กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ยิ่งโตยิ่งสวย

ชื่อตอน : ยิ่งโตยิ่งสวย

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2560 11:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ยิ่งโตยิ่งสวย
แบบอักษร

ในเครื่องบินสายการบินไทยแอร์เวย์สกำลังบินตรงกลับประเทศไทยจากสนามบิน LAX ตามเวลากำหนด

 

หญิงสาวตัวเล็กหน้าหวานสวยใสหุ่นบอบบางแต่แอบมีความเซ็กซี่ กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนทันสมัย

ใบหน้าหวานตึงเครียดเล็กน้อยเมื่อนึกถึงบ้านที่กำลังจะกลับไป เป็นเวลาเกือบเจ็ดปีแล้วที่เธอใช้ชีวิตอยู่อเมริกาโดยไม่กลับไปเยี่ยมบ้านจนกระทั่งเรียนจบปริญญาโทและทำงานอยู่ต่อ

เพราะด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถบอกใครได้

 

ริมฝีปากบางถอนหายใจยาว ปลายนิ้วมือกดจิ้มเลื่อนจอโทรศัพท์ไปมาด้วยความเบื่อหน่ายที่ไม่มีอะไรทำ นอกจากนั่งๆนอนๆหรือไม่ก็ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ

มองออกไปทางหน้าต่างก็มืดสนิทเพราะเป็นเวลากลางคืน

 

มือบางหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบหลังจากเปิดแอพฟังเพลงแล้วเอนหลังนอนพิงหมอนใบเล็กๆ

ดวงตากลมเลื่อนลอยจากความเหนื่อยล้า ค่อยๆหรี่ตาลงนึกคิดทบทวนถึงอดีตที่ผิดพลาดว่ามันเริ่มจากตรงไหน เมื่อไหร่ เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วใครกันแน่ที่ผิด



 

~  ~  ~ ~ ~ ~ ~

 

เวลา 14:10 นาฬิกา ณ ท่ายานอากาศสุวรรณภูมิ

สาวน้อยในวัย 15 กำลังชะเง้อคอมองหาคนที่เธอตั้งใจจะมารับด้วยความตื่นเต้น พี่สาวแสนสวยของเธอได้ไปเรียนอยู่เมืองนอก 3 ปีแล้ว

 

….ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ จะยังนิสัยเหมือนเดิมไหม? พูดภาษาไทยชัดหรือเปล่า? จะยังจำน้องกับยายได้ไหม? ถ้าพี่เขาเปลี่ยนไปมากจนเราจำไม่ได้แล้วหากันไม่เจอล่ะทำไง

ป้ายที่เขียนชื่อของพี่สาวเอาไว้ก็ลืมเอามาสะได้ แย่จริงๆเลยเรา...

 

สาวน้อยคิดอะไรเพลินๆอยู่ในใจขณะที่รอว่าเมื่อไหร่พี่สาวจะออกมา สักพักก็ไปสะดุดตากับหญิงสาวร่างสูงที่ดูโดดเด่นในหมู่ผู้คนมากมาย

ผิวพรรณขาวสะอาดผุดผ่องใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวทรงเข้ารูป ลายตามยาวสีดำ พับแขนเสื้อ คอปก ดูสวยเท่แบบสบายๆ ทรงผมทันสมัยรับกับใบหน้าที่คมสวยมีเสน่ห์

กำลังเดินออกมาจากด้านในพร้อมกับรถเข็นกระเป๋า 3 ใบ

 

“พี่เมษ์!!!”

 

สาวร่างสูงชะงักพร้อมกับมองหาไปตามต้นเสียงที่คุ้นหู ก่อนที่จะส่งยิ้มหวานแล้วโบกมือทักทายเมื่อได้เจอเจ้าของเสียงที่เรียกชื่อตน

 

“พี่เมษ์จริงๆด้วย ยายคะพี่เมษ์ออกมาแล้วค่ะ”

มีนาเรศยิ้มแก้มปริแล้วหันไปบอกยายที่นั่งรอรับหลานอยู่บนเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน

 

“มาแล้วเหรอ? ไหนๆๆอยู่ไหน?”

