ชะโดตัวโต
facebook-icon

เชิญพบกับภาคต่อของ 'พี่คิณ - ณิริณ' 'พี่ภาคย์ - ไออุ่น' ในเรื่อง 'HATE ME: บงการรัก' เรื่องราวของภัทธิรา ลูกสาวคนเดียวของพี่คิณ - ณิริณ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของพี่ภาคย์กับการที่จะต้องจำใจแต่งงานกับ 'คิริน' เพื่อแลกกับชีวิตของภิชญ์น้องชายของเธอ ***โหวต เม้น ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

HATE EFFECTS: 14 ผู้หญิงอ่อนแอ 100% รีไรท์

ชื่อตอน : HATE EFFECTS: 14 ผู้หญิงอ่อนแอ 100% รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.2k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2560 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HATE EFFECTS: 14 ผู้หญิงอ่อนแอ 100% รีไรท์
แบบอักษร

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/7018/572522472-member.jpg

HATE EFFECTS: 14


ปัง ปัง!!


กรี้ดดดด...


"เอายังไงดีล่ะ ขับหนีต่อไปแบบนี้ไม่ไหวหรอก" ปิยาพัชร์เสียงสั่นและเหลียวไปมองข้างหลังตลอดเวลา ตอนนี้เลขาสาวสวมวิญญาณนักซิ่งขับพ้นจากทางเปลี่ยวเข้าสู่ถนนใหญ่ได้ด้วยความเร็วเกินมาตรฐานแล้วแต่ก็ยังหนีไม่พ้น ดีที่มีรถวิ่งสวนกันอยู่หนาตาจึงอาศัยเป็นเกราะกำบังได้


วาณิริณทั้งโทรและส่งข้อความไปหาแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าภาคิณจะตอบกลับมา โชคยังดีที่พอจะสนิทกับลูกค้าที่เป็นตำรวจอยู่คนหนึ่งจึงขอความช่วยเหลือจากเธอคนนั้นได้ "อย่ารนสิ! รถสายตรวจที่ผู้กองส่งมาอยู่ข้างๆเรานี่เอง ติดไฟแดงอยู่ก็จริงก็ไม่กล้าเสี่ยงลงมาทำอะไรเราหรอก" ปิยาพัชน์โล่งใจไปได้บ้างที่ยังพอมีทางรอด...รถของอีกฝ่ายมีขนาดใหญ่พอสมควรจึงหาทางแซงขึ้นมาตัดหน้าได้ลำบากเพราะเป็นถนนเข้าสู่ตัวใจกลางกรุงเทพจึงมีรถวิ่งอยู่มากมาย ยิ่งมีรถของสายตรวจคอยตามประกบอยู่ข้างๆ แม้แต่จะยิงปืนขู่ก็ยังไม่กล้าเหมือนก่อนหน้า วาณิริณมองป้ายบอกทางแล้วตั้งสติก่อนจะหันไปทางเพื่อนของเธอ "พอไฟเขียวแกเร่งเครื่องทิ้งระยะห่างให้มากกว่านี้ รถสายตรวจข้างๆจะช่วยคุ้มกันให้เข้าไปในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ อีกอย่าง...ทั้งหลักฐานที่กล้องหน้ารถกับกล้องหลังก็ชัดเจน คนมีหน้ามีตาในสังคมอย่างการันต์คงไม่เอาตัวเองมาเสี่ยงแน่นอน"


ปิยาพัชร์พยักหน้ารู้งานแล้วเหยียบคันเร่งสุดแรง สองสาวที่ยังไม่รู้สาเหตุที่ต้องถูกตามล่าในเวลานี้ต่างก็คิดว่าอย่างไรเสียก็จะไม่ยอมให้ถูกตามทัน เวลานี้พึ่งใครไม่ได้นอกจากตัวเอง...ใช้เวลาไม่นานจากแยกไฟแดงก็ถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อย่างปลอดภัย


ส่วนด้านนอก...


ตุบ!!!


