-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.2k

ความคิดเห็น : 72

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2560 01:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 6
แบบอักษร

 

 

6

หอสมุด

 

ในห้องที่ไร้ซึ่งเสียง เป็นที่เหล่านางสนมนับร้อยต่างไม่เคยย่างก้าวเข้ามา ห้องหับที่ดูน่าเบื่อ ทว่าสำหรับหนิงลี่แล้วมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พักผ่อนหย่อนใจ

 

เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก หนิงลี่อายุได้เพียงแค่หกขวบ มารดาก็พาเรียนหนังสือที่วัด โดยทีเหล่าพระในวัดคอยสอน หนังสือเล่มแรกที่หนิงลี่อ่านออก มันเป็นเพียงแค่นิทานพื้นบ้านของชายมนุษย์ผู้หนึ่งที่หลงรักนางฟ้า หนิงลี่ยังคงจำความรู้สึกนั้นได้ดี เมื่อเติบใหญ่จึงได้หมั่นเพียรอ่านไม่รู้จักเบื่อหน่าย สรวงสวรรค์ที่เคยคิดว่าสงบสุข บัดนี้กลับมีผู้อื่นที่ไม่พึงปรารถนาอยู่ด้วย

 

ซ่งจินเหลียง

 

บุรุษรูปงามทอดกายยาวอยู่เบื้องหน้า ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทราวกับว่ากำลังหลับฝัน เส้นผมสีนิลยาวไล่หลังจนเกือบถึงพื้น ดูเหมือนภาพวาดที่ไม่อาจละสายตา

 

ทำไมมาอยู่ตรงนี้

 

หนิงลี่นึกฉงน ปกติแล้วตลอดเกือบเดือนไม่เคยเห็นหน้า แต่ไฉนเลยถึงได้มานอนหลับอยู่ตรงนี้ ความสงสัยถูกขว้างทิ้งในชั่วพริบตาก่อนหันเดินไปอีกทาง หอสมุดแห่งนี้ที่ออกกว้าง แค่อยู่กันคนละมุม ต่างคนต่างอยู่จะเป็นไรไป

 

สองขาเดินย้ำได้ไม่กี่ก้าวก็เหมือนกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ชายผู้ที่หลับอยู่เบื้องหลังคือจักรพรรดิไม่ชอบธรรม คนชั่วที่เห็นสงครามเป็นเรื่องสนุก เห็นชีวิตมนุษย์เป็นแค่ผักปลา นึกถึงหน้าของจิ่นสือที่ถูกฆ่า นึกถึงหน้าพ่อแม่พี่น้องที่บ้านเกิดเมืองนอนที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีเช่นไร ไม่ว่าเหตุผลไหนก็ไม่อาจให้อภัยได้ ความตั้งใจแรกที่จะมาอ่านหนังสือถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของฝ่ายศัตรู

 

แค่ต้องกำจัด...

 

นายทหารหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ทิ้ง ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่อาจทำร้ายซ่งจินเหลียงได้ ถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นฉินจะชั่วช้าเพียงไร สักวันเขาย่อมถูกฟ้าลงทัณฑ์ หนิงลี่คิดเสมอ...การที่คนหนึ่งจะสามารถเติบโตมาได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย การคร่าชีวิตผู้อื่นมันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

 

“ใยเจ้าถึงไม่ฆ่าข้า ทั้งที่มีโอกาส”

 

“ท่าน!

หนิงลี่เบิกตาโผลง ไม่คิดว่าคนหลับจะตื่นขึ้นมากะทันหัน

 

“พระสนมลี่”

ซ่งจินเหลียงคว้าข้อมืออีกฝ่าย

 

ฮ่องเต้หนุ่มแค่ต้องการลองใจ ในยามที่เขาไร้ซึ่งการป้องกันตัว คนที่ถูกเลือกมาเป็นพระสนมจะทำการคิดร้ายหรือไม่ ถ้าหนิงลี่เลือกที่จะสังหารมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก แค่แย่งกระบี่จากที่คาดเอว คมกระบี่เฉือดเฉือนเข้าเนื้อตรงจุดอ่อน หากลงมือเพียงครั้งเดียวก็อาจสิ้นใจได้ทันที ซ่งจินเหลียงใช่ว่าจะเปิดช่องว่างให้ใครได้ง่ายๆ และหนิงลี่ก็เลือกที่จะทิ้งโอกาสที่จะเป็นอิสระ

 

