Gila

ขอบคุณที่สนับสนุนนะคะ แนะนำ ติชม ได้น้า : ) อย่าลืมกด "ถูกใจ" ให้เค้าด้วยน้า

บทที่ 3 ปารีสเมืองแห่งรัก (จบตอน)

ชื่อตอน : บทที่ 3 ปารีสเมืองแห่งรัก (จบตอน)

คำค้น : ชะตารักพิศวาสหัวใจเถื่อน ร้าย เถื่อน ดุ NC โรมานซ์ ตบจูบ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2561 20:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ปารีสเมืองแห่งรัก (จบตอน)
แบบอักษร

บทที่สาม


แน่นอนว่าเขา ‘มิเกล ลูเซียส’ ผู้ร่ำรวยคนนี้ไม่เป็นอันทำอะไร หลังจากกลับมาจัดการปัญหาการส่งสินค้าเสร็จเรียบร้อยแล้วแทนที่ชีวิตจะกลับมาปกติสุขเฉกเช่นเดิม แต่ไม่ใช่ ทุกวันเขาได้แต่ถามผู้ติดตามด้วยประโยคซ้ำๆจนพวกนั้นส่ายหน้าระอาว่า

“ผู้หญิงคนนั้นเอาเช็คมาขึ้นเงินหรือยัง”

“ยังครับ”

“หึ! แม่นั่นอยากจะเล่นตัวเพื่อเอาเงินมากกว่าเดิมละซิ!”

“…”

คิดว่ารู้ไม่ทันเหรอ แม่นั่นต้องใช้ลูกไม้ปัญญาอ่อนพยายามดึงความสนใจจากเขาเป็นแน่ ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเจอว่าจะมีใครกล้าปฏิเสธเขาได้ โดยเฉพาะเพศหญิง ผู้หญิงคนไหนกันที่อยู่ใกล้เขาแล้วไม่เคลิบเคลิ้มหลงเสน่ห์ รวยเหรอ ไม่…ระดับเขาต้องเรียกว่ามหาเศรษฐี มีอำนาจเหรอ…ถ้าไม่มี เจ้าจะเป็นเจ้าของเครือข่ายค้าอาวุธอันดับหนึ่งของยุโรปและควบคุมการส่งออกอาวุธมาดินแดนตะวันออกกลางได้เหรอ หน้าตาเหรอ…ใบหน้าเขามันคือรูปปั้นไมเคิลแองเจโลชัดๆ ผู้หญิงตาบอดได้ยินเสียงเขายังต้องยอม วิญญาณผู้หญิงนะเหรอยังไม่อยากจะไปเกิด แล้วจะมีใครกล้าปฏิเสธเขาได้!

“โทรไปเช็คกับธนาคาร เจ้าหน้าที่เงินเดือนพวกนี้ทำงานช้ายิ่งกว่าอะไร” ชายหนุ่มกล่าว

“เงินล้านเหรียญนะครับนายท่านไม่ใช่ร้อยเหรียญ ถ้ามีการเคลื่อนไหวทางธนาคารต้องแจ้งมาอย่างแน่นอน” ฮาฟิซตอบอย่างรำคาญใจ

“แล้วแกเช็คอีเมลล์รึยัง”

“อยู่ในถังขยะมั้งนายท่าน”

“นั่นไง! ฉันว่าแล้วเชียว” ชายหนุ่มปรบมือถูกอกถูกใจ

“จะมีใครปฏิเสธเงินได้ ไม่มีแน่นอน”

“…”

สองแฝดมองหน้ากันด้วยความเอือมระอา หมดถ้อยคำจะพูด ตั้งแต่กลับมาจากบ้านหลังนั้นก็จะเดือนแล้วแต่ผู้เป็นเจ้านายยังเหมือนสติไม่สมประกอบ ถามถึงแต่เรื่องการขึ้นเงินของผู้หญิงคนนั้นทุกวัน หากเป็นสาวสวย นางแบบ ดารา ล้านเหรียญคือไม่แปลก แต่นี่คือผู้หญิงหน้าตาธรรมดา น่าแปลกที่เจ้านายผู้ไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมเขาแบ่งเวลามาใส่ใจได้