"เวรเอ๊ย! แค่ผู้หญิงสองคนยังไม่มีปัญญาจัดการแล้วแบบนี้จะทำยังไงวะเนี่ย" ด้านการันต์กับวิวัฒน์พอเห็นว่ารถของเป้าหมานที่กำลังไล่ตามเข้าไปในสำนักงานตำรวจก็บอกให้ลูกน้องที่ขับรถจอดตรงหน้าป้ายสำนักงาน


"จู่ๆก็มีรถสายตรวจมาประกบนี่ครับนาย ผมเองไม่กล้าเสี่ยงหรอกครับ ยิ่งกับพวกหน่วยพิเศษแล้วมันไม่สนหรอกว่าใหญ่มาจากไหน" ลูกน้องที่นั่งข้างคนขับรายงาน


"ถ้าถึงหูไอ้ภาคิณล่ะก็ พากันฉิบหายหมดแน่" คนเป็นนายทุบเบาะระบายอารมณ์ "แล้วจะบอกคุณภูชิตยังไงดีวะเนี่ย!"


วิวัฒน์หน้าซีด "ตามเข้าไปเลย ไปจับตัวนังสองคนนั้นมาให้ได้ เร็วสิเว้ย!!!"


"จะบ้าหรือไง!?" การันต์เริ่มหงุดหงิดหนักกว่าเดิม "ถ้าเข้าไปก็โดนลากเข้าซังเตกันหมดนี่แหละ ถอยกันก่อน...ยังไงก็กลับไปที่บริษัทนั่นไม่ได้อีกแล้ว"


วิวัฒน์ที่รู้ตัวดีว่าหลังจากนี้คงจะมีประกาศไล่เขาออกจากงานตามมา แต่ก็ยังดีกว่าที่จะถูกจับได้ต่อหน้าคนนับร้อยให้อับอาย เพราะถึงอย่างไร...ก็ต้องหาทางเอาคืนให้จนได้อยู่แล้ว สุดท้ายก็ต้องล่าถอยออกไป


PK AUTO GROUP.


ภาคิณนั่งมุ่ยหน้าอยู่บนโต๊ะทำงานเตรียมตัวจะกลับบ้าน เขาไม่ได้ใส่ใจโทรศัพท์หรือข้อความที่ภรรยาของเขาส่งมาหาเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะอารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้านั้น...สุดท้ายสีหน้าก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อเห็นเลขาคนใหม่เข้ามาในห้องโดยที่ไม่เคาะประตูด้วยท่าทางร้อนรน


"มีสายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ บอกว่าตอนนี้คุณณิริณกับเลขาของเธออยู่ที่นั่น"


ภาคิณผูกคิ้วเป็นปมด้วยความสงสัย แต่ก็แค่พยักหน้ารับแล้วออกจากบริษัทไปพร้อมกับเทวินทร์...ตลอดทางก็คิดว่าเธออาจะทำเรื่องฟ้องหย่าเขาอยู่ก็ได้พลันทำให้อารมณ์เสียมากกว่าเก่า


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ...


ภาคิณและเทวินทร์กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปยังห้องที่เป็นจุดบริการบันทึกประจำวัน เมื่อมาถึงก็เห็นภรรยาสาวยืนคุยกับตำรวจหญิงคนหนึ่งอยู่ตรงหน้า


"อ้าว! ที่แท้คุณก็เป็นภรรยาของคุณภาคิณนี่เอง เจอกันอีกแล้วนะคะ" ผู้กองธีรารัตน์ยิ้มทักทาย "เชิญนั่งก่อนค่ะ"


"นี่มันเรื่องอะไรกัน?" สายตาคมหันไปทางสองสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ "ณิริณ!!?"


"..."


