akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 37 พักฟื้น

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 37 พักฟื้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 43.4k

ความคิดเห็น : 148

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2560 21:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 37 พักฟื้น
แบบอักษร

37

พักฟื้น

 

      พยัคฆ์มองน้องชายที่นอนพักรักษาอยู่ในห้องผู้ป่วยพิเศษ เตียงข้างๆ มีร่างของพอลนอนอยู่ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้คงไม่สามารถจะปิดบังใครได้แล้วในเรื่องของพันธะวิญญาณ ทุกคนรู้เรื่องนี้กันหมด และดูหมือนว่าคนที่เป็นห่วงทั้งพอลและรุจน์มากที่สุดก็คือแลนเดอร์

                “ลุงไม่คิดว่าพอลจะทำแบบนี้”

                การทำพันธะวิญญาณไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำเลยสักนิด แม้แต่กับคนที่ตัวเองรัก เพราะการนำวิญญาณของตนเองไปเชื่อมถึงกับใคร บางครั้งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี            แต่บางครั้งก็ไม่ต่างกับการทำเรื่องเลวร้ายต่อชีวิต

                “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณลุง  ทั้งพอลและน้องชายผม ต่างก็โตแล้ว เรื่องพวกนี้ ผมจะให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจเอง”

                “หรือว่าพอลรักรุจน์”

                นี่คือการสันนิษฐาน เพราะในความคิดของคนที่โตกว่าแล้ว เขาไม่ทราบเหตุผลของพอล ว่าเพราะเหตุใด ถึงได้ทำพันธะวิญญาณกับวิรุจน์ แต่ริชาร์ดก็ไม่ได้นึกรังเกียจวิรุจน์อยู่แล้ว อีกทั้งยังเอ็นดูเหมือนดังลูกคนหนึ่ง

                “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผมก็อยากให้พวกเขาสองคนตัดสินใจเรื่องพวกนี้กันเองครับ ผมไม่อยากเข้าไปยุ่ง ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกกันแล้ว”

                พยัคฆ์เคารพการตัดสินใจของน้องชาย ถึงแม้วิรุจน์จะดูบ้าๆบอๆ แต่เขาก็เชื่อว่าน้องชายของเขาคงไม่ได้คิดจะทำเรื่องเลวร้าย ที่ทำไปก็คงมีเหตุผล แต่ไม่ว่าจะด้วย

เหตุผลอะไร เขาก็จะไม่ก้าวก่าย แม้ครั้งนี้น้องชายเขาเกือบจะตายก็ตาม

                เขาเชื่อในตัวน้องชาย

                “ไม่ต้องคิดมากหรอกลูก”

                ริชาร์ดโอบกอดบุตรสาวเป็นเชิงปลอบโยน เพราะเธอเองก็เป็นห่วงพี่ชายจับใจ แม้ใบหน้าหล่อเหลาของพอลจะดีขึ้นมากแล้วก็ตามที แต่วิรุจน์ก็ดูทีท่าจะมีอาการไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่นัก นั่นอาจเป็นเพราะร่างกายของวิรุจน์ฟื้นตัวได้ช้ากว่าพอล

                “ผมว่าคุณลุงพาไอรีนไปพักเถอะครับ เดี๋ยวผมจะเฝ้าเอง”

                เขาไม่อยากให้ริชาร์ดและไอรีนเป็นกังวลจนล้มป่วยไปอีก พยัคฆ์เองก็เป็นห่วงทั้งน้องชาย และคนที่บ้าน หลังจากที่ริชาร์ดและไอรีนออกจากห้องไปแล้ว เขาจึงไปโทรศัพท์หาภรรยา

                “จะออกไปโทรศัพท์เหรอครับ”

                เป็นจังหวะเดียวกับที่นาคินทร์มาพอดี พยัคฆ์จึงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงฝากให้นาคินทร์ช่วยดูน้องชายเขาสักครู่ ก่อนที่เขาจะกลับมา

