่

 

 

ไม่นานร่างเล็กในชุดลำลองน่ารักก็เดินกลับมาหาพี่สาวที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ม้านั่งใกล้ๆเปล บนโต๊ะไม้สักมีกล่องสีส้มบรรจุไปด้วยเครื่องมือทำเล็บและน้ำยาทาเล็บสีต่างๆ

 

“หอมยัง มานั่งนี่ซิ”

เมษาธิดาเอามือตบบนเก้าอี้ม้ายาวเบาๆ

ร่างเล็กทำตามอย่างว่าง่าย สายตาจ้องไปที่มือเรียวก็พอเดาออกว่าพี่สาวจะทำอะไร

 

“เอามือมา”

ร่างสูงแบมือรอ มีนาเรศส่งมือไปให้โดยไม่ได้โต้ตอบอะไร กรรไกรตัดเล็บค่อยๆหนีบลงบนปลายเล็บของนิ้วมือบางและหมุนกลับไปกลับมาเหมือนไม่แน่ใจว่าจะตัดปลายข้างยังไง

 

“มานั่งตรงนี้ดีกว่า พี่ตัดไม่ถนัด”

เมษาธิดาบอกเสียงเรียบแล้วดึงร่างเล็กให้ลุกขึ้นมานั่งบนตักของตน สองแขนโอบเอวบางให้แนบชิด ใบหน้าคมสวยเกยคางบนไหล่มนของน้องสาว  สายตาคมจ้องไปที่ปลายนิ้วมือเรียวบาง ค่อยๆบรรจงตัดเล็บให้อย่างเบามือ

 

มีนาเรศเอียงคอหนีเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆรดรินอยู่ที่ต้นคอ หัวใจเริ่มสั่น ความรู้สึกปั่นป่วนเกินขึ้นในท้องอย่างแปลกๆ

ใบหน้าหวานเริ่มร้อนวูบวาบนั่งตัวเกร็งพยายามควบคุมหัวใจให้กลับมาเป็นปรกติด้วยความยากลำบาก

เอาอีกแล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ

 

“เป็นอะไรทำไมหน้าแดงๆ ไม่พูดไม่จา โกรธพี่เหรอคะ?”

เมษาธิดาถามเสียงอ่อนเหมือนรู้สึกผิดเมื่อตัดเล็บมือทั้งสองข้างของน้องสาวเสร็จแล้ว ลืมไปไม่ได้ถามน้องสักคำว่าอยากตัดไหม

 

“เปล่า”

ร่างบางตอบสั้นๆและหันหน้าหนี

 

“เปล่าแล้วทำไมเงียบละคะ เสียดายเล็บเหรอ มันก็ไม่ได้สั้นมากหนิ พี่ตัดปลายออกนิดเดียวเอง”

เมษาธิดายกมือบางขึ้นมาแผ่ดูผลงานอีกครั้ง มือเรียวจับดัดๆบีบๆนิ้วมือบางเล่นเบาๆ มืออ่อนเหมือนกันนะเนี่ย

 

“ก็...พี่เมษ์ว่ามิ้นท์เหม็นไม่ใช่เหรอคะ แล้วมากอดทำไม”

มีนาเรศตีหน้าบึ้งพูดแก้ตัวด้วยน้ำเสียงประชดนิดๆ หัวใจเริ่มผ่อนคลายเป็นตัวของตัวเองเมื่อความเงียบถูกทำลายลง

 

“โธ่ คิดว่าเรื่องอะไร ก็หอมแล้วไงคะพี่ถึงกอด หืม? ฟอด!”

