-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.6k

ความคิดเห็น : 82

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2560 07:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 7
แบบอักษร

 

 

7

กุบกับ กุบกับ...

 

สีขาแกร่งวิ่งไปยังทิศปัจฉิม เข้าสู่ป่าใหญ่ โดยมีคนบาดเจ็บอยู่บนหลังทรงตัวไม่อยู่ นอนทาบทับมาบนหลังอานใหญ่ ใบหน้าซีดเผือดไร้เลือด วิ่งเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงแม่น้ำสายหนึ่ง หนิงลี่จึงได้ประคองมือบังคับให้อาชาหยุด พาร่างกายที่อ่อนปวกเปียกลงจากหลังม้า หันมองลูกศรที่ถูกปักอยู่ตรงอกด้านซ้าย ผู้ที่ทำไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซ่งจินเหลียง

 

ชายผู้โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ นับว่าฝีมือค่อนข้างดีพอตัว ยิงระยะไกลขนาดนั้นแต่กลับสร้างบาดแผลให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

ยังไม่พ้นเขตแดนแคว้นฉิน หนิงลี่ไม่อาจอยู่นิ่งเฉย หยิบผ้าขึ้นมาปิดปากเพื่อกลั้นเสียงร้องกลั้นใจดึงธนูให้หลุดออกมาจากร่าง ชายชาติทหารเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนหมดแรงที่จะทรงตัวยืนอีกต่อไป กายโปร่งทรุดฮวบลงพื้นดินแข็ง สติที่มีใกล้เลือนลางเต็มทน ถ้าหากว่ายังขี่ม้าหนีไปแบบนี้ก็คงจะไม่รอดแน่

 

หนิงลี่กัดฟันทนอีกครา ผูกลูกธนูอาบเลือดกับอานม้าด้านหลัง ทำเช่นนี้เพื่อสร้างรอยเลือดปลอม ให้พวกทหารเสียรู้จนหลงไปอีกทาง อย่างน้อยกว่าพวกนั้นจะรู้ตัวก็คงอีกพักใหญ่ หลังจากนั้นก็เริ่มมองหาตัวช่วยที่จะทำให้ตัวเองหนีรอด เป็นกิ่งไม้ที่ค่อนข้างใหญ่ หนิงลี่จะเอามันมารองร่างที่มีน้ำหนัก ใช้แม่น้ำสายนี้เพื่อพาตัวเองไปให้ไกลที่สุด และเพื่อกลบรอยเท้ากับรอยเลือด

 

“เจ้าม้า”

 

ฮี่~

 

มันร้องเหมือนอย่างรู้ความ...

 

“ขอบใจเจ้ามาก เจ้าไปเถอะ”

 

เจ้าม้าตัวนี้มันมีบุญคุณ ถึงจะเป็นม้าที่ขโมยมาจากชาวบ้านแต่มันก็เป็นตัวที่พาเขาหนีออกมาจากวังหลวง หนิงลี่จะไม่มีวันลืมบุญคุณ

 

ลับหลังมันไปแล้ว...กายเจ็บเดินไปที่แม่น้ำ โชคดีที่อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศใต้น้ำจึงอบอุ่นไม่หนาวเย็นเฉียบจนถึงกระดูก ใช้ท่อนไม้ที่หาได้เมื่อสักครู่พยุงตัวเองให้ลอยคออยู่ในแม่น้ำใหญ่ท่ามกลางแสงแดดจ้าที่ร้อนแรง หยาดเลือดสีสดละลายไปกับผืนน้ำจนเป็นวงกว้างก่อนจางหายไป

 

หนิงลี่ไม่อาจประคองสติได้ ดวงตาทั้งสองข้างปรือหลังลงอย่างช้าๆ

 

“คิดว่าจะหนีข้าพ้นอย่างนั้นรึ”

 

สุรเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากทางด้านข้าง หนิงลี่เบิกตาโผลงสั่นสะท้าน ไม่คิดว่าจะถูกตามตัวเร็วเช่นนี้ กายสั่นพยายามแหวกว่ายไปยังอีกทิศทาง แต่มันก็ดูเหมือนจะไม่ได้ดั่งใจ หนิงลี่มุดลงไปใต้น้ำเพื่อใช้กระแสน้ำที่เชี่ยวกราดพาร่างที่เจ็บหนักล่อยลอย

 

ซ่งจินเหลียงขบกรามแน่น เขากระโจนลงน้ำอย่างไม่รีรอ ตรงดิ่งไปหาคนที่คิดหนี จับกระชากให้โผล่พ้นเหนือน้ำ สองมือประคองร่างอีกฝ่ายเอาไว้

 

กล้าดียังไงมาหนีคนอย่างเขา!

 

ทันทีที่ตามมาจนถึงครึ่งทาง ซ่งจินเหลียงเห็นหยดเลือดจากใบไม้ตรงไปยังทิศทักษิณ ในคราวแรกก็ให้พลทหารม้าตามไป แต่ยิ่งตามก็ยิ่งออกนอกเส้นทางบวกกับรอยเลือดสะเปะสะปะ คิดได้ดังนั้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ ซ่งจินเหลียงจึงได้นำคนส่วนหนึ่งหวนกลับไปยังทิศปัจฉิม

 

คนเจ็บไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ถ้าไม่มีตัวช่วย

 

แม่น้ำเว่ยคือสิ่งที่ซ่งจินเหลียงคิดถึงอันดับแรก จึงได้มารอที่ปลายทาง และมันก็เป็นอย่างที่คิด

 

“ปล่อยข้า!

 

หนิงลี่หมดแรงปัดป่ายมือไปทั่วสารพัดทิศจนเล็บข่วนใบหน้าชายเหี้ยมโหด ทว่าสิ่งที่ทำไม่อาจได้เพียงเสี้ยวของปีศาจที่ร้ายกาจ

 

ซ่งจินเหลียงมองด้วยดวงตาโทสะ ใช้กำลังที่มีมากกว่าจับกดลงไปใต้น้ำ แช่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดึงขึ้นมา หนิงลี่ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวไอคอกไอแค่กไปด้วยความทรมานอย่างแหลือแสนสาหัส ไม่เพียงแค่ครั้งเดียว แต่กลับถูกกระทำรุนแรงหลายต่อหลายหลายครั้ง สร้างความร้านฉานให้จิตใจและร่างกาย

 

หนิงลี่ที่ได้รับบาดเจ็บอยู่แล้วไม่อาจอยู่ได้นาน พระสนมอัปลักษณ์สลบอยู่คาอ้อมอกแกร่ง มือไม้อ่อนปวกเปียกจนไม่อาจรั้งตัวให้ลอยอยู่บนผืนน้ำได้ โชคดีที่มือใหญ่คอยประคอง ไม่อย่างนั้นคงได้จมลงใต้น้ำกระมัง

 

 

ในห้องขังซึ่งไร้แสงสว่าง คนทำผิดย่อมต้องถูกลงโทษ ถึงเป็นตำแหน่งพระสนมก็ใช่ว่าจะถูกละเว้น หนิงลี่ได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจขยับกายไหวได้ บาดแผลตรงหัวไหล่ไม่มีเลือดไหลออกแล้ว แต่ความเจ็บแปลบจากรอยแผลยังคงอยู่ สองมือถูกจับล่ามโซ่ไปคนละทิศ นั่งคุกเข่าเพื่อรอรับการลงทัณฑ์ หลังจากที่ถูกจับกดน้ำในครานั่น รู้ตัวอีกก็ตื่นขึ้นมาในสภาพเช่นนี้แล้ว

 

เห็นครานี้คงจะไม่รอดเป็นแน่...