“นายท่านครับ หลังจากที่เราปิดกั้นการส่งและขายอาวุธของชีคอาเหม็ดแล้ว สายของเรารายงานมาว่าทางนั้นค่อนข้างลำบากทีเดียว นอกจากต้องระวังพวกโจรทะเลทรายแล้วยังต้องระวังพี่น้องกันเองแย่งชิงกองสมบัตินั่นอีก” ยะตีมรายงานตามข่าวกรองที่ตนได้รับอย่างไม่มีตกหล่น

“ส่งอาวุธกับเสบียงไปเพิ่มให้พวกโจรทะเลทรายอีก” ผู้เป็นเจ้านายโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“แต่รอบก่อนเราก็ส่งไปให้เยอะแล้วนะครับ เกรงว่าจะน่าสงสัยเอาได้”

“ไอ้ชีคแก่นั่นจะได้รู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร กล้ามากนะที่ส่งคนมาฆ่าฉัน ระยำจริงๆ”

“ลูกผู้ชาย ฆ่าได้หยามไม่ได้นะครับ นายท่านเล่นไปเจ๊าะแจ๊ะกับสาวในฮาเร็มเขาก่อน ครั้งนี้นายท่านน่าโดนฟันซักทีสองทีจริงๆ” ฮาฟิซพูดติดตลก

“ฉันเพื่อนเล่นแกเหรอ”

“ได้ครับ ผมจะรีบจัดการให้”

สองฝาแฝดส่งสัญญาณให้กัน ก่อนจะพร้อมใจกันขอตัวออกมาข้างนอก

ชายหนุ่มนั่งเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ วิวทิวทัศน์สวยถูกใจสมเป็นห้องราคาแพงที่สุดของโรงแรมห้าดาวจริงๆ ความหรูหราเหรอ ไม่ต้องพูดถึง แค่แจกันดอกไม้ก็แทบจะเคลือบทองคำอยู่แล้ว น่าสงสารที่คนจนๆแบบผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางได้สัมผัสความรู้สึกอะไรแบบนี้ได้แน่

“เธอกล้าปฏิเสธเงินฉันจริงเหรอ…ไม่มีทาง”



“ฉันไม่อยากให้เธอไปเลย เธอไม่ลาออกไม่ได้เหรอ” หญิงสาวผมทองกอดผู้เป็นเพื่อนสาวส่งแววตาละห้อยอ้อนวอน ทำงานมาด้วยกันก็หลายปีอยู่ๆมาได้ยินว่าเพื่อนสนิทที่แสนจะน่ารักคนนี้ยื่นจดหมายลาออก มันใช่เรื่องที่จะทำใจได้เหรอ

“โธ่อลิซ!” พิมพ์นาราลูบหัวเพื่อนผมทองเบาๆ

“ฉันไม่ได้ไปไกลซักหน่อย แค่กลับไปหางานทำที่บ้านเกิดแค่นี้เอง จากมาก็นานฉันก็คิดถึงบ้านเหมือนกันนี่น่า ทีเธอยังบินไปมาเป็นว่าเล่นกลับฝรั่งเศสไปหาแฟนหนุ่มตาหวานคนนั้นได้เลย”

ผู้ถูกแซวทำหน้าเง้างอน แต่ก็ลงมือช่วยเพื่อนสาวเก็บของใส่กล่องแต่โดยดี

“หนูก็หาคนถูกใจที่นี่ซักคนสิลูก จะได้บินมาเยี่ยมน้ากับอลิซบ่อยๆ” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากด้านหลัง ผู้เป็นหลานยิ้มกว้างหัวเราะแทบจะทันที

“ไม่เอาด้วยหรอกค่ะ หนูอยู่รอดูหลานๆโตดีกว่า”

“พูดไปเถอะนารา ระวังมันจะมาแบบไม่รู้ตัว” เสียงใสของสาวชาวฝรั่งเศสหัวเราะลั่น

“ว่าแต่เย็นนี้เธอจะกลับไปเอาของที่บ้านไหม เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน”