"จะตอบให้นะคะ ภรรยาของคุณกับเพื่อนถูกนายการันต์พยายามลักพาตัวค่ะ ตอนนี้ฉันเองก็กำลังตามสืบเรื่องของนายคนนี้อยู่" ผู้กองคนสวยระบายยิ้ม "ส่วนหลักฐานจากกล้องในรถคุณวาณิริณทางเราต้องขอเก็บไว้ประกอบสำนวนคดี แต่ขอบอกให้ทำใจว่าอาจจะล่าช้าเพราะว่านายการันต์เป็นลูกผู้มีอิทธิพล ฉะนั้นการที่จะเอาผิดจึงค่อนข้างยาก...แต่ยังไงก็ต้องเอามาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ค่ะ"


"ขอบคุณผู้กองบอมเบย์มากนะคะที่ช่วย เอาไว้ฉันจะคูปองสินค้ามาให้เป็นการตอบแทน" วาณิริณยิ้มขอบคุณส่งให้


ผู้กองธีรารัตน์หัวเราะเบาๆ "แค่นี้สามีก็บ่นจะแย่แล้วค่ะ" สายตาหันมาชายหนุ่มที่ยังดูเหมือนสับสน "คราวหลังก็ใส่ใจภรรยาบ้างนะคะ โทรศัพท์ก็รับบ้าง ตอบข้อความบ้างอย่ามัวแต่ทำงาน ส่วนคดีของคุณ...สามีของฉันได้ทำคดีต่อจากชุดเดิมที่ถูกปลดไปตามคำร้องของคุณกับพี่ชายแล้ว คงอดทนรอได้เช่นกันนะคะ"


ภาคิณพยักหน้าเข้าใจ "ขอบคุณครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกผมขอตัวกลับก่อน"


หลังจากลงบันทึกประจำวันกันเรียบร้อยก็พากันลงมายังลานจอดรถ ภาคิณส่งกุญแจรถของเขาให้เทวินทร์ "แกขับไปส่งปิงปองแล้วก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว ฉันจะกลับกับณิริณ"


"ครับคุณคิณ"


ปิยาพัชร์หันมองเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะได้รู้มาว่าเหมือนจะมีปัญหากับสามีอยู่ "ณิริณ! แกโอเคไหม?"


วาณิริณยิ้มนิ่งๆ "ฉันไม่เป็นไร แกก็กลับไปพักเถอะ...เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว"


ได้ยินเพื่อนของเธอตอบเช่นนั้นก็เบาใจ เทวินทร์ผายมือเชิญด้วยสีหน้าปกติก่อนจะสตาร์ทรถแล้วเคลื่อนออกไป ด้านคู่พ่อแง่แม่งอนเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลงรอยกันเสียที ภาคิณคว้าแขนเล็กเอาไว้แต่เธอก็สะบัดออกทำให้เขาชะงักไปเสีย


"ทำไมไอ้การันต์มันถึงทำแบบนั้น มีใครร่วมมือกับมันบ้าง?"


"..."


"เลิกงอแงสักทีเถอะณิริณ เมียพี่ไปเจออันตรายมาทำไมไม่คิดจะบอกกันสักคำ"


วาณิริณปรายตามองด้วยความไม่พอใจ ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มเล็กน้อย "รู้สึกว่าจะบอกไปแล้วมั้งคะ? แต่พี่คิณต่างหากที่ไม่คิดจะสนใจ"


ชายหนุ่มนึกขึ้นได้ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ทั้งสายเข้าแล้วข้อความขอความช่วยเหลือจากเธอ ถ้าเฉลียวใจสักนิด...สถานการณ์ระหว่างทั้งสองคงไม่แย่ลงขนาดนี้ "แล้วทำไมไม่โทรหาเทวินทร์ หรือพี่กรก็ได้! ถ้าณิริณเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ..."


"พี่คิณคิดว่าผู้หญิงสองคนที่กำลังถูกผู้ชายหกคนที่มีอาวุธครบมือตามล่าอยู่จะตกใจมากไหมคะ? กลัวมากไหมคะ?" หญิงสาวสบตาเขา แววนั้นสั่นไหวทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นในใจเธอ "ณิริณตกใจค่ะและก็กลัวมากด้วย ทั้งเสียงปืนและอะไรหลายๆอย่าง ถูกตามล่าเพราะสาเหตุอะไรก็ไม่รู้ ตอนนั้นในหัวมันมีแต่ภาพพี่คิณลอยเข้ามาแต่พอถูกเมินเฉยก็ถึงกับสติหลุดไปสักพัก โชคดีที่นึกถึงผู้กองบอมเบย์ได้และก็โชคดีอีกที่สายตรวจของหน่วยพิเศษอยู่แถวนั้นพอดี...พี่คิณคิดว่าครั้งต่อไปณิริณจะโชคดีแบบนี้อีกไหมคะ? ณิริณไม่ใช่ผู้หญิงที่เข้มแข็งอะไร มีกลัวได้ มีเสียใจได้ บางทีก็นึกอิจฉาณิชาหรือผู้หญิงนักสู้คนอื่นๆ...อยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง รู้ไหมคะว่าพี่คิณเป็นคนที่ใจร้ายที่สุดเท่าที่ณิริณเคยพบเจอมา"