 

ริมฝีปากสั่นระริกแตกเป็นผุยผง เกิดจากอาการขาดน้ำและอาหารมาสองวันสองคืน นับว่ามันเป็นการลงโทษที่ดูเบาพอสมควร หากดูจากนิสัยพื้นฐานของซ่งจินเหลียงแล้ว นี่อาจเป็นแค่คำทักทายเพื่อรอการลงโทษครั้งใหญ่

 

หนิงลี่หนีไม่รอด...เขาหนีชายผู้โหดร้ายไม่พ้น

 

ฝีเท้าเบาย่างก้าวเข้ามาใกล้ หนิงลี่เห็นเพียงแค่ปลายขาก็รับรู้ถึงการมาของอีกฝ่าย มันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากฮ่องเต้แคว้นฉิน

 

"อ้อนวอนข้าสิ ขอร้องข้าให้เหมือนสุนัข เพื่อบางทีข้าอาจหายโกรธที่ตุกตาอัปลักษณ์อย่างเจ้าคิดหนีไปเที่ยวเล่นด้านนอก"

 

คนฟังนิ่งเงียบไร้ซึ่งคำตอบ...เขาเกิดเป็นคนไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน ไม่ได้มีสันดารหยาบกระด้าง รักตัวกลัวตายถึงขนาดต้องทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อทำตัวเยี่ยงสุนัข...ซ่งจินเหลียงก็ดีแค่ใช้กำลัง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาขาไม่เคยหลับฝันเต็มอิ่ม ไม่เคยนอนเต็มนอน จะเห็นก็มีแค่ใบหน้าของเพื่อนรัก ครอบครัว ลอยเคว้งคว้างราวกับว่าเป็นเงาตามตัว

 

“ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะปริปากเงียบได้มากเท่าไหร่เชียว...ทหาร!

 

“ขอรับฝ่าบาท”

 

ซ่งจินเหลียงเอ่ยเรียกทหารที่อยู่ในคุก เหล่าทหารกล้าผู้ดูแลโทษทัณฑ์นักโทษต่างน้อมกายนั่งคงคารวะ เพื่อรอรับคำสั่งของเจ้าแผ่นดิน

 

“โบยพระสนมจนกว่าข้าจะบอกให้หยุด”

 

“ขอรับ”

 

เหล่าทหารคุกลุกขึ้น ตรงไปยังร่างที่ยังนั่งเจ็บ คนในคุกแห่งนี้นับว่ามีชะตากรรมที่น่าสงสาร จะตายก็ไม่ได้ตาย จะอยู่ก็ไม่ได้อยู่ กว่าจะสิ้นลมหายใจก็ทรมาน เขาเห็นมานักต่อนักนักโทษที่ดื้อด้าน สุดท้ายแล้วปริปากร้องขออ้อนวอน แล้วมันก็เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่พลทหารต่ำต้อยอย่างพวกเขาเห็นซ่งจินเหลียงมาบัญชาด้วยตนเอง

 

 

หนิงลี่ถูกปลดโซ่ จับให้นอนราบลงกับพื้น มีทหารสองนายคอยจับข้อแขนคนละข้าง พร้อมกับอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง หนิงลี่กัดฟันทนอย่างรู้ชะตากรรม

 

 

พระสนมถูกกระทำอย่างร้ายกาจ ท่อนขาถูกโบยด้วยด้วยไม้โบยนักโทษ ด้วยแรงของทหารมันไม่ยากเลยที่จะทำให้เนื้อปริแตก หนิงลี่ได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส พยายามที่จะกลั้นเสียงร้องแห่งความทุกข์โศก ใบหน้าที่เปื้อนแดงยับยู่ยี่ทุกครั้งที่ถูกไม้ตีสัมผัสเนื้อ

 

ขอโทษข้าสิ ขอร้องข้าให้ปล่อย

 

ซ่งจินเหลียงยังคงทำสีหน้านิ่งเฉย หากภายในใจกลับร้อนรุ่มเหมือนดั่งไฟสุมในอก ยามที่หนิงลี่ไม่ร้องขอความเมตตา

 

บังอาจนักเป็นเพียงแค่ชายอัปลักษณ์แต่กลับหยิ่งในศักดิ์ศรีถือดี!

