กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : หอม

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2560 11:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หอม
แบบอักษร

 

ช่วงเช้าของวันอาทิตย์ แสงแดดส่องสว่างไสวแต่ก็ไม่ร้อนมาก

กันยารัฐต์กำลังนั่งจิบกาแฟเย็นฟังเพลงสบายๆจาก laptop ที่ศาลานั่งเล่นซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน

บนโต๊ะมีกระดาษและปากกาดินสอหลากหลายสีให้เลือก มือนิ่มขีดเขียนลายเส้นบนกระดาษด้วยความชำนาญ

 

“วาดอะไรอยู่เหรอคะคุณแม่”

 

“อ้าวน้องเมษ์ปรับตัวได้แล้วเหรอถึงตื่นเช้าได้ มานั่งตรงนี้ซิ”

กันยารัฐต์หันไปมองลูกสาวคนกลางแล้วเอามือตบที่นั่งเบาๆ อยากคุยด้วยอยู่พอดีเลย

 

“ค่ะ”

เมษาธิดาเข้าไปนั่งข้างๆอย่างว่าง่าย สายตาคมจ้องมองไปที่กระดาษเรียงรายอยู่บนโต๊ะ

ลายเส้นหลากหลายสีขีดวาดให้เป็นชุดเสื้อผ้ารองเท้ากระเป๋าลวดลายต่างๆเข้ากันอย่างสวยงามทันสมัย

มารดาของเธอเป็นนักดีไซน์ออกแบบเนื้อหอมฝีมือดี ที่มีบริษัทชื่อดังต่างๆต้องการจะซื้อตัวเข้าทำงาน

 

“ชุดนี้สวยนะคะคุณแม่ เมษ์อยากไปเห็นดีไซน์ของคุณแม่บน catwalk บ้างจังเลย”

 

กันยารัฐต์เลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้างมองหน้าลูกสาวอย่างแปลกใจ ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดที่จะสนใจ หรืออาจจะเป็นเพราะโตแล้วจึงเริ่มรักสวยรักงามสนใจเสื้อผ้าแฟชั่น

 

“ก็ไปสิลูก แต่เมษ์ต้องดูแลตัวเองนะคะ เพราะแม่ต้องไปตรวจดูความเรียบร้อยของชุดก่อนนางแบบจะขึ้นเวที”

 

“จริงเหรอคะคุณแม่ เมษ์ไปกับคุณแม่ได้จริงๆใช่ไหมคะ เมษ์สัญญาว่าจะไม่ทำตัวเกะกะ”

เมษาธิดายิ้มแก้มปริ ดีใจจังจะได้ไปเห็นดารานางแบบสาวๆสวยๆด้วย ตื่นเต้นอ่ะ

 

“แล้วนี่ได้คุยกับพ่อเราบ้างหรือเปล่า คิดหรือยังว่าอยากเรียนอะไร”

กันยารัฐต์ถามขึ้นเมื่อได้โอกาส ไม่ได้อยากจะถามถึงพ่อห่วยแตกที่ไม่เคยปกป้องลูกได้อย่างเขาหรอกนะ แต่ถึงยังไงเขาก็พ่อลูกกันจะไปห้ามปรามไม่ให้เจอะเจอคงเป็นไปไม่ได้

ความดีเขาก็พอมีอยู่บ้างอุส่าห์ส่งค่าเล่าเรียนลูกตลอด ถึงไม่ส่งฉันก็เลี้ยงของฉันเองได้ ไม่เคยง้อใครอยู่แล้ว

 

 

~ ~ ~

‘ฉันจะมารับน้องเมษ์ไปอยู่กับฉัน’

กันยารัฐต์บุกมาที่บ้านหลังใหญ่โตหรูหราของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของน้องเมษ์เพราะความโง่ของตัวเองที่โดนหลอก

 

‘อย่างคุณเนี่ยนะจะมีปัญญาเลี้ยง บ้านก็เล็กอย่างกับรูหนู ผมไม่ยอมให้คุณเอาลูกของผมไปตกระกำลำบากหรอก

แล้วได้ข่าวว่าท้องไม่มีพ่ออีกแล้วไม่ใช่เหรอ นี่คุณโชคดีแค่ไหนแล้วที่มีคนอย่างผมยอมรับเป็นพ่อของน้องเมษ์’

มาวินนักธุรกิจหนุ่มที่เคยหลงรักกันยารัฐต์เพราะเป็นผู้หญิงที่สวยเก่งฉลาดและขยัน เขาทำทุกๆอย่างให้ได้ใจเธอมาครองทั้งๆที่ตัวเองมีครอบครัวอยู่แล้วแต่กันยารัฐต์ไม่เคยรู้จนกระทั่งตั้งท้อง

 

‘ก็เพราะผู้ชายมันมีแต่ห่วยๆนะสิ ฉันถึงยอมเลี้ยงเองซะยังดีกว่า ฉันรู้ว่าคุณไม่เคยปกป้องลูกฉันได้ ถึงเขาจะอยู่อย่างสุขสบายแต่ความรักความอบอุ่นมันไม่มี ฉันต้องการให้ลูกไปอยู่กับฉัน ฉันไม่อยากเห็นเขาเป็นเด็กเก็บกดมีปัญหา’

 

‘คุณพี่จะไปห้ามมันทำไมคะ รีบๆคืนมันไปสิ คุณพี่ก็รู้ว่ายัยเมษ์ไม่ใช่ลูกของคุณพี่ จะเอาอะไรแน่นอนกับผู้หญิงใจแตกลูกติด

แม่มันเป็นยังไงลูกมันก็ต้องโตมาเป็นอย่างนั้น ร่าน’

ราตรีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของมาวินกล่าวขึ้นด้วยสายตาหยามเหยียด

 

‘ราตรี!’

