Gila

ขอบคุณที่สนับสนุนนะคะ แนะนำ ติชม ได้น้า : ) อย่าลืมกด "ถูกใจ" ให้เค้าด้วยน้า

บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยน (จบตอน)

ชื่อตอน : บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยน (จบตอน)

คำค้น : ชะตารักพิศวาสหัวใจเถื่อน ร้าย เถื่อน ดุ NC โรมานซ์ ตบจูบ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2561 00:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยน (จบตอน)
แบบอักษร

บทที่หนึ่ง

“วันนี้หลานน้าดูท่าจะมีธุระยุ่ง จะรีบไปไหนเหรอนารา” หญิงวัยกลางคนสวมแว่นทรงรีทักทาย ‘หลานสาว’ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นทุกครั้ง ใบหน้าของเธอคลี่ยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังสาละวนกับการกวาดของทุกอย่างจากบนโต๊ะลงกระเป๋าอย่างรีบร้อน ไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำว่ามีอะไรบ้าง

“อ้าว! สวัสดีค่ะคุณน้า” ผู้ถูกทักเงยหน้าจากภารกิจการเก็บของตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มหวาน

“หนูนึกว่าวันนี้คุณน้าจะไม่เข้ามาที่นี่แล้วซะอีก เห็นอลิซบอกว่าวันนี้คุณน้ามีธุระข้างนอก” 

“น้ากลับเอาของขวัญมาให้จ้ะ” ผู้พูดชูหนังสือเล่มโตในมือขึ้น ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะลั่นเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย

“โธ่…หนูก็นึกว่าของขวัญชุดใหญ่แบบตั๋วไปพักร้อนที่ฮาวายซะอีก” หญิงสาวพูดติดตลกพร้อมกับเดินไปรับหนังสือเล่มหนาจากมือของ ‘น้ารภี’ มาดูทันที

“แหนะ ทำเป็นพูดไป พอมีวันหยุดทีไรน้าก็ไม่เห็นเธอจะก้าวออกจากบ้านซักที” ผู้เป็นน้าเคาะศีรษะหลานสาวเบาๆอย่างมันเขี้ยว

“หนังสือตำนานรักอีกแล้วเหรอคะ” หญิงอ่านทวนชื่อด้วยน้ำเสียงติดตลก 

“สองสามเล่มก่อนก็แบบนี้เลยค่ะ หลงได้หลงดีเหลือเกินกลางทะเลทรายเนี่ย ถ้าวันไหนหนูหายไปนะคะ คุณน้าไปตามหาแถวๆทะเลทรายได้เลย อาจจะหลงไปแถวๆพีรามิดไปซักสองสามกิโลเมตร” หญิงสาวหัวเราะเสียงใส

“ทะเล้นเหลือเกินนะเรา เปล่าหรอก สาขาที่ไทยบอกมาว่าตอนนี้ยอดขายหนังสือแนวนี้พุ่งขึ้นเหลือเกิน” หญิงวัยกลางคนอธิบาย

“แต่ไม่ต้องรีบขนาดอดหลับอดนอนนะ ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร น้าเชื่อว่าเธอจะทำมันออกมาได้ดี” รภีลูบผมยาวสลวยของหลานสาวด้วยความเอ็นดู ไม่นานมานี้หลานสาวของเธอยังเป็นเด็กกะโปโลตัดผมสั้นตามระเบียบโรงเรียนรัฐบาลอยู่เลย ไม่รู้ว่าเอาเวลาไปโตเป็นสาวสวยขนาดนี้เมื่อไหร่ 

“ไม่ทำให้คุณน้าผิดหวังแน่นอนค่ะ!” พิมพ์นาราทำท่าสองนิ้วสู้ตายในแบบฉบับของเธอพร้อมกับหัวเราะเสียงใส ร่างบางแต่สูงโปร่งกอดน้าสาวอย่างเอาใจ รภีหัวเราะด้วยความเอ็นดูก่อนที่หญิงสาวจะยกมือไหว้และคว้าหนังสือโยนใส่กระเป๋าวิ่งออกไปจากสำนักงาน

“กลับบ้านดีๆนะนารา ไม่ต้องรีบร้อนมากนะลูก” รภีตะโกนตามหลังไปก่อนจะเหลือบไปเห็นปฏิทินตั้งโต๊ะของหลานสาว วันนี้เป็นวันที่พิมพ์นาราวงเป็นจุดสีแดงเข้มไว้ รภีนิ่งคิดเพียงครู่ก่อนจะรู้สึกใจหายวูบ มือของเธอเอื้อมมือไปสัมผัสปฏิทินตั้งโต๊ะนั้นอย่างแผ่วเบาพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อย ทำไมเธอจะจำไม่ได้ วันนี้เป็นวันเกิดของพี่สาวเธอ พี่สาวที่จากไปไกลแสนไกล

‘พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนาราแล้วนะ ลูกพี่เติบโตขึ้นมาอย่างดี เธอผ่านวันเวลาที่แสนจะเลวร้ายเหล่านั้นมาได้อย่างเข้มแข็ง เหมือนพี่ไม่มีผิด…’

ตลาดในกรุงไคโรยังมีผู้คนพลุกพล่านเช่นเดิม ร้านรวงข้างทางที่ตะโกนแข่งกันเรียกลูกค้าบวกกับเสียงแตรรถที่ดังขึ้นทุกๆสองวินาทีนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณ สิ่งที่เธอเรียนรู้เป็นอย่างแรกเมื่อมาอยู่ที่นี่คือชาวพื้นเมืองนั้นชอบบีบแตรมากกว่าเหยียบเบรก ความวุ่นวายนี้เป็นสิ่งที่ออกจะน่ากลัวสักหน่อยสำหรับคนที่มาเยือนแรกๆ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้วเพราะเธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน 

ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแขนยาวน้ำตาลอ่อนกับกางเกงยีนเข้ารูปขายาวเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมายิ่งนัก ผมยาวสลวยสีดำสนิทถูกเจ้าตัวมัดรวบแบบลวกๆไปด้านหลัง ปอยผมที่เก็บไม่หมดคลอเคลียอยู่ที่แก้มของใบหน้ารูปไข่ ดวงตาโตสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายรับกับจมูกเล็กๆที่เชิดขึ้นเล็กน้อยบวกกับริมฝีปากสีแดงระเรื่อได้รูปเม้มสนิทเข้าหากัน ทุกอย่างดูคมคายเมื่อปรากฏร่วมกับผิวสุขภาพดีดุจน้ำผึ้ง นั่นเป็นเหตุผลที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าทำไมคนรอบตัวถึงมองตามกันเป็นแถบๆ 

ในตลอดเวลาที่เดินเข้ามาในตัวเมือง นอกจากต้องนำกระเป๋าเป้มากอดไว้ข้างหน้าแล้วเธอยังต้องระวังชายหนุ่มหลายคนที่พยายามจะเดินเข้ามาเฉียดและ ‘แต๊ะอั๋ง’ ทั้งแอบจับมือ แอบจับเอว แอบเฉียดไหล่ หรืออะไรเทือกๆนั้น เมื่อหลายครั้งเข้าเธอก็อดที่จะขมวดคิ้วและสบถเบาๆไม่ได้ หญิงสาวถอนหายใจใหญ่เฮือกหนึ่งก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นตรอกแคบๆผู้คนบางเบาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

‘อ่า…สวรรค์เป็นใจ’ หญิงสาวคิด เธอรู้สึกเหมือนพบทางกลับบ้านใหม่ที่ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนแล้ว! แม้ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นทางลัดทะลุออกจากตลาดได้รึเปล่า แต่ไม่เป็นไร ลองไว้ก็ไม่เสียหาย



ดวงอาทิตย์สีแดงเข้มปรากฏอยู่ ณ ขอบของทะเลทรายอันเวิ้งว้างบ่งบอกถึงเวลาใกล้อัสดง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่ผลงานของลมทะเลทรายที่พัดผ่านก่อให้เกิดเป็นเนินน้อยใหญ่สวยงามยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มทั้งสามกลับไม่มีอารมณ์สนใจบรรยากาศสวยงามตรงหน้าแม้แต่น้อย เพราะในตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเจอเรื่องที่สำคัญมากกว่า!

ชายหนุ่มทั้งสามอยู่ในชุดที่เกือบจะเรียกได้ว่ามันเคยเป็นชุดสูท เสื้อสูทตัวนอกถูกเจ้าของสะบัดกันออกไปคนละทิศละทาง ทิ้งไว้แต่เพียงเสื้อเชิ้ตตัวในพับแขนพร้อมลุยกับสถานการณ์ตรงหน้า 

ชายหนุ่มสองคนในเสื้อเชิ้ตสีขาวยืนบังชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีดำอีกคน ใบหน้าของพวกเขามีเหงื่อผุดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นจำนวนศัตรูที่ดูท่ายังจะต้องจัดการกันอีกนาน

“นายท่าน พวกผมบอกแล้ว…ทางลัดไม่มีในโลก” ชายหนุ่มทางด้านซ้ายเอ่ยขึ้นมาหลังจากที่เขาทิ้งปืนสั้นไร้กระสุนในมือของตัวเองลง

“ผมว่านายท่านรีบล่วงหน้าไปก่อนดีกว่า ทางนี้พวกผมจะจัดการเอง” ชายหนุ่มทางด้านขวาบอกผู้อยู่ข้างหลัง ในมือกำลังกวัดแกว่งดาบโค้งพร้อมเผชิญหน้ากับเหล่าคนชุดดำปิดหน้าตา 

“ยะตีม! แกคิดว่ากำลังพูดกับใคร” ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกเมื่อได้ยินประโยคแนะนำจากชายผู้เปรียบเสมือนมือขวา

“ทำไมฉันต้องไป!”

“ถ้านายท่านไม่อยากไป คราวหลัง ‘คั่วสาว’ ควรดูด้วยว่าสาวนั่นเป็น ‘ของ’ ใคร!”

ไม่มีเวลาจะสนทนากันอีกต่อไปเมื่อพวกมันต่างรุมกันเข้ามาราวกับมดเจอน้ำผึ้ง ควันฝุ่นจากทรายฟุ้งปลิวตลบไปทั่วบริเวณ ฮาฟิซสบถคำหยาบรัวเมื่อเห็นผู้เป็นเจ้านายโดนรุมเสียหลักล้มกลิ้งลงกับพื้นทรายที่ยังมีไอคุกรุ่นของความร้อนสะสมอยู่

“ยะตีม! กันนายท่านไว้!” ฮาฟิซผู้ซึ่งกำลังสาละวนกับการรุมกันเข้ามาของชายชุดดำตะโกนบอกชายหนุ่มในชุดแบบเดียวกับตน ซึ่งชายหนุ่มนามยะตีมก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ฮาฟิซยืนใจหายใจคว่ำเมื่อเห็นดาบใหญ่แกว่งผ่านหัวเจ้านายไปมา แต่กระนั้นก็เถอะ ผู้เป็นเจ้านายก็ยังครบทุกส่วนดี เขาจึงอดถอนหายใจหนักไม่ได้

ย้อนไปเมื่อ 3-4 ชั่วโมงก่อน

เหตุการณ์ทั้งหมดมันเริ่มขึ้นโดย ‘นายท่าน’ ตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองมุมบาของ ‘ท่านชีคอาเหม็ด’ ทันทีที่ได้ยินเรื่องปัญหาจากการส่งสินค้าที่เมืองไคโร ผู้ถูกเรียกว่า ‘นายท่าน’ มีคำสั่งให้ทิ้งเหล่าบอดี้การ์ดร่างกำยำหลายสิบนายให้ตามมาทีหลังเนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า 

‘เกะกะ ฉันรีบ’ 

มันอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าผู้เป็นเจ้านายไม่ได้ไป ‘เจ๊าะแจ๊ะ’ กับสาวสวยอกอึ๋มในฮาเร็มของท่านชีคหุ้นส่วนการค้าเข้า นั่นแหละ…ความลับไม่มีในโลก เดินทางไปได้แค่เพียงครึ่งทางเหล่าชายฉกรรจ์นับยี่สิบก็ดักเอาไว้พร้อมอาการแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน

‘หยามนายข้าแล้วคิดว่าคนอื่นจะไม่รู้รึไง ตายเป็นผีเฝ้าทะเลทรายเถอะ!’