มือของหญิงสาวกระตุกเล็กน้อย ใบหน้าสวยคมพยายามรักษารอยยิ้มให้เป็นปกติ หลังจากเหตุการณ์สยองขวัญเมื่อเดือนที่แล้วเธอก็ผวาไม่กล้าอยู่คนเดียวอีกเลย หากจะเล่าให้ใครฟังก็กลัวเป็นเรื่องใหญ่ จึงได้แต่กุเรื่องโกหกบอกเพื่อนและน้าสาวไปว่าเมื่อวันที่เธอออกไปซื้อของ มีโจรมาแงะประตูบ้าน และไม่ต้องเอ่ยอะไรให้มากความ เพื่อนสาวที่แสนรู้ใจก็ชวนให้เธอขนของมาอยู่ด้วยกัน ณ วันนั้นเลย

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอะไรสำคัญ” เธอยิ้มน้อยๆรักษาอาการ ไม่มีทางที่เธอจะกลับไปบ้านหลังนั้นอีกแน่นอน

“น้าติดต่อบริษัทส่งของไว้ให้แล้ว วันอาทิตย์นี้น้าจะเข้าไปดูพวกคนงานขนของ บางทีอาจจะไปถึงที่ไทยช้าหน่อย หนูไม่มีของมีค่าหรืออะไรสำคัญใช่ไหมลูก”

“ขอบคุณคุณน้ามากๆนะคะที่เป็นธุระให้หนู” เธอไหว้ขอบคุณจากใจจริง ถึงแม้น้ารภีจะไม่ใช่แม่ของเธอจริงๆ แต่ก็เลี้ยงดูเธอมาไม่ต่างจากลูกในท้องเลย

หญิงสาวใช้เวลาจัดการกับเอกสารและข้าวของต่างๆอีกสองสามวัน เมื่อดูบัญชีเงินเก็บแล้วเธอก็อดที่จะภูมิใจในตัวเองไม่ได้ เงินเดือนและโบนัสที่เธอสะสมมาสามปีนี้ทำให้เธอสามารถวางความกังวล หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง และการกลับไทยครั้งนี้ชื่นมื่นกว่าที่เธอคาดการณ์เอาไว้มากทีเดียว



6 เดือนต่อมา

อะไรแปลกๆชวนตื่นเต้นในโลกมักเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ ชีวิตของเธอก็เช่นกัน เมื่อสองวันก่อนเธอยังนั่งจมอยู่กับกองเอกสารงานการที่ไทยอยู่เลย แต่วันนี้เธอกลับมาเดินสูดหิมะอยู่ที่ปารีสซะแล้ว

ผู้คนจำนวนมากก้มหน้าเดินขวั่กไขว่ไม่ต่างจากในกรุงเทพมหานครเท่าใดนัก รถรา ตึกรามบ้านช่อง สิ่งก่อสร้างศิลปกรรม บรรยากาศรอบตัวที่เธอเคยได้ยินคนพูดถึงว่า ‘เมืองโรแมนติก’ ตอนแรกก็ไม่ได้เชื่อซักเท่าไหร่นัก แต่เมื่อได้มาท่องเที่ยวด้วยตัวเองก็พบคำตอบว่าเป็นเมืองที่สมกับฉายาจริงๆ

“นี่เธอใช้ชีวิตอยู่มาจนโตได้ยังไงเนี่ย สัตว์เขตร้อนแบบฉันทึ่งในวิวัฒนาการของเธอจริงๆ” สาวผมดำบ่นงุบงิบพลางปัดละอองหิมะที่ติดอยู่บนผมออก

“นี่แหละคืออากาศดี” สาวผมทองเจ้าบ้านจูงแขนเพื่อนสาวเข้าร้านเครื่องประดับราคาแพงที่ตั้งอยู่บนถนนชองป์เอลิเช่ ย่านช็อปปิ้งสุดหรูหราที่เธอเห็นราคาก็ได้แต่อ้าปากค้าง