 

“เลิกงอนได้แล้ว ดีกันน้า พี่ไม่อยากคุยอยู่คนเดียว”

ใบหน้าคมสวยเม้มริมฝีปากส่งปลายจมูกโด่งไปหอมแก้มใสฟอดใหญ่แล้วยื่นนิ้วมือกระดิกไปมาเป็นสัญญาณ

 

“ค่ะ”

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าหวานอย่างง่ายดายกับแค่คำงอนง้อและส่งนิ้วก้อยไปเกี่ยวกัน

 

เมษาธิดาหันไปหยิบตะไบเล็บออกจากกล่องมาฝนเล็บของมือบางให้เรียบร้อย

ดวงตาหวานชำเลืองมองใบหน้าคมสวยที่อยู่ห่างจากตนไม่ถึงคืบ สายตาคมยังคงสนใจอยู่กับการตะไบเล็บอย่างใจเย็น

 

“ฟอด...พี่เมษ์ก็หอม”

มีนาเรศหอมแก้มขาวและอมยิ้มอย่างมีความสุขมองตามนิ้วมือที่กำลังถูกตะไบให้สวยงามด้วยความพึงพอใจ ในใจนึกอยากอยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกๆวัน

 

สายตาคมเหลือบมองใบหน้าหวานที่มีรอยยิ้มน่ารักก็อดยิ้มตามไม่ได้ แค่ได้เห็นร่างเล็กยิ้มแย้มแบบนี้ก็รู้สึกดีไปด้วย

 

 

“วันนี้พี่เมษ์อยากทานอะไรคะ?”

เสียงเล็กถามขึ้นเมื่อเล็บมือตะไบใกล้เสร็จแล้ว

 

“ผัดเผ็ดปลาดุก, ต้มยำกุ้ง, ปลาช่อนลุยสวน, ยำหอยนางรม, ลาบเห็ดฟาง, ยำปลาดุกฟู, ห่อหมกปลาแซลมอน, แกงส้มมะละกอ, ผัดขี้เมาทะเล”

เมษาธิดาร่ายเมนูอาหารยาวเหยียดตามใจนึกอยาก

 

“เอาผัดมาม่าแล้วกันนะ”

มีนาเรศเบะปากคิ้วขมวดแต่ดูน่ารักกับรายชื่ออาหาร

 

“โอย...เมื่อไหร่ยายจะกลับเนี่ย อยู่กับมิ้นท์พี่คงขาดสารอาหารตาย”

เมษาธิดากดเสียงต่ำทำทีท่าชะเง้อมองหาวี่แววผู้เป็นยายทางหน้าบ้าน

 

“ในตู้เย็นมีแต่หมูกับไก่ แล้วแต่ละอย่างที่พี่เมษ์พูดมาก็ไม่มีทั้งสองอย่างเลยนี่คะ”

มีนาเรศเงยหน้ามองพี่สาวพูดเสียงอ่อนขอความเห็นใจ

 

“ทำไม่ได้ก็ว่ามาเหอะ”

เมษาธิดาเลิกคิ้วสบตาร่างเล็กอย่างท้าทาย

 

“ทำได้! แต่ต้องไปซื้อของก่อนนะ เลือกมา 3 อย่างค่ะทำเยอะเดี๋ยวทานไม่หมด”

มีนาเรศส่งสายตารับคำท้ากลับไป ชิ อย่างอื่นยากกว่านี้ยังเคยทำให้กินมาแล้ว แค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้

 

“งั้นเอาห่อหมกผัดขี้เมากับแกงส้ม น้องใครเนี่ย..น่ารักที่สุดเลย ทำอาหารก็เก่งเป็นแม่บ้านแม่เรือน พูดก็เพราะ จะไม่ให้รักได้ยังไงเนอะ ฟอด ฟอด ฟอด…”

เมษาธิดายิ้มกว้างพูดจาประจบประแจงเสียงอ่อนเสียงหวาน ประคองใบหน้าใสแล้วหอมแก้มซ้ายขวาอย่างเอาใจ

 

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย เมื่อกี้ยังว่ามิ้นท์อยู่หยกๆ”

มีนาเรศยิ้มมุมปากสองมือบีบแก้มขาวเบาๆทั้งสองข้างอย่างหมั่นไส้ แต่ก็ชอบใจที่เห็นพี่สาวในมุมออดอ้อนแบบนี้