                ใช้เวลาไม่นานนัก พยัคฆ์ก็กลับมา นาคินทร์เองก็ยังคงเฝ้าทั้งพอลและวิรุจน์ เขาได้แต่มองเพื่อนรักอย่างเป็นห่วง ถึงทุกอย่างจะคลี่คลายลงไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้ ทั้งสองจะมีอาการบาดเจ็บสาหัสโดยเฉพาะวิรุจน์

                “คุณเสือไปพักก็ได้นะครับ ผมจะเฝ้ารุจน์เอง”

                “ฉันเป็นพี่เจ้ารุจน์ จะให้ทิ้งไปได้ยังไง”

                แม้ใบหน้าจะบึ้งตึง แต่นาคินทร์ก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ส่งผ่านสายตาและคำพูด พยัคฆ์อุตส่าห์บินตามน้องชายมาถึงที่นี่ ทั้งที่เจ้าตัวก็แสนรักและหวงภรรยาและลูกขนาดนั้น

                “ถ้าอาการเจ้ารุจน์ดีขึ้นเมื่อไหร่ ฉันคงต้องรีบกลับไทย”

                “เป็นห่วงกวาง กับแฝดเหรอครับ”

                “อืม”

                ร่างสูงพยักหน้าตอบรับอย่างไม่คิดจะปิดบัง เมื่อครู่ก็โทรไปหาภรรยา พอรู้ว่าทั้งลูกและเมียสบายดี เขาก็ค่อยสบายใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงและคิดถึง

                “งั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ”

                นาคินทร์ขอลา เพราะเขาอยากจะไปเยี่ยมใครอีกคนที่อยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้เหมือนกัน ชายหนุ่มเดินตรงไปขึ้นลิฟต์ เพื่อจะไปยังห้องพักผู้ป่วยที่เป็นเป้าหมาย

                “พี่คิน”

                พอเห็นว่าใครเปิดประตูเข้ามา ริทก็เอ่ยทักทายทันที ในขณะที่ร่างที่นอนเจ็บอยู่บนเตียงนั้นเมินหน้าหนี

                “พี่คินมาได้ยังไงครับ”

                “มาเยี่ยมคนป่วยน่ะ”

                “ฉันไม่ได้ต้องการให้นายมาเยี่ยมสักนิด”

                ริทรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ว่าชนัตผู้เป็นอาได้ก่อเรื่องไว้กับญาติพี่น้องของนาคินทร์  แต่เขาไม่รู้เรื่องที่นาคินทร์เคยทำร้ายราชิด ดังนั้น ชายหนุ่มจึงค่อนข้างที่จะเกรงใจนาคินทร์มากพอสมควร

                ต้องขอบคุณนาคินทร์และทางฝ่ายนั้น ที่ไม่ได้เอาเรื่องเอาราวกับชนัต ไม่อย่างนั้น อาของเขาอาจจะไม่มีลมหายใจมาจนถึงทุกวันนี้

                “ผมเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นครับ”   

                “อย่าคิดมากไปเลย เรื่องมันผ่านไปแล้ว”

                นาคินทร์คิดว่าเรื่องเลวร้ายพวกนี้คงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะแอนดริวก็ได้ตายไปจากโลกนี้ สมาชิกในกลุ่มต่างก็กระจัดกระจาย ไม่มีใครมีอำนาจมากพอที่คิดจะวางแผนยิ่งใหญ่จนคิดจะครองทุกอย่างบนโลกได้อีก นาคินทร์รู้เรื่องนี้ดี เพราะเขาก็ใช้อำนาจที่มีแทรกแซงจนสืบรู้ทุกอย่างเช่นกัน

                “อ่า เดี๋ยวฉันลงไปซื้อขนมมาให้นะ เห็นนายบอกว่าอยากกิน”

                “ไม่เป็นไรหรอก”