 

‘แม่เห็นด้วย จะเลี้ยงมันไว้ทำไมโตไปมันก็ทำให้อับอายขายหน้าเปล่าๆ ยิ่งโตมันก็ยิ่งเหมือนแม่ของมัน

ไม่มีเคล้าของลูกเลยสักนิด ลูกชู้ชัดๆ’

มารศรีผู้เป็นแม่ของมาวินพูดแทรกขึ้นมาบ้าง คิดจะมาจับลูกชายฉันเหรอไม่มีทาง!

 

‘ไม่! ผมไม่ยอม เมษ์เป็นลูกของผมเป็นหลานสาวคนเดียวของคุณแม่นะครับ’

 

‘ฉันไม่เชื่อ ลูกเสือลูกจระเข้ล่ะสิไม่ว่า!’

มารศรีส่งสายตาชิงชังใส่หลานสาว

 

เมษาธิดาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้เบาๆเพราะผู้ใหญ่ทะเลาะกัน

 

‘น้องเมษ์ ไปอยู่กับแม่นะคะลูก ไปอยู่กับยายพี่สาวแล้วก็น้องสาวที่รักหนูจริงๆนะคะ’

กันยารัฐต์อยากจะคว้าตัวลูกสาวมาปลอบแต่ก็ถูกมาวินและพี่เลี้ยงเด็กกันท่าเอาไว้

 

‘กลับไปเถอะ ลูกไม่อยากไปอยู่กับแม่ที่มากชู้หลายผัวอย่างคุณหรอก อยู่กับผมเขาจะมีอนาคตที่ดีกว่า’

มาวินยกเหตุผลเรื่องอนาคตมาอ้าง ซึ่งมันเคยใช้ได้มาแล้วหลายหน

 

‘ฉันขอให้น้องเมษ์เป็นคนตัดสิน ถ้าลูกบอกว่าไม่อยากอยู่กับฉันๆก็จะไป ว่าไงคุณ กล้าเคารพการตัดสินใจของลูกหรือเปล่า’

กันยารัฐต์พูดพนันออกมาอย่างมั่นใจ แอบเจ็บใจอยู่บ้างที่โดนดูถูกเหยียดหยาม

แต่ถึงยังไงเธอก็ต้องเอาลูกกลับไปอยู่กับเธอให้ได้

 

‘น้องเมษ์ บอกแม่เขาไปสิลูกว่าหนูจะอยู่กับพ่อ’

มาวินย่อเข่าลงบอกลูกสาวในวัย 7 ขวบด้วยความเครียด ถึงจะไม่ค่อยมีเวลาให้แต่เขาก็รักลูกสาวคนนี้มาก

น้องเมษ์เป็นเด็กหัวดี เก่งและฉลาด

 

เมษาธิดาสะอื้นอยู่เงียบๆไม่กล้าบอกว่าอยากอยู่กับใครเพราะกลัวคุณพ่อจะโกรธ

 

‘น้องเมษ์ บอกแม่มาเถอะลูก สัญญาว่าแม่จะไม่โกรธ จะยังรักหนูเหมือนเดิมไม่ว่าหนูจะเลือกอะไร’

กันยารัฐต์รู้สึกสงสารที่เห็นลูกสาวตัวเองกดดัน และต้องมาเลือกอะไรที่ตัดสินเส้นทางชีวิตในวัยแบบนี้

 

‘ว่าไงลูก?’

มาวินคาดคั้น

 

‘เมษ์อยากอยู่กับคุณแม่ค่ะ’

เมษาธิดาพูดออกไปอย่างแผ่วเบา ถึงจะเบามากแต่กันยารัฐต์ก็พอได้ยิน ต่อไปนี้จะไม่มีอะไรมาขวางทางเธอกับลูก แล้วเราจะได้อยู่กันพร้อมหน้าที่บ้านหลังเล็กของเธอ



“คุณแม่ ฟังอยู่หรือเปล่าคะ คุณแม่!”