 

“ป่ะ ไปเดินห้างกัน”

เมษาธิดาเอ่ยปากชวน ทั้งสองช่วยกันเก็บข้าวของเข้าบ้านให้เรียบร้อย ร่างสูงเปลี่ยนชุดสวมใส่ให้ดูดีมีสไตล์ทะมัดทะแมง ปล่อยผมยาวสลวยดูเท่ไม่น้อย

 

ร่างบางยิ้มร่าเมื่อเห็นพี่สาวเดินลงมาจากบันได ดวงตาหวานฉายแววซุกซนชอบมองเวลาที่พี่สาวแต่งตัวออกจากบ้าน ใส่อะไรก็ดูดีไปหมด ขนาดใส่ชุดนอนธรรมดายังดูเซ็กซี่เลย

 

“ไปเปิดประตูหน้าบ้านยังคะ”

เมษาธิดาทำลายความเงียบเมื่อเห็นแววตาชวนขนลุกของน้องสาว ทั้งสองเดินออกจากบ้านพร้อมกัน

ร่างเล็กวิ่งไปเปิดประตูรั้วหน้าบ้าน รถสปอร์ตคันสีม่วงสะท้อนเงาหรูหราเกินฐานะ ขับเคลื่อนออกมาแล้วจอดรอให้ร่างเล็กปิดประตูรั้วบ้านและเข้ามานั่งคาดเข็มขัดให้เรียบร้อย

 

 

ก็อกๆๆ

เสียงเคาะกระจกเบาๆดังขึ้น เมษาธิดาถอนหายใจนิดๆและกดเลื่อนกระจกลง

 

“คุณหนูจะไปไหนเหรอครับ”

ชายรูปร่างสูงกำยำใส่แว่นดำเอ่ยถามอย่างสุภาพเมื่อกระจกรถติดฟิล์มสีดำสนิทเลื่อนลงมาพอได้เห็นหน้าผู้ขับ

 

“นายต้น ยังไม่เลิกเฝ้าอีกเหรอ กลับบ้านไปเหอะคุณราตรีเขาไม่มายุ่งวุ่นวายแล้วแหละ”

เมษาธิดาเอ่ยบอกอย่างเป็นกันเอง เพราะตั้งแต่บิดาซื้อรถคันนี้ให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่แล้วควบคู่กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ท่านต้องการได้ คุณราตรีก็พาคนมาบุกรุกอาละวาดกล่าวหาต่างๆนาๆและทำลายข้าวของเสียหายที่บ้านหลังนี้ จนบิดาต้องส่งคนมาคอยสอดส่องดูแล

 

“บอกผมสักนิดเถอะครับคุณหนู นายท่านจะได้สบายใจ”

ชายร่างสูงยังคงย้ำถามตามหน้าที่

 

“จะไปซื้อของ เดินห้างใกล้ๆแถวนี้ แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าคุณหนูด้วย”

เมษาธิดาตอบออกไปอย่างหน่ายๆ จะออกไปไหนทีก็ต้องรายงาน ถ้าไม่บอกก็ตามอีก ไม่น่าใจอ่อนรับของขวัญชิ้นนี้มาเลย

 

“ครับคุณหนู”

นายต้นรับคำแต่ไม่ทำตามเช่นเคย

ร่างสูงกลิ้งลูกตาถอนหายใจอีกครั้งและขับเคลื่อนรถออกไปอย่างเซ็งๆ

 

“พี่เมษ์โชคดีจังมีคุณพ่อคอยเป็นห่วงตลอดเวลา นี่ค่ะแว่น”

ร่างเล็กหยิบแว่นจากช่องเก็บของขึ้นมาอันหนึ่งยื่นให้พี่สาวอย่างรู้ใจ และหันไปสนใจกับการเปิดหาเพลงฟังอย่างอารมณ์ดี

 

“อืม ขอบใจ”