                ราชิดรีบเอ่ยห้ามทันที เพราะเขาไม่อยากอยู่กับนาคินทร์ตามลำพัง              แต่ดูเหมือนว่าริทจะไม่รู้อะไรเลย เขายิ้มจางๆ

                “ไม่เป็นไรหรอก ขาฉันก็ดีมากขึ้นแล้ว แล้วฉันก็อยากจะลงไปซื้อของนิดหน่อยด้วย ฝากพี่คินช่วยดูต้นทีนะครับ”

                “ได้เลย พี่จะดูแลเป็นอย่างดี”

                เพียงได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนาคินทร์ ราชิดก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่านาคินทร์กำลังคิดอะไรอยู่ เขาพยายามจะส่ายหน้าไปมา เพราะไม่อยากให้เพื่อนรักจากไป แต่ดูเหมือนริทจะไม่หันมามอง จนกระทั่งริทออกจากห้องไปแล้ว ราชิดถึงได้พูดสิ่งที่คิด

                “ออกไปได้แล้ว”

                เขาเอ่ยปากไล่ทันที ที่เขาต้องเจ็บตัวแบบนี้ก็เพราะต่อสู้กับคนที่เข้ามาทำร้ายอาของเขา นาคินทร์ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอากับท่าทางของราชิด

                “ถ้านายไม่ดื้อก็คงไม่เป็นแบบนี้”

                ราชิดอึ้งไปกับคำพูดของนาคินทร์ เขาจ้องมองอีกฝ่ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ตายเสียตรงนี้

                “แล้วนายจะให้ฉันปล่อยให้คนพวกนายทำร้ายอาฉันงั้นเหรอ!

                “ริวอิจิไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้น ยังไงซะ ถ้านายยอม ทุกอย่างมันก็จบอยู่แล้ว”

                นาคินทร์บอกอย่างคนอารมณ์ดีแต่ยิ่งราชิดเห็น เขาก็ยิ่งเกลียดหน้าอีกฝ่าย เมื่อนาคินทร์นั่งลงข้างๆ ราชิดก็ขยับกายหนี

                “จะหนีไปไหนล่ะ กลัวฉันหรือไง”

                “ใครกลัวนายกัน ฉันรังเกียจต่างหาก”

                “งั้นเหรอ”              

                เขาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ฝ่ามือร้อนสัมผัสกับแก้มราชิด ชายหนุ่มสะดุ้ง            รีบถดกายหนีจนแทบตกเตียง จนนาคินทร์เข้ามาโอบประคอง

                “ปล่อย!

                “ถ้าปล่อยนายก็ตกเตียงสิ”

                “ถ้านายไม่ขึ้นมานั่งบนเตียงฉัน แล้วฉันจะตกเตียงได้ยังไง”

                คราวนี้ราชิดโมโหจนแทบจะเลือดขึ้นหน้า นาคินทร์ประคองร่างของราชิด          แล้วอมยิ้มกับท่าทางที่เหมือนลูกหมากำลังขู่คำราม แต่ดูไร้พิษสงเสียเหลือเกิน

                “ถ้านายไม่ถอย นายก็ไม่ตกหรอก”

                “นี่นายโทษฉันงั้นเหรอ!

                “แล้วแต่นายจะคิดเลยแล้วกัน”

                “นี่นาย! อื้อ”

                ยิ่งเห็นใบหน้าต่อล้อต่อเถียง นาคินทร์ก็ยิ่งอดใจไม่ไหว เขาโน้มกายลงไป        กดจูบริมฝีปากนั้นโดยไม่ทันให้เจ้าของได้ตั้งตัวทัน

                “อื้อ!