น้ำเสียงพูดอย่างระคนน้อยใจ ภาคิณยืนนิ่งสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป ทั้งเสียใจและนึกโทษตัวเองที่ใช้อารมณ์กับเธอมากเกินไป ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้พร้อมยกมือขึ้นลูบแก้มเนียน...แต่เธอก็เบือนหนีอยู่ดี


"พี่...ขอโทษ พี่ดันคิดไปว่าณิริณจะขอหย่ากับพี่" ภาคิณเริ่มอ่อนใจเพราะเขาทำพลาดอีกแล้ว


วาณิริณเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ "ถ้าจะหย่าจริงๆณิริณต้องไปหาทนายค่ะ ไม่ใช่ตำรวจ!"


ปึง !!


อยากจะเอาหัวทุบกำแพงเสียให้ตาย ภาคิณเอามือลูบหน้าตัวเองก่อนจะทำหน้าที่คนขับรถพาภรรยาสาวกลับบ้าน ตลอดทางเขาก็คิดเพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เธอสบายใจขึ้น...ยิ่งคิดก็เจอแต่ทางตัน


บ้านรัตนโยธิน...


สองสามีภรรยากลับมาถึงบ้านท่ามกลางความโล่งใจของทุกคนโดยเฉพาะวาณิชา สาวน้อยพอเห็นหน้าพี่สาวก็วิ่งเข้าไปกอดด้วยความดีใจที่พี่ของเธอนั้นปลอดภัยดี


"ตอนที่พี่ปิงปองบอกณิชาใจคอไม่ดีเลย"


"พี่ไม่เป็นไร ตำรวจไปช่วยไว้ได้ทัน" ส่งยิ้มหวานให้น้องสาว "เลิกทำหน้าเศร้าได้แล้ว เดี๋ยวก็ไม่สวยหรอก"


"ก็เป็นห่วงพี่สาวนี่คะ!" สองพี่น้องคุยกันราวกับไม่ได้เจอกันมานานโดยไม่ได้สนใจว่ามีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง


ภาคิณมองก็ถอนหายใจละรู้สึกว่าตอนนี้เขากำลังกลายเป็นส่วนเกิน ชายหนุ่มเดินไปอยู่ข้างๆแล้วโอบไหล่ภรรยาของเขาเอาไว้ "วันนี้พอแค่นี้เถอะ ณิริณดูเพลียๆ เราไปพักผ่อนกันดีกว่า"


"วันนี้พี่คิณต้องนอนหน้าห้องค่ะ" วาณิริณพูดหน้านิ่ง นาตยากับภากรนั่งอยู่ที่โซฟาก็หลุดขำพรืดออกมา "เพราะณิชาจะค้างที่นี่"


"เอะ!?...อ่อ ค่ะ"วาณิชามึนไปสักพักแต่ก็ไหลตามพี่สาวไป


"บ้านนี้มีห้องตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวพี่ให้คนไปทำความสะอาด..."


"ณิริณอยากอยู่กับน้องค่ะ" น้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน "พี่คิณต้องออกมานอนหน้าห้อง ให้ใช้แค่หมอนหนึ่งใบกับผ้าห่มผืนเล็ก ห้ามนอนที่โซฟาห้องรับแขกหรือโซฟาห้องโถง ถ้าหนาว...อนุญาตให้ดึงผ้าม่านมาห่มเพิ่มได้"


"ณิริณ!!" เสียงทุ้มเอ่ยชื่อเธอด้วยความเหนื่อยอ่อน ทั้งแม่และพี่ชายก็ไม่คิดจะช่วยอะไรแถมบรรดาคนรับใช้ในบ้านก็พยายามกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์


วาณิริณหันมามางสามีด้วยใบหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึก "มีปัญหาอะไรหรือคะ?"