ยายจันทร์ลุกพรวดขึ้นทันทีเพื่อที่จะไปหาจึงเกิดอาการหน้ามืดเล็กน้อย

 

“นั้นไงคะกำลังเดินมาทางนี้แล้วค่ะ โอ๊ยๆๆเดี๋ยวก็เป็นลม”  

มีนาเรศรีบเข้าไปพยุงยายของตนด้วยความเป็นห่วง

 

“สวัสดีค่ะยาย น้องมิ้นท์”

สาวร่างสูงกล่าวทักทายสวัสดีพร้อมรอยยิ้มแห่งความดีใจที่ได้เจอยายและน้องสาว

 

“ยัยเมษ์! โอ้โหโตขึ้นเป็นกองเลยนะเรา มาให้ยายหอมให้หายคิดถึงหน่อยสิ ฟอด! ฟอด! ฟอด!”

ยายจันทร์ยิ้มตื่นเต้นดีใจและประคองใบหน้าคมสวยมาหอมสลับกันไปมาฟอดใหญ่

 

“ไหนดูสิ สวยเหมือนแม่เลยนะเรา เหมือนกันอย่างกับแกะ เห็นไหมยายบอกแล้วว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

ยายจันทร์จับหลานร่างสูงหันไปหันมาแล้วหันไปพูดกับหลานสาวคนเล็กที่กลัวว่าจะจำกันไม่ได้

 

“ก็เราไม่ได้เจอกันตั้ง 3 ปีแล้วนี่คะ”

มีนาเรศยิ้มจนตาหยี พี่เมษ์เหมือนคุณแม่ขนาดนี้จะจำไม่ได้ๆยังไง

 

“แล้วคุณแม่ล่ะคะ ไม่ได้มาด้วยเหรอ”  

ร่างสูงมองไปรอบๆเพื่อหาคนในครอบครัวอีกคนนึง

 

“มากันแค่สองคนค่ะ คุณแม่ติดธุระแต่ตอนเย็นๆจะมาทานข้าวด้วย”

เสียงเล็กบอกด้วยรอยยิ้ม เมษาธิดาพยักหน้าเข้าใจ

 

“แล้วนี่หิวหรือยังลูกเหนื่อยไหม ยายกับน้องเตรียมอาหารไว้ให้เราเต็มเลย ของโปรดทั้งนั้น”

 

“หิวมากๆเลยค่ะยาย เมษ์คิดถึ้งคิดถึงอาหารฝีมือยาย ยายทำอะไรก็อร่อยหมดเลยค่ะ”

เมษาธิดาอมยิ้มพูดจาอ้อนประจบประแจงอย่างน่าหมั่นไส้

 

“ฮ่าๆๆๆ พี่เมษ์นี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะคะ”

มีนาเรศอดที่จะขำไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องอาหารพี่สาวคนนี้ก็มักจะปากหวานแบบนี้เสมอ

 

“ไม่ต้องทำมาเป็นประจบยาย ไปๆๆกลับกันได้แล้วจะได้ถึงบ้านไวๆ ยายอยากจะได้ไปประกาศกับคนที่ตลาดว่ามีหลานเก่ง”

 

เมษาธิดาเดินจับมือยายและยิ้มหัวเราะเพราะรู้จักนิสัยยายเธอดีอยู่แล้ว  โดยมีน้องสาวเป็นคนเข็นรถที่ใส่กระเป๋าเดินนำหน้าไปอย่างว่องไว




 

ณ บ้าน 2 ชั้นหลังสีเขียวขนาดกลางที่ดูเรียบหรูในพื้นที่ 1 ไร่เศษๆ

บริเวณรอบๆบ้านมีต้นไม้เขียวขจีให้ร่มเย็นน่าอยู่ หน้าบ้านมีศาลานั่งเล่นและสวนดอกไม้เล็กๆ หลังบ้านมีโรงครัวที่แยกออกไปจากตัวบ้าน

 

เมษาธิดาเดินสำรวจบ้านที่ต่อเติมทาสีใหม่ไปรอบๆอย่างเพลินๆ เดิมทีแล้วบ้านหลังนี้มีเพียงชั้นเดียว

เป็นบ้านธรรมดาที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรเพราะฐานะที่เคยยากจนมาก่อน แต่ด้วยน้ำพักน้ำแรงของกันยารัฐต์ผู้เป็นแม่ที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค ทุกๆคนจึงอยู่กันอย่างสุขสบายในวันนี้

 

“ดื่มน้ำส้มก่อนค่ะพี่เมษ์ มิ้นท์คั้นเองกับมือเลย รับรองหวานชื่นใจทุกลูก"