“ฉันจะให้อะไรเป็นของขวัญแต่งงานดี ฉันตื่นเต้นจนสมองตื้อไปหมดแล้ว” อลิซกล่าว

“ฉันเห็นเธอตื่นเต้นตั้งแต่โทรหาฉันเมื่อเดือนก่อน นี่ยังตื่นเต้นอยู่อีกเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่า” เธอรีบเอามืออุดปากตัวเองเมื่อเห็นว่าหัวเราะดังไปหน่อยจนคนในร้านและพนักงานคนอื่นหันมามอง

“อย่าให้เธอแต่งงานบ้างก็แล้วกัน แม่เพื่อนเจ้าสาวตัวดี”

“เธอไม่ได้หัวเราะฉันเร็วๆนี้แน่นอน”

ระหว่างที่รอเพื่อนรักเลือกเครื่องประดับอันเป็นของขวัญให้แก่ว่าที่สามี ทันใดนั้นเองเธอก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มในเสื้อโค้ทสีดำหน้าตาหล่อเหลาสองคนเดินเข้ามาในร้าน เธอไม่แปลกใจเลยที่การปรากฏตัวของพวกเขาทำเรียกสายตาจากสาวๆได้มากกว่าเครื่องประดับเสียอีก

“โธ่…พ่อทูนหัว ทำไมฉันต้องกำลังจะเป็นเจ้าสาวด้วย” อลิซกระโดดมากระซิบข้างหูเธอ

“บางทีฉันอาจจะได้เป็นเจ้าสาวอยู่ที่ปารีสก็ได้” สาวเอเชียตอบกลับด้วยน้ำเสียงทะเล้น

“หน้าตาเหมือนกันยังกับแกะแบบนั้นเธอเลือกได้เหรอว่าจะแต่งกับใคร ฉันน่ะรักพี่เสียดายน้อง จะให้ทำร้ายจิตใจคนใดคนหนึ่งฉันทำไม่ได้” ว่าที่เจ้าสาวหัวเราะคิกคัก

ชายหนุ่มสองคนกวาดตามองทั่วร้าน ก่อนที่สายตาทรงเสน่ห์ของทั้งคู่จะมาหยุดที่สาวสองคนที่กำลังเลือกของอยู่ไม่ไกลนัก

เธอกับอลิซนั่นเอง…

เมื่อสบสายตาชัดๆ เหมือนพายุหิมะที่หนาวที่สุดในโลกพัดเข้ามาฟาดหน้าอย่างจัง หัวใจที่เคยแข็งแรงดีไหลลงไปอยู่ตาตุ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

คุณพระช่วย ความบังเอิญมันมีจริงด้วยหรือนี่!

“โห ยังกับนายแบบเลย เขามองมาที่เราด้วยล่ะ แหมนารา เธอได้แต่งงานแน่ๆ” เพื่อนสาวกระซิบกระซาบที่ข้างหู

“…”

“นารา นารา”

สติของเธอถูกดึงกลับมาอีกครั้งเมื่อเพื่อนสาวเขย่าเข้าที่แขน หญิงสาวรีบหันหน้าไปอีกทางเพื่อหลบชะตาฟ้ากลั่นแกล้งที่ปารีส แต่ดูเหมือนจะช้าไป เพราะหนึ่งในสองหนุ่มเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มหวานละลายใจจนเธอโดนเพื่อนตัวดีล็อคแขนไม่ให้ไปไหน

“ผมว่าเราเคยเจอกันนะครับ” ฮาฟิซฉีกยิ้มกว้าง

“ฉันพึ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก คุณคงจำผิดแล้วค่ะ” พิมพ์นาราปฏิเสธเสียงแข็ง

“ฉันชนะ เป็นเธอจริงๆด้วย” แฝดผู้น้องหันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้พี่ชายที่เดินตามหลังมา

“รู้จักกันด้วยเหรอ ทำไมเธอไม่เคยบอกฉันเลยว่ามีเพื่อนหล่อขนาดนี้!” อลิซตีไหล่เธอเบาๆ

“เขาจำคนผิดน่ะ”

“ผมความจำดีนะครับ”

“แต่ฉันไม่เคยเจอคุณ”

“อ้อ! ผมไม่ได้หมายถึงที่นี่ ผมหมายถึงที่ไคโรน่ะ”

“…” อลิซอ้าปากค้างจ้องหน้าเธอเขม็ง

เมื่อเห็นว่าจวนตัว พิมพ์นาราจึงดึงแขนเพื่อนสาวออกจากร้านทันที มันเป็นเรื่องตลกร้ายชัดๆที่ฝันร้ายตามมาหลอกหลอนเธอถึงที่เมืองโรแมนติก ไม่ทราบว่าเทพเทวดาท่านใดเล่นตลกอยู่!