 

“หยุด”

 

โบยไม่ถึงยี่สิบไม้ ซ่งจินเหลียงก็ออกคำสั่ง ก่อนที่จะหันทิศเดินไปอีกทาง

 

อีกด้าน...ในพระตำหนักทางทิศปัจฉิม องค์ชายแห่งแคว้นโจวนั่งจิบสุรามองดอกท้ออยู่ที่สวนด้านหลัง วิวทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้า ถูกตกแต่งประดับไปด้วยมวลดอกไม้และต้นไม้ ตรงกลางมีสระน้ำขนาดหย่อม โจวอี้หานพึงพอใจ นับว่าเป็นการตกแต่งที่งดงามทีเดียว

 

ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้ม เหตุการณ์เมื่อสองวันก่อนมันยังติดห้วงอยู่ในความทรงจำไม่อาจที่จะลบเลือน ในขณะที่นางกำนัลมาแจ้งว่าพระสนมได้หนีออกจากวัง สีหน้าของซ่งจินเหลียงก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ฮ่องเต้องค์งามหุนหันพลันแล่นวิ่งออกนอกวังอย่างไม่คิด โจวอี้หานทำได้เพียงแค่มองด้านหลังยามที่ซ่งจินเหลียงกระโดดขึ้นหลังคาสูง

 

ในวันต่อมาก็ได้ข่าวว่าถูกจับได้ และพาตัวไปยังคุกมืดที่อยู่ด้านหลังตำหนัก จนทำให้โจวอี้หานไม่อาจยลโฉมพระสนมที่เลื่องลือนั่นให้เห็นกับตา

 

 

ชักอยากเห็นหน้าเร็วๆ เสียแล้ว

 

โจวอี้หานมาดมั่นพลางจับคางตัวเองอย่างใช้ความคิด

 

“องค์ชาย”

 

เฉินชุน’ คนสนิทที่อยู่ข้างกาย เขาได้รับข่าวสารบางอย่างจึงได้รีบตรงมาเอ่ยรายงานให้องค์รัชทายาททราบ เฉินชุนทำมือป้องที่ข้างหูพลางกระซิบเสียงแผ่ว

 

ข้อความนี้มันจะหลุดรอดถึงผู้อื่นไม่ได้!

 

โจวอี้หานหัวเราะขบขันอย่างมีความสุข ดวงตาพลันเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมยามที่ได้รับรู้ถึงข่าวดี

 

แคว้นฉินมีอำนาจอย่างนั้นรึ โจวอี้หานคนนี้แหละที่จะขยี้มันให้แหลกคามือสัมพันธไมตรีต่างแคว้นมันก็เป็นแค่ฉากบังหน้า พระบิดาที่กำลังประชวรมันก็เป็นแค่ข่าวลือจอมปลอม แต่เบื้องหลังกำลังนำกองทหารมาบดขยี้ซ่งจินเหลียงให้อยู่ภายใต้ฝ่าเท้า

 

ความนึกละโมบมันยังไม่มีที่สิ้นสุด โจวอี้หานนึกฝันถึงตอนที่ตอนเองได้นั่งบนบัลลังก์ทอง เป็นผู้ครองแคว้นที่เจริญรุ่งเรือง

 

“เห็นทีข้าคงต้องไปพบซ่งจินเหลียงเสียแล้ว”

 

เริ่มต้นสู่แผนการการยึดอำนาจ โจวอี้หานลุกขึ้นเดินไปยังอีกทิศ อาภรณ์ชั้นเลิศถูกสะบัดพริ้มไปทางด้านหน้า เส้นผมยาวเหยียดหลังสีดำไหวไปตามแรงลม

 