สุดท้ายคนที่พ่ายแพ้ก็คือเขาเอง "ไม่...ไม่มีครับ" อย่างน้อยๆก็ยังดีกว่าที่เธอย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแบบครั้งก่อน


"ก็ดี...หลังอาหารเย็นจะให้เวลายี่สิบนาทีสำหรับอาบน้ำ และพรุ่งนี้เช้าตื่นมาณิริณต้องเห็นพี่คิณอยู่หน้าห้อง ถ้าไม่มี! คืนพรุ่งนี้ก็ออกไปนอนหน้าบ้าน...ไปกันเถอะณิชา"


"ค่ะ...ขอตัวนะคะ" วาณิชารับคำแล้วสองศรีพี่น้องก็เดินคุยกันไปตลอดทางโดยไม่คิดจะหันหลังมาเลยแม้แต่น้อย


ไม่นานนักเสียงหัวเราะก็เริ่มดังขึ้น ภากรลุกขึ้นมาตบบ่าน้องชายเบาๆ "เล่นกับมนุษย์เมียก็ซวยไปนะไอ้น้องชาย ฮ่าๆ"


"สมน้ำหน้า อยากทำร้ายจิตใจเขาดีนัก" นาตยาเองก็อดที่จะทับถมไม่ได้ สะใจนักที่ได้เห็นลูกชายคนเล็กโดนเสียบ้าง


"ยอมให้คืนนี้แค่คืนเดียวแหละครับ ณิริณกำลังไม่พอใจผมเฉยๆ" ภาคิณพยายามทำนิ่งทั้งๆที่ในใจรู้สึกผิดกับเรื่องที่ทำลงไปอยู่ไม่น้อย ด้วยความที่มีทิฐิสูงจึงไม่อยากแสดงออกมาให้ใครเห็น


"คิณ แม่อยากจะบอกอะไรเอาไว้อย่างนะลูก ชีวิตคู่จะเอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่ไม่ได้ ลองปรับลดลงมา...แม่เชื่อว่าถ้าคิณทำได้ สักวันหนูณิริณจะเห็นใจลูกแม่เอง"


ร่างสูงพยักหน้าเล็กน้อย แต่ทุกครั้งเวลาที่เขาโกรธหรือไม่พอใจมักจะเผลอทำร้ายเธอเสียร่ำไป ตอนนี้มีอีกเรืองที่เขาต้องจัดการก็คือเรื่องที่ภรรยาของเขาต้องไปเสี่ยงอันตรายในวันนี้ เพราะอะไร? ทำไม? มันยังวนเวียนอยู่ในหัวของภาคิณอยู่ตลอด แต่ต้องรอให้หญิงสาวอารมณ์เย็นกว่านี้จึงค่อยหาเวลาพูดคุยกัน


ภาคิณนอนพลิกตัวไปมาบนพื้นแข็งๆหน้าประตูห้องนอนของตัวเอง ก่อนหน้านั้นได้ยินเสียงหัวเราะใสๆของสองศรีพี่น้องซึ่งทำให้เขาได้เห็นว่า...ตลอดเวลานั้นเขาไม่เคยได้ยินเสียงหัวเราะของวาณิริณเช่นนี้เลย นึกไปก็อยากจะชกหน้าตัวเองแรงๆเสียสักร้อยที


ถ้าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเธอจริงๆ เขาจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่อยากคิดเลย...


กลางดึกที่เงียบสงัด...


ภาคิณที่อยากรู้เรื่องราวทั้งหมดก็ยังคงไม่ยอมหลับเสียที ชายหนุ่มเดินลงไปหยิบกุญแจสำรองห้องนอนแล้วค่อยๆไขเข้าไปให้เงียบที่สุด สองสาวพี่น้องที่อยู่ในห้วงนิทรานั้นยังคงไม่รู้ตัว จนกระทั่ง...