ร่างสูงยิ้มจางๆ รับแว่นกันแดดสีแดงลายเข้ากับชุดขึ้นมาสวมใส่ อารมณ์ดีขึ้นมานิดที่มีร่างเล็กค่อยดูแลเอาใจใส่แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ




 

ไอศกรีมรสช็อกโกแลตชิพกำลังถูกตักเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยด้วยช้อนสีเงิน ใบหน้าคมสวยมีรอยยิ้มขณะที่คุยโทรศัพท์กับเพื่อนเรียนร่วมห้องคนหนึ่งที่ต้องมาทำโปรเจ็คร่วมกัน

 

มีนาเรศจ้องตาเขม็งเมื่อพี่สาวนั่งคุยโทรศัพท์อยู่นาน มือบางจับช้อนคนไอศกรีมรสมะม่วงที่เริ่มละลายไปมาอย่างไม่พอใจนัก

ตั้งแต่มาถึงก็มีผู้คนมาขอถ่ายรูปบ้างซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติที่ดาราจะมีคนให้ความสนใจ แต่ทำไมต้องส่งยิ้มให้กับทุกๆคนที่ยิ้มมาด้วย

แล้วจะคุยอะไรนักหนากับโทรศัพท์ ทำไมต้องคุยไปยิ้มไปด้วยนะ เห็นแล้วหมั่นไส้

 

“อ่ะ ชิมซะ”

เมษาธิดาเลื่อนถ้วยไอศกรีมของตนไปให้ร่างเล็กเมื่อวางเครื่องมือสื่อสารไปแล้ว

 

“อะไร มิ้นท์ไม่ได้อยากชิมสักหน่อย”

มีนาเรศหน้าบึ้งตอบเสียงแข็งโดยไม่รู้ตัว แล้วเลื่อนถ้วยไอศกรีมคืนให้พี่สาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

“ก็พี่เห็นนั่งจ้องอยู่ตั้งนานแล้ว อยากชิมไม่ใช่เหรอคะ”

เมษาธิดางงนิดๆที่ถูกปฏิเสธเพราะปรกติน้องสาวก็มักจะมาแย่งไปชิมโดยไม่รอให้อนุญาตอยู่แล้ว

เป็นอะไรตอนนั่งรถมายังดีๆอยู่เลย

 

“แล้วของมิ้นท์ไม่อร่อยเหรอ ไม่เห็นทานเลย สั่งใหม่ไหมคะ”

ร่างสูงมองไอศกรีมในถ้วยของน้องสาวที่เหลวละลายกลายเป็นน้ำสีเหลืองๆ ไหนบอกว่าอยากทานไงเห็นแตะไปแค่สองสามคำเอง

 

“พรุ่งนี้เพื่อนพี่เมษ์จะมาที่บ้านเหรอคะ”

ร่างเล็กส่ายหน้าปฏิเสธแล้วถามถึงผู้ที่จะมาเยือนบ้านเพราะได้ยินบทสนทนาจากโทรศัพท์ของพี่สาว ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันนะ ทำไมต้องมาคุยเสียงอ่อนเสียงหวานใส่พี่เมษ์ของมิ้นท์ด้วย

 

“อืม พรุ่งนี้คุกกี้กับเพื่อนอีกสองคนจะมาทำกรุ๊ปโปรเจ็คกัน อาทิตย์หน้าพี่ก็ไม่อยู่เลยต้องรีบทำ”

เมษาธิดาตอบพร้อมกับตักไอศกรีมคำสุดท้ายเข้าปาก ส่งยิ้มให้คนที่แอบถ่ายรูปของตนในขณะที่อมช้อนอยู่อย่างน่ารัก

 

“อาทิตย์หน้า...เมื่อไหร่กี่วันคะ?”