                กว่าจะรู้ตัว ภายในโพรงปากร้อนก็ถูกรุกล้ำเข้าไปจนหนำใจเสียแล้ว ราชิดออกแรงผลักนาคินทร์ให้ออกห่าง หลังจากผ่านรสจูบที่เขาไม่ได้รับมานาน             

                “นายมัน

                คำพูดทุกอย่างติดอยู่ในปาก ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมา นาคินทร์รั้งใบหน้าหล่อเข้ามาใกล้แล้วกดจูบที่หน้าผากเบาๆ

                “หายไวๆแล้วกัน”

                ราชิดได้แต่อึ้ง กับการจู่โจมในครั้งที่สอง เพราะไม่คิดว่านาคินทร์จะกล้าทำซ้ำ เขาได้แต่มองนาคินทร์เดินออกจากห้องไป

                “นี่มันบ้าชัดๆ”       

                ขนาดตัวเขาเองยังคิดว่าเขาบ้าไปแล้วที่ไม่ออกแรงขัดขืน หรือไม่ต่อต้านให้เร็วกว่านี้ ราชิดเม้มปากตัวเองเบาๆ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมหัวใจของเขาถึงได้เต้นแรงและเหมือนจะพองโตคับอกแบบนี้

 

-------+++++-------

 

                “คุณพ่อคะ พี่พอลฟื้นแล้วค่ะ”

                ไอรีนร้องบอกด้วยความดีใจ เมื่อเห็นพี่ชายของเธอเริ่มค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ พี่ชายของเธอนอนหลับไปเกือบเจ็ดวัน ถึงแม้อาการจะทรงตัว แต่ทุกคนต่างก็กังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น กลัวว่าพอลจะไม่ฟื้นขึ้นมา

                หลังจากที่ดวงตาปรับภาพทุกอย่างได้แล้ว พอลก็มองทุกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆเขา ซึ่งก็คือไอรีนและริชาร์ดผู้เป็นบิดา นอกจากนี้ยังมีพยัคฆ์อีกด้วย แต่ที่สายตาไปหยุดชะงักนั่นก็คือเขาเห็นหน้าของนาคินทร์ มองแค่เพียงครู่ นาคินทร์ก็รับรู้ได้ถึงความไม่เป็นมิตรของพอล แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปกับนาคินทร์ นอกจากจะหันมามอง

ไอรีนแล้วพูดขึ้นมา

                “วิรุจน์”

                คำแรกที่ออกจากปากของพอลคือชื่อของผู้ชายที่เป็นน้องของพยัคฆ์ พยัคฆ์และริชาร์ดขยับตัวหลบ เขาจึงเห็นร่างร่างหนึ่งที่ยังคงนอนแน่นิ่งด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว อาการของวิรุจน์แทบจะไม่ดีขึ้น มีเพียงแต่พอลเท่านั้น ที่มีอาการดีขึ้นตามลำดับ

                “เจ้านั่น

                “ยังไม่ได้สติมาเจ็ดวันแล้ว อาการไม่ทรุด แต่ก็ไม่ดีขึ้น”

                นาคินทร์เอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความคับแค้นใจ พอลไม่สนใจเสียงของนาคินทร์ เขาเอาแต่มองวิรุจน์

                “เอามาใกล้ๆ”

                เสียงของพอลทั้งแหบพร่าและเหมือนคนไม่มีแรง ทุกคนพอจะเข้าใจความหมายของพอล พวกเขาบอกให้บุรุษพยาบาลช่วยขยับเตียงของวิรุจน์ให้เข้ามาใกล้กับพอลมากขึ้น

                มีเพียงดวงตาคมกริบเท่านั้นที่ทอดมองร่างที่นอนแน่นิ่ง ฝ่ามือร้อนกอบกุมเข้าที่มือของวิรุจน์ ก่อนที่เปลือกตาบางจะปิดลงอย่างช้าๆ

                “พี่พอล!