มีนาเรศยิ้มอย่างมั่นใจ ส่งแก้วน้ำสีสวยให้พี่สาวที่กำลังยืนมองอะไรไปทั่วอยู่ในตัวบ้าน

 

“รู้ได้ไงคะว่าหวานทุกลูก แสดงว่าทำไปกินไป นี่คงเค็มขี้มือล้วนๆเลยใช่ไหมเนี่ย”

เมษาธิดายิ้มรับแก้วน้ำมาด้วยท่าทางลังเลกับความสะอาดของน้ำส้มในแก้ว

 

“หูย...มือเค้าก็ล้างแล้วหรอกน่า มิ้นท์ก็แค่ชิมๆให้รู้ว่ามันหวานจริงๆเท่านั้นเอง พี่เมษ์ชิมก่อนสิคะแล้วค่อยมาว่า”

มีนาเรศพูดน้ำเสียงงอนๆ อุตส่าห์ทำให้แล้วยังจะมาว่ากันอีก

 

“หึหึ”

เมษาธิดายิ้มขำที่ได้แหย่เล่น ยกแก้วน้ำส้มในมือขึ้นมาดื่มจนหมดด้วยความกระหายจากการเดินทาง

 

“อืม หวานจริงๆด้วยมีอีกไหมคะ”

 

“มีค่ะ มิ้นท์คั้นไว้ให้เป็นเหยือกเลย พี่เมษ์ขึ้นไปบนห้องพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ อาหารเย็นเสร็จแล้วเดี๋ยวมิ้นท์ขึ้นไปปลุก”

มีนาเรศรับแก้วน้ำมาพร้อมกับบอกให้พี่สาวไปพักผ่อนเพราะดูท่าทางคงจะเหนื่อยไม่เบาที่ต้องนั่งเครื่องบินกลับจากอเมริกา ใช้เวลาตั้ง 18 ชั่วโมง  

พอจะหาอะไรมาให้ทานรองท้องก่อนก็ไม่เอา บอกว่าอยากนอนก่อนสักแป๊บ

 

“โอเค อย่าลืมน้ำส้มพี่นะ”

เมษาธิดากล่าวทวงขณะที่เดินขึ้นบันไดและเห็น 4 ประตูห้องนอนจึงหยุดชะงัก

 

“ไม่ลืมค่ะ เดี๋ยวเอาไปให้ ห้องพี่เมษ์อยู่ขวาสุดเลยนะคะ บอกไว้เผื่อลืม”

มีนาเรศมองตามหลังพี่สาวแล้วบอกทางให้เมื่อเห็นอาการลังเล พอเห็นพี่สาวพยักหน้าเข้าใจ ก็รีบกลับไปที่ครัวและเติมน้ำส้มเพื่อเอาไปให้

 

 

ทางด้านยายจันทร์ขณะที่กำลังจะพาหลานกลับถึงบ้าน ก็นึกได้ว่าลืมซื้อมะนาวกับต้นหอมจึงขอแวะที่ตลาดนัดหน้าปากซอยก่อน

 

“ป้าวันนี้ไม่ขายขนมเหรอ”

น้อยที่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่หน้าตลาดนัดเดียวกันทักขึ้น เพราะปรกติเวลานี้จันทร์ฉายก็มักจะหอบขนมมาวางขายที่แผงแต่วันนี้กลับมาตัวเปล่า

 

“ไม่ขายหรอก วันนี้ฉันไปรับหลานมาเลยไม่มีเวลา หลานฉันเพิ่งกลับจากเมืองนอก จำยัยเมษ์หลานฉันได้ไหมน้อย เดี๋ยวนี้มันโตเป็นสาว สวยเหมือนแม่มันเลย นี่มันจบ ม. 6 กลับมาแล้วนะเก่งไหมล่ะ”

จันทร์ฉายยิ้มพูดจาอวดหลานอย่างภูมิใจ จนทำให้ใครบางคนอดหมั่นไส้ไม่ได้

 

“หวังว่ามันคงไม่ท้องกลับมาเหมือนแม่ของมันด้วยนะ”

ยายชุที่ไม่ค่อยถูกกับยายจันทร์นั้นขายอาหารตามสั่งอยู่ร้านข้างๆแขวะขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้  เมื่อได้ยินยายจันทร์พูดสะเสียงดังราวกับกลัวใครไม่ได้ยิน

 

“ยัยชุ! ยัยปากเสีย แกว่าลูกฉันเหรอ เดี๋ยวได้เอาชามก๋วยเตี๋ยวกระแทกซะเลย พูดมาก!”

