Finland (ช้อย)

อัพทุกวันตอนเช้า ๆ เหมือนเดิมจ้า.....!!! กราบขอบพระคุณที่กรุณาติดตามมาตลอด ช่วยเป็นกำลังใจให้ช้อยด้วยนะคะ ^^

Chapter 46 : สร้างครอบครัว กร-อรรณพ

ชื่อตอน : Chapter 46 : สร้างครอบครัว กร-อรรณพ

คำค้น : ดอกหญ้าที่ปลายฟ้า,คนคุก,เด็กแว้นที่รัก,รักร้าย ๆ สไตล์ลูกทุ่ง,กุมหัวใจมังกร,แสงสว่างแห่งรัก,ไอ้พี่เขยจอมหื่น,เด็กขายน้ำกับชายขี้เหงา,finland,ช้อย,

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.4k

ความคิดเห็น : 181

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.พ. 2560 07:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 46 : สร้างครอบครัว กร-อรรณพ
แบบอักษร

 

อรรณพ......................

 

วันหยุดเสาร์อาทิตย์แทนที่ผมได้หยุดพักเหมือนกับคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้หยุด ธนาอุตส่าห์ชวนไปดูหนังผมก็ไปด้วยไม่ได้ เพราะมี CEO จอมมึนตามติดยังกะปาท่องโก๋ขลุกอยู่ที่บ้านกับผมทั้งวัน ผมแทบขยับตัวไปไหนไม่ได้

 

พอเช้าวันจันทร์ผมก็มาทำงานตามปกติ ส่วนคุณกรก็กลับคอนโดไปอาบน้ำอาบท่าแล้วก็เข้าบริษัทเช่นกัน คุณกรชวนผมให้ไปทำงานด้วย แต่ผมปฏิเสธ ผมทำงานอยู่กับนายก็มีความสุขดี ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่ดูเหมือนคุณกรจะงอแงไม่ค่อยยอมซักเท่าไหร่   ผมนั่งเคลียร์งานอยู่ที่โต๊ะจนเกือบเที่ยง

 

“ณพ คุณจัดตารางนัดลูกค้ากับประชุมให้ผมใหม่ที ผมจะหยุดซักสองสามวันพาครอบครัวไปเที่ยว”  นายเดินออกมาบอกกับผมที่โต๊ะ

 

“ได้ครับนาย”  ผมบอกกับนายไป ไม่นานนักผมเห็นนายชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาสายตามองตรงไปยังทางเดิน ผมรีบหันไปมอง เห็นคุณกรเดินยิ้มแป้นตรงเข้ามาหาผมกับนาย

 

“คุณกรมีธุรอะไรกับผมอีกเหรอครับ...? เรื่องงานเราคุยกันเคลียร์ไปหมดแล้วนี่”  นายรีบพูดตัดบทไป

 

“เรื่องงานไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ ผมแค่มาหาคนของผมเฉย ๆ”  คุณกรยิ้มบอกกับนายไป

 

“ผมเคยบอกคุณไปตั้งหลายแล้วอย่ามายุ่งกับปลื้มอีก เขาเป็นของผมคนเดียว”  นายชักสีหน้าไม่พอใจพูดเสียงแข็งบอกกับคุณกรไป แต่แทนที่คุณกรจะโกรธกลับทำหน้าระรื่น

 

“ใครบอกว่าผมมาหาปลื้ม ผมมาหาณพต่างหาก”  แล้วเขาก็พูดออกมา  ผมใจหายแวบตกไปอยู่ที่ตาตุ่มนู่น

 

“หืมมมมมมมมม”   นายหันมามองหน้าผมอย่างสงสัย ผมรีบก้มหน้างุด ผมก็อายเป็นเหมือนกันนะ เรื่องผมกับคุณกรนายยังไม่รู้เลย

 

“ตอนนี้ก็พักเที่ยงแล้ว ผมขอตัวพาคนของผมออกไปทานข้าวก่อนนะครับ แล้วจะเอามาส่งคืน”  คุณกรยิ้มบอกกับนายไป แล้วก็จับมือพาผมเดินออกมา นายได้แต่ยืนเกาหัวแกรก ๆ มองตามหลังพวกผม