"ใครอนุญาตให้เข้ามาคะ?" วาณิริณลืมตาแล้วหยัดตัวลุกขึ้นมา "ทำไมไม่ตอบ?"


ภาคิณที่กำลังจะเอื้อมมือไปปัดปอยผมของภรรยาสาวถึงกับชะงักเมื่อเธอรู้สึกตัว "พี่แค่อยากรู้ว่าวันนี้ณิริณไปที่ไหนมา แล้วทำไมไอ้การันต์มันถึงทำแบบนั้น"


"ไว้คุยพรุ่งนี้เถอะค่ะ ณิชาหลับแล้วไม่อยากกวนน้อง"


"แต่พี่อยากรู้ตอนนี้" เธอปรายตามองเขาทำให้ภาคิณต้องรีบเปลี่ยนท่าที "ถ้ายังคาใจพี่ก็นอนไม่หลับ ไปคุยกันข้างนอกก็ได้"


เมื่อดูแล้วว่ายังไงเขาก็ยืนยันที่จะคุยในเวลานี้ ร่างบางค่อยๆขยับตัวแล้วหยิบโทรศัพท์เดินนำเขาออกมานอกห้องพร้อมกับส่งให้เขาดูโลเคชั่นที่ลูกค้านิรนามส่งมา ภาคิณถึงกับขมวดคิ้วเมื่อได้เห็นว่าที่นั่นมันคือที่ไหน


"โรงงานผลิต?"


"พี่คิณรู้จักหรอคะ?"


ภาคิณพยักหน้าเบาๆ "โรงงานผลิตอะหลั่ยของพี่เอง ชลธิชางั้นหรอ?" น้ำเสียงทุ้มเข้มเริ่มแข็งคล้ายกำลังสะกดอารมณ์


"จากน้ำเสียงแล้วไม่ใช่ค่ะ คุ้นๆเหมือนกันแต่ไม่อยากปรักปรำใคร..."


"วิวัฒน์ด้วยสินะ!" แววตาคมจ้องมาที่เธอ "บอกพี่มาคำเดียว พี่จะจัดการพวกมันให้จบๆไป"


"อย่าใจร้อนสิคะ!" วาณิริณเอื้อมมือไปกุมมือของเขาเอาไว้ "จะตีงูทั้งทีต้องตีให้ตายทีเดียว ถ้าพี่คิณใจร้อนแบบนี้อาจจะพลาดแล้วโดนฉกเข้าเสียเอง"


ร่างสูงยิ้มบางๆ มือหนาดึงรั้งกายสาวเข้ามาใกล้ๆ "ถ้าเช่นนั้น ช่วงนี้ณิริณคงต้อง..."


"พูดดีด้วยหน่อยก็อย่าฉวยโอกาสสิคะ!" เธอดันแผกอกเขาเบาๆ "อย่าหาว่าณิริณใจร้ายเลยค่ะ อยากให้รู้เสียบ้างว่าคนถูกกระทำนั้นรู้สึกอย่างไร"


สิ้นเสียงหวานก็เดินหลีกกลับเข้าห้องนอนไป ภาคิณมองตามแผ่นหลังบางก็ถอนหายใจ...นี่เขาคงต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปอีกนานแค่ไหนกัน


บ่ายวันต่อมา...


ภาคิณและภากรเรียกพนักงานระดับผู้บริหารเข้าห้องประชุมใหญ่ ซึ่งวิวัฒน์ที่ตั้งใจจะเตรียมหนีกลบดานนอกพื้นที่และภูชิตนั้นไม่สามารถปฏิเสธได้เลยเพราะเทวินทร์ไปรับถึงบ้าน ทั้งสองนั่งตัวเกร็งไม่ขยับไปไหน


"ตอนเช้าไม่เห็นเข้างาน ไม่สบายงั้นหรือ?" เสียงทุ้มเข้มของภาคิณยิงคำถามไปหาวิวัฒน์


"คะ คือ...ปวดท้องนิดหน่อยครับ" ตอบกลับไปด้วยอาการเสียงสั่น "คุณกรกับคุณคิณมีเรื่องด่วนอะไรหรอครับ"