“ผมเห็นคุณที่ตรงหัวมุมนั่น ตอนแรกคิดว่าตาฝาด แต่ดูอีกทีผมว่าผมจำคุณได้ เลยคิดว่าควรจะมาทักทายซักหน่อย”

หากเป็นสาวคนอื่นคงละลายเหมือนไอศกรีมเมื่อมีหนุ่มสุดหล่อตาหวานขนาดนี้มาเดินตาม แต่สำหรับเธอมันไม่ใช่

“ลืมมันไปซะเถอะค่ะ” หญิงสาวหันกลับไปตอบ

“ฉันไม่เคยอยากพบพวกคุณอีก ไม่เคยอยากยุ่งเกี่ยวกับพวกคุณอีก ลาก่อนนะคะ”

ไม่ต้องรอคำตอบ พิมพ์นาราก็ลากแขนเพื่อนสาวที่กระพริบตาปริบๆออกมาจากตรงนั้นทันที

“ให้ตายเถอะ! นี่เหรอโจรที่เธอบอกว่ามาแงะบ้านเธอ” อลิซอุทานด้วยความตกใจหลังจากฟังเธอเล่าเรื่องแต่งขึ้นอีกหน

“นี่ไม่ใช่โจรธรรมดาแล้วนารา พวกเขาคือโจรปล้นใจ!”

“ให้ไปปล้นบ้านเธอไหมละ”

“กรี๊ด ฉันยอมให้พวกเขาปล้นสวาทนะ”

พิมพ์นารากรอกตาให้กับเพื่อนสาว ไม่อยากจะเชื่อว่าฝรั่งผมทองก็เล่นมุขไร้สาระแบบนี้เป็นด้วย

“ถ้าเธอเจอแบบฉัน เธอจะไม่พูดแบบนี้แน่นอน” หญิงสาวกล่าว

“ไม่เจอคือโชคดีแล้ว เปลี่ยนว่าที่เจ้าบ่าวแน่นอน!”

“ฉันจะเอาคำพูดนี้ไปฟ้องปิแอร์”

“โธ่! ฉันแค่พูดเล่น ฉันน่ะ รักว่าที่สามีฉันที่สุดแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า” สาวผมทองหัวเราะลั่น

“นี่ สรุปฉันยังไม่ได้ของขวัญเลยนะ ถ้าไม่ได้ วันนี้ฉันไม่กลับจริงด้วย”

“ค่ะมาดาม จะไปทางไหน ร้านไหน ได้โปรดบัญชามาเลยเจ้าค่ะ”

และแล้วการเป็นเพื่อนเจ้าสาวของเธอก็มาถึง ช่วงกลางวันอลิซและปิแอร์จัดงานแต่งงานกันเรียบง่ายกันที่โบสถ์ มีสักขีพยานเป็นครอบครัวของแต่ละฝ่ายและเพื่อนของทั้งคู่ ตั้งแต่รู้จักกันมา เธอไม่เคยเห็นอลิซมีความสุขเท่านี้มาก่อน เพื่อนสาวของเธอหัวเราะทั้งวัน ยิ้มแย้ม และร้องไห้เมื่อกล่าวสาบานรัก ก่อนจะเดินมามอบช่อดอกไม้ให้เธอหลังจากงานจบ

“เธอเป็นเพื่อนรักของฉัน เป็นเพื่อนเจ้าสาวที่ดีที่สุด ฉันได้แต่หวังให้เธอพบคนที่ใช่ มีความสุขมากๆ” เจ้าสาวกล่าวทั้งน้ำตา