 

“คุณ จะมาทำไมไม่โทรมาบอกผมก่อน...?”  ผมดุคุณกรไปเบา ๆ

 

“ไม่เอา ผมอยากมาก็มาเลย”  แน่ะ... ยังไม่เลิกนิสัยเอาแต่ใจอีก 

 

คุณกรขับรถพาผมออกมาได้ไม่นานก็ตบไฟเลี้ยวเข้าร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง

 

“คุณ ถ้าคุณมีงานก็ไม่ต้องมาก็ได้นะครับ ผมเกรงใจ กลัวจะทำให้งานคุณเสีย”  ผมเป็นห่วงเรื่องนี้จริง ๆ

 

“คุณไม่ต้องเป็นห่วงงานผมหรอกน่า ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าได้เห็นหน้าเมียตัวเองหรอก” คุณกรยักคิ้วกวนตีนบอกกับผม

 

ปากดีจริง ๆ เลยคุณนี่”  ผมหมั่นไส้ว่าให้ไป 

 

ผมกับคุณกรนั่งทานข้าวด้วยกันได้ซักพัก

 

RRRRRRRRRRRRRRRRRRR  เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น

 

“ครับแม่”  แม่โทรมาหาผม

 

“ตาณพจะปรับปรุงบ้านทำไมไม่บอกอะไรกับแม่ซักคำ แม่ตกใจหมดจู่ ๆ ก็มีช่างเข้ามาต่อเติมบ้านกันยกใหญ่ โดยเฉพาะห้องนอนลูก เห็นขนเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเต็มไปหมด”   แม่บอกกับผม

 

“ห๊ะ...!! ว่าไงนะครับแม่...? ผมไม่ได้จ้างช่างให้ไปทำอะไรนี่ครับ”  ผมบอกกับแม่ไปอย่างงง ๆ  พอนึกอะไรขึ้นมาได้ ผมเหล่ตามองคุณกรที่เอาแต่นั่งยิ้มแป้นอยู่

 

“ฝีมือคุณใช่มั้ย...?”  ผมถามไป  คุณกรได้แต่พยักหน้ารับ

 

“ไว้ผมจะโทรกลับนะครับแม่”  ผมรีบวางสายแม่ แล้วกะจะหันไปเล่นงานคุณกรแต่คุณกรก็ดันพูดขึ้นมาซะก่อน

 

“ผมให้คุณมาทำงานด้วยคุณก็ไม่มา ผมเลยจะไปอยู่ที่บ้านกับคุณซะเลย จะได้หมดเรื่อง ห้องคุณมันแคบอยู่สามคนพ่อแม่ลูกไม่ได้หรอก อึดอัดแย่ ผมเลยให้ช่างต่อเติมให้ใหม่ พร้อมกับตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทั้งหมดด้วย”  คุณกรยักคิ้วยิ้มแป้นบอกกับผมอย่างไม่สะทกสะท้าน

 

“หา....!! คุณว่าอะไรนะ จะมาอยู่กับผมเนี่ยนะ...?”  ผมต้องตกใจตาค้างเมื่อได้ยิน

 

“ใช่แล้ว”  คุณกรย้ำให้ผมได้กระจ่างอีกครั้ง

 

“ผมชอบคุยกับพ่อแม่คุณ ทุกวันนี้ผมอยู่กับลูกสองคน ถ้าลูกไปนอนที่บ้านย่าผมก็ต้องอยู่คนเดียว เหงาจะตาย และประเด็นสำคัญก็คือผมอยากอยู่ใกล้ ๆ คุณ ไม่ต้องทวนซ้ำเน๊อะ”  คุณกรอธิบายให้ผมฟังเป็นวรรคเป็นเวร

 

“เฮ้ย... ได้ไง ผมยังไม่ได้บอกอะไรพ่อกับแม่เลยนะ”  ผมรีบบอกไป

 

“เอาน่า เรื่องนั้นผมจัดการเอง ได้ลูกเขาเป็นเมียผมก็ต้องรับผิดชอบสิ”   คุณกรบอกกับผมเหมือนมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ

 

“ไม่ได้ คุณบอกไปเดี๋ยวพ่อกับแม่ผมเส้นเลือดในสมองแตกกันพอดี ไม่เอา ผมจะเป็นคนบอกเอง”  ผมรีบห้ามคุณกร เพราะรู้นิสัยเขาดีว่าเป็นคนยังไง ขืนบอกไปตรง ๆ พ่อกับแม่ผมอาจช็อคขึ้นมาก็เป็นได้

 

“บอกเร็ว ๆ นะ ผมจะได้รีบย้ายเข้าไปอยู่กับคุณ อยากกอดคุณจะแย่”  คุณกรทำหน้าอ้อนบอกกับผม

 

เฮ้อออออออออออ ผมจะทำยังไงกับเขาดีเนี่ย.....? ปวดหัวยิ่งกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกซะอีก

 

หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ คุณกรก็พาผมมาส่งที่บริษัท

 

“ขอบคุณครับ”  ผมยิ้มบอกไป

 

“จูบหน่อย”  คุณกรบอกกับผมก่อนที่ผมจะเปิดประตูรถ

 

“ไม่เอา เดี๋ยวมีใครมาเห็น”  ผมบอกไป กลางวันแสก ๆ จะมาจูบกันเนี่ยนะ

 

หมับ...!! สิ้นเสียงพูดคุณกรก็จับตัวผมให้นั่งนิ่งแล้วโฉบเข้ามาจูบผมจนได้

 

“อื้อออ อ่อยอ่อน”  ผมรีบผละจูบออก

 

“นี่มันไม่ใช่แค่จูบแล้วนะคุณ” แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก เล่นสอดลิ้นเข้ามาด้วยเนี่ย

 

“เห็นคุณแล้วอดใจไม่ไหวอ่ะ”  เขายังมีหน้ามาพูดเล่นกับผมอีก

 

“ผมไปทำงานก่อนนะครับ เย็นเจอกัน”  ผมบอกพร้อมกับเปิดประตูลงจากรถไป คุณกรเลื่อนกระจกลง

 

“ผมรักคุณนะ และคุณก็ต้องรักผมให้มาก ๆ ด้วย”  คุณกรยิ้มบอกกับผมแล้วก็เลื่อนกระจกขึ้น และขับบึ่งออกไป

 

“คนบ้า”  ผมได้แต่ยิ้มมองตามหลังไป

 

ผมกลับมาที่ห้องทำงาน

 

“ณพเข้ามาหาผมหน่อย”  นายโทรมาตามผม ผมรีบเข้าไปหานายที่ห้อง

 

“นายมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”  ผมบอกกับนายไปเหมือนกับทุกครั้ง

 

“คุณกับไอ้บ้ากรมีอะไรกันหรือเปล่า...?”  นายเงยหน้าถามกับผม ผมได้ยินถึงกับสะอึก

 

“ห้ามโกหก”  แล้วนายก็พูดดักทางผมเอาไว้

 

“เอ่อคือ ผมชอบคุณกรครับนาย”  ผมก้มหน้าบอกไปเบาๆ 

 

“แต่ดูเหมือนมันจะชอบคุณไม่น้อยไปกว่าคุณเลยนะ”  แล้วนายก็เอ่ยแซวผม ผมได้แต่ก้มหน้างุด

 

“กันท่ากันไปมาสุดท้ายก็มากินกันเอง ขอบใจนะณพที่ช่วยกันไอ้บ้ากรออกจากปลื้มไปตลอดชีวิต”  นายยิ้มกริ่มบอกกับผม  ผมอายแล้วอายอีกเมื่อได้ยิน

 

“ผมก็ยังงงกับตัวเองเหมือนกันครับนาย”  ผมบอกกับนายไป

 

“เอาน่าอย่าคิดมาก ถ้าคนสองคนใจตรงกันแล้วก็ไม่ต้องไปหาเหตุผลอะไรมาเป็นข้อโต้แย้งอีก ขอให้รักกันนานๆนะณพ”  แล้วนายก็อวยพรให้ผมนายก็คงจะหมดกังวลไปได้ซักที