 

“หืม? อะไรว่าไงนะ”

กันยารัฐต์สะดุ้งขึ้นเมื่อโดนสะกิดที่แขน

 

“เมษ์เรียกตั้งหลายที่แล้วนะค่ะ เหม่อคิดถึงใครอยู่ เมษ์บอกว่าคุยกับคุณพ่อแล้วว่าจะเรียนต่อที่นู้นเทอมหน้า ส่วนจะเรียนอะไรเมษ์ขอคิดดูก่อนค่ะ”

 

“อย่ารอเวลาล่ะเดียวจะสมัคไม่ทัน”

 

“ค่ะ”

เมษาธิดาพยักหน้าเข้าใจ

 

“แม่รักน้องเมษ์นะลูก”

กันยารัฐต์กล่าวเสียงอ่อนโยนด้วยสีหน้าจริงจัง กว่าจะได้คืนมาไม่ใช่ง่ายๆ มือนิ่มเกลี่ยผมยาวของลูกสาวทัดไว้กับใบหูเปิดเผยใบหน้าและสบตาด้วยความรัก

 

“เมษ์ก็รักคุณแม่ที่สุดเลยค่ะ”

เมษาธิดายิ้มกอดมารดาของตนอย่างสุขใจ

 

กันยารัฐต์จูบลงบนหน้าผากขาวเนียนของลูกสาวอย่างแผ่วเบา

น้องเมษ์เป็นเด็กอารมณ์ดี เข้ากับคนได้ง่าย ไม่อยากจะคิดว่าป่านนี้ชีวิตจะเป็นยังไงถ้าเขาไม่ได้เลือกเธอในวันนั้น




 

ก่อนงานเปิดตัวแฟชั่นขนาดใหญ่ กันยารัฐต์พาลูกสาวมาดูงานตามสัญญา

สองแม่ลูกเดินเข้ามาในห้องกว้างใหญ่ มีผู้คนมากมายต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขมักเขม้น

เวที catwalk ถูกจัดแต่งด้วยแสงสีงดงามสวยหรู

 

เมษาธิดาเดินมองไปรอบๆอย่างตื่นตาตื่นใจ

 

“นางแบบมากันครบหมดหรือยังคะ อีก 3 ชั่วโมงงานก็จะเริ่มแล้ว รีบๆเข้าห้องแต่งตัวได้เลยนะคะ”

เสียงแหลมๆของกระเทยคนหนึ่งดังขึ้นมาจากมุมนึงซึ่งน่าจะเป็นห้องแต่งตัวสำหรับนางแบบของที่นี่ ร่างสูงเดินตามมารดาไปติดเพราะยังรู้สึกเกร็งๆและไม่รู้จักใคร

 

“ต๊าย คุณกันย์! นี่มีน้องสาวฝาแฝดด้วยเหรอคะ เดี๊ยนไม่เห็นรู้”

กระเทยเสียงแหลมเอามือทาบออกอุทานออกมาอย่างตกใจ

 

“นี่น้องเมษ์ค่ะ ลูกสาวคนกลางของฉันเอง น้องเมษ์นี่เจ๊บอลเพื่อนแม่เอง ทำงานด้วยกันบ่อย”

กันยารัฐต์ยิ้มแนะนำลูกสาวอย่างภูมิใจ เมษาธิดายกมือไหว้สวัสดีอย่างมีมารยาท

 

“ลูกสาว?!! คุณกันย์ซุกลูกสาวโตขนาดนี้เลยเหรอคะเนี่ย  โถไหว้พระเถอะลูก”

เจ๊บอลรับไหว้อย่างตื่นเต้นราวกับกำลังเจอของขวัญชิ้นใหญ่ เคยได้ยินมาบ้างว่ากันยารัฐต์มีลูกสาว 3 คน

แต่ก็ไม่คิดว่าจะโตขนาดนี้ คิดว่า 7,8 ขวบ

 

สายตาเป็นประกายจ้องมองเด็กสาวหน้าตาดีในชุดเดรสสีส้มดูหวานแหวว หุ่นเพรียว สูงยาวขาเรียว นี่ถ้าไม่ทำงานอยู่นะ

จะจับมาให้ลองเดินดูสักรอบสองรอบ

 

“อ่ะ เบอร์เก้าอี้อย่าทำหาย ถ้าหิวก็ไปหาอะไรกินได้อยู่ตรงนู้น ห้องน้ำอยู่ทางนั้นเดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้าย แม่ต้องไปทำงาน

โอเคนะ”

 

“ค่ะ”

กันยารัฐต์หันมาสั่งลูกสาวเสร็จก็เดินเข้าไปในห้องแต่งตัว ทิ้งเมษาธิดาไว้ให้ยื่นเก้ๆกังๆแต่ไม่นานก็เดินสำรวจไปรอบๆ

นี่ถ้ายายไม่ติดนัดหมอยัยเตี้ยก็คงจะได้มาด้วย

 

“เจ๊บอลคะ เจ๊บอล น้องลิลลี่อาหารเป็นพิษปวดท้องหนักเข้าโรงบาลแล้วค่ะ”

เสียง staff คนหนึ่งดังขึ้นอย่างร้อนรนเมื่อนางแบบขาดไปหนึ่งคน

 

“ห๊า!! ลิลลี่เข้าโรงบาล แล้วนี่หาใครมาแทนได้หรือยัง”

เจ๊บอลร้องตกใจ อีกไม่กี่ชั่วโมงงานก็จะเริ่มแล้วฉันจะหานางแบบได้ไหมเนี่ย กว่าจะแต่งหน้าทำผมอีก โอ๊ยกระเทยเครียด

 

“ยังไม่ได้เลยค่ะ นางแบบที่ใส่ไซส์เดียวกันกับน้องลิลลี่ ไม่ว่างหรือมาได้ก็ไม่ทันสักคนเลยค่ะ หนูโทรหาหมดแล้ว”

 

“แล้วลิลลี่ใส่กี่ชุด?”