จันทร์ฉายกัดฟันพูดด้วยความโมโหพร้อมกับหยิบชามก๋วยเตี๋ยวมาหนึ่งใบ

 

“อ่าวๆๆ อย่ามาทะเลาะกันในร้านหนูสิ ลูกค้าตกใจหมด ถ้าถ้วยจานหนูแตก หนูจะปรับทั้งคู่เลยนะ ใบละ 500!”

น้อยรีบสงบศึกในทันทีเพราะไม่อยากให้ทะเลาะกันไปมากกว่านี้ อะไรกันทะเลาะกันอย่างกับวัยรุ่น

 

“แล้วนี่ป้ามาทำอะไรที่ตลาด วันนี้ไม่ขายของไม่ใช่เหรอ”

น้อยเริ่มเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นท่าทางของทั้งสองยืนส่งสายตาเชือดเฉือนจิกกัดใส่กัน

 

“อืม ว่าจะไปซื้อมะนาวสะหน่อยเกือบลืมไปเลย งั้นฉันไปก่อนนะเดี๋ยวหลานจะรอนาน”

จันทร์ฉายยอมลดสายตาแล้ววางชามก๋วยเตี๋ยวไว้ที่เดิมและเดินออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างหงุดหงิด ฮึ อิจฉาล่ะสิลูกหลานกูได้ดี



 

ในเวลา 18:30 นาฬิกา

มีนาเรศได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดประจำที่แล้วดับเครื่อง

 

หญิงร่างสูงโปร่งสะดุดตาก้าวลงจากรถคันสีแดง เดินอ้อมไปทางหลังรถเพื่อหยิบอะไรบางอย่าง

 

“คุณแม่! มิ้นท์คิดถึงจังเลย นี่มิ้นท์กำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่พอดี คุณแม่มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะคะ มาค่ะเดี๋ยวมิ้นท์ช่วยถือ”

มีนาเรศวิ่งเข้าไปกอดรวบเอวมารดาจากด้านหลัง ออเซาะออดอ้อนซบใบหน้ากับแผ่นหลังของร่างสูงไปมาราวกับเด็กน้อยดีใจที่เจอแม่

 

“อะไรเนี่ย มาถึงก็พันแข้งพันขา ทำตัวเป็นเด็กๆไปได้โตแล้วนะคะ เอ้านี่เอาไปแช่ตู้เย็นไว้นะ เดี๋ยวเสีย”

กันยารัฐต์ที่กำลังหยิบของออกจากรถอยู่เสียหลักเล็กน้อย อะไรจะคิดถึงขนาดนั้น ไม่รู้จักโตเลยลูกคนนี้

ว่าแล้วก็หันไปยื่นถุงใหญ่หนักอึ้งที่มีนมสดอยู่หลายแพ็คและถุงเล็กอีกถุงหนึ่งซึ่งมีขวดยาไวตามินต่างๆอีกมากมาย

 

“ซื้อมาให้ใครเยอะแยะคะคุณแม่ บ้านเราไม่มีเด็กเล็กสักหน่อย ใครจะกินคะเนี่ย”

มีนาเรศคลายอ้อมกอดแล้วรับถุงจากมารดาโดยไม่สนใจคำว่ากล่าว ก็คนมันคิดถึงจริงๆนี่ ปรกติคุณแม่ไม่ได้กลับบ้านเร็วขนาดนี้

 

“ก็ซื้อมาให้น้องมิ้นท์ไงคะ ต้องบำรุงหน่อยยิ่งแต่เตี้ยๆอยู่ แล้วดูสิผอมอย่างกับไม้เสียบลูกชิ้น”

กันยารัฐต์บีบแก้วลูกสาวอย่างมันเขี้ยว ยังจะมาถามอีกว่าซื้อให้ใครก็มีอยู่คนเดียวนี่แหละที่ไม่โตสักที เฮ้อ

 