 

“ขอบคุณครับ”  ผมยิ้มให้กับนายไปผมกำลังจะหันหลังเดินกลับ

 

“อ้อ แล้วอย่าบอกว่าคุณจะทิ้งบริษัทไปอยู่กับมันนะ”  นายรีบพูดดักผมเอาไว้ก่อน ผมหันไปมอง

 

“ผมไม่ไปไหนหรอกครับนาย”  ผมยิ้มให้คำมั่นกับนายไป นายได้แต่พยักหน้ารับ

 

“ไปทำงานต่อเถอะ”

 

“ครับ”

 

ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือผมจะบอกกับพ่อแม่ยังไง คุณกรไม่ให้ผมได้ตั้งตัวอะไรเลย ก็รู้นิสัยเขาดีอยู่ว่าเป็นยังไงแต่ก็ไม่คิดว่าจะรวดเร็วอย่างนี้ เล่นเอาช่างเข้าไปปรับปรุงบ้านซะยกใหญ่ พ่อกับแม่ผมไม่หัวใจวายตายก็บุญเท่าไหร่แล้ว

 

ครั้นผมจะปิดบังพ่อกับแม่ก็คงไม่ได้ เพราะคุณกรก็คงไม่ยอมเช่นกันและพ่อกับแม่ก็ต้องสงสัยเรื่องปรับปรุงบ้านอยู่ดี ตลอดทั้งวันผมเอาแต่นั่งคิดเรื่องนี้จนไม่เป็นอันทำงาน

 

“ณพ มีอะไรรึเปล่า...?”   ผมเหมือนได้ยินเสียงแว่ว ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะกำลังมัวแต่คิดถึงเรื่องส่วนตัวอยู่

 

“ณพ เป็นอะไร...?”  แล้วนายก็ถามผมอีกครั้งเรียกสติผมกลับ

 

“ขอโทษครับนาย”  ผมรีบบอกกับนายไป นายยืนมองผมอย่างสงสัย

 

“มีเรื่องอะไรอีก...?”  นายถามกับผมเพราะเป็นห่วง

 

“เอ่อ... คือว่า”  ผมจะบอกกับนายไปยังไงเรื่องพ่อกับแม่

 

“ผมยังไม่ได้คุยเรื่องผมกับคุณกรให้พ่อกับแม่ฟังเลยครับนาย”  ผมตัดสินใจบอกไป เพราะผมกับนายเราไม่มีอะไรที่ปิดบังกันอยู่แล้ว

 

“คิดว่าเรื่องอะไรซะอีก ตัดสินใจบอกไปเลย ดูอย่างผมเป็นตัวอย่าง”  นายยักคิ้วบอกกับผม

 

“ตอนที่ผมคบกับปลื้ม ผมได้ตัดสินใจแล้วว่าปลื้มจะมาเป็นคู่ชีวิตของผม ผมเป็นคนไปบอกกับแม่ของปลื้มเองเลย ขนาดแม่นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วยซ้ำ”  นายบอกกับผม

 

“โห นายนี่แน่มากเลยนะครับ”  ผมทึ่งในความจริงใจของนายมาก

 

“ณพ คนเราถ้าจะรักใครซักคนมันไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือถูก มันจะตรงกับความถูกต้องตามครรลองคลองธรรมหรือไม่นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับคนสองคน อย่าให้สังคมมาเป็นเครื่องตัดสินความรักระหว่างคุณกับคุณกร ปิดบังพ่อแม่ไปตัวคุณเองก็ไม่มีความสุขหรอก  แล้วไอ้คุณกรบ้านั่นก็คงไม่พอใจ ผมก็เพิ่งคิดได้กะว่าจะไปบอกกับพ่อแม่ผมเช่นกัน เรามามัวแต่ห่วงมัวแต่นึกถึงคนอื่นมากเกินไปจนลืมนึกถึงตัวเอง เรื่องของความรักมันห้ามกันไม่ได้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบคนนั้นคนนี้ ถ้าเราตัดสินใจแล้วว่าเขาจะมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา แล้วเราจะปล่อยให้อีกครึ่งชีวิตไม่มีความหมายอย่างนั้นเหรอ ทำตามที่หัวใจตัวเองปรารถนาเถอะ”  นายสั่งสอนกับผม