ถ้าไม่เห็นว่าผู้ก่อเรื่องนี้คือ ‘มิเกล ลูเซียส’ ผู้เป็นเจ้านายแล้วละก็ ดูท่าพวกเขาผู้ติดตามทั้งสองอาจจะได้มีการวางมวยกับเจ้าตัวปัญหานี้เป็นแน่แท้! 


“เรียกกำลังเสริมรึยัง” ฮาฟิซเอ่ยถาม ‘พี่ชายฝาแฝด’

“กำลังมา” ยะตีมยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้สัญญาณตอบรับจากเครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากบอดี้การ์ดที่กำลังตามมา เขาเชื่อว่าภายในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงนี้คนทั้งหมดจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน หน้าที่ในตอนนี้คือถ่วงเวลาให้ได้นานที่สุดเพื่อรอความช่วยเหลือ!

รถโฟล์วีลที่ขับมาก็โดนเจาะยาง จะหนีถ่วงเวลาก็ทำไม่ได้ เวลารอครึ่งชั่วโมงอาจจะไม่นานในสถานการณ์ปกติ แต่สำหรับพวกเขาที่กำลังหลบมือและเท้าของอีกฝ่ายมันเหมือนเพิ่มเวลาเป็นหนึ่งวันยังไงไม่รู้ แม้ว่าพวกเขาจะป้องกันตัวเองได้แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์ สู้กันสิบต่อหนึ่งพร้อมกับสูดทรายเข้าปอดกลืนทรายเข้าปากมันไม่ใช่เรื่องตลก ทันใดนั้นความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาเมื่อสายตาของสองแฝดเหลือบไปเห็นรถเอทีวีของฝ่ายศัตรูจอดเรียงรายกันอยู่ไม่ไกลนัก 

“คุ้มกันนายท่านไปที่รถนั่น!”

ชายชุดดำนับสิบต่างพยายามเข้ามาหาเป้าหมายสำคัญ แต่ฝีมือการต่อสู้ระยะประชิดของสองผู้ติดตามก็ไม่ใช่เรื่องที่จะดูถูกได้!

“ไอ้พวกโง่! ถ้าพวกแกจัดการพวกมันไม่ได้กลับไปพวกแกก็ต้องตายกันหมดอยู่ดี!” ชายหนุ่มชุดดำผู้หนึ่งซึ่งดูท่าเหมือนเป็นผู้ควบคุมการลอบสังหารครั้งนี้ตะโกนลั่น หากท่านชีคไม่กำชับไว้ว่าให้ใช้มีดแทนปืนเพื่อโยนความผิดไปยังพวกเร่ร่อนเบดูอินป้องกันการสืบสาวแก้แค้นจากกลุ่มที่เหลือ ป่านนี้ทุกอย่างคงจบสิ้นไปนานแล้ว! 

ชายหนุ่มผู้ติดตามทั้งสองถูกตีล้อมด้วยเหล่าคนชุดดำ พวกเขาถูกดันออกมาห่างเรื่อยๆทำให้ไม่สามารถคอยเป็นกำบังด่านหน้าให้ผู้เป็นนายได้ ทั้งสองสบถออกมาพร้อมกันและทุ่มแรงทั้งหมดเพื่อฝ่าวงล้อมออกไป แต่ไม่ได้ผลเนื่องจากจำนวนคนที่ต่างกันเกินไป!

มิเกลมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยอารมณ์ขุ่นมัวและเดือดดาล เหยื่อผู้โชคร้ายที่ถลาเข้ามากลับทำอะไรเขาไม่ได้แม้แต่น้อย เลือดสีแดงเข้มจำนวนมากของผู้ลอบสังหารต่างไหลย้อมผืนทรายสีทองอร่ามนี้ แต่โลกมักจะเล่นตลกเสมอเมื่อชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความชาหนึบที่แล่นขึ้นมาสู่แขนข้างขวา

‘ระยำเอ๊ย! ทำธุรกิจกันมาตั้งนานแค่ผู้หญิงคนเดียวทำเป็นเรื่องใหญ่’ ชายหนุ่มลอบด่าผู้เป็นชีคในใจ

“นี่นะหรือหัวหน้าแก๊ง แกจับฉลากได้มารึไง!” ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มลอบสังหารพยายามตะโกนยั่วยุเพื่อให้อีกฝ่ายโมโห ซึ่งดูเหมือนจะได้ผลเมื่อชายหนุ่มเจ้าสำราญสบถลั่นพร้อมกับยกดาบขึ้นชี้หน้าอีกฝ่าย

“หมาลอบกัดมีสิทธิ์เห่าด้วยเหรอ!” มิเกลตวาด

“ขนกันมาซะเป็นฝูงแต่กลับทำอะไรฉันไม่ได้ กระจอกทั้งหัวหน้าและลูกน้อง!” 

ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าโกรธจนหน้าแดงก่อนจะวิ่งถลาเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยืนยิ้มเย็นยะเยือกรออยู่

มิเกลหลบปลายดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างหวุดหวิดก่อนจะตวัดดาบโค้งเข้าไปเรียกเลือดของฝ่ายตรงข้าม ขาแข็งแรงของชายหนุ่มถีบเข้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างแรงจนอีกฝ่ายเสียหลักถอยไปหลายก้าว ทั้งคู่ชี้ปลายดาบเข้าหากันและจ้องมองอย่างลองเชิง

เหมือนฟ้าเป็นใจให้ชายชุดดำได้ยิ้มออกมา ร่างบึกบึนซึ่งไม่สูงมากย่อตัวลงคล้ายจะเตรียมตั้งรับอีกฝ่าย แต่มืออีกข้างที่ว่างกลับกำทรายขึ้นมาเต็มกำมือ 

ทั้งสองวิ่งเข้าหากันเหมือนกระทิงคลั่ง ก่อนที่การประลองยกที่สองกำลังจะเริ่มขึ้น อีกฝ่ายก็สาดทรายในกำมือใส่ดวงตาสีครามของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว

มิเกลยกแขนอีกข้างบังตาของตนเองพร้อมกับขยับเบี่ยงตัวหลบเสียงวิ่งที่พุ่งเข้ามา แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสได้ถึงแรงปะทะ เขารู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้หัวขาดแต่แขนที่กำลังบังหน้าของเขากลับรู้สึกชาแล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แขนแข็งแรงตกลงข้างลำตัวก่อนพร้อมๆกับรับฝ่าเท้ากลางหน้าอกที่ชวนจุกไม่น้อย ร่างของมิเกลเซล้มลงไปปะทะกับผืนทราย

เหมือนสวรรค์ยังไม่ใจร้ายเกินไปนัก ตาที่โดนเศษทรายแม้จะแดงก่ำแต่ก็กลับมามองเห็นอีกครั้ง เขาพลิกตัวหลบดาบจากอีกฝ่ายเป็นพัลวัน

บรึ้น!!

เสียงเครื่องยนต์ดังจากด้านข้างเรียกให้ชายหนุ่มทั้งสองหันไปมอง จังหวะนั้นร่างหนาของยะตีมที่ขับเอทีวีเข้ามาพร้อมกับดาบในมือพุ่งเข้าใส่ด้านหลังของชายที่กำลังเงื้อดาบซึ่งอยู่ด้านหน้าของมิเกล 

“นายท่าน! รถมันนั่งได้แค่สองคน ผมขอร้อง ล่วงหน้าไปก่อนเถอะ!” ยะตีมกระโดดลงจากรถพร้อมกับเข้าไปพยุงผู้เป็นเจ้านายขึ้นมาจากผืนทราย

“ยะตีม ฉันไม่ใช่พวกปอดแหกทิ้งพวกแกได้” มิเกลกัดฟันกรอด

“นายท่านจะให้ผมไปด้วยแล้วทิ้งฮาฟิซรับหน้าคนเดียว!”

เหตุผลจากผู้ติดตามหนุ่มทำให้แม้แต่เจ้านายก็เถียงไม่ออก ร่างบาดเจ็บจึงถูกยะตีมกึ่งลากกึ่งดึงขึ้นไปบนรถอย่างรวดเร็ว

“นายท่านบาดเจ็บขนาดนี้ผมกับฮาฟิซจะมาคอยห่วงหน้าพะวงหลังไม่ได้ ไม่งั้นพวกเราได้ตายกันหมดแน่ๆ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับจ้องไปยังฮาฟิซที่กำลังชุลมุนกับคู่ต่อสู้อยู่อีกด้าน

“ล่วงหน้าไปก่อนเถอะนายท่าน!” 

“ถ้าพวกแกไม่ไปตามฉัน พวกแกมีปัญหาแน่!” 

ยะตีมส่งเครื่องติดตามให้ผู้เป็นนาย เมื่อเห็นแผ่นหลังของร่างบนรถเอทีวีห่างออกไปผู้ติดตามหนุ่มจึงรีบกลับไปหาน้องชายที่กำลังเริ่มจะตึงมือ

“เอาไว้อีกสามนาทีค่อยมาคุยกัน!”  

เพียงเวลาเสี้ยววินาที ท่ามกลางทะเลทรายผืนนี้ก็เต็มไปด้วยการต่อสู้ห้ำหั่นอีกครั้ง!!



“ล้อเล่นรึเปล่าเนี่ย” หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่ออ่านบทที่หนึ่งของหนังสือในมือจบ เธอไม่เข้าใจว่าพล็อตนี่มันต่างจากเรื่องที่แล้วยังไง ทำไมรู้สึกเหมือนอ่านซ้ำรอบที่ร้อยก็ไม่รู้

19:30

ตาคู่สวยเหลือบมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนหัวเตียง เวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอเมื่อเธออยู่หน้าหนังสือ หญิงสาวกระโดดลงจากเตียงเดินผ่านไปยังห้องรับแขกเล็กๆคล้ายห้องสมุดเคลื่อนที่ โซฟายาวสีเลือดหมูนุ่มนิ่มตั้งอยู่ใจกลางห้อง ตรงข้ามเป็นทีวีจอเล็กๆที่เธอไม่ค่อยได้เปิดดูเท่าไหร่ ร่างบางมาหยุดที่รูปถ่ายเก่าๆในกรอบที่ตั้งอยู่บนชั้นวางของข้างๆตู้หนังสือ 

ในภาพสีเหลืองเก่ามีรูปหญิงสาวต่างวัยสองคนถ่ายคู่กัน คนหนึ่งเป็นเด็กหญิงผมสั้นในชุดมัธยมตอนต้น เด็กคนนั้นมีหน้าตาเหมือนเธอทุกอย่าง กับอีกคนเป็นหญิงสาวที่ใบหน้าสะสวยอ่อนหวานกำลังโอบไหล่เด็กหญิงคนนั้นอย่างหลวมๆ แม้ทั้งสองคนในภาพจะยิ้มอย่างมีความสุข แต่ความสุขนั้นมันทำให้เธอขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ


‘ลูกสาวคนเก่งของแม่ วันนี้เหนื่อยไหมลูก?’ หญิงสาวหน้าตาสะสวยวิ่งเข้าไปหาเด็กหญิงผู้ซึ่งพึ่งเดินออกมาจากประตูโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆอีกหลายคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

‘คุณแม่!เด็กหญิงร้องทักลั่นก่อนจะวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นแม่

‘หนูคิดว่าวันนี้คุณแม่จะเลิกดึกเหมือนทุกวันซะอีกค่ะ’

‘วันนี้แม่ลางานมาวันเกิดใครน้า…’ ผู้เป็นแม่ลูบผมของลูกสาวอย่างรักใคร่

‘วันเกิดหนู!’ เด็กสาวหัวเราะเสียงใสพร้อมกับชี้ไปยังเพื่อนๆที่เดินมาด้วยกัน

‘แต่เพื่อนๆเค้าอวยพรกันหมดแล้วค่ะ เพราะคุณแม่มาช้า’  