“โอ๊ยคุณแม่อ่ะ มิ้นท์ไม่ได้เตี้ยสักหน่อย แบบนี้เขาเรียกว่ามาตรฐานสมส่วนเลยค่ะคุณแม่ ปีนี้มิ้นท์ก็สูงขึ้นตั้ง 3 เซ็นนะคะ”

มีนาเรศพูดน้ำเสียงงอนน้อยใจขณะที่เดินตามเข้าบ้าน จะว่าไปแล้วในบ้านนี้ก็มีเราเตี้ยอยู่คนเดียวจริงๆนั้นแหละ ขนาดยายยังสูงเลย ก็เราสูงได้แค่นี้เองอ่ะจะให้ทำยังไง บำรุงแค่ไหนก็เท่าเดิม

 

“แล้วไหนน้องเมษ์หละ ตั้งแต่แม่มายังไม่เห็นเลย”

กันยารัฐต์ถามหาลูกสาวอีกคนเมื่อเดินเข้ามาในบ้านแล้วไม่เจอ ป่านนี้คงจะโตจนเป็นกลายฝรั่งจ๋าแล้วมั้ง ไม่ได้เห็นนานแล้วคิดถึง

 

“ยังนอนอยู่บนห้องอยู่เลยค่ะ เดี๋ยวมิ้นท์ไปปลุกให้มาทานข้าวด้วยกัน”

มีนาเรศยิ้มตาหยีก่อนจะรีบวิ่งเอาของไปเก็บแล้วขึ้นไปบนห้องของพี่สาว

 

 

ในห้องนอนขนาดพอดี เฟอร์นิเจอร์จัดแต่งไว้อย่างเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน

ร่างเล็กเดินเข้าไปภายในห้องก็เห็นแก้วน้ำส้ม เหลืออยู่ครึ่งแก้ววางไว้อยู่บนหัวเตียงและพี่สาวนอนหลับพริ้มอยู่บนเตียงนุ่ม

ร่างสูงยาวนอนตะแคงกอดผ้าห่ม  ใบหน้าคมสวยมีผมยาวปกปิดเล็กน้อย ดวงตาปิดสนิทมีขนตาหนายาวงอนเป็นแพ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสวยได้รูปไม่ต่างจากมารดา  

เสียงลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าหลับสนิทจริงๆ

 

“พี่เมษ์สวยจัง”

มีนาเรศอมยิ้มพูดออกมาอย่างเพ้อๆ ส่งมือไปปัดเส้นผมที่ปกปิดใบหน้าอย่างแผ่วเบา

 

“พี่เมษ์คะ พี่เมษ์ตื่นได้แล้วค่ะ คุณแม่มาแล้ว”

มีนาเรศย้ายมือไปเขย่าที่ไหล่เบาๆอยู่หลายที

 

“ฮือ..”

เมษาธิดาฮึมฮัมออกมาเมื่อถูกรบกวนพร้อมกับพลิกตัวหันหนี

 

“พี่เมษ์ตื่นได้แล้วนะคะไปทานข้าวกัน คุณแม่รออยู่นะ”

ร่างเล็กดึงแขนของพี่สาวให้พลิกตัวกลับมานอนหงาย แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะตื่น

 

“เฮ้อ ปลุกยากจริงๆเลย”

ริมฝีปากบางถอนหายใจส่ายหน้า กางนิ้วชี้ไปจิ้มเล่นบนแก้มขาวของพี่สาว จะปลุกยังไงละเนี่ยขี้เซาไม่มีเปลี่ยน

 

“นึกออกแล้ว อิอิ ไม่ตื่นให้มันรู้ไป”

ร่างเล็กนึกคิดอยู่เพียงครู่และเผยยิ้มออกมา  ก่อนจะเอานิ้วไปบีบที่ปลายจมูกโด่งสวยเพื่อหยุดการหายใจ

แต่พอสักพักพี่สาวก็เริ่มหายใจทางปากแทนสะงั้นขณะที่ยังหลับอยู่

 

“อ้าว ยังอีกยังไม่ตื่น ได้ๆๆ”

มีนาเรศเริ่มสนุกใช้มืออีกข้างนึงปิดปากของพี่สาวเอาไว้แน่น อีกมือนึงยังคงบีบจมูกโด่งเอาไว้อยู่

 

 

สักพัก...

 

 

“เฮือก!!!”