 

“ขอบคุณครับนาย”  ผมยกมือไหว้ขอบคุณนาย

 

พอตกเย็นผมเลิกงาน กำลังจะเดินไปที่ลานจอดรถ

 

“อาณพ”   เสียงของเด็กผู้ชายก็ดังขึ้น ผมรีบหันไปมอง เห็นนาซ่าลูกของคุณกรยิ้มแป้นวิ่งเข้ามาหาผม

 

“คุณพ่อบอกให้ผมกลับบ้านพร้อมอาณพค้าบ”  นาซ่าบอกกับผม ผมได้แต่ทำหน้างง

 

“เอ่อคือ แล้วนาซ่ามากับใครครับ...?”   ผมรีบถามไป

 

“คุณพ่อให้คนขับรถมาส่งค้าบ”   นาซ่าชี้ไปที่คนขับรถ

 

“กลับบ้านกันเถอะค้าบ”  นาซ่ายิ้มแป้นพร้อมกับเข้ามาจับมือผมเอาไว้

 

“ได้สิ”  ผมยิ้มตอบกลับไป

 

“ลุงกลับไปเถอะ ผมจะพานาซ่ากลับบ้านเอง”  ผมตะโกนบอกกับคนขับรถ ลุงโค้งให้กับผมแล้วก็ขึ้นรถขับออกไป

 

“ป่ะ ขึ้นรถ”  ผมชวนนาซ่าขึ้นรถ แล้วก็ขับกลับบ้าน ผมเห็นนาซ่าตื่นเต้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

 

“ยิ้มอะไรนักหนาหน่ะเรา...?”  ผมเห็นก็อดยิ้มตามไม่ได้

 

“ผมจะได้ไปอยู่กับอาณพกับคุณพ่อซักที ผมดีใจค้าบ ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้อยู่กับคุณพ่อ ต้องไปอยู่กับคุณปู่คุณย่า ผมคิดถึงคุณพ่อค้าบ”  นาซ่าทำหน้าเศร้าบอกกับผม

 

“บ้านอาไม่ได้ใหญ่โตอะไรหรอกนะ”  ผมบอกไป

 

“ไม่เป็นไรค้าบ ขอให้ได้อยู่กับคุณพ่อผมก็ดีใจมากแล้ว”   ผมมองนาซ่าอย่างเอ็นดูที่ผ่านมาคุณกรมักกลับบ้านค่ำมืดเป็นประจำเพราะเป็นถึงผู้บริหารงานจะยุ่งผมรู้ดี  นายผมก็เลิกงานไม่เป็นเวลาเหมือนกัน บางวันก็ประชุมจนดึกจนดื่น ไม่พอยังไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัดบ่อย ๆอีก

 

ตืด.. ตืด..  แล้วเสียงเตือนข้อความผมก็ดังขึ้น ผมเปิดอ่าน

 

[ฝากลูกด้วยนะ เย็นนี้ผมติดประชุม เสร็จแล้วจะรีบกลับไปหาคุณกรส่งข้อความมาบอกกับผม

 

ผมขับรถพานาซ่ามาได้ไม่นานก็มาถึงบ้าน

 

“ถึงแล้วล่ะ เดี๋ยวอาไปเปิดประตูบ้านก่อน”  ผมบอกกับนาซ่าแล้วลงจากรถไปเปิดประตูบ้าน 

 

พอผมขับมาจอดในบ้าน

 

“โห ต้นไม้เยอะมากเลยนะค้าบ เยอะกว่าที่บ้านคุณปู่คุณย่าซะอีก”  นาซ่าหันรีหันขวางมองสำรวจไปรอบ ๆ บ้านอย่างสนใจผมก็เช่นกันบ้านดูแปลกตาไปเพราะมีแต่นั่งร้านอยู่รอบบ้านเต็มไปหมด คนงานคงกลับไปแล้ว ข้าวของเครื่องไม้เครื่องมือวางอยู่กระจัดกระจาย