มีนาเรศถามน้ำเสียงหวาดหวั่น

 

“ไปเชียงใหม่ 10 วัน อังคารกลับวันศุกร์ของอีกอาทิตย์นึง”

 

มีนาเรศกอดอกถอนหายใจ ถ้าอย่างนั้นวันเกิดของเราปีนี้พี่เมษ์ก็ไม่อยู่น่ะสิ

 

“มีอะไรหรือเปล่าคะ อย่าทำหน้าแบบนี้สิ ยิ้มก่อนเร็ว”

เมษาธิดาพยายามปลอบ ใจไม่ดีเลยที่ร่างเล็กนั่งเงียบแบบนี้ ประจำเดือนจะมาหรือไงทำไมดูหงุดหงิดจัง

 

“ไม่มีค่ะ เราไปซื้อของทำกับข้าวดีกว่าจะได้กลับ”

มีนาเรศเปลี่ยนเรื่องรู้สึกไม่พอใจกับสายตาและร้อยยิ้มของกลุ่มนักเรียน ม.ปลายที่เพิ่งมานั่งโต๊ะข้างๆ

อยากจะออกไปจากตรงนี้แล้ว

 

“งั้นไปเล่นเกมส์กันก่อนนะ แล้วค่อยไปซื้อของ ป่ะ”

เมษาธิดาลุกขึ้นหันไปยิ้มให้โต๊ะนักเรียนข้างๆตามอัธยาศัยแล้วจูงมือน้องสาวเดินออกไป พาไปเล่นอะไรสนุกๆดีกว่าเผื่อจะกลับมายิ้มแย้มอารมณ์ดีเหมือนเดิม



 

ทั้งสองเดินออกมาจากห้างตรงไปยังที่รถพร้อมวัตถุดิบสำหรับทำอาหารและเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ

 

ใบหน้าหวานยิ้มแย้มเมื่อได้ไปเล่นตู้เกมส์และซื้อของใช้ถูกใจ ถึงแม้จะไม่ชอบใจเวลาที่พี่สาวส่งยิ้มให้ใครๆแต่ก็เริ่มชินไปเอง ในเมื่อเขายิ้มมาก็ยิ้มกลับไปให้ตามพี่สาว ดีกว่าทำตัวงี่เง่าให้ร่างสูงหมดสนุกไปด้วย

 

“หัดขับรถไหมคะ”

เมษาธิดาหันไปยิ้มถามเมื่อทั้งสองเข้ามานั่งคาดเข็มขัดกันเรียบร้อยแล้ว

พอนึกถึงเกมส์ตู้รถแข่งที่เล่นกันแล้วก็อดขำไม่ได้เพราะร่างเล็กเล่นขับชนทุกอย่างระเนระนาดราบเป็นหน้ากอง ขนาดตนยืนอยู่ข้างหลังคอยช่วยบังคับพวงมาลัยก็ยังชนอยู่ดี

ร่างเล็กหันหน้าไปมองแววตาตื่นเต้นสนใจ

 

“คันนี้เหรอคะ?”

 

“อืม”

ร่างสูงพยักหน้ายิ้มให้

 

“ไม่เอาดีกว่าค่ะ รถพี่เมษ์แพงๆเดี๋ยวมิ้นท์ขับไปชนอะไรเข้าคงได้ซ้อมหมดตัวกันพอดี”

มีนาเรศลดสายตา อยากลองแต่พอนึกถึงผลที่อาจจะตามมาแล้วมันไม่คุ้ม

 

“ฮ่าๆ ก็อย่าไปชนอะไรสิ เดี๋ยวพี่พาไปที่โล่งๆ หัดบังคับพวงมาลัยไปก่อนก็ได้ไม่ต้องแตะคันเร่ง โอเคนะ”

เมษาธิดายิ้มขำอย่างไม่ซีเรียสแล้วสตาร์ทรถขับเคลื่อนออกไปสู่ถนนใหญ่ ร่างเล็กยังคงมีสีหน้าไม่แน่ใจนักแต่ก็ตื่นเต้นไม่น้อย

 

 

ณ ตึกลานจอดรถขนาดใหญ่ของโรงแรมหรู มีรถจอดอยู่เพียงไม่กี่คันบนชั้นดาดฟ้า เมษาธิดาจอดรถดับเครื่องแล้วสลับที่นั่งกับน้องสาว

 

“มองเห็นไหมคะ”

เมษาธิดาปรับระดับที่นั่งและพวงมาลัยให้เหมาะสมสำหรับร่างเล็ก

 

“เห็นค่ะ”

มีนาเรศตอบน้ำเสียงตื่นเต้นมือจับพวงมาลัยแอบสั่นนิดๆ

 

“แล้วกระจกล่ะ มองเห็นข้างหลังไหม?”