เมษาธิดาสะดุ้งลืมตากระเด้งขึ้นมานั่งพร้อมกับหายใจแรงหอบเพราะขาดออกซิเจน

 

“น้องมิ้นท์เล่นอะไรคะเนี่ย จะฆ่าพี่เหรอ!?”

เมษาธิดาโวยวายตกใจ จ้องตาเขม็งไปทางน้องสาวที่เล่นอะไรพิเรนๆ

 

“ก็พี่เมษ์ปลุกยากเองนี่คะ มิ้นท์ก็เลยต้องทำแบบนี้ ฮ่าๆๆๆ”

มีนาเรศหัวเราะชอบใจกับอาการของพี่สาว ดูทำหน้าดิตลกเป็นบ้า

 

“พอเลยๆ พี่ไม่ขำด้วย นี่กี่โมงแล้วเนี่ย”

เมษาธิดาพูดน้ำเสียงไม่พอใจนิดๆ มีอย่างที่ไหนปลุกด้วยการปิดปากปิดจมูก ที่เมื่อกี้นี้ฝันว่าตัวเองจมน้ำอยู่คงเป็นเพราะยัยตัวแสบนี่สินะ ตกใจหมดเลย อย่างนี้ต้องทำโทษ

 

“หกโมงสี่สิบแล้วค่ะ พี่เมษ์ไปล้างหน้าล้างตาแล้วรีบลงไปทานข้าวเย็นกันนะคะ คุณแม่กลับมาแล้ว เดี๋ยวมิ้นท์จะไปช่วยยายยกกับข้าว ไม่โกรธกันนะคะ จุ๊บๆ”

มีนาเรศรีบลุกออกไปจากห้องเมื่อเห็นว่ากำลังจะถูกคว้าตัว โดยที่ไม่ลืมถือแก้วน้ำส้มออกมาด้วย ก่อนที่จะบอกพี่สาวอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งลงบันไดไปอย่างอารมณ์ขัน

 

“ฮึ ฝากเอาไว้ก่อนเถอะยัยเตี้ย”  

เมษาธิดาเม้มริมฝีปากแน่นนึกมันเขี้ยวคนตัวเล็กแล้วเดินเข้าห้องน้ำจัดการล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่สะอาด สวมเสื้อยืดสบายตัวกับกางเกงขาสั้น

ยืนสำรวจความเรียบร้อยให้เสร็จสรรพแล้วจึงเดินลงไปด้านล้าง

 

 

“มิ้นท์ไปปลุกพี่เขาหรือยังลูก เย็นมากแล้วจะได้กินข้าว”

ยายจันทร์ทักขึ้นมาเมื่อตั้งสำรับเสร็จ วันนี้อุตส่าห์ทำสุดฝีมือ ถ้าไม่มากินคงเสียดายแย่

 

“ปลุกแล้วตื่นแล้วค่ะยายเดี๋ยวคงลงมา”

มีนาเรศบอกเสียงเรียบขณะที่กำลังตักข้าวใส่จานอย่างขมักเขม้น

 

“เดี๋ยวแม่ไปดูเอง”

กันยารัฐต์ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินไปทางบันไดก็พบสาวร่างสูงที่ตัวพอๆกันกับตัวเอง อาจจะสูงกว่านิดหน่อย เดินยิ้มแก้มปริมุ่งหน้ามาทางตน

 

“คุณแม่สวัสดีค่ะ คิดถึงจังเลย”

เมษาธิดายิ้มหวานด้วยความดีใจและเดินเข้าไปกอดหอมมารดา

 

กันยารัฐต์กอดตอบอย่างตื่นเต้นดีใจด้วยรอยยิ้มแห่งความตื้นตันใจที่ได้เห็นลูกสาว

 

“คุณแม่ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะคะเนี่ย นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนว่า 39 แล้วเมษ์คงคิดว่ายี่สิบกว่าๆเอง คุณแม่ยังดูไม่แก่เลย”

เมษาธิดายิ้มพูดไปตามความจริง

 

“หึหึ...ปากหวานจริงนะ แล้วไปเรียนเมืองนอกเป็นไงบ้าง อยู่คนเดียวลำบากไหม เรียนได้คะแนนเท่าไหร่ เกรด A หมดเลยไหม แล้วจะไปต่อปริญญาที่นู้นเลยรึเปล่า คิดหรือยังว่าจะเรียนอะไร”

กันยารัฐต์ยิ่งคำถามรัวจนลูกสาวตอบแทบไม่ทัน

 