 

“มาแล้วเหรอตาณพ”   แม่เดินเข้ามาหาผม ผมเจ็บแปลบเข้าที่กลางอกเมื่อมองหน้าแม่

 

“สวัสดีค้าบคุณยาย”  แล้วนาซาก็รีบยกมือไหว้กล่าวคำทักทายแม่ผมไป ผมได้ยินถึงกับอึ้ง

 

“สวัสดีจ้ะลูก น่ารักจังเลย ลูกคุณกรใช่มั้ย...?”  แม่เดินเข้ามาลูบหัวนาซ่าเบา ๆ

 

“ค้าบ”  นาซ่ายิ้มแป้นบอกกับแม่ไป

 

“แม่ครับ....ผม......”  ผมกำลังจะบอกเรื่องผมกับคุณกรให้แม่ฟัง

 

“ไปคุยกันข้างในบ้าน พ่อรออยู่”  แล้วแม่ก็บอกกับผม ผมใจหาวาบขึ้นมาทันที

 

“ป่ะลูก เข้าไปข้างในบ้านกัน ตอนนี้บ้านยังขลุกขลักอยู่เพราะกำลังปรับปรุง เดินระวัง ๆ หน่อยนะลูก”  แม่บอกพร้อมกับจับมือนาซ่าพาเดินนำผมไปหาพ่อที่ศาลาริมน้ำ ผมใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ มือเย็นเฉียบเมื่อคิดถึงว่าผมจะต้องบอกเรื่องของผมให้พ่อกับแม่รู้ แต่ถึงอย่างไรผมก็เลี่ยงไม่ได้ คำพูดของนายเข้ามาในหัวผมเสมอ ผมเดินตามแม่มาที่ศาลาริมน้ำ เห็นพ่อนั่งเล่นอยู่ก่อนแล้ว

 

“โห สระน้ำเบ้อเร่อเลยค้าบ มีปลามั้ยค้าบคุณตา...?”  นาซ่าทำตาโตตื่นเต้นถามกับพ่อผม

 

“มีเยอะเลย มาเอาขนมปังไปโยนให้มันกิน เดี๋ยวปลามันก็ออกมา”  พ่อยื่นถุงขนมปังให้กับนาซ่า

 

“ขอบคุณค้าบ”  นาซ่าดีใจยิ้มแป้นรีบรับถุงขนมปังไป

 

“นาซ่าอย่าลงไปใกล้น้ำนะครับ อยู่ขอบบ่อโยนให้มันเอาเดี๋ยวจะตกน้ำได้”  ผมเป็นห่วงบอกกับนาซ่าไป

 

“ค้าบอาณพ”  แล้วนาซ่าก็เดินเอาขนมปังไปโยนให้ปลากินอย่างอารมณ์ดี

 

“พ่อครับแม่ครับ ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วยครับ”  ผมตัดสินใจบอกกับพ่อแม่ไป

 

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะตาณพ คุณกรเขามาคุยกับพ่อแม่ตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้ว”  แล้วแม่ก็บอกกับผม

 

“ห๊ะ...!! แม่ว่าไงนะครับ คุณกรมาหาพ่อกับแม่แล้ว...?”  ผมตกใจเมื่อได้ยิน คงจะมาหาพ่อกับแม่หลังจากที่ส่งผมเสร็จ

 

“ผมขอโทษครับ”  ผมบอกกับพ่อแม่ไป ผมเห็นพ่อถอนหายใจยาว

 

“ไอ้เรื่องแบบนี้คนแก่อย่างพ่อก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักหรอก แต่ในเมื่อแกกับเขารักชอบพอกัน พ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร เจ้านายแกมาบอกกับพ่อว่าเขาจะขอดูแลแกไปตลอดชีวิต เขาก็ไม่ได้เป็นคนโสดอะไรมีลูกติดหนึ่งคน ถามพ่อกับแม่ว่าจะรังเกียจมั้ย พ่อเลยตอบกลับไปว่า ยังไงก็ต้องถามแกก่อน พ่อตอบแทนไม่ได้”   แล้วพ่อก็บอกกับผม

 