‘โธ่ พอมีเพื่อนๆเยอะ ลืมแม่ซะแล้ว’ หญิงสาวบีบจมูกคนในอ้อมกอดเบาๆ

‘แต่ถ้าวันนี้ของปีหน้าคุณแม่สัญญาว่าจะมารับหนูที่โรงเรียนอีก หนูจะให้คุณแม่อวยพรคนแรกดีรึเปล่าคะ’ เด็กหญิงต่อรองพร้อมกับใบหน้าเจ้าเล่ห์ เธอรู้ว่าตลอดทั้งปีผู้เป็นแม่ต้องทำงานเหนื่อยจนไม่มีเวลามารับเธอ ดังนั้นวันนี้มันจึงเป็นของขวัญที่มีค่ามากกว่าอะไรทั้งสิ้น

‘โธ่…’ หญิงสาวดึงเด็กหญิงเข้ามากอดแน่น ทำไมผู้เป็นแม่ถึงจะไม่เข้าใจความรู้สึกของลูกตัวเอง

‘แม่จะมารับหนูทุกปีเลยจ้ะ จะมารับจนกว่าหนูจะจบปริญญาเลย’

‘คุณแม่สัญญาแล้วนะคะ!’

‘สัญญาจ้ะ’

แต่แล้ว โชคชะตามันก็เล่นตลกกับชีวิตเธอ นาฬิกาความสุขของเด็กหญิงวัย 14 ได้แตกเป็นผุยผงในไม่กี่วันหลังจากนั้น

จะปีหน้า ปีต่อไป หรืออีกสิบปีข้างหน้ามันก็ไม่สำคัญ เพราะปีเหล่านั้นมันจะไม่มีจริงตลอดไป


“คุณแม่ใจร้ายไม่รักษาสัญญา…ทำไมมีแต่หนูที่รักษาสัญญารอคุณแม่อยู่คนเดียว ผ่านมาเป็นสิบปีแล้วคุณแม่ก็ยังไม่มารับหนูซักที” มือบางเอื้อมไปแตะกรอบรูปอย่างทะนุถนอม

“สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณแม่” ริมฝีปากบางได้รูปยิ้มออกมาบางๆ

“เรามาทานข้าวด้วยกันนะคะ วันนี้หนูจะโชว์ฝีมือเอง” 

ร่างบางตรงเข้าไปยังห้องครัว เมื่อเธอเปิดตู้เย็นพิจารณาจากของที่เหลืออยู่ เธอคิดว่าจะทำอาหารง่ายๆอย่างสปาเก็ตตี้ก็แล้วกัน อุปกรณ์ในการทำก็ครบเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นเส้นสปาเก็ตตี้ หอมใหญ่ เนื้อไก่ พริกไทยป่น แล้วก็…

เธอหยิบกระปุกซอสสปาเก็ตตี้สำเร็จรูปขึ้นมาดู เมื่อเห็นปริมาณแล้วก็ต้องย่นหน้า

“เหลือแค่นี้เองเหรอ” หญิงสาวบ่นพึมพำกับตนเอง แค่นี้มันก็ทำได้แค่ที่เดียวนะสิ ไม่…วันนี้เธอจะต้องทำอาหารสำหรับสองที่

หญิงสาวยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายของวันนี้ ทางตรอกแคบนั่นเป็นทางผ่านมาหมู่บ้านเธอจริงๆ โชคดีเหลือเกินที่เธอค้นพบเส้นทางใหม่โดยไม่ต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนอีกต่อไป

เธอหยิบกระเป๋าสตางค์พร้อมกับเสื้อคลุมมีฮู้ดตัวหนามา ที่ไคโรนี้ถึงแม้กลางวันจะร้อนจัดแต่พอตกกลางคืนแล้วอากาศก็เย็นได้เรื่องทีเดียว และที่สำคัญถึงแม้หมู่บ้านเธอจะเป็นหมู่บ้านชาวต่างชาติที่มีการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดี แต่กลางค่ำกลางคืนก็ต้องระวังไม่ควรประมาท

หญิงสาวดึงฮู้ดคลุมศีรษะ เมื่อดูการแต่งกายของตนในกระจกเห็นว่าเรียบร้อยดีจึงออกจากบ้าน



ตรอกแคบนี่ในตอนกลางวันเธอก็สัมผัสถึงความอับชื้นได้ และก็คาดเดาไม่ผิด ในตอนกลางคืนที่นี่คือช่องลมพัดผ่านพอดี อากาศเย็นจนถึงหนาว เธอเดินไปเรื่อยๆโดยพยายามไม่คิดอะไร ที่เมืองไคโรนี้เจ้าหน้าที่ตรวจความเรียบร้อยจะกระจายไปทุกที่ในเมือง ถ้าสมมุติเกิดเหตุการณ์ปล้นฆ่าหรืออะไรในตรอกนี้ อันดับแรกก็เธอจะทำก็คือเป่านกหวีดในกระเป๋าเสื้อและพยายามวิ่งไปให้ถึงทางออก ตรงนั้นมีเจ้าหน้าที่เดินประจำอยู่สี่ห้านาย 

ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นคนก้มหน้าห่มผ้าห่มเก่าๆที่แทบจำสีเดิมของมันไม่ได้ ร่างนั้นพิงอยู่ข้างลังไม้ที่วางทับกันจนสูงสองข้างคล้ายจะบังความหนาวหรือไม่ก็หลบซ่อนอะไรซักอย่างโดยมีร่างคนอยู่ตรงกลาง ถ้าไม่ได้สังเกตบางทีอาจจะไม่มีใครเห็นคนผู้นี้เลยก็ได้ เธอหยุดมองเพียงชั่วครู่ก่อนจะเร่งฝีเท้าออกเดินต่อ 

‘บางทีอาจเป็นพวกไร้บ้าน’ เธอคิดในใจ

หญิงสาวเดินไปตามตรอกจนในที่สุดก็ทะลุออกไปในตัวเมืองไคโร เธอเดินไปที่ซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่เพื่อเลือกมะเขือเทศลูกโตมาสี่ห้าผล ซอสสำเร็จรูป แล้วก็ของกินจุกจิกอีกหลายอย่าง