 

“สองชุดค่ะ”

 

“สองชุด!? โอ๊ยจะทำยังไงดีเนี่ย จะให้ข้ามไปสองชุดชื่อเสียงฉันย่อยยับหมดพอดี”

กระเทยเสียงแหลมร้อนรนใจ มือหนากุมขมับอย่างนึกคิดว่าพอจะมีนางแบบใส่ชุดของลิลลี่ได้ สายตาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวในชุดสีส้มที่กำลังยื่นคุยกับหนุ่มๆในงานอย่างสนุกสนาน

เอ๊ะชื่ออะไรนะ?

 

“น้องเมษ์ๆ มานี่หน่อยสิคะ เจ๊มีอะไรจะให้ช่วย”

 

“คะ?”

เจ๊บอลเดินเข้าไปหา สำรวจมองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง น่าจะใส่ได้นะ เอวอาจจะบางไปหน่อยแต่ไม่เป็นไร

แก้แป๊บเดียวก็เสร็จ

 

“ให้เมษ์ช่วยอะไรเหรอคะ”

เมษาธิดาเดินตามมาข้างหลังเวทีอย่างว่าง่าย จะให้ช่วยทำไฟเหรอ?

 

“เจ๊อยากให้หนูเดินแบบ”

เอาวะเด็กคนนี้แหละ ดูท่าทางจากการเดินตามมาเมื่อกี่แล้ว หน่วยก้านดีอยู่ ดูเป็นคนมั่นใจ

 

“เอ่อ...แต่เมษ์ไม่เคยเดินนะคะ”

เมษาธิดาออกอาการเหวอทันที  ที่มานี่อยากจะมาดูนางแบบนะคะ ไม่ได้มาเดินเอง

 

“ไม่เป็นไรทุกๆคนก็ไม่เคยเดินเหมือนกันนั้นแหละ เดี๋ยวซ้อมแป๊บเดียวก็เดินได้ มั่นใจหน่อย”

เจ๊บอลพูดจาปลอบตัวเอง ปลอบเด็กมันด้วย ท่าทางมันตกใจ

 

“ไป เราไปลองชุดกัน แต่งหน้าทำผมแล้วมาหัดเดิน”

เจ๊บอลไม่รอคำตอบ จูงมือร่างสูงเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยนางแบบ ช่างทำผม ช่างแต่งหน้ามากหน้าหลากตา

แล้วมาหยุดที่ห้องลองเสื้อ

 

“ไอซ์ๆ เอาชุดของลิลลี่มาให้น้องเขาลองหน่อยสิ”

หญิงร่างอวบวิ่งเอาชุดมาให้ จัดการช่วยถอดชุดสีส้มของร่างสูงออกอย่างขมักเขม้น เมษาธิดาตกใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมร่วมมือ

ไม่นานชุดเดรสสีดำลายสวยยาวถึงข้อเท้าพอดีตัวก็มาอยู่บนตัวหญิงสาว

 

“ต้องเย็บเอวเข้านิ้วนึงค่ะ สะโพกกับหน้าอกพอดีแล้ว อยู่นิ่งๆนะคะน้อง”

หญิงร่างอวบที่ชื่อไอซ์ดันตัวเมษาธิดาออกมาจากห้องลอง หันไปบอกเจ๊บอลให้รับรู้แล้วหันกลับมาที่ร่างสูง

สองมือหยิบด้ายและเข็มมาเย็บที่เอวด้านหลังอย่างชำนาญ เมษาธิดายืนแข็งทื่อไม่กล้าขยับเพราะกลัวเข็มทิ่ม

 

“ดีมาก อีกตัวด้วย”

เจ๊บอลยิ้มพอใจ มองคนไม่ผิดจริงๆ นี่ถ้าแต่งหน้าทำผมแล้วส่งสายตานางพระยาบนเวทีนะ รับรองเกิดแน่นอน

เมื่อแต่งหน้าทำผมเสร็จแล้วเจ๊บอลก็พาร่างสูงมาหัดเดินที่เวทีซ้อมหลังห้องแต่งตัว

 

“น้องเมษ์เดินตามแบบพี่เขานะคะ ดีมากค่า มองไฟดวงนึงสมมุติว่ามันเป็นกล้องนะคะ จิกเลยค่ะ จิกกล้องเลย

ดีๆๆแบบนั้นแหละค่ะ หมุนค่ะ จิกอีก ความมั่นใจต้องมาเต็มค่ะ จิกค่าจิก!”