นายทหารหนุ่มหุบปากนิ่งเงียบสนิท ก้มหน้าต่ำมองพื้นพลางดึงแขนตัวเองให้หลุดพ้นจากการจับกุม ซ่งจินเหลียงที่ดูอ้อนแอ้นเป็นชายงามกลับมีแรงมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่อาจหลุดพ้น

 

การกระทำที่ดูประหม่าทำให้ซ่งจินเหลียงนึกขำ ด้วยภารกิจบ้านเมืองทำให้เขาแทบไม่มีเวลา ทันทีที่แต่งตั้งหนิงลี่ให้เป็นพระสนมก็ปล่อยให้ต้องนอนเหงาอยู่ในห้อง ส่วนหนึ่งมันเป็นความตั้งใจที่ต้องการทดสอบ หนิงลี่ไม่เหมือนสนมผู้อื่นที่เอาแต่จ้องรอคอยการมาเยือนของเขา ไม่ชอบเพชรนิลจินดา ไม่ชอบเงินทองที่ประทานมาให้ และในยามที่ว่างหนิงลี่ชอบมาหอสมุด ทำไมเรื่องแค่นี้จักรพรรดิอย่างเขาจะไม่รู้...พฤติกรรมที่ไม่เหมือนคนอื่น มันกลับสร้างความตราตรึงใจจนซ่งจินเหลียงไม่อาจละสายตาไปได้

 

“เจ้าคิดถึงข้าบ้างหรือไม่”

 

ข้าคิดถึงเจ้า...

 

คำๆ นี่ซ่งจินเหลียงไม่มีทางที่จะพูดออกไปเด็ดขาด ไม่มีทางให้พระสนมอัปลักษณ์รู้ความในใจที่ถูกซ่อนเร้น หนึ่งเดือน...ซ่งจินเหลียงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาคิดถึงหนิงลี่

 

มันเป็นความจริงที่ไม่อาจยอมรับ

 

ผิดกับหนิงลี่ที่มีใบหน้าซีดเผือด ในใจคิดแต่ว่าซ่งจินเหลียงกำลังเล่นสนุก นึกถึงคำต่อว่าด่าทอดูถูกของเหล่านางสนมนางอื่น เหตุผลที่ไม่น่าเชื่อถือมันมีอยู่มาก หนิงลี่สร้างกรอบกำแพงใหญ่ขวางกั้นใจตัวเองไม่ให้เอนไหวโอนอ่อนไปตามคำลวงหวาน

 

ไม่มีใครไม่ชอบคนสวย หนิงลี่เองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชื่นชอบความงามที่จัดแต่ง

 

การพบซ่งจินเหลียงมันเป็นอะไรที่ไม่คาดคิด เพื่อเป็นการเอาตัวรอดไม่ให้อีกฝ่ายจับได้ว่าแท้จริงแล้วการที่ตนเองนั้นมาที่หอสมุดใช่เพียงแค่ว่าต้องการอ่านหนังสือเพื่อศึกษา แต่มันมีอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งถูกปิดเอาไว้ ไม่มีใครรู้นอกจากตัวเอง

 

ณ ที่แห่งนี้...มันเงียบสงบ ไร้ซึ่งทหารที่มาสอดส่องดูแล ด้านหลังหอหนังสือจะเป็นกำแพงหนา ถึงจะมีเวรยามเฝ้าอยู่แต่ก็ไม่มาก หนิงลี่รอโอกาส และดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะถูกบดบังเพราะคนเพียงคนเดียว

 

ข้อเสนอในการเอาตัวรอดคืออ่านหนังสือให้ซ่งจินเหลียงฟัง หนังสือที่หนิงลี่เลือกอ่าน ไม่ใช่ปรัชญาหรือคู่มือการรบ แต่มันเป็นเพียงแค่บทกลอนง่ายๆ

 

มันน่าแปลกที่ซ่งจินเหลียงคิดฟังอย่างไม่มีอิดออด

 

ฮ่องเต้องค์นี้...เป็นคนยังไงกันแน่

 

ซ่งจินเหลียงที่มีข่าวลือฉาวโฉ่ไปทั่วแคว้น ตอนที่หนิงลี่อยู่ในกองทัพก็ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินเสียเมื่อไหร่ คำพูดต่างๆ นานา เข้ามาสารพัด สาดเสียเทเสียเหมือนน้ำแกงข้นที่ทิ้งลงพื้นดิน เมื่อมาเจอกับตัวกลับพบว่าแท้จริงแล้วข่าวลือนั้นช่างคิดไปไกลเกิน

 