 

ร่างเล็กมองแล้วก็ส่ายหน้า

 

“หึๆ อย่าเพิ่งตื่นเต้น ปรับกระจกข้างด้วย กดปรับตรงนี้ เห็นยัง”

ร่างสูงยิ้มขำกับท่านั่งตัวตรงจับพวงมาลัยแน่นจนเกร็งของน้องสาวและเอื้อมมือไปปรับกระจกให้พอเหมาะ

 

“เห็นแล้วค่ะ”

มีนาเรศยังคงนั่งตัวตรงมองซ้ายมองขวาเพื่อความแน่ใจ

 

“โอเคแล้วนะ คาดเบลท์ด้วยค่ะ”

ร่างสูงเอ่ยบอกขณะกดโปรแกรมเม็มโมรี่เพิ่มคนขับให้รถปรับระดับทุกอย่างเองโดยอัตโนมัติในภายภาคหน้า

 

“สตาร์ทเลยใช่ไหมคะ”

ร่างเล็กเลื่อนมือจะบิดลูกกุญแจที่เสียบคาไว้อย่างใจร้อนแต่ก็ถูกห้ามไว้

 

“เดี๋ยวก่อนจะรีบไปไหน ยังไม่ได้บอกอะไรเลย”

เมษาธิดาตีมือน้องสาวเบาๆ แล้วยื่นหน้าไปมองเบรคและคันเร่งชี้นิ้วอธิบายอย่างใจเย็น

 

มีนาเรศมองตามนิ้วมือที่ชี้ไปทางขาข้างขวาลองแตะๆเหยียบๆตามคำสั่งสอน ขาข้างซ้ายวางออกห่างจากเบรคและคันเร่งเพื่อหัดไม่ให้สันสนและเหยียบพร้อมกันทั้งสองเท้า

กลิ่นหอมๆจากผิวกายลอยมาแตะจมูกเรียกความสนใจจากร่างเล็ก ใบหน้าคมสวยที่อยู่ห่างแค่เพียงคืบ มีนาเรศยิ้มมุมปากลืมความตื่นเต้นไปชั่วขณะ

 

“จำได้ไหมคะ”

ร่างสูงถามเสียงเรียบเมื่ออธิบายทุกอย่างเสร็จแล้ว

 

“จำได้แล้วค่ะ ฟอด!”

ใบหน้าหวานฉวยโอกาสหอมแก้มขาวอย่างชื่นใจ

 

เมษาธิดาหันไปสบแววตาหวานกรุ้มกริ่มของน้องสาว จู่ๆก็มาหอมแก้ม เดี๋ยวเหอะ

 

“พี่เมษ์ใจดีจังเลย”

มีนาเรศยิ้มหวานจนแก้มปริ เท้าขวายังคงเหยียบเบรคเอาไว้แน่นและค่อยๆหมุนกุญแจสตาร์ทรถเมื่อพร้อมแล้ว

เสียงสตาร์ทรถยนต์คุ้นหูดังขึ้นทำให้ร่างเล็กกลับมาตื่นเต้นจนตัวเกร็งอีกครั้ง เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอจะเป็นคนบังคับขับเคลื่อนมันเอง

 

“ไม่ต้องเกร็ง จับหลวมๆก็ได้ เลื่อนเกียร์มาตรง Drive แล้วค่อยปล่อยเบรค ไม่ต้องแตะคันเร่งนะมันเป็นเกียร์ออโต้ เดี๋ยวมันก็ไหลไปเอง คอยเหยียบเบรคก็พอ”