                “ใจเย็นๆไอรีน ไม่ต้องตกใจ”

                ริชาร์ดปลอบลูกสาว เขาลูบหลังลูกสาวเบาๆ ไอรีนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี แม้พอลจะลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ก็ไม่ต่างจากคนละเมอแล้วก็หลับไปเหมือนเดิม

                “บางทีการทำแบบนี้อาจจะดีสำหรับทั้งคู่มากกว่าก็ได้”

                เสียงทุ้มของพยัคฆ์เริ่มทำให้ทุกคนคิด ริชาร์ดบอกกับลูกสาว

                “พี่ชายของลูกคงต้องการพักผ่อน เราอย่าไปกวนเขาเลย”

                “ค่ะ คุณพ่อ”

                หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ แม้เธอจะห่วงพี่ชาย แต่ก็ทำตามคำของบิดา พยัคฆ์หันไปมองนาคินทร์

                “นายเองก็อยู่เฝ้าเจ้ารุจน์มาตั้งหลายวัน ถ้ามีธุระอะไรก็กลับไปทำเถอะ”

                “ไม่ได้หรอกครับ ผมมีเรื่องที่ต้องคุยกับเจ้านี่ตั้งหลายอย่าง อีกอย่าง รุจน์เป็นเพื่อนที่ผมรักมาก ผมอยากอยู่ข้างๆเขา อย่างน้อย ผมอาจจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง”

                “โชคดีจริงๆ ที่เจ้ารุจน์มันมีเพื่อนแบบนาย”

                พยัคฆ์เข้ามาตบบ่าของนาคินทร์เบาๆ ถึงแม้นาคินทร์จะไม่ได้อยู่เฝ้าตลอดเวลา แต่ว่าชายหนุ่มก็มาเยี่ยมวิรุจน์ทุกวัน ใจจริงนาคินทร์ก็ยินดีจะดูแลเพื่อนรัก แต่เพราะพยัคฆ์เกรงใจ จึงไม่อยากให้นาคินทร์ต้องวุ่นวาย

                “คุณเสือเองก็คงเป็นห่วงกวางกับเด็กๆมาก คุณเสือจะกลับไทยก่อนก็ได้นะครับ ผมจะดูแลรุจน์ให้เอง”

                “ใจจริงฉันก็อยากจะทำแบบนั้น แต่เจ้ารุจน์มันก็เป็นน้อง ถ้าพรุ่งนี้มันยังไม่ดีขึ้น ฉันคงต้องบอกให้คุณพ่อกับคุณแม่มาช่วยดูแลมัน”

                แท้จริงแล้ว ทั้งศาลทูรและดาวิกาต่างก็เป็นห่วงลูกชาย แต่พยัคฆ์ขอดูอาการของน้องชายของเขาก่อน เขาไม่อยากให้ที่บ้านวุ่นวายจนต้องบินมาถึงอเมริกา ลูกเขาก็ยังเล็กอยู่เลย เขาไม่อยากให้เด็กๆต้องเหนื่อย ถึงเขาจะคิดถึงภรรยาและลูกทั้งสองแทบจะขาดใจก็ตามที

                “ผมเข้าใจแล้วครับ แต่ผมจะขออยู่ช่วยเฝ้าอีกคน เพราะรุจน์มันยังอาการไม่ค่อยดีขึ้นเลย ผมเป็นห่วงมากเลยครับ”

                “ถ้าพอลฟื้นแล้วแบบนี้ ฉันว่าอีกไม่นาน เจ้ารุจน์ก็คงจะฟื้น”

                เพราะเขาเชื่อว่าพันธะวิญญาณน่าจะช่วยให้ทั้งสองช่วยกันจนผ่านพ้นความตายนี้ไปได้ แม้บาดแผลที่พอลได้รับมันจะสาหัสมากก็ตามที

                “ครับ ผมก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น”

                นาคินทร์เป็นห่วงเพื่อนรักอย่างมาก เขาได้แต่มองร่างแน่นิ่งของวิรุจน์ การที่เห็นเพื่อนนอนเหมือนคนไร้ชีวิต ช่างสร้างความรู้สึกเจ็บปวดให้กับเขาอย่างมากมาย เพราะมันเหมือนกับว่า เขากำลังจะเห็นเพื่อนรักอีกคนต้องจากโลกนี้ไป