"นั่นสิ! ปกติอาไม่เห็นว่าหลานทั้งสองจะเรียกประชุมใหญ่แบบนี้" ภูชิตเองก็หวั่นๆว่าจะเป็นเรื่องที่เขายักยอกเงินบริษัทหรือไม่ ถ้าเรียกมาขนาดนี้จะไม่ให้คิดก็แปลก


ภากรหัวเราะเล็กน้อย "ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับอา ที่เรียกมานี่ก็จะบอกว่าเรามีข่าวดีต่างหากล่ะครับ" หันสบสายตากับน้องชายก่อนจะเปิดจอโปรเจคเตอร์


หน้าจอฉายตารางยอดส่งออกอะหลั่ยรถยนต์และยอดสั่งซื้อและสั่งจองรถหรูในฝั่งโชว์รูมที่พุ่งสูงขึ้นหลายพันล้าน ภูชิตตลึงงันโดยไม่คาดคิดว่าสองพี่น้องคู่นี้จะพลิกวิกฤตของบริษัทได้เพียงเวลาอันสั้น


ถ้าเช่นนั้น...เขาก็สามารถกอบโกยได้อีกมากมาย ลำพังแค่ร้อยล้านที่ยักยอกไปคงไม่สะทกสะท้านอะไรนัก


"เป็นอะไรไปวิวัฒน์ ไม่ดีใจหรือไง?" ภาคิณกระตุกยิ้มมุมปาก "ที่ฉันเรียกทุกคนมาก็เพื่อจะบอกว่าทำดีมาก สิ้นเดือนนี้ฉันกับพี่กรคุยกันว่าจะจัดทริปประจำปีให้พักผ่อนที่ภูเก็ตกันสักสามวัน คิดว่าดีหรือเปล่า?"


เสียงส่วนใหญ่ต่างพากันเห็นด้วย เพราะบริษัทนี่ยังไม่เคยขัดงานเลี้ยงขอบคุณให้พนักงานเลยสักครั้ง...แบบนี้ก็เพราะภากรเคยได้ยินวาณิชาพูดถึงวิธีการบริหารคนของพี่สาวเธอ จึงลองมาปรึกษากับภาคิณก็ได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็น


"เอาล่ะๆ สำหรับคนที่มีตำแหน่งตั้งแต่ผู้จัดการขึ้นไปฉันจะเปลี่ยนห้องทำงานให้ใหม่...อาภูชิตกับวิวัฒน์ด้วยนะครับ" ภากรยิ้มให้กับทั้งสองที่ไม่มีปากมีเสียงอะไร


"ขอบใจหลานทั้งสองมากนะ ถ้าพ่อหลานยังอยู่คงจะภูมิใจมาก" ชายวัยกลางคนแสร้งยิ้มอย่างเป็นมิตร


"ผมเองก็จะพยายามต่อไปครับ" วิวัฒน์รับคำ แม้จะรู้สึกแปลกๆอยู่บ้างว่าทำไมถึงยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นแต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่ไม่โดนภาคิณเชือดต่อหน้าคนอื่นๆ "ว่าแต่คุณคิณครับ คุณณิริณ... เอ่อ ไปด้วยไหมครับ?"


ที่ถามก็เพื่อลองเชิง ภาคิณหน้านิ่งหันไปทางวิวัฒน์เล็กน้อย "ถามแปลกๆ ฉันอยู่ที่ไหนณิริณก็ต้องอยู่ด้วย หน้าดูซีดๆนะวิวัฒน์ ไหวหรือเปล่า?"