เจ๊บอลสอนนางแบบมือใหม่อย่างมีความหวัง เด็กคนนี้เรียนรู้ได้เร็วจริงๆ พอแต่งหน้าแล้วก็ดูเป็นสาวสวยเซ็กซี่

นี่แค่เดินบนเวทีซ้อมนะยังดูสง่างามมีออร่าขนาดนี้แล้วบนเวทีจริงจะขนาดไหน ต้องจับมาเซ็นสัญญาอยู่กับเราให้ได้

ก่อนที่อีแร้งอีกามันมาเห็นแล้วแย่งไป

 

 

งานแฟชั่นโชว์กำลังจะเริ่มขึ้น เสียงดนตรีดังสนั่นหวั่นไหว ไฟทุกดวงปิดมืดให้เหลือเพียง sport lights และแสงไฟจากบนเวที

ผู้คนมากมายต่างกันพากันหาที่นั่งของตัวเองเพื่อรอชมงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

 

เมษาธิดายื่นเตรียมตัวต่อแถวกับนางแบบมืออาชีพมากมาย รู้สึกใจสั่นตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก สายตาคมชำเลืองมองนางแบบคนอื่นๆ แต่ละคนช่างสวยงามเซ็กซี่ดูเพลินตา

ร่างสูงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดเมื่อเห็นผู้หญิงสวยๆมากมายรอบๆตัว

 

“ไงเรา ไหวไหมถอยหลังไม่ได้แล้วนะ”

กันยารัฐต์เดินเข้ามาปลอบใจลูกสาว เธอเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ไม่ได้เข้ามาห้ามเพื่อน เพราะเห็นว่าลูกสาวโตพอที่จะตัดสินใจเองได้แล้ว

 

“ไหวค่ะคุณแม่ แค่นี่เอง ฮะฮ่า...”

เมษาธิดาหัวเราะกลบเกลื่อนความตื่นเต้นของตัวเอง

 

“ตื่นเต้นไหม?”

 

“ตื่นเต้นค่ะ มาาากกก”

 

การเดินแบบผ่านไปด้วยดี ถึงนางแบบมือใหม่จะสะดุดเล็กน้อยแต่ก็ยังมีความมั่นใจและเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

กันยารัฐต์แอบยิ้มปลื้มดีใจเงียบๆที่เห็นลูกสาวทำได้

 

“น้องเมษ์ๆ นี่ค่ะรางวัลของหนู”

เจ๊บอลวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบกลัวนางแบบหน้าใหม่จะหนีกลับบ้านไปเสียก่อน เมษาธิดายืนงงเล็กน้อยกับซองที่ยื่นมา

 

“รับไว้สิคะ เนี่ยค่าจ้างของหนูนะ วันนี้หนูทำได้ดีมากเลยรู้ไหม เริ่ดมากค่ะ!”

เจ๊บอลยัดซองเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งหมื่นบาทใส่มือของร่างสูงพร้อมกับกล่าวชมไม่หยุดปาก

 

“ขอบคุณค่ะเจ๊บอล”

เมษาธิดาเรียกชื่อเมื่อเริ่มคุ้นเคยรู้จัก

 

“แล้วเจ๊จะติดต่อหนูได้อีกยังไง มีเบอร์โทรศัพท์ไหม เผื่อมีงานให้ทำอีก เจ๊ไปถามแม่ของหนูแล้วเขาก็บอกให้มาถามหนูเอาเอง ทำอย่างกับไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

เจ๊บอลบ่นนิดๆกับนิสัยของกันยารัฐต์ น่าหมั่นไส้จริงๆ ลูกสาวตัวเองแท้ๆทำไมต้องให้ฉันมาถาม ถามเพื่อนแทนไม่ได้หรือไงยะ

 

เมษาธิดาส่งเบอร์โทรศัพท์ให้อย่างว่าง่ายแล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันไป

 

“โอ้โห ได้เป็นหมื่นเลยเหรอเนี่ยแค่เดินไปเดินมา”

เทพธิดาเปิดซองดูข้างในขณะที่รอมารดาของตนเสร็จธุระเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน แล้วก็ต้องตาโตเพราะมันเป็นเงินชิ้นแรกที่หามาได้เองและเป็นจำนวนมากสำหรับเธอ




 

 

“พี่เมษ์ ทำอะไรอยู่คะ บ้านเงียบจัง”

มีนาเรศกลับจากโรงเรียนช้ากว่าปรกติเพราะต้องทำกิจกรรม มาถึงยายก็ไม่อยู่แล้วเพราะว่าไปขายขนม

เห็นบ้านเงียบๆนึกว่าไม่มีใครอยู่ ทำไมไม่เปิดทีวีนะ

 

“อ่านบทละครอยู่น่ะเลยอยากอยู่เงียบๆ มะรืนนี้พี่จะไปแคสติ้งแล้วนะ มาช่วยพี่แกะบทหน่อยสิ"

เมษาธิดาเงยหน้ามองน้องสาวที่อยู่ในชุดนักเรียน ม.ปลาย หลังจากที่ได้เดินแบบในงานวันนั้นก็มีแมวมองติดต่องานเดินแบบมาอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเลื่อยๆตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

จนกระทั่งมีคนมาเสนอบทละครให้เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่แล้ว ส่วนเรื่องเรียนขอเอาไว้ก่อนเพราะอยากทำงาน

 

“ได้เลยค่ะ ที่โรงเรียนมิ้นท์ก็กำลังซ้อมละครเวทีอยู่พอดี มิ้นท์ได้รับเลือกให้เล่นเป็นตัวประกอบด้วยนะ ฮ่าๆ”

มีนาเรศวางกระเป๋านักเรียนไว้ที่โต๊ะอาหารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโซฟาในห้องนั่งเล่น ร่างเล็กบอบบางเดินวนกลับมานั่งลงบนโซฟาข้างๆพี่สาว แล้วนึกขำตัวเองอย่างอารมณ์ดี