                อย่าคิดตามไอ้พีไปเชียวนะเว้ย ไอ้รุจน์

                นาคินทร์เริ่มร้องบอกในใจ เขาหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ชายหนุ่มเลือกที่จะเฝ้าไข้วิรุจน์ แม้จะเหมือนว่าจะต้องเฝ้าพอลด้วยก็ตามที

                รอนายหายเมื่อไหร่ ฉันจะให้นายยกเลิกพันธะวิญญาณกับเจ้าบ้านี่ให้ได้

                เขาจะไม่ยอมให้เพื่อนรักของเขาต้องมาเสี่ยงตายแบบนี้อีกแล้ว นาคินทร์เดินไปตรงระเบียงรับลมเย็นให้ปะทะผิวกาย ในสมองเขาคิดเรื่องราวต่างๆมากมายเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเขา

                “นาย”

                พอเข้ามาในห้อง เขาก็ตกใจพอสมควร เนื่องจากคืนนี้พยัคฆ์ไม่ได้อยู่เฝ้าวิรุจน์ มีเพียงเขาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเดินเข้ามาในห้องจึงมีเพียงเขาคนเดียว แต่ที่น่าตกใจก็คือร่างสูงใหญ่ของพอลกำลังยืนอยู่

                “ฟื้นแล้วงั้นเหรอ”

                นาคินทร์หรี่ตามองพอล ใจจริงเขาก็อยากจะให้พอลหายไปจากโลกนี้ แต่เขาก็กลัวว่าถ้าพอลหายไปแล้วเพื่อนรักของเขาจะหายไปด้วย

                “ก็อย่างที่นายเห็น”

                คำตอบนั้นทำให้นาคินทร์หงุดหงิดขึ้นมา เขามองพอลอย่างเป็นศัตรู

                “หึ นายนี่มันน่าจะตายไปซะได้ก็ดี”

                นาคินทร์เอ่ยขึ้นอย่างไม่คิดจะถนอมน้ำใจหรือความรู้สึกของพอลแม้แต่น้อย และดูเหมือนว่าพอลเองก็ไม่ใส่ใจเช่นกัน

                “แต่ฉันก็ไม่ตาย”

                “หึคนที่ควรจะนอนบนเตียงไม่ตื่น มันน่าจะเป็นนายมากกว่าเพื่อนฉัน”

                พอลไม่ตอบ เขาก้มหน้ามองวิรุจน์ที่ยังนอนนิ่งราวกับคนไม่มีชีวิต มีเพียงลมหายใจเท่านั้น ที่บอกว่าชายหนุ่มยังไม่ได้จากโลกนี้ไป

                “ทำไมเพื่อนฉันจะต้องมาเจอกับคนอย่างนาย นายรู้ไหมว่านายทำให้เพื่อนฉันต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน”

                “มันก็ไม่เกี่ยวกับนาย”

                พอลตอบเสียงเรียบ นาคินทร์อึ้งไปกับคำกล่าวของพอล เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มจะพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ เขาส่ายหน้าไปมาช้าๆ

                “แกนี่มันชั่วจริงๆ”

                ดวงตาคมตวัดมองนาคินทร์เหมือนไม่พอใจ

                “แกก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันสักเท่าไหร่หรอก”

                “ฉันน่ะไม่เคยคิดจะทำร้ายรุจน์ ต่างกับแกแกทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ ฉันไม่เข้าใจว่าจิตใจแกทำด้วยอะไร รุจน์ทำอะไรผิด ทำไมแกต้องมาทำกับเพื่อนฉันแบบนี้ด้วย”

                เขาสงสารเพื่อนรักจับใจ นาคินทร์กลัวเหลือเกินว่าเขาจะต้องสูญเสียวิรุจน์ไปตลอดกาล สาเหตุที่ทำให้เพื่อนเขาต้องเป็นแบบนี้ก็คือผู้ชายที่ชื่อว่าพอล