เธอเลือกมาทำงานสำนักพิมพ์ที่นี่กับผู้เป็นน้าหลังจากเรียนจบปริญญา นับรวมแล้วก็เป็นเวลาเกือบสามปีได้ ช่วงปีแรกเธอยังอยู่กับน้ารภี สามีของน้าและลูกๆ แม้ผู้เป็นน้าจะดูแลเธอเป็นอย่างดีแต่หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่สะดวกนัก ดังนั้นการแยกบ้านออกมาต่างหากถือว่าเป็นเรื่องที่เธอเห็นด้วยกับตัวเองมากที่สุด 

ระหว่างทางกลับมีเจ้าหน้าที่เดินสวนมาอีกครั้ง เธอยิ้มให้พวกเขาเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปในตรอกแคบ ระยะทางในการเดินกลับของเธอดูเหมือนจะใกล้กว่าตอนขามา หนึ่งเป็นเพราะเธอคิดอะไรเรื่อยเปื่อย สองเธอกำลังนึกถึงถึงคนเร่ร่อนในตรอกนั่น ด้วยความสงสารต่อคนไร้บ้านเธอจึงซื้อขนมปังกับกาแฟมาให้ บางทีถ้าท้องอิ่มก็คงจะช่วยได้หลายอย่าง เธอรู้ว่ามันไม่ใช่กงการหรือธุระหน้าที่อะไรของเธอ แต่ถึงยังไงเธอก็อดที่จะสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ได้ บ้านก็ไม่มีอยู่ เผลอๆอาจจะไม่มีครอบครัวเลยก็เป็นได้

พิมพ์นาราเดินกลับมาจนถึงลังของสูงพะเนิน เธอค่อยๆลดฝีเท้าลงพร้อมกับชะโงกมองไปยังคนเร่ร่อนที่นั่งห่อตัวอยู่ เมื่อเข้าไปใกล้ก็พบว่าคนตรงหน้าเหมือนจะนั่งหลับตัวโยกโงนเงนไปมา เธอคิดในใจว่าไม่ควรรบกวนการนอนของคนอื่นจึงตัดสินใจวางของซื้อมาให้ไว้ด้านหน้า และเดินออกมาอย่างเงียบๆ 

“สอดรู้สอดเห็น” เสียงทุ้มเอ่ยเนิบๆเป็นภาษาอังกฤษ หญิงสาวเลิกคิ้วหันกลับไปมอง แสงสว่างเพียงเล็กน้อยทำให้เธอเห็นหน้าผู้พูดไม่ชัดเท่าใดนัก

ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย เขารู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกดูดกลืนไปหมด อาการตาพร่าลายที่เกิดขึ้นเป็นระยะทำให้เห็นหน้าคนที่เขาพึ่งพูดคำว่า ‘สอดรู้สอดเห็น’ แทนคำว่า ‘ขอบคุณ’ ไม่ชัดเท่าที่ควร แต่ดูจากรูปร่างผอมบางนั่นน่าจะเป็นผู้หญิง ซึ่งคนอย่างเขาก็ไม่หวังให้ผู้หญิงมาช่วยหรอก หล่อนช่างวุ่นวายจริงๆ

หญิงสาวมองชายตรงหน้าอย่างชั่งใจ เธอคิดว่าการที่เธอวางอาหารไว้ให้มันต่างจากกิริยาการโยนมากนะ แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงพูดแบบนี้ล่ะ ปกติแล้วที่เธอเคยทำแบบนี้ที่อื่นคนเหล่านั้นก็ออกจะดีอกดีใจที่ได้อาหารไม่ใช่เหรอ

อ่า…เธอลืมไป บางคนใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่จนเคยชิน คงไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับชีวิตของตนสินะ

แต่คนเร่รอนจะพูดภาษาอังกฤษได้เหรอ? หรือเขาจะเป็นคนต่างชาติที่เดือดร้อน? หญิงสาวเก็บความสงสัยเอาไว้และเดินออกมาอย่างนิ่งสงบเท่านั้น เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าวเธอก็รู้สึกถึงสิ่งเย็นเฉียบฉวยจับที่ข้อมือ!

“เฮ้คุณ!” หญิงสาวหวีดร้อง ตกใจจนตัวแข็ง

“คุณควรปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่” เธอกลืนความตกใจพร้อมกับเอ่ยเสียงแข็งเป็นภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน

ชายเร่ร่อนนั่นลุกขึ้นมาคว้าข้อมือเธอตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ เมื่อยืนเทียบกันกับเธอแล้วร่างกายเขาช่างสูงตะหง่านน่ากลัวนัก หญิงสาวพยายามจะบิดข้อมือออกแต่มือของชายเร่ร่อนกลับแข็งเหมือนคีมเหล็ก และถุงกระดาษขนาดใหญ่ที่ถืออยู่อีกข้างทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ถนัด

“เธอมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน” เสียงทุ้มเอ่ยถามเย็นยะเยือก

“คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉัน!” แม้จะตอบเสียงแข็งกลับไปแต่เธอก็รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นรัวอย่างหวาดกลัวของตัวเอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เธอคงไม่มายุ่งเรื่องคนอื่น จะไม่มาสงสารคนเร่ร่อนแบบนี้แน่!

ชายหนุ่มจับอาการตัวสั่นของหญิงสาวตรงหน้าได้ เขาถอนหายใจเล็กน้อยว่าตนเองละเมอไปหรือไร ถึงได้เที่ยวมาหาเรื่องผู้หญิงแบบนี้

“เก็บของของเธอไปด้วย ฉันไม่ใช่ขอทาน” เสียงทุ้มเอ่ยเป็นคำสั่ง แต่ก่อนที่จะได้ปล่อยมือออกจากหญิงสาวร่างหนาก็ทรุดลงไปที่พื้น ด้วยน้ำหนักตัวที่ต่างกันมาทำให้ร่างบางของหญิงสาวเซเข้ามาใกล้ด้วย 

‘ไอ้พวกสองคนนั้นเมื่อไหร่จะมาวะ’ ชายหนุ่มคิดในใจก่อนจะเอื้อมมือกดปากแผลที่ต้นแขนของตนเองไว้