“ไม่เอาไม่ร้องไห้นะอลิซ วันนี้เป็นวันที่เธอควรจะมีความสุขที่สุดและสวยที่สุด ขี้แยแบบนี้เดี๋ยวปิแอร์ก็หาว่าฉันหาเรื่องมาแกล้งให้เธอร้องไห้หรอก”

“ฉันจะหยุดร้องไห้ ถ้าเธอไปคุยกับเพื่อนเจ้าบ่าว” เจ้าสาวยิ้มเจ้าเล่ห์

“งั้นฉันไปหยิบทิชชู่ให้นะ”

“…”

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีในตอนเช้า ตกค่ำปิแอร์ก็ได้เซอร์ไพร์เจ้าสาวด้วยงานปาร์ตี้สุดหรูที่โรงแรมห้าดาว ที่เธอไม่คาดคิดคือการที่โดนเพื่อนสาวจับแต่งตัวใหม่ด้วยชุดที่ขัดกับสภาพอากาศข้างนอกเหลือเกิน เปิดนั่นโชว์นี่ และรองเท้าส้นสูงแหลมเฟี้ยวที่ทำให้เธอเดินเซไปเซมาทุกสองก้าว เข้าทางแม่สื่อหัวทองเลย เมื่ออลิซพยายาม ‘ยัดเยียด’ เธอให้ไปชนกับเพื่อนเจ้าบ่าวอยู่บ่อยๆ

“ขอบคุณค่ะฟราสซิส” เธอกล่าวขอบคุณเพราะชายหนุ่มช่วยพยุงเธอเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ และค่อยๆแกะมือของอีกฝ่ายที่โอบเอวของเธอออกเพื่อไม่ให้น่าเกลียดจนเกินไป

“เป็นเกียรติของผมที่ได้ช่วยคุณครับ” แววตาของชายหนุ่มแพรวระยับ การได้ใกล้ชิดสาวสวยแบบนี้ เป็นใครจะไม่ชอบ

หญิงสาวตรงหน้าสวมชุดรัดรูปกระโปรงสั้นแขนยาวปักเลื่อมระยับสีดำ ด้านหลังของชุดเว้าลึกจนเกือบจะถึงบั้นเอวโชว์แผ่นหลังนวลเนียนยั่วยวนสายตา ผมยาวสลวยที่เขาเคยเห็นเมื่อตอนกลางวันถูกรวบเป็นมวยต่ำๆระต้นคอระหง คิ้วตาจมูกปากประดับอยู่บนใบหน้ารูปไข่ทรงเสน่ห์ หญิงสาวไม่ได้สวยหยาดเยิ้ม แต่ก็ไม่อาจละสายตาไปได้ โดยเฉพาะเวลาที่เจ้าหล่อนหน้านิ่งปรายสายตามอง จะมีผู้ชายสักกี่คนเชียวที่จะไม่ยอมศิโรราบให้ดวงตาคู่นี้

ปาร์ตี้ล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงคืน มันเกือบจะเป็นงานที่สนุกที่สุดที่เธอเคยเข้าร่วมอยู่แล้ว เว้นเพียงแต่เธอต้องคอยยิ้มแห้งๆตอบคำถามหนุ่มฝรั่งเศสตรงหน้าที่พูดไม่หยุด กับพยายามหลบมือปลาหมึกที่ไหลมาพันรอบเอวได้ทุกเวลา

“ว่าแต่คุณพิมพ์นาราไม่สนใจจะมาทำงานที่นี่เหรอครับ ผมพอจะรู้จักสำนักพิมพ์ดีๆอยู่หลายที่”

“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันฟังพูดอ่านเขียนฝรั่งเศสไม่ได้ซักตัว” หญิงสาวตอบเลี่ยง

“ผมพอจะรู้จักครูสอนดีๆหลายคนนะครับ อย่างน้อยๆก็ผมคนหนึ่งที่พร้อมสำหรับคุณเสมอ”

ระหว่างสถานการณ์กระอักกระอ่วนที่อีกฝ่ายจ้องเธอไม่วางตา เพื่อนสาวตัวดีก็แทรกเข้ามาเหมือนสวรรค์โปรด อลิซขอโทษเพื่อนสามีเพื่อไม่ให้เสียมารยาท ก่อนจะดึงแขนเธอออกมาคุยส่วนตัว