อีกด้านหนึ่ง บุรุษงามแคว้นฉีกำลังพยายามสะกดกลั้นโทสะ  ข่าวที่มาจากทางเหนือถูกส่งตรงมาปากต่อปากจนถึงหูของเขาว่าจักรพรรดิแห่งเสียนหยางได้แต่งตั้งชายอัปลักษณ์เป็นพระสนม ข่าวลือที่ว่านี้มันสร้างความเจ็บแค้นให้ซูลี่ไม่น้อย

 

ใยชายผู้ที่งามที่สุดในแผ่นดินต้องพ่ายแพ้ให้กับชายยาจก

 

ทว่า...ซูลี่กลับมีความลับหนึ่ง ซึ่งไม่อาจบอกใครได้ ผู้คนรอบกายต่างมองว่าเขาเป็นแม่ทัพผู้มีความสามารถทั้งเรื่องการรบ กลอน ดนตรี ความงามเป็นเลิศ ไม่มีผู้ใดที่ไม่สนใจ แม้แต่องค์ฮ่องเต้ของแคว้นฉี ในยามงานลี้ยง เขาเห็นสายตานั้นที่แสดงถึงความต้องการอย่างล้นหลาม ความเกษมสำราญจากใบหน้าที่ฟ้าประทานมาให้ ได้สร้างความพึงใจให้กับผู้เป็นเจ้าของ

 

บัดนี้...ซู่ลี่กลับรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

 

“ซ่งจินเหลียง”

ริมฝีปากสีสดขบเม้มเผยยิ้มร้าย

 

ความลับ...ย่อมต้องเป็นความลับ ไม่มีทางที่ซูลี่จะปล่อยให้ความลับหลุดลอยไปสู่ผู้อื่น โดยเฉพาะจากปากของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระสนมอัปลักษณ์...หนิงลี่

 

“ข้ากับเจ้า ต้องได้เจอกันอีกแน่”

 

ย่างเข้าสู่เดือนที่สอง อีกสามราตรีเป็นวันดีที่จะโอกาสหาหนทางออกนอกวัง หนิงลี่ได้ข่าวจากสาวใช้ในวังว่าอีกสามราตรีจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองให้กับแคว้นโจวในฐานะแคว้นพันธมิตรที่เดินทางจากต่างเมืองมาเป็นพันลี้เพื่อมอบของบรรณาการให้แก่ซ่งจินเหลียง หนิงลี่ได้ข่าวว่าฮ่องเต้ต่างแคว้นไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากเกิดพระอาการประชวนอย่างหนัก จึงได้ส่งองค์รัชทายาทมาแทนเพื่อสร้างสัมพันธไมตรี และถ้าเวลานั้นมาถึง ทุกคนย่อมต่างที่ต้องการสนุกจนลืมที่จะป้องกันเป็นแน่

 

หนิงลี่เฝ้าใจจดใจจ่ออย่างทนรอไม่ไหว นึกอยากให้ถึงช่วงเวลานั้นโดยไว ทั้งแผนการหนี หนทางหลีกเลี่ยงกับเหล่าทหารก็ได้คิดอย่างรอบคอบ

 

โอกาสมีเพียงแค่ครั้งเดียว...

 

จะพลาดไม่ได้!

 

เมื่อถึงวันงาน...ในยามราตรีที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมของเหล่าทหาร ผู้คนด้านนอกและด้านในกำลังสนุกสนามเฮฮา ซ่งจินเหลียงนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองอร่าม ด้านข้างหน้าเต็มไปด้วยเหล่าเสนาและทูตจากต่างแคว้น

 

องค์รัชทายาทแคว้นโจวมีนามว่า 'โจวอี้หาน'

 

บุรุษผู้หล่อเหลา ใบหน้าคมคาย รูปร่างสันทัด แต่งกายเต็มยศอย่างสุภาพด้วยผ้าแพรชั้นเลิศ เส้นผมดำสลายเหยียดยาวถึงกลางหลัง ริมฝีปากกระตุกยิ้มทอดมองใบหน้าของฮ่องเต้ที่ขึ้นชื่อว่าได้ลงมือฆ่าครอบครัวอย่างโหดเหี้ยมเพื่อแย่งบัลลังก์

 

ใครจะคิดว่าบุรุษผู้ที่เป็นข่าวลือช่างงดงามเหนือกว่าชายชาตรี

 

"ฝ่าบาท" โจวอี้หานลุกขึ้นคารวะ "ข้าโจวอี้หาน วันนี้นับได้ว่ามีวาสนาที่ได้มาดื่มกับท่าน ข้าขอคารวะดื่มให้ท่านสักจอก" สุราชั้นเลิศถูกกลืนลงคอในครั้งเดียวทันทีกล่าวจบ

 

ซ่งจินเหลียงเท้าคางอย่างไม่หยีระ

 

"ข้าไม่คิดเลย ว่าท่าน..."