โจวอี้หานเดินไปตามเส้นทางที่ทอดยาวเบื้องหน้า ผ่านสวนหย่อมดอกไม้ที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีต ภายในตำหนักที่ดูว่างามแล้ว ภายนอกกลับดูงามยิ่งกว่า และมันก็เป็นอย่างที่เขาคิด ซ่งจินเหลียงเดินหน้ามุ่ยอย่างไม่มองคนรอบด้าน

 

องค์รัชทายาทยกมือขึ้นคารวะ

 

 

“ฝ่าบาท ท่านมาเกษมสำราญชมสวนด้านนอกรึ”

 

ซ่งจินเหลียงนิ่งเงียบ พยายามเก็บอาการที่ซ่อนอยู่ภายในอก

 

“ใยท่านถึงได้ดูหน้าเป็นเช่นนั้นเล่า มีผู้ใดที่ทำให้ฝ่าบาทขุ่นเคือง” แสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่เต็มอก ซ่งจินเหลียงเดินมาจากทางด้านหลัง มันแสดงให้เห็นชัดว่าเขาเพิ่งมาจากคุกมืด “เป็นเพราะพระสนมลี่ใช่หรือไม่ที่ทำให้ท่านอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้”

 

 

“ข้าต้องการพักผ่อน ขอตัว” ซ่งจินเหลียงเลี่ยงการเสวนา

 

“ข้าได้ข่าวว่าพระสนมลี่มาจากลูกชาวบ้าน ไร้ยศศักดิ์ แน่นอนว่าการเลี้ยงดูของพระสนมย่อมไม่เหมือนในวังหลวง” โจวอี้หานกางใบพัดก่อนตบไปที่มือ เสมือนหนึ่งความคิดกำลังบรรเจิด

 

“เจ้าต้องการพูดเรื่องอะไร” ซ่งจินเหลียงหยุดเท้า

 

“ฝ่าบาท ใครๆ ก็รู้ว่าท่านใส่ใจพระสนมลี่ขนาดไหน ถึงขนาดลงไปดูในคุกมืดด้วยพระองค์เอง ข้าเกรงว่าถ้าท่านใช้แต่กำลัง สักวันพระสนมลี่อาจทนไม่ไหวคิดหนีท่านไปอีก ข้ามีความคิดดีๆ ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะสนหรือไม่”

 

ความคิดหนึ่งถูกเสนอ และแน่นอนว่าโจวอี้หานมั่นใจว่าซ่งจินเหลียงย่อมสนใจ

 

เวลาไม่กี่ชั่วยามต่อมา หนิงลี่ได้ถูกปลดปล่อยออกจากคุก ซ่งจินเหลียงมีพระบัญชาให้หมอหลวงมารักษาพระสนมให้หายจากอาการบาดเจ็บ ทั้งแผลที่ถูกลูกธนูปักอก และแผลจากการถูกโบย กายอ่อนปวกเปียวกถูกพยุงไปยังเรือนรับรองที่คุ้นตา ตอนที่หมอหลวงรักษาบาดแผล หนิงลี่ไม่อาจนอนหงายหน้าได้ เนื่องจากมันกระทบกระเทือนแผลที่เพิ่งถูกโบยเมื่อสักครู่

 

ตบหัวแล้วลูบหลัง...

 

หนิงลี่นึกขันให้กับคนเจ้าอารมณ์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย

 

เซียวถิงเย่สาวใช้ข้างกายร่ำร้อง ใบหน้าของนางเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา เซียวถิงเย่นึกห่วงพระสนมจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตลอดสองวันที่ผ่านมานางเหมือนกับตกอยู่ในนรก พอรู้ว่าหนิงลี่ถูกปล่อยตัวจึงรีบมาดูแลอยู่ข้างกายไม่ห่าง ครั้นพอเห็นแผลฉกรรณ์มันก็แทบทำให้นางเป็นลมล้มพับไปกับพื้น แผลจากการถูกโบยไม่เท่าไหร่ แต่แผลจากลูกธนูนี่สิ ถ้าหากว่ารักษาช้าอีกนิดคงได้คว้านเนื้อเป็นก้อนๆ เพื่อตัดเนื้อร้ายทิ้งกระมัง