เราเนี่ยนะจะไปช่วยอะไร แต่ลองดูหน่อยก็ได้

 

“ก็ไม่มีอะไรมากแค่อ่านบทของพระเอก แล้วพี่จะโต้ตอบ เอาตามนี้นะ”

เมษาธิดากระตุกยิ้มยื่นส่งกระดาษหนาเป็นปึกให้ ปลายนิ้วมือเรียวชี้ไปที่กระดาษว่าให้เริ่มจากบรรทัดไหน

 

“คุณทัศ คุณจะไปไหน ผมจ้างคุณให้มาเป็นเลขาผมนะ  คุณไม่มีสิทธิ์เดินหนีลูกค้าผมแบบนี้ มีความรับผิดชอบหน่อยสิ”

มีนาเรศจ้องไปที่กระดาษอ่านบทออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เป็นพระเอกก็ต้องทำเสียงหล่อๆหน่อย

นี่พยายามช่วยพี่สาวสุดความสามารถเลยนะเนี่ย

ร่างเล็กรอฟังบทโต้ตอบแต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักกลับมา

 

“ฮ้าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าๆๆๆๆ”

เมษาธิดาหัวเราะจนท้องแข็ง อดขำไม่ได้กับน้ำเสียงและคำพูดที่ฟังแข็งทื่อของน้องสาว นี่ถ้าอ่านธรรมดาๆคงไม่ขำขนาดนี้

โอ๊ยปวดกาม

 

“พี่เมษ์อ่ะ หัวเราะทำไมในบทนางเอกเขาไม่ได้หัวเราะกลับมาสักหน่อย”

มีนาเรศเบะปากอย่างงอนๆ เอามือกอดอกหันหน้าหนีคนที่เอาแต่หัวเราะเธอไม่หยุด

ไม่น่ามาช่วยเลยอุตส่าห์ตั้งใจอ่านให้ได้อารมณ์

 

“โอ๋ๆ ไม่เอาไม่งอนสิ พี่ไม่หัวเราะแล้ว เรามาต่อกันเลยนะ นะคะดีกันนะ”

เมษาธิดาจับไหล่ของร่างเล็กที่มีใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยแต่ดูน่ารักน่าแกล้งให้หันกลับมา พร้อมกับชูนิ้วก้อยเป็นสัญญาณ

 

“ก็ได้ค่ะ แต่ห้ามหัวเราะอีกนะ”

มีนาเรศเม้มปากเป็นเส้นตรงส่งนิ้วไปเกี่ยวก้อยกับพี่สาว คอยดูเถอะถ้าหัวเราะอีกจะต้มแค่ไข่ให้กินจริงๆด้วย

 

“งั้นฉันขอลอออก! คุณไม่เห็นหรือไงว่ามันมาแต๊ะอั๋งฉัน ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่คุณจะหิ้วไปไหนมาไหนก็ได้นะ”

เมษาธิดาต่อบททันที ใบหน้าและน้ำเสียงจริงจังราวกับไปโกรธใครมาจนร่างเล็กตกใจ

ถึงจะเคยเรียนแอ็กติ้งและเล่นละครเวทีที่โรงเรียนมาบ้างแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องใส่อารมณ์มากน้อยแค่ไหน

 

ทั้งสองตอบโต้กันไปตามบทบาทที่ถูกเขียนไว้สักพักก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง

มีนาเรศทำการบ้านเสร็จก็เข้าครัวทำอาหารเย็นง่ายๆ  เมษาธิดาเก็บผ้าที่ตากไว้จนแห้งแล้วมารีดแล้วแขวนเก็บใส่ตู้

บนโต๊ะอาหารมีเพียงข้าวผัดกุ้งตัวใหญ่หอมน่าทานอยู่สองจาน เพราะตอนเย็นยายไปขายของที่ตลาดนัดหน้าปากซอย

จะกลับมาก็พร้อมคุณแม่ที่แวะรับยายเป็นประจำก่อนกลับถึงบ้านตอนประมาณสามทุ่มครึ่ง

สองพี่น้องทานอาหารเย็นกันอย่างยิ้มแย้มหยอกล้อกันไปมา เมื่อทานเสร็จก็แยกกันไปอาบน้ำแล้วมานั่งดูทีวีกันในห้องนั่งเล่น

 

“พี่เมษ์ เอานมไหม?”

มีนาเรศเดินมาที่โซฟานั่งลงเอนหลังพิงไหล่ของพี่สาวที่นั่งท่องบทอยู่ ในมือมีนมกล่องรสสตอเบอรี่ ใบหน้าหวานจ้องดูทีวีจอ 32 นิ้วที่กำลังเล่นละครหลังข่าวอยู่

 

“หือ..ทำไมไม่เช็ดผมให้แห้งก่อน เปียก”

เมษาธิดาแตะศีรษะน้องสาวดันออกจากไหล่

 

“เดี๋ยวมันก็แห้ง”

 

“ไม่ได้ต้องเช็ดให้แห้งโซฟาเปียกหมด”

จริงๆก็ไม่ได้กลัวโซฟาเปียกหรอก แต่กลัวจะไม่สบายมากกว่า

 

“ไปเอาผ้ามา เร็วๆ”

เมษาธิดาออกคำสั่ง เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเป็นเด็กสักทีนะ

 

“โหย…”

ร่างเล็กโอดโอยเบาๆแต่ก็ยอมเดินไปหยิบผ้าขนหนูจากชั้นบนลงมายื่นให้ หยิบนมขึ้นมาดูดและนั่งดูละครเหมือนเดิม

 

“หัวก็ไม่หันมาให้เช็ดเดี๋ยวปิดทีวีซะเลยนี่!”