 

"ทำไมรึ ข้าทำไม?"

 

โจวอี้หานหน้าแดงระเรื่อ ไม่รู้จะพูดดีหรือไม่

 

"ท่านจะงดงามได้ถึงเพียงนี้"

 

ความงามทียากแท้หยั่งถึง งามภายนอกใยจะท่างามที่ภายใน

 

ซ่งจินเหลียงทำเพียงแค่หัวเราะขบขันให้กับคำชมที่ไม่น่าพิสมัย โจวอี้หานเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง เก็บงำความละโมบบนดวงตาที่สุกสกาว และเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ซ่งจินเหลียงไม่ไว้ใจ โจวอี้หานผู้นี้ในวันข้างหน้าย่อมส่งผลร้ายต่อแคว้นเป็นแน่ หนทางที่ดีคือต้องตัดไฟแต่ต้นลม

 

“ข้าได้ข่าวว่าท่านเพิ่งแต่งตั้งพระสนมทันทีที่กลับมาจากการรบกับแคว้นฉี คงจะงดงามไม่น้อย”

 

ไม่เลย...เขาไม่ได้ข่าวเช่นนั้นสักนิด ข่าวลือที่ว่าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าซ่งจินเหลียงได้แต่งตั้งให้ชายอัปลักษณ์เป็นพระสนม ใช่เป็นหนุ่มรูปงามที่กล่าวเมื่อสักครู่ ใคร่ความอยากรู้เห็นหน้าค่าตาจึงได้เอ่ยถาม อยากยลโฉมพระสนมนั่นสักครั้ง บางทีมันอาจเป็นแค่ข่าวลวงที่ถูกกล่าวขานขึ้นเพียงเพื่อเก็บชายงามไว้กับตัว

 

โจวอี้หานจะประจักษ์แจ้งก็วันนี้แน่!

 

ภายในท้องพระโรงนิ่งงัน ราวกับว่าเสียงดนตรีบรรเลงหยุดไปชั่วครู่ โจวอี้หานหันไปมองยังผู้คนรอบด้านที่ต่างทำหน้าหนักใจ ยกเว้นก็แต่ผู้ที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองที่ยังคงแสดงสีหน้าไม่สะทกสะท้าน

 

โจวอี้หานลุกขึ้น สองมือยกประสานตรงหน้าอก แววตายิ้มร้ายถูกซ่อนเอาไว้ภายในจิตใจที่สกปรก เฝ้ารอวันเหยียบย้ำผู้อยู่เบื้องหน้า

 

“มิทราบว่าข้าจะได้มีบุญวาสนาได้เห็นหรือไม่”

 

ถ้างดงามคงได้เห็นเป็นบุญตา

 

แต่ถ้าอัปลักษณ์ซ่งจินเหลียงคงขายหน้าไม่น้อย

 

ซ่งจินเหลียงวางจอกเหล้าพลางยกมือโบกไหวเป็นสัญญาณ สาวใช้ที่คอยถวายงานข้างกายรู้หน้าที่ นางทำความเคารพก่อนจะถอยไปทางด้านหลังเพื่อไปพาพระสนมที่น่าอายมาเข้าเฝ้า

 

เสียงโจษจันดังกระหึ่มทั่วท้องพระโรง นั่นมันยิ่งสร้างความเหิมเกริมให้แก่โจวอี้หานไม่น้อย ถึงซ่งจินเหลียงจะได้ชื่อว่าเป็นชายงามเพียงไรแต่ความอยากอยู่เหนือกว่าย่อมอยากเอาชนะ ผืนแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ โจวอี้หานคนนี้แหละจะเป็นฝ่ายยึดครอง!

 

ผ่านไปครู่หนึ่ง สาวใช้ที่วิ่งไปเมื่อสักครู่วิ่งกลับมาด้วยท่าทีตื่นตระหนก นางคลานเข่าเข้าหาเพื่อเอ่ยรายงานและร้องขอความเมตตาที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ลุล่วง

 

“ฝ่าบาทพระสนลี่...พระสนมหนีไปแล้วเพคะ!

 

!!