เมษาธิดาบอกย้ำอีกครั้งและจับมือข้างซ้ายของน้องสาวมาเลื่อนเกียร์รถ

 

มีนาเรศทำตามอย่างว่าง่าย ค่อยๆปล่อยเบรคที่เท้าอย่างประหม่า รถคันหรูเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวล

ร่างเล็กจับพวงมาลัยแน่นชะเง้อมองทางข้างหน้าด้วยความตั้งใจ โดยมีพี่สาวค่อยให้กำลังใจและบอกทิศทางให้เลี้ยวซ้ายบ้างขวาบ้างจอดเข้าถอยออกบ้างจนเริ่มชิน หายเกร็งและผ่อนคลายเมื่อสิ่งที่วิตกหวาดหวั่นมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด อาจจะมีกระตุกบ้างเพราะกะระยะทางไม่ถูกจึงเหยียบเบรคกะทันหันแต่ก็ไม่มีคำปริบ่นต่อว่าไดๆจากร่างสูง

ใบหน้าหวานยิ้มแย้มภูมิใจกับตัวเองที่ทำได้ ถึงแม้จะแค่ในลานจอดรถก็เถอะ

 

“ขับลงไปข้างล่างไหม”

เมษาธิดาหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นน้องสาวหน้าตาตื่นรีบส่ายหน้าหงึกๆ ยังไม่กล้าสินะ คงต้องพามาหัดบ่อยๆจะได้ขับเป็น

 

“...♪มาเล่นให้ใจฉันเต้นแบบนี้ ฉันว่าเธอก็มีอาการใช่ไหม ใจมันเต้น มันเต้น เป็นจังหวะ...”

เสียงริงโทนจากโทรศัพท์ดังขึ้นในเวลาสองทุ่มตรงเป๊ะ  เมษาธิดาหยิบขึ้นมาดูว่าเป็นใครและกดรับสายทันที

 

“สวัสดีค่ะคุณแม่”

 

[“น้องอยู่กับเมษ์หรือเปล่า?”]

กันยารัฐต์กลับบ้านเร็วกว่าปรกติ มาถึงก็ไม่มีใครอยู่ พอโทรหาลูกสาวคนเล็กก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอยู่ในกระเป๋านักเรียน

ไปไหนไม่เอาโทรศัพท์ไปด้วย น่าตีจริงๆ

 

“อยู่ค่ะ นั่งอยู่ข้างๆนี่เลยค่ะ”

เมษาธิดารีบตอบทันควันเมื่อได้ยินน้ำเสียงเป็นห่วงของมารดา

 

[“ทำอะไรอยู่ จะกลับกันหรือยังคะ”]

กันยารัฐต์รู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดแต่ก็ไม่ได้บังคับให้รีบกลับ เพราะเลี้ยงมาอย่างให้ความเชื่อใจและเชื่อมั่นว่าลูกสาวจะไม่ทำตัวเกเรเหลวไหล

 

“กำลังจะกลับแล้วค่ะ คุณแม่จะคุยกับน้องมิ้นท์ไหมคะ?”

เมษาธิดายื่นโทรศัพท์ให้น้องสาวแล้วลงรถสลับที่นั่งกัน รถคันหรูแล่นออกไปยังถนนใหญ่อย่างไม่รีบเร่ง

 

มีนาเรศพูดคุยกับมารดาอย่างเหงื่อตก กลัวจะโดนหักค่าขนมหรือไม่ก็ต้องนั่งเข้ามุมนิ่งๆเงียบๆคนเดียว แต่คิดก็อึดอัดแล้ว




 

 

ร่างเล็กนอนจ้องเข็มนาฬิกาบอกเวลา 5 ทุ่มครึ่ง เสียงกดแป้นพิมพ์ laptop ของพี่สาวยังคงดังไม่ขาดสาย

สายตาเลื่อนลอยหันกลับมาอ่านหนังสือเรียนของตัวเองอย่างไม่ตั้งใจนัก เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเลื่อยๆจนเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว

 

“มานอนน้ำลายยืดเปียกหนังสือหมดแล้ว หันหัวไปนอนดีๆสิคะ”

เมษาธิดาสะกิดไหล่บางเบาๆเมื่อเห็นน้องสาวนอนขวางเตียงซบหน้าหลับอยู่บนหนังสือ น่าหมั่นเขี้ยวจริงๆ

 

“บ้า ไม่มีสักหน่อย...”