 

ในคืนแรกหนิงลี่นอนโอดครวญไปด้วยความทรมานด้วยฤทธิ์ของไข้ ความจริงตั้งแต่ถูกจับได้หนิงลี่ก็เริ่มมีไข้อ่อนๆ อยู่แล้ว แถมยังโดนอดอาหารอีก แต่มันก็ไม่ได้ร้ายแรงจนขนาดถึงกับทนไม่ไหว หนิงลี่จึงได้แต่กัดฟันทน แต่อาการเหล่านั้นกลับแสดงออกมาให้เห็นทันทีที่ถูกลงโทษ

 

ในคืนนั้น...หนิงลี่คิดว่าตัวเองนั้นฝัน

 

ในฝันนั้นเขาสัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่อ่อนโยนของใครคนหนึ่ง ทว่าไม่อาจลืมตาขึ้นมองได้ เปลือกตาทั้งสองข้างปิดสนิท เห็นเพียงแต่เงาเลือนรางเห็นไม่ชัด ความหิวโหยจากการขาดน้ำเริ่มแสดงออก ริมฝีปากแตกขยับร่ำร้องขอในสิ่งที่ทำให้ตนเองกระหาย

 

หนิงลี่ได้กลิ่นกายหอมจากคนด้านหน้า กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนดอกไม้...

 

หรือบางทีอาจจะเป็นเซียวถิงเย่...

 

ครั้นพอจะพยายามลืมตาขึ้นมาดูกลับทำได้ยากลำบากเหลือแสน...ถ้าถึงพรุ่งนี้เมื่อไหร่คงต้องขอบคุณเซียวถิงเย่เสียหน่อยที่มาคอยดูแลตลอดทั้งคืน

 

 

หนิงลี่คิดเช่นนั้นก่อนเข้าสู่ห้วงนิทรา

 

 

 

 

 

TAKE

มาแล้วค่าาา ภาษาอาจแปลกๆ บ้างต้องขออภัย งานรีบ...

ตอบคำถาม - ทำไมกลิ่นอายของนิยายเทคเหมือนเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจ เหมือนเป็นโลกคู่ขนาน แคว้นฉีกับแม่ทัพคนงาม

ตอบ - เรื่องแคว้น เทคเพิ่งแต่งนิยายจีนครั้งแรก ยิ่งพวกประวัติศาสตร์จีนนี่ไม่ต้องพูดถึง ก่อนเริ่มลงมือแต่งเทคก็ไปหาและศึกษาแคว้นต่างๆ มาแล้ว หาจากเน็ต ได้ไม่มาก เพราะมันต้องหาหลายอย่าง ทั้งชื่อตัวละคร และช่วงเวลา มันก็เลยทำให้เทคงงๆ พอหาไม่ได้ก็เออ เอาวะ! แคว้นฉีนี่แหละ...ส่วนเรื่องแม่ทัพคนงามนั้น เนื่องจากว่า หนังสือแนวจีนที่เทคเห็นส่วนใหญ่ ไม่แม่ทัพ ก็ฮ่องเต้ หรือท่านอ๋องหรือไรก็แล้วแต่ คนที่เป็นนายเอก ต้องสวย ต้องงามล่มเมือง ความนึกหมั่นไส้(ไม่รู้หมั่นไส้อะไร ฮ่าๆ) จึงได้อยากขียนแนวที่นายเอกไม่เป็นคนสวยงามล่มเมืองบ้างแค่นั้นเอง

ป.ล.ถ้าตอนนี้มันแปลกๆ ก็ขอโทษนะค้าาา เทคเพิ่งเคลียร์งาน สนพ.เสร็จ กลัวนักอ่านรอนาน เลยมาเร่งแต่งให้อ่านกัน เดี๋ยวเทคจะกลับไปทวนอีกทีเน้อ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น