 

ฮี่~ ฮี่~

 

อาชาใหญ่เคลื่อนกายไหวไปทางด้านหน้าอย่างเร่งด่วน เพื่อพาคนที่กำลังบังคับให้ไปสู่จุดหมายปลายทางได้สำเร็จ หนิงลี่หอบหายใจระรัวระคนตื่นเต้น ริมฝีปากเผยออ้าออกตามจังหวะการหายใจที่ขาดห้วง อาศัยความเฉลียวฉลาดสร้างความโกลาหลให้กับเมืองที่กำลังสงบสุขโดยการจุดไฟเผาเพื่อหลอกล่อให้ทหารที่อยู่ในตัวเมืองเข้าไปดับเพลิง และปล่อยม้าจากคอกม้าให้วิ่งไปคนละทิศละทาง ก่อนจะเคลื่อนอาชาตัวใหญ่สีทมิฬที่แอบขโมยมาจากชาวบ้านไปยังประตู

 

ผลธนูผู้รักษาประตูวังต่างเคลื่อนพลยิงไปยังผู้บุกรุกในยามวิกาล มันผู้นั้นใส่เสื้อคลุมสีดำทั้งตัว ปิดหน้าปิดตาจนมองไม่เห็น อาศัยความมืดในการหลบหนีจนต้องจุดลูกไฟที่ปลายลูกศรเพื่อสกัดกั้นและให้แสงสว่าง

 

“ย๊า!

 

เสียงร้องย๊านำพาม้าใหญ่หลบซอกหลืบ โชคดีที่คืนนี้มีเวรยามไม่ค่อยมากเท่าไหร่นัก อาศัยความรู้ในสงครามทำให้สามารถหลบหลีกจากธนูที่รุกรานมาได้

 

หนทางข้างหน้าคืออิสระ อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงประตูเมือง มันไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด มีทหารอยู่เกือบสิบนายยืนขวางเพื่อรักษาไม่ให้คนในทะลวงออก ในเมื่อใช้เล่ห์ไม่ได้ก็ต้องใช้ด้วยกล ก่อนที่จะสร้างความวุ่นวายในตัวเมือง หนิงลี่ได้เตรียมผ้าชุบน้ำมันและประทัดเอาไว้ที่อานม้า อาศัยลูกไฟจากธนูเป็นเชื้อเพลิงจุด เขวี้ยงไปทางด้านหน้าตรงที่มีทหารยืนขวาง มันไม่อันตรายถึงชีวิตแต่ก็ทำให้พวกนั้นตื่นตระหนกจนสามารถเปิดทางได้ ก่อนที่ประตูเมืองจะถูกปิด กายโปร่งก็สามารถลอดผ่านประตูได้อย่างฉิวเฉียด

 

ฉึก!

 

พลันความรู้สึกเจ็บกลับแทรกเข้ามาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ลูกธนูปลายแหลมแทงทะลุมมาด้านหน้า คล้อยหันมองไปยังต้นตอ ก็ได้พบกับชายผู้หนึ่งยืนตระหง่านท่ามกลางแสงไฟที่ลุกโหมกระหน่ำกำลังเล็งลูกธนูมาทางตน คนหลบหนีกัดฟันทนต่อความเจ็บปวด ประคองสติบังคับม้าอย่างไม่ยอมถอย ควบอาชาอย่างไม่สนเลือดที่ไหลริน ด้านหลังสั่นสะท้านไปด้วยไอเย็นยะเยือก

 

“ท่านพ่อ ท่านแม่ จิ่นสือ”

 

 

ช่วยข้าด้วย...

 

 

 

TAKE

ย้ำเตือนอีกที ช่วงนี้เทคกำลังเคลียร์งานอยู่นะค้าาา อาจมาช้าไปบ้างต้องขออภัยอย่างยิ่ง

เนื้อเรื่องมันอาจดูเอื่อยๆ อย่าเพิ่งเบื่อกันนะ วางแพลนเอาไว้ว่าจะประมาณ 30-40 ตอนจบ  บวกลบไม่เกินนี้แน่นอน นี่ก็ปาไปตอนที่ 6 ละ ยังไม่มีอะไรคืบหน้า อย่าเพิ่งเบื่อเค้านะตะเองงง #เกาะแข้งเกาะขา อ้อนวอน

 

ป.ล.ขอบคุณสำหรับคำผิดนะค้าาา อยากติแบบไหน หรือติเรื่องไหน บอกเทคได้เลยนะคะ ยินดีรับฟังทุกคำติติง เทคสตรอง! อิอิ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น