ร่างเล็กผวาตื่นมองหนังสือด้วยความตกใจ น้ำเสียงอู้อี้เปล่งออกมาเพราะเพิ่งตื่น

 

“พี่เมษ์เขียนรายงานเสร็จแล้วเหรอคะ”

มีนาเรศลุกขึ้นนั่งขยี้ตาดูเข็มนาฬิกาบนหัวเตียงบอกเวลาตี 2 กว่าๆแล้ว นี่เราเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

 

“ยัง เหลืออีกนิดหน่อยเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยทำต่อ”

ร่างสูงหยิบหนังสือของน้องสาวไปวางไว้ที่โต๊ะของตน ปิดไฟและเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มอย่างอ่อนล้า

 

“พี่เมษ์”

 

“พรุ่งนี้พามิ้นท์ไปขับรถอีกได้ไหมคะ”

ร่างเล็กขยับเข้าไปแนบไออุ่น เอื้อมมือดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มกายอย่างขาดไม่ได้

 

“ได้เดี๋ยวพรุ่งนี้พาไป”

เมษาธิดาตอบเสียงเบา เปลือกตาหนักอึ้งด้วยความง่วง

 

“สัญญาแล้วนะคะ”

 

“..อืม…”

เสียงตอบในลำคอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

 

“พี่เมษ์”

เสียงเล็กเรียกอีกครั้งยังคงอยากคุยต่อแต่กลับไม่มีเสียงขานรับใดๆ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอให้ได้ยิน

 

“หลับแล้วเหรอ?”

ร่างเล็กหยัดกายขึ้นเท้าแขนตัวเองยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ ดวงตาปรับแสงในความมืดได้พอมองเห็นรูปหน้าเลือนลางของคนที่หลับสนิทไปแล้ว ฝ่ามือเรียวบางสัมผัสผิวแก้มขาวอย่างนุ่มนวลทะนุถนอมลูบเล่นดวงหน้าไปมา ปลายนิ้วชี้ลากตามสันจมูกโด่งกดปลายจมูกเล่นเบาๆและเลื่อนลงไปแตะกลีบปากนุ่มลูบไล้บางเบาตามรอยหยักแสนเพลิดเพลิน

 

ริมฝีปากบางอมยิ้มอย่างเผลอไผล โน้มใบหน้าจูบปลายนิ้วมือของตัวเองที่ประทับอยู่บนริมฝีปากสวยอย่างอ้อยอิ่งโดยไม่ได้คำนึงนึกถึงสิ่งใด

 

“ฝันดีนะคะพี่เมษ์”

เสียงกระซิบเบาๆพร้อมเลื่อนปลายจมูกหาความชื่นใจจากผิวแก้มเนียนนิ่ม ร่างเล็กซุกตัวเข้าไปหาไออุ่นอีกครั้ง ดึงแขนพี่สาวให้มาโอบกอดตนเอาไว้

 

เมษาธิดากระชับอ้อมแขนตามความเคยชินในขณะที่ยังคงหลับอยู่

 

ใบหน้าหวานซุกตรงซอกคอหอมเย้ายวนของคนหลับใหล สูดกลิ่นหอมคุ้นเคยเข้าปอดเบาๆ ดวงตาหวานหรี่ลงช้าๆซึมซับไออุ่นและเดินทางเข้าสู่นิทราตามไป

 

 

 

 

 

=====

#

100% ค่ะ

 
ความคิดเห็น