“แกรักเขามั้ยล่ะเจ้าณพ..?”  พ่อเอ่ยถาม ผมเงยหน้าขึ้นมอง

 

“ครับพ่อ”  ผมตอบไปตามความจริง

 

“ถ้าแกรักเขาพ่อกับแม่ก็ไม่ว่าอะไร พ่อกับแม่ก็แก่แล้วจะอยู่กับแกไปได้อีกซักกี่ปี มีคนมาดูแลแกแทนพ่อกับแม่ก็จะได้หมดห่วง”  ผมได้แต่นิ่งฟังที่พ่อพูดมันตื้นตันใจจนน้ำตาไหล

 

“มีเด็กมาอยู่ด้วยพ่อกับแม่จะได้ไม่เหงา”  แล้วแม่ก็พูดขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นมองพวกท่าน แล้วปาดน้ำตาออก

 

“ขอบคุณครับ”  ผมยกมือไหว้ขอบคุณพ่อกับแม่ที่ไม่รังเกียจลูกชายคนนี้

 

“คุณตาค้าบ ผมอยากลงไปว่ายน้ำได้มั้ยค้าบ”  นาซ่ารีบวิ่งมาบอกกับพ่อ

 

“รอให้โตกว่านี้อีกหน่อยก่อนนะหลาน”  พ่อลูบหัวนาซ่าอย่างเอ็นดู ผมก็พลอยโล่งใจหมดห่วง ผมเครียดมาทั้งวันกลัวว่าพ่อกับแม่จะรับเรื่องผมกับคุณกรไม่ได้ แต่ที่คาดไม่ถึงก็เรื่องที่คุณกรเป็นคนมาบอกพ่อกับแม่ผมด้วยตัวเองเลย คิดแล้วก็พาให้นึกถึงเจ้านายผมไม่มีผิด

 

“พวกผู้บริหารเป็นอย่างนี้ทุกคนเลยหรือไงนะ”  ผมได้แต่แอบยิ้มเมื่อคิดแบบนี้ขึ้นมา

 

“ณพคืนนี้นอนอีกห้องไปก่อนนะแม่เก็บกวาดไว้ให้แล้ว ส่วนห้องนอนลูกมีแต่ข้าวของอะไรไม่รู้วางเกลื่อนเต็มไปหมดหาที่เดินแทบไม่ได้”  ห้องนอนผมคุณกรสั่งตกแต่งใหม่หมด ข้าวของเลยวางเกะกะไปทั่ว คงอีกหลายวันกว่าผมจะได้กลับไปนอนที่ห้องเดิม

 

“ขอบคุณครับแม่”   ผมบอกกับแม่ไป

 

“พาหลานไปอาบน้ำอาบท่าซะสิ แล้วคุณเขาจะกลับมาทานข้าวพร้อมกับเรามั้ย...?”  แม่ถามผม

 

“พ่อกับแม่ทานกันก่อนเลยครับ ผมจะรอทานพร้อมคุณกร”  ผมยิ้มบอกกับแม่ไปแล้วก็พานาซ่าเดินเข้าบ้านไปอาบน้ำ

 

“นาซ่าครับ อาบน้ำเองได้ใช่มั้ยครับ...?”  ผมถามพร้อมกับถอดเสื้อผ้าออกให้

 

“สบายอยู่แล้วค้าบอาณพ ผมเป็นผู้ชายช่วยเหลือตัวเองได้ค้าบ”  นาซ่ายิ้มแป้นบอกกับผม  พอนาซ่าอาบน้ำเสร็จ ผมก็หาเสื้อผ้าให้ใส่

 

“นาซ่าลงไปทานข้าวกับคุณตาคุณยายก่อนนะครับ อาจะรอทานพร้อมคุณพ่อ” ผมบอกกับนาซ่าไป

 

“ค้าบ”   นาซ่ายิ้มบอกกับผม ผมเลยเดินลงไปส่งนาซ่าที่ศาลาริมน้ำ

 

“หลานมากินข้าวกับตามา วันนี้ยายแกทำกับข้าวตั้งหลายอย่าง”  แล้วคุณพ่อก็เรียกนาซ่า นาซ่ารีบวิ่งเข้าไปนั่งใกล้ ๆ พ่อผม