“แหม ฉันไม่ได้ขัดจังหวะพวกเธอใช่ไหม เขาเป็นยังไงบ้าง” ผู้เป็นเจ้าสาวถาม

“ขัดจังหวะที่ฉันจะมะเหง็กเขานะสิ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน

“เอาน่า เธอไม่ชอบก็ไม่เป็นไร นี่…ฉันว่าจะเซอร์ไพรส์ปิแอร์ตอนพูดส่งท้าย”

“อย่าบอกนะว่าเธอตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกอีกแล้ว” หญิงสาวเลิกคิ้ว

“ไม่ใช่เรื่องนั้น! คือฉันลืมกล่องของขวัญไว้ข้างบนน่ะ แล้วฉันก็แยกร่างออกไปไม่ได้จริงๆ ถ้าปิแอร์มองหาฉันแล้วไม่เจอเขาก็ต้องตามหาฉัน เซอร์ไพรส์มันก็จะไม่เป็นเซอร์ไพรส์นะสิ”

“ฉันเต็มใจช่วยเธอมากๆเลยเพื่อนรัก อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องกลับไปยืนฉีกยิ้มอยู่ตรงนั้น!”

ห้องสวีทของโรงแรมห้าดาวนี่สมชื่อจริงๆ วิวจากหน้าต่างเผยให้เห็นหอไอเฟลซึ่งประดับประดาด้วยไฟสวยงามท่ามกลางหิมะที่ปลิวไสว พระจันทร์ทอแสงนุ่มนวลราวกับภาพวาดก็ไม่ปาน สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริงๆ เธออดที่จะยืนชมความงามของเมืองไม่ได้จนลืมเวลาที่ควรออกไปเสียที

“ว๊าย!”

เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนสาวกำลังรออยู่ทำให้เธอรีบหมุนตัวกลับไปหยิบกล่องของขวัญออกจากห้อง โชคร้ายที่ส้นสูงที่เธอคิดว่ามันอาจจะสร้างปัญหาให้เธอ มันดันสร้างปัญหาจริงๆ ข้อเท้าของเธอบิดผิดองศาตอนจังหวะหมุนตัว แม้จะเล็กน้อยแต่ด้วยความสูงสี่นิ้วทำให้ทุกอย่างมันยากขึ้น ร่างบางจึงล้มตึงลงไปกองกับพื้นทันที

“บ้าจริง! ข้อเท้ามาแพลงอะไรตอนนี้”

หญิงสาวถอดรองเท้าและพยายามพยุงตนเองลุกขึ้น ดูเหมือนว่าจะเป็นหนักกว่าที่คิด เมื่อเธอไม่แม้กระทั่งยืนด้วยตัวเองได้เลย

เธอพยายามคลานไปกับพื้นเพราะไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้ หญิงสาวได้แต่บ่นในใจว่าทำไมห้องแพงๆมันกว้างเสียจริง แต่ก่อนที่จะถึงประตู คู่บ่าวสาวก็เปิดประตูเข้ามาก่อน

“นารา! ฉันก็นึกว่าเธอหลงทางไปไหน” อลิซกับปิแอร์รีบเดินเข้ามาพยุง

“ฉันขอโทษ ฉันข้อเท้าแพลงน่ะ ลุกเดินออกไปไม่ไหวจริงๆ”

เมื่อเห็นหน้าปิแอร์ เธอก็พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนสาวกำลังวางแผนเซอร์ไพรส์สามีหนุ่ม คิดได้ดังนั้นเธอจึงรีบเอากล่องของขวัญกล่องเล็กซ่อนไว้ด้านหลัง

“นี่เธอจะปล้นของขวัญสามีฉันเหรอ” อลิซกล่าวกลั้วหัวเราะ

“ฉันเห็นเธอหายไปนานนึกว่าหลงไปไหน เลยบอกปิแอร์หมดแล้ว”

“แค่มีคุณเข้ามาในชีวิต ผมก็ไม่ต้องการเซอร์ไพรส์อะไรอีกแล้ว” เจ้าบ่าวหมาดๆพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม

“ฉันว่าฉันออกไปจากที่นี่ดีกว่า น้ำผึ้งพระจันทร์กำลังหวานได้ที่เลย” กขค.สาวหัวเราะน้อยๆให้เจ้าสาวที่ยืนหน้าแดงก่ำ

“เอาเป็นว่าผมกับอลิซขับรถไปส่งคุณที่คอนโดดีกว่า ผมไม่กล้าปล่อยแขกให้นั่งแท็กซี่กลับไปแบบนี้แน่” ชายหนุ่มกล่าวอย่างกังวล

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันกลับเองได้จริงๆ” เธอกล่าวกับคู่บ่าวสาวที่กำลังช่วยพยุงเธอออกมาข้างนอก

“นี่ไง เดี๋ยวฉันให้พนักงานช่วยพยุงไปส่งข้างล่างก็ได้ ไม่รบกวนพวกเธอหรอก” หญิงสาวพยักเพยิดหน้าไปทางพนักงานสาวชุดแดงที่กำลังเดินมาพอดี

“ไม่ได้นะนารา” อลิซขัด แต่ก็ยังช้าไป

“ขอโทษนะคะ” หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือไปยังพนักงานสาวชุดแดง

“มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะคุณผู้หญิง” พนักงานสาวขานรับและเดินเข้ามาใกล้

“คือฉันจะลงไปเรียกแท็กซี่ข้างล่าง แต่ขาฉันแพลงน่ะคะ รบกวนคุณช่วยพยุงฉันลงไปหน่อยได้ไหมคะ” เธอกล่าวรัวโดยไม่เปิดโอกาสให้คู่บ่าวสาวได้พูดขัด

วันนี้เป็นวันสำคัญของเพื่อนเธอ เธอไม่อยากให้ทั้งคู่มาเสียเวลาและกังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ฉะนั้นเธอขอดูแลตัวเองดีกว่า

“ด้วยความยินดีค่ะ” พนักงานสาวเข้ามาพยุงเธอ

“เธอสองคนกลับห้องไปได้แล้ว ไม่ต้องห่วงฉันหรอก”

“แต่…” อลิซทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาช่วย

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น ฝันดีนะคะคู่บ่าวสาว”

“รบกวนฝากเพื่อนฉันด้วยนะคะ”

เมื่อเห็นว่าคู่ข้าวใหม่ปลามันเข้าห้องหอไปเรียบร้อย พนักงานสาวจึงพาเธอไปยังลิฟต์เพื่อที่จะลงไปรอแท็กซี่ที่ชั้นล่าง

“ลิฟต์ฝั่งซ้ายเปิดแล้วค่ะคุณผู้หญิง”

เธอยิ้มให้กับพนักงานเพื่อแสดงความขอบคุณ ก่อนที่เธอจะได้เข้าไปในลิฟต์ ผู้มาใหม่ชายหญิงคู่หนึ่งก็เดินสวนออกมาเสียก่อน

ปัก!

“ขอโทษค่ะ” เธอกล่าวเมื่อรองเท้าในมือไปชนกับชุดสูทของอีกฝ่ายตอนเดินสวนโดยไม่ได้ตั้งใจ

แต่เมื่อสายตาปะทะสายตา ความทรงจำบางอย่างที่เธอคิดว่าลืมไปแล้วกลับแล่นกลับมาพร้อมภาพและเสียง หัวใจดวงน้อยๆหล่นวูบเป็นครั้งที่สอง และครั้งนี้ มันเลวร้ายยิ่งกว่าครั้งแรกหลายสิบเท่า

ให้ตายเถอะ…ปารีสไม่ใช่เมืองโรแมนติก มันคือนรกบนดินชัดๆ!

เมื่อเห็นหน้ากันและกันชัดเจน ดวงตาสีครามนั่นก็หรี่ลงเล็กน้อย ชายหนุ่มยิ้มมุมปากพร้อมกับเอ่ยคำทักทายที่ชวนให้หญิงสาวเอารองเท้าฟาดปากเขาสุดๆ

“เธอมาทวงหนี้ฉันเหรอ…”


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น