เมษาธิดาส่ายหน้าเบาๆกับท่าทีไม่สนใจของน้องสาว ร่างสูงจัดการเช็ดผมหนานุ่มอย่างเบามือ

สายตาคมจ้องมองร่างเล็กจากด้านข้าง ดวงตากลมหวานเวลายิ้มจะดูหยีๆน่ารัก จมูกโด่งริมฝีปากบางเป็นกระจับได้รูป

แก้มเนียนใสอมชมพู ผิวพรรณเปล่งปลั่งเริ่มมีน้ำมีนวล ใบหน้าคมทึ่งใจเมื่อจู่ๆก็รู้สึกว่าน้องสาวดูน่ารักขึ้น

 

….นี่คงเริ่มมีหนุ่มๆมาจีบแล้วสินะ พอคิดได้ดังนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดในใจขึ้นมาแปลกๆ นี่สินะที่เขาเรียกว่าอาการหวงน้องสาว

เคยได้ยินมาบ้างแต่ก็เพิ่งเข้าใจ

 

“อ่ะ โอเคแล้ว เอาไปเก็บด้วย”

ร่างสูงโยนผ้าใส่หัวน้องสาวแล้วหันมาท่องบทต่อ

 

“ขอบคุณค่ะ พี่เมษ์น่ารักที่สุดเลย”

มีนาเรศวางกล่องนมที่ดูดหมดแล้วลงบนโต๊ะหน้าโซฟา พาดผ้าขนหนูเอาไว้ที่ปลายเท้าแล้วเอนศีรษะนอนลงบนตักของร่างสูง สายตาหวานมองพี่สาวด้วยความรู้สึกภูมิใจ

 

“เดี๋ยวพี่เมษ์ก็จะได้เล่นเป็นนางเอกแล้ว ดีจังเลย มิ้นท์จะดูทุกๆตอนเลย”

เราจะมีพี่สาวเป็นดาราแล้วตื่นเต้นจัง

 

“พี่ยังไม่รู้นะว่าจะไปแคสติ้งผ่านหรือเปล่า”

เมษาธิดาละสายตาจากบทละครมองคนตัวเล็กที่มีสีหน้าเหมือนผิดหวังนิดๆจากคำพูดของเธอ มันเขี้ยวแล้วอ่ะอยากแกล้ง

 

“เฮ้อ มิ้นท์อยากเป็นนางเอกบ้างจัง เป็นดาราคงจะสนุกดี”

มีนาเรศลุกขึ้นจากตักแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

 

“อยากเป็นนางเอกเหรอคะ เป็นนางเอกต้องโดดปล้ำรู้ไหม หึ๊!? ฟอด! ฟอด! ฟอด! ฟอด!”

เมษาธิดายิ้มร้ายพลั่กร่างบางนอนลงบนโซฟาแล้วขึ้นคร่อม ระดมหอมแก้มใสสลับกันไปมาอย่างมันเขี้ยว ขณะที่เลื่อนมือลงไปจี้เอวบางจนร่างเล็กเกร็งตัวหัวเราะดิ้นไปมาไม่หยุด

 

“ฮ่าๆๆๆ ไม่ใช่...ฮ้า!ฮ่าๆๆ พี่เมษ์….อ๊ายมันจั๊กกะจี๋! ฮ่าๆๆๆๆๆ...พี่เมษ์ ฮะๆ พอแล้ว ฮือๆ เหนื่อย…”

มีนาเรศหอบหายใจแรงจากการหัวเราะจนเหนื่อย มือทั้งสองข้างจับกดข้อมือของพี่สาวเอาไว้กับโซฟาเพื่อหยุดการกระทำ

 

“ต้องโดนจูบด้วยรู้ไหม?”

ใบหน้าคมหลับตาทำปากจู๋แล้วค่อยๆโน้มตัวลงมา

 

“อี๋ไม่เอา พี่เมษ์อย่านะ ฮะฮ่าๆๆ อย่าจี้เอว ฮ่าๆๆ/ฮ่าๆๆ”

ร่างเล็กยกมือขึ้นไปดันใบหน้าคมสวยของร่างสูงเอาไว้ เมษาธิดาจึงถือโอกาสจี้เอวบางต่อทันทีและหัวเราะชอบใจไปด้วย

 

“อ่าๆๆ เอะอะเสียงดังอะไรกันคะ มาช่วยแม่กับยายยกของไปเก็บหน่อย เมษ์หยุดแกล้งน้องได้แล้ว”

กันยารัฐต์ที่เพิ่งมาถึงเดินเข้ามาในบ้านก็เห็นลูกสาวทั้งสองคนหยอกล้อกันเสียงดังจนได้ยินไปถึงข้างนอก โตแล้วยังเล่นกันเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวอยู่อีก

 

“ค่ะคุณแม่/ค่าคุณแม่”