 

“แกไม่กินด้วยกันเร๊อะเจ้าณพ”  พ่อเอ่ยถามกับผม

 

“ผมจะรอคุณกรครับพ่อ”   ผมบอกกับพ่อไป แล้วก็เดินเลี่ยงกลับขึ้นมาข้างบนบ้าน ปล่อยให้นาซ่าทานข้าวอยู่กับพ่อแม่ข้างล่าง ผมจะได้ปัดกวาดเช็ดถูห้องนอนอีกซักหน่อย เพราะห้องนี้ไม่ได้ใช้มานาน

 

หลังจากทานข้าวกันเสร็จ นาซ่าก็มานอนดูทีวีอยู่ที่ชั้นล่างกับพ่อ ส่วนแม่ก็อยู่ในครัว ไม่นานนักเสียงบีบแตรรถก็ดังขึ้น

 

ปี้น.. ปี้น  “คุณพ่อกลับมาแล้วค้าบ เดี๋ยวผมไปเปิดประตูให้เอง”  นาซ่ารีบวิ่งออกไปเปิดประตูให้คุณกร ไม่นานพ่อลูกก็เดินกอดคอกันเข้าบ้านมา

 

“หวัดดีครับพ่อ”  คุณกรเอ่ยทักพ่อผมก่อนเลย

 

“หวัดดีลูก กลับมาเหนื่อย ๆ ไปอาบน้ำอาบท่าซะสิ จะได้กินข้าวกินปลา”  พ่อบอกกับคุณกรไป

 

“ครับ”   แล้วผมก็พาคุณกรเดินขึ้นมาชั้นบน นาซ่ายังดูการ์ตูนอยู่ข้างล่างกับพ่อ  พอเข้ามาในห้อง

 

หมับ...!! “คิดถึงที่สุดเลย อยากกลับบ้านจะแย่ไม่รู้ประชุมอะไรนักหนา” คุณกรกอดผมเอาไว้แล้วก็บ่นออกมา

 

“ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะครับมีแต่เหงื่อ”  ผมบอกไป

 

“ไม่เห็นเป็นไรเมียผมหอมเสมอ”  แล้วคุณกรก็หอมแก้มผมซะฟอดใหญ่

 

“ไม่คิดเลยว่าผมจะกลับมามีครอบครัวอีกครั้ง ครั้งนี้ผมจะประคับประคองให้ดีที่สุด เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปนะณพ”   แล้วคุณกรก็บอกกับผม

 

“เป็นอะไรรึเปล่า กลับมาถึงบ้านก็มาหวานใส่”  ผมถามไปเบา ๆ

 

“เปล่า ผมขับรถนั่งคิดมาตลอดทาง ชีวิตคนเรามันสั้นนักการได้อยู่กับคนที่เรารักถือว่าโชคดีมากแล้ว ผมจะไม่ยอมปล่อยให้ความสุขที่รออยู่ตรงหน้ามันหลุดลอยไป”  คุณกรกระชับอ้อมกอดบอกกับผม

 

ใช่ ชีวิตนี้ผมก็ไม่เคยคิดว่าผมจะมีครอบครัวอย่างคนอื่นเขา ผมเป็นลูกคนเดียวอยู่กับพ่อแม่มาตลอด เช้าไปทำงานเย็นก็กลับบ้านไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งได้มาเจอกับคุณกร ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป ผมไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ผมมีครอบครัวที่น่ารัก ผมจะพยามยามประคับประคองชีวิตครอบครัวผมให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าครอบครัวผมจะไม่เป็นไปตามครรลองของสังคม แต่การที่ได้อยู่กับคนที่เรารัก บางครั้งกฎเกณฑ์ทางสังคมก็ไม่จำเป็นสำหรับผมเลย

 

 

 

.....................................................................................................

To be continue........................

.....................................................................................................

 

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาติดตามมาตลอดนะคะ

1 เม้น = 1 กำลังใจที่สำคัญ

ขอบพระคุณค่า

 

finland (ช้อย)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}