“อ้าวๆ จะยืนคุณกันอีกนานไหม มากินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวอาหารเย็นหมดพอดี เมษ์มานั่นตรงนี่มาลูกมา”

ยายจันทร์ทักขึ้นเมื่อเห็นสองแม่ลูกไม่มาที่โต๊ะสักที

 

“ยายทำของโปรดของหนูทั้งนั้นเลย แกงส้มเอย ผัดฟักทองเอย น้ำพริกปลาทูกับผัก แกงเขียวหวาน ต้มยำเห็ดรวมมิตร แล้วนี่ปลาช่อนลุยสวน ไปอยู่เมืองนอกได้กินอย่างนี้ไหมลูก”

 

เมษาธิดาเดินมานั่งที่โต๊ะอาหารตามคำบอก เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะก็ต้องเบิกตากว้างน้ำลายสอด้วยความหิว

 

บรรยากาศทานข้าวของครอบครัววงค์ฤดีผ่านไปอย่างราบรื่น ทุกคนมีเสียงหัวเราะถึงแม้ว่าจะขาดใครไปคนนึง หนึ่งธิดาพี่สาวคนโตได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ

แม้จะไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าแต่ทุกๆคนก็มีความสุข




 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูในยามดึกดังขึ้น

 

“ค่า ไม่ได้ล็อค”

เมษาธิดาเปล่งเสียงขานรับและมองไปที่ประตูเพื่อดูว่าเป็นใคร

 

“พี่เมษ์ มิ้นท์ขอนอนด้วยคนนะคะ”

มีนาเรศเปิดประตูเดินเข้ามากระโดดขึ้นบนเตียงนุ่ม แล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มโดยไม่รอฟังคำอนุญาตจากเจ้าของห้องที่นั่งทาครีมอยู่ปลายเตียง

 

“ห้องตัวเองไม่มีเหรอ”

เมษาธิดาส่ายหน้านิดๆกับพฤติกรรมของน้องสาว

 

“เหงา”

มีนาเรศตอบเสียงค่อยใต้ผ้าห่มผืนหอมแอบหวั่นว่าพี่สาวจะไม่สนิทกันเช่นเดิม ก็เมื่อก่อนเคยนอนด้วยกันสามคนพี่น้องในห้องเดียวกันนี่ พอมามีห้องเป็นของตัวเองมันรู้สึกเหงาๆยังไงก็ไม่รู้

 

“อาบน้ำแล้วเหรอ?”

 

“อาบแล้ว”

 

“ไม่เห็นทาแป้งเลย"

เมษาธิดาชำเลืองมองในขณะที่กำลังลูบไล้เนื้อครีมทาผิวบนแขนของตัวเอง

 

“พี่เมษ์ก็ไม่ทา”

เสียงเล็กยอกย้อน

 

“งั้นก็มาทาครีม”

 

“ไม่เอามันเหนียว”

 

“ไม่เหนียวหรอกแอร์ก็เปิด มาเร็วๆ”

เมษาธิดาพูดกัดฟันอย่างมันเขี้ยวกับความดื้อของอีกคน มือเรียวดึงผ้าห่มจนปลิวไปที่ปลายเตียงออกจากร่างเล็ก

 

“ฮื้อ ไม่เอาๆ จะทาทำไม”

มีนาเรศร้องประท้วง รีบคว้าดึงเอาผ้าห่มคืนแต่ก็ถูกร่างสูงรวบข้อมือเอาไว้ทั้งสองข้างด้วยมือเดียว แล้วขึ้นคร่อมทันที!

 

“ดื้อนักใช่ไหม พี่จะเอาคืนที่แกล้งพี่เมื่อตอนเย็น”

ริมฝีปากสวยยิ้มร้าย  มือที่ว่างดึงขอบเสื้อนอนของคนตัวเล็กขึ้นจนถึงระดับซี่โครงและบีบโลชั่นทาผิวลงบนหน้าท้องแบบราบ

 

“ฮือพี่เมษ์! ทำอะไร อย่ามันจั๊กกะจี๋นะ"

มีนาเรศร้องเสียงหลง รู้สึกเย็นๆที่หน้าท้องเมื่อเนื้อครีมถูกบีบลงมา ตามด้วยเนื้อมืออุ่นๆลูบไล้เบาๆจนหน้าท้องหดเกร็งด้วยความรู้สึกจั๊กกะจี๋แปลกๆ

 

“หึหึหึ ไม่รอดแน่!”