ทั้งสองผละตัวออกจากกันแล้วไปขนของลงจากรถ



 

 

ก๊อกๆๆ

มีนาเรศหลังจากที่ล้างหน้าแปรงฟันในห้องตัวเองเสร็จ ก็เดินมาเคาะประตูห้องพี่สาวแล้วเปิดประตูเดินเข้าไปโดยไม่รอฟังคำอนุญาตตามความเคยชินเพราะทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน

 

“พี่เมษ์ยังไม่นอนเหรอคะ”

ร่างเล็กดึงผ้าห่มมาห่อพันตัวแล้วมองไปที่พี่สาวที่นั่งเล่น laptop อยู่บนโต๊ะ

 

“ยัง”

ร่างสูงตอบสั้นๆ กำลังเล่นเกมส์อยู่เลย

 

“มานอนเหอะ ดึกแล้ว”

 

“ก็นอนไปสิ พี่กำลังจะผ่านด่านอยู่แล้ว”

เมษาธิดาตอบเสียงเรียบอย่างจดจ่อกับจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า

 

ร่างเล็กพลิกตัวไปมาพยายามนอนอยู่สักพักแต่ก็ไม่หลับ

 

“พี่เมษ์ นอนยัง?”

มีนาเรศถามอีกครั้ง

 

“เดี๋ยวก่อน...”

 

“มิ้นท์จะฟ้องคุณแม่ว่าพี่เมษ์ติดเกมส์ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอนแล้วก็ตื่นสาย”

 

เมษาธิดาหันขวับตาขวาง เดี๋ยวนี้ขู่เหรอยัยเตี้ย

 

“อ่ะๆ ขอ 5 นาทีหาที่ save ก่อน”

เมษาธิดาจำใจต้องเลิกเล่น  ปิดคอมปิดไฟแล้วเดินไปที่เตียงนุ่มอย่างไม่พอใจนัก

 

“กอดด้วย”

แสงสว่างจากดวงจันทร์เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ร่างเล็กพอมองเห็นว่าพี่สาวนอนหันหลังให้

 

“ไม่กอด เด็กขี้ฟ้อง”

 

“ฮือ กอดๆๆ กอดมิ้นท์น้า นะๆ”

มีนาเรศดึงเสื้อนอนของพี่สาวแรงๆอยู่หลายครั้ง

 

“พี่เมษ์ ฮือๆๆๆ”

ร่างเล็กเริ่มงอแงเมื่อร่างสูงไม่หันมา

 

“ร้องทำไม?”

เมษาธิดาพูดน้ำเสียงหงุดหงิดและหันไปหา ไม่มานอนก็ขู่พอมานอนด้วยก็งอแง จะเอาไงแน่

 

“พี่เมษ์ไม่รักมิ้นท์แล้ว พี่เมษ์ไม่ยอมกอดมิ้นท์”

ร่างเล็กขยับตัวเข้าไปซบอก ไม่ชอบเลยเวลาที่พี่สาวไม่สนใจเธอแบบนี้

 

“หนิ อย่าดราม่า ไม่ไล่ให้ไปนอนที่อื่นก็ดีแค่ไหนแล้ว อ่าๆๆ กอดก็กอด”

เมษาธิดากอดร่างเล็กหลวมๆ

 

“เย้ พี่เมษ์ใจดีที่สุดเลย ตัวก็ห๊อมหอม”

มีนาเรศเงยหน้ายื่นปลายจมูกเข้าไปสูดดมกลิ่นกายจากลำคอขาวเข้าเต็มปอดราวกับมันเป็นสิ่งเสพติด

ดวงตาหวานหรี่ลงอย่างเผลอไผล ฮืม...หอมจัง

 

“มิ้นท์...ทำอะไรเดี๋ยวไล่ให้ไปนอนที่อื่นจริงๆเลยนี่”

เมษาธิดาเกร็งตัวแข็งทื่อแทบจะกลั้นหายใจที่จู่ๆร่างเล็กก็มาคลอเคลียอยู่ที่ลำคอ หัวใจเต้นแรงราวกับมันจะทะลุออกมา

มือเรียวจับศีรษะของน้องสาวดันออกนิดๆ

 

“ไม่หอมแล้วก็ได้แค่นี้ก็ต้องไล่”

ร่างเล็กเลื่อนใบหน้าซบลงกับแผงไหล่ ตรงนี้ก็หอม

 

“ฝันดีนะคะพี่เมษ์”

มีนาเรศหรี่ดวงตาหวานเยิ้มเคลิบเคลิ้มกับกลิ่นหอมหวานจากคนตรงหน้าราวกับกำลังเมายา ไออุ่นจากอ้อมกอดทำให้รู้สึกปลอดภัยและเดินทางเข้าสู่นิทราอย่างง่ายดาย

 

“อืม ฝันดีค่ะ”

เมษาธิดาที่ปรกติเป็นคนหลับง่าย กลับต้องพยายามข่มตาให้หลับ หัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่ร่างเล็กขยับเข้ามาใกล้เวลาที่เธอพยายามดันตัวออกห่าง ทำไมนอนไม่หลับเนี่ย เฮ้อ…

 

 

 

 

 

=====

 

100% ค่ะ

ความคิดเห็น