เงินและสิ่งของจำเป็นหลายอย่างอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทซึ่งเขาโยนทิ้งไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ที่พอจะมีประโยชน์ก็คือนาฬิการาคาแพงที่ไปแลกผ้าห่มเก่าๆกับสถานที่หลบภัยจากขอทานที่เคยนอนประจำที่นี่ เขาคิดว่าอีกไม่นานผู้ติดตามก็คงจะมารับอย่างแน่นอน แต่นี่…มันจะนานเกินไปแล้ว

หญิงสาวถอยออกจากชายเร่ร่อนทันทีที่มือเขาหลุด แม้ใจจะสั่งให้ขาทั้งสองวิ่งออกมาให้เร็วที่สุด แต่อาการแปลกๆนั่งเซไปมาของคนตรงหน้าทำให้สมองของเธอต่อต้านคำสั่งนั้น

ชายหนุ่มที่อยู่ๆก็ทรุดลงไปนั่งกุมแขนตัวเองอย่างนิ่งเงียบและแขนอีกข้างที่พยายามดันพื้นพยุงตัวไว้ชวนให้สงสัยว่ามีปัญหาอะไรรึเปล่า เขาก้มหน้ามองต่ำไม่สบตาและถอยเขยิบไปนั่งพิงกองลังเช่นเดิมก่อนจะดึงผ้ามาคลุมตัว

“คุณดูไม่เหมือนคนเร่ร่อนนะคะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า” เธอกลั้นใจถามออกไป

‘ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!’! เธอคิดในใจขณะก้าวเท้าตามร่างหนาของชายเร่ร่อน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบเธอจึงเอื้อมมือไปเขย่าตัวเบาๆที่แขนข้างที่เขากุมไว้

“เอ่อ…คุณเป็นนักท่องเที่ยวรึเปล่าคะ แล้วบาดเจ็บอะไรรึเปล่า หรือว่าคุณไม่ชำนาญทาง ฉันพาคุณไปส่งที่สถานีตำรวจได้นะ” 

“ไม่ต้องยุ่ง” เสียงทุ้มตอบกลับพร้อมปัดมือหญิงสาวให้ออกไป

“เอ่อ…โอเคค่ะ” หญิงสาวถอนหายใจเบาๆหนึ่งทีก่อนจะลุกขึ้นถอยออกมา

‘บางทีเขาอาจจะโดยทำร้าย’ เธอคาดเดาในใจ

“เอาเป็นว่าฉันจะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้คุณนะ แต่คงต้องรอสักครู่ ฉันไม่ได้เอาโทรศัพท์ออกมาด้วย” หญิงสาวพูดตัดบทก่อนจะเดินออกมา เธอรู้สึกชื้นๆหนึบๆที่ฝ่ามือ อาจจะเป็นเหงื่อของผู้ชายคนนั้น คิดพลางเช็ดมือกับเสื้อคลุมของตน

ร่างบางเดินมาเรื่อยๆจนทะลุออกจากตรอกแคบ เพียงไม่นานก็ถึงหมู่บ้านและบ้านเช่าหลังเล็กของเธอ หญิงสาวถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบกุญแจออกมาเพื่อไขประตู…

กริ้ง!

เสียงลูกกุญแจหล่นลงพื้นเรียกสติเธอคืนมาพร้อมกับการยกมือตัวเองขึ้นมาดูช้าๆ

มือเธอเปื้อนเลือด!!

“นี่มัน…!” หญิงสาวสบถกับตนเองก่อนจะก้มมองที่เสื้อคลุม ยังคงมีหลักฐานประทับอยู่ว่าเธอไม่ได้ฝันไป เสื้อคลุมเธอมีรอยเลือดติดอยู่!! และข้อมือของเธออีกข้างที่เธอโดนคนเร่ร่อนนั่นจับไว้ก็ปรากฏรอยเลือด!! 

“!!!”

หญิงสาวอ้าปากค้างรู้สึกถึงอาการตัวชาไปชั่วขณะ สิ่งที่พึ่งเห็นทำให้เธอรีบเรียกสติกลับคืน เธอวางของลงไว้ที่หน้าประตูบ้านพร้อมกับลากขาที่สั่นกึกกึกไปยังเส้นทางที่ตัวเองพึ่งจากมา

“ให้ตายสิ โดนทำร้ายจริงๆด้วย!” 

เพียงไม่กี่ก้าวสมองของเธอก็เกิดคำถามขึ้น ถ้านั่นเป็นฆาตกรฆ่าคนละ?! เพราะไม่อย่างนั้นเขาคงไปโรงพยาบาลเองแล้ว จะมาทนนั่งเจ็บทำไม?! 

แต่สมองอีกด้านก็แย้งขึ้นมา บางทีอาจจะไม่เลวร้ายแบบนั้น บางทีเขาอาจจะเป็นพวกหลบหนีเข้าเมือง เป็นคนบาดเจ็บ ซึ่งเธอจะปล่อยให้เขาอยู่ตรงนั้นจริงเหรอ?

เมื่อได้คำตอบแล้วร่างบางก็รวมสติวิ่งกลับไปทางเดิม เธอไม่ได้ใจร้ายทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นปล่อยให้คนบาดเจ็บนอนอยู่ตรงนั้นแน่!

ร่างบางวิ่งกลับมาที่ตรอกแคบ เธอวิ่งตรงมาเรื่อยๆจนสุดท้ายก็เห็นร่างหนานอนพิงอยู่ที่เดิม

หญิงสาวมองซ้ายขวา ทั้งตกใจและกระสับกระส่าย เธอตัดสินใจวิ่งไปยังปลายตรอกอีกด้านที่เคยเจอเจ้าหน้าที่เดินผ่าน โชคร้ายยิ่งนักที่ตอนนี้กลับไม่มีใครเลย เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอจึงวิ่งกลับมาที่เดิม

“คุณ! คุณ! ไปโรงพยาบาลเถอะ!” เธอเขย่าตัวอีกฝ่ายแต่เขาไม่มีสติรับรู้แล้ว 

“ตายแล้ว ตายแล้ว ทำไงดี!” หญิงสาวรำพึงกับตนเองเป็นภาษาบ้านเกิดด้วยความตื่นตระหนก เธอพยายามหันซ้ายขวาหาคนเดินผ่านไปมาเพื่อขอความช่วยเหลือ ความว่างเปล่าทำให้เธอยิ่งตกใจและตัดสินใจอะไรบางอย่างที่แปลกพิลึก 

เอาก็เอา!!