ร่างสูงเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างมันเขี้ยว แตะแต้มเนื้อครีมจากหน้าท้องเต็มฝ่ามือแล้วนำไปทาบนแขนที่ขึงไว้ทั้งสองข้างของร่างเล็กจนทั่ว

ฝ่ามือเรียววนกลับมาที่หน้าท้องเมื่อเห็นมีเนื้อครีมติดเหลืออยู่บ้าง จึงลูบไล้เนื้อครีมให้ทั่วหน้าท้องแบนราบแล้วปล่อยร่างเล็กให้เป็นอิสระ

 

มีนาเรศพลิกตัวหันหน้าหนีทันทีที่ร่างสูงลงจากตัว  ใบหน้าร้อนผ่าว คิ้วขมวดจนเป็นปม หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อๆกับเหตุการณ์เมื่อครู่

ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม

 

“โกรธพี่เหรอคะ?”

เมษาธิดาเอ่ยถามเมื่อเห็นร่างเล็กเงียบไป ไม่ได้งอนงอแงเหมือนเช่นทุกครั้งที่โดนแกล้ง

 

“เงียบ…แสดงว่าโกรธ”

ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ ยันแขนทรงตัวกับที่นอนไว้และชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆมองใบหน้าน้องสาวจากด้านหลัง

 

“ไม่ได้โกรธ”

มีนาเรศตอบกลับไปเสียงค่อย กลัวอีกคนเข้าใจผิด

 

“ดีกันนะคะ”

เมษาธิดายิ้มมุมปาก ชูนิ้วก้อยขึ้นตรงหน้าของร่างเล็ก

 

“ค่ะ”

ร่างเล็กเกี่ยวก้อยคืนดีกับพี่สาวเมื่อหัวใจรู้สึกสงบลงแล้ว หันไปโอบเอวหนุนตักร่างสูงที่นั่งอยู่อย่างคิดถึง

 

“ฮือ คิดถึงจัง พี่เมษ์กับพี่ใหม่ทิ้งมิ้นท์ไปกันหมด”

มีนาเรศพึมพำเบาๆที่พี่สาวทั้งสองทิ้งเธอไว้ให้เหงาอยู่คนเดียว

 

“ก็แล้วทำไมไม่ตามไปด้วยล่ะคะ”

เมษาธิดายิ้มอ่อนโยนลูบเส้นผมนุ่มของน้องสาวเบาๆ

 

“ไม่เอาอ่ะ มิ้นท์ไม่ได้เก่งเหมือนพี่ๆนี่คะ ไปก็คงเรียนไม่รู้เรื่อง แล้วอีกอย่างใครจะอยู่กับยายและคุณแม่”

มีนาเรศหาเหตุผลมาอ้าง แค่เรียนอยู่เมืองไทยยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ถ้าต้องไปอยู่ต่างถิ่นต่างภาษานี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

 

“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว นอนดีกว่า ปิดไฟเลยนะ”

เมษาธิดาลุกขึ้นไปปิดไฟแล้วก้าวเท้ากลับมานอนลงบนเตียงนุ่ม

 

มีนาเรศดึงผ้าห่มขึ้นมาพันตัวเองเอาไว้อย่างเคยชินหันหน้ามองอีกคนในความมืด

 

“พี่เมษ์”

 

“หืม?”

ร่างสูงหันมองไปตามเสียง

 

“กอดมิ้นท์หน่อย”  

 

เมษาธิดายิ้มบางๆหันไปกอดร่างเล็กที่หอตัวเป็นมัมมี่อยู่ในผ้าห่มตามคำขอ  ดวงตาคมสวยหลับลงอย่างง่ายดายด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

 

มีนาเรศขยับตัวเข้าไปแนบชิดในอ้อมแขนของร่างสูงเพื่อหาไออุ่น กลิ่นหอมจากผิวกายลอยโชยมาแตะจมูกทำให้ร่างเล็กรู้สึกเคลิบเคลิ้มอย่างแปลกๆ

 

 

ทำไมพี่เมษ์หอมจังนะ อยากอยู่แบบนี้ตลอดไปจัง

 

 

 

 

 

 

 

=====

100% ค่ะ

 
ความคิดเห็น