                ถ้าหากวิรุจน์ไม่ได้ทำพันธะวิญญาณกับพอล ทุกอย่างก็คงไม่แย่แบบนี้

                “เรื่องทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นเพราะแกคนเดียว”

                นาคินทร์เข้าไปกระชากคอเสื้อพอล พอลไม่ได้ตอบโต้ นอกจากใบหน้าที่นิ่งเฉย คาดเดาไม่ได้

                “ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าแกคิดอะไรอยู่กันแน่ แกต้องการอะไรจากเพื่อนฉัน ทำไมแกไม่ปล่อยเขาไป”

                ชายหนุ่มปล่อยคอเสื้อของพอลแรงๆ เขาหมุนกายหันหลังให้ทั้งพอลและวิรุจน์

                “คนอย่างแกมันคงไร้หัวใจสินะ ฉันน่ะเจ็บมาก ยิ่งเห็นรุจน์มันเป็นแบบนี้  ฉันก็ยิ่งเจ็บ ที่ปกป้องมันไม่ได้ แต่คนอย่างแกคงไม่มีวันเข้าใจหรอก!

                มือหนากำแน่นที่บริเวณอก เขาทั้งเสียใจและเจ็บใจที่ปกป้องเพื่อนรักไม่ได้ เขามันแย่มากจริงๆ

                พอลหลุบตามองใบหน้าของวิรุจน์ ใบหน้าที่เหมือนคนตายแล้ว ทำให้ใจเขากระตุกแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาหลับตาลงช้าๆ ราวกับต้องการให้ตัวเองตกอยู่ในความมืดมิด เพียงไม่นานเปลือกตาบางก็เปิดขึ้นพร้อมกับสายตาที่ว่างเปล่า

                “ฉันจะยกเลิกพันธะวิญญาณ

 

100%

 

แจ้งนะคะ  นิยายจะหยุดอัพหลังปิดพรี และจนกว่าจะจัดส่งหนังสือทั้งหมดทางไปรษณีย์ครบหมดแล้ว

จะกลับมาอัพอีกที ประมาณ ปลายเดือนมีนาคม หรือ ต้นเดือนเมษายน ค่ะ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แจ้งข่าว งานตลาดฟิค วันที่ 4 มีนาคม 2560

ท่านที่โอนเงินตอนเปิดพรีมาแล้ว สามารถไปรับหนังสือพอลรุจน์ที่งานได้  (ในกรณีไม่ให้ส่งทางไปรษณีย์)

ต้องโอนมา 1000 บาท / ชุด นะคะ ไม่ใช่โอน 900 เพราะอาจจะเกิดกรณีฉุกเฉิน ลูกค้ามารับที่งานไม่ได้ ก็จะได้จัดส่งไปทางไปรษณีแทนค่ะ 

เมื่อมารับที่งาน จะคืนค่าจัดส่งให้ 100/ชุด ค่ะ แต่ต้องแจ้งมาทางเมลล์ หรืออินบอกของเพจ ไม่เกินวันที่ 3 มีนาคม 2560 เวลา 20.00 น. 

ถ้าไม่แจ้งหรือแจ้งหลังเวลาที่กำหนด แต่จะมารับที่งาน อากิจะไม่ให้หนังสือนะคะ ถือว่าผิดข้อตกลง 

จะจัดส่งไปทางไปรษณีย์แทนค่ะ 

(ปกติหนังสือจะจัดส่งเข้าไปรษณีย์กลางเดือนมีนาคม ค่ะ)

หมายเหตุ :  หนังสือพอลรุจน์ที่ขายในงาน ไม่มีโปสการ์ดแถม นะคะ (เพราะโปสการ์ดเป็นของแถมเฉพาะรอบพรีเท่านั้นค่ะ)

_____________________________________________________

แจ้งการเปิดพรี  11 ม.ค. - 3 มี.ค. 60

เปิดพรีออเดอร์ Royal Tiger ภาค 2
รายละเอียด : https://goo.gl/epg3j9

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}