เธอใช้ร่างบางพยุงร่างหนาของชายเรร่อนขึ้นมา ตัวของเขาหนักมากจนเธอเซไปอีกด้าน เธอกัดริมฝีปากจนห้อเลือดเพราะออกแรงลากคนร่างใหญ่ เพียงชักเท้าเดินไม่กี่ก้าวเสียงทุ้มก็ดังข้างๆใบหูเธออีกครั้ง

“ไม่ต้องยุ่ง” เขาเอ่ยอย่างแผ่วเบา

“ไม่ยุ่งไม่ได้หรอก คุณบาดเจ็บอยู่นะ!” เธอตอบกลับอย่างกระวนกระวาย

“คุณอย่าพึ่งตายนะ!”

เธอเดินเซไปเซมาจนในที่สุดก็ออกจากตรอกแคบมาได้ เดินมาอีกไม่ไกลนักในที่สุดก็ถึงบ้านหลังเล็ก

เนื่องจากดึกมากแล้วทำให้ผู้คนบางตาลงไปมาก แทบไม่มีใครสังเกตเลยว่าเธอหอบอะไรกลับเข้ามาที่บ้าน หรือบางทีอาจจะมีคนเห็นก็ได้แต่พวกเขาอาจจะเลือกไม่สนใจ

“บ้าจริง!”

เธอล้วงกุญแจเปิดประตูบ้านแล้วจึงพยุงร่างหนาเข้าไปข้างใน โซฟาตัวยาวสีเลือดหมูของเธอดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับร่างยักษ์ของชายเร่ร่อนนี่ เธอวิ่งกลับไปที่หน้าบ้านเอาถุงของที่ซื้อมาตามเข้าไปโยนในครัวอย่างรีบร้อนก่อนจะวิ่งมาหาชายที่นอนพาดยาวอยู่

“โทรศัพท์ โทรศัพท์” หญิงสาวพูดงึมงำกับตัวเองก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอมาหยุดที่คนบาดเจ็บตรงหน้า ก่อนที่จะกดเบอร์ฉุกเฉินเสร็จเสียงทุ้มกลับเอ่ยขัดจังหวะ

“อย่าพึ่งตามใครมา อย่าตามรถโรงพยาบาล” ดวงตาทั้งคู่หลับพริ้มมีเหงื่อผุดขึ้นมาตามไรผม เขาพูดเสียงเบาจนดูเหมือนละเมอเพราะพิษบาดแผล 

“คุณอย่ามาตายที่บ้านฉันนะ!” เธอกุมขมับพร้อมกดโทรออกไปทันที

“อย่าพึ่งเรียกใคร ฉันยังไม่ตายหรอก” ชายหนุ่มพูดงึมงำพร้อมกับลืมตาขึ้นมา

นัยน์ตาสีครามคู่นั้นสะกดให้เธอนิ่งไปสักพัก

“วางสาย…” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

หญิงสาวเม้มปากชั่งใจ เธอตัดสินใจกดวางสายก่อนจะวิ่งไปหากล่องยาสามัญประจำบ้านเพื่อเยียวยาคนตรงหน้าไปตามมีตามเกิด

ถ้าไม่นับความสะอาดเธอพึ่งสังเกตว่าเสื้อที่คนเร่ร่อนสวมใส่อยู่เป็นยี่ห้อแพงทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ เห็นอยู่ทนโท่ว่าของแพงไม่ได้ช่วยยามฉุกเฉิน เธอตัดแขนเสื้อเชิ้ตทิ้งไปอย่างรวดเร็ว พลันอ้าปากค้างอุทานภาษาบ้านเกิดออกกมาสองสามคำเมื่อเห็นแผลเหวอะวะ 

ชายหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงส่งเครื่องอิเล็กทรอนิกสีดำเล็กๆให้

“เอาไปวางไว้...ที่…มี…สัญญาณ…” คำพูดสุดท้ายกลืนหายเข้าไปในลำคอก่อนที่เขาจะสลบเหมือดไป

“ให้ตายสิ! คุณอย่าพึ่งตายนะ!” เธอสบถกับตัวเองก่อนจะถลาเข้าไปอังจมูกโด่งของคนตรงหน้า โชคดีที่ยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน เธอค้นยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบอย่างละสองเม็ดจากในกล่อง ร่างบางวิ่งหายเข้าไปในครัวก่อนจะกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำ เธอค่อยๆพยุงศีรษะชายหนุ่มขึ้นมาพร้อมกับกรอกยาและน้ำตามลงไป 

เมื่อเช็ดทำความสะอาดรอบๆบาดแผลตามความรู้ทางการแพทย์อันน้อยนิดเสร็จก็ใช้ผ้าก๊อซแผ่นใหญ่มาโปะปิดความน่ากลัวของแผลไว้ เธอติดเทปกาวไม่แน่นมากเนื่องจากกังวลว่าจะกระทบกระเทือนถึงบาดแผล

แขนอีกข้างและช่วงลำตัวก็ถูกสำรวจเช่นกัน ส่วนใหญ่มีแต่รอยแผลขีดข่วน เธอเช็ดหน้า คอ แขน ทำความสะอาดพวกรอยคราบสกปรกให้ก่อนจะเขย่าเรียกเจ้าของร่างอีกครั้ง 

“คุณ คุณ” แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ตอบสนอง

หญิงสาวมองดูนาฬิกาซึ่งเป็นเวลาจะเที่ยงคืนครึ่งอยู่แล้ว เธอหมุนตัวไปมาชั่งใจว่าควรเอายังไงต่อดี ด้วยจิตใจขี้สงสารเมื่อเห็นอีกฝ่ายกัดฟันกึกๆเธอจึงเดินเข้าไปเอาผ้าห่มสำหรับแขกออกมาห่มให้ชายตรงหน้า

“อย่ามาตายในบ้านฉันนะคุณ!” 


_______________________________________________________________________

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น