"ไหว...ไหวครับ ที่จะประชุม...มีแค่นี้หรอครับ?" มันก็แปลกจริงๆถ้าจะเรียกมาพร้อมหน้าเพื่อแจ้งเรื่องแค่นี้


ภากรให้เลขาของเขานำเอกสารที่เตรียมแจกให้ครบทุกคนในห้องประชุมนั้น "นี่คือแผนงานของบริษัทและหน้าที่ของบางคนที่ปรับเปลี่ยนหลังจากนี้ อ่านให้คาบทุกตัวอักษรแล้วก่อนแล้วค่อยถาม"


"นี่มันอะไรกัน!! กร คิณ..." ภูชิตถลึงตาและถือเอกสารจนสั่นไปทั้งตัว "ทำไมโปรเจคของอาถึงไม่ผ่านอนุมัติ ไหนบอกว่ามันมีประโยชน์กับบริษัทไงล่ะ อาตั้งใจมากนะ อา..."


"ใจเย็นๆก่อนครับอา" ภาคิณแทรกขึ้นมาด้วยความเร็ว "ผมไม่เคยติดแบบนั้นมาตั้งแต่แรกแล้วครับเพราะมันมีช่องโหว่อีกเยอะ การประมูลผู้นำเข้าอะหลั่ยยานยนต์น่ะไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะครับอา กลับไปดูให้ละเอียดก่อนดีกว่า"


"เอาเป็นว่าให้ทุกคนทำความเข้าใจกับเอกสารที่แจกไปด้วยนะ ประชุมคราวหน้าก็สามารถออกความคิดเห็นได้เลย...วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า" ภากรรีบตัดบทสนทนา ทันทีที่บอกยกเลิกการประชุมภูชิตก็ออกจากห้องไปด้วยท่าทีที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก วิวัฒน์เองที่คิดหาทางจะชิงลาออกก็ดูท่าจะไม่ได้ผลเพราะในเอกสารนั้นมีบางอย่างที่ภาคิณระบุถึงตัวเขาลงไป


แน่นอนว่าทั้งหมดคือแผนปิดประตูตีแมวของสองพี่น้องนั่นเอง...


"นี่เราทำผิดกับอาแท้ๆหรือเปล่าวะ?" คำพูดกับหน้าตาสวนทางกันโดยสิ้นเชิง ภากรพูดกลั้วหัวเราะเมื่อได้อยู่กับน้องชายตามลำพัง "แกคิดอะไรอยู่ไอ้คิณ พูดมาเดี๋ยวนี้"


"ก็แค่...ยังไงก็ต้องมีใครบงการอยู่เบื้องหลังอีกที คนที่สั่งฆ่าพ่อและพวกเรายังไงล่ะ"


"เหมือนกันล่ะวะ! หาวิธีบีบทีละคนแบบนี้แหละดี...อีกไม่นานได้รู้แน่นอน" ภากรแตะบ่าน้องชาย อบ่างไรเสียไม่ว่าจะเกิดอันตรายมากมายแค่ไหนก็ต้องลากคนผิดเข้าคุกให้ได้


บริษัท NIRINCHA


วาณิริณตรวจกองเอกสารเสร็จก็พยายามครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ใคร? ทำไม? เพราะอะไร? นั่นยังคงเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับเธอ "หรือว่าจะเป็นญาดาจริงๆ"


"หึ! สงสัยคนเดียวกันจริงๆด้วย"


ร่างบางสะดุ้งแล้วหันไปตามเสียง ภาคิณยืนพิงประตูไม่นานก็เดินเข้ามาใกล้ "มาทำไมคะ?"


"มารับเมียกลับบ้าน เพราะเดี๋ยวชักช้า...เมียพี่คงจะปักหลักอยู่ที่ออฟฟิศแน่นอน"


วาณิริณถอนหายใจ "ถึงอย่างไรพี่คิณก็ต้องนอนหน้าห้องอยู่ดีค่ะ หรือจะเปลี่ยนเป็นระเบียงกับหน้าบ้านดีคะ? อะ...นี่!! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ"


คนเอาแต่ใจสาวเท้าก้าวเข้ามารวบตัวนวลนางไว้ในอ้อมแขน นอนนอกห้องทั้งคืนไม่ได้กอดก็ทรมานจะแย่อยู่แล้ว..."จะมาอ้างว่าน้องสาวอยู่ด้วยคงจะไม่ได้นะ เมื่อกี้นี้พี่เพิ่งซื้อบัตรคอนเสิร์ต Crazy Dragon ที่นั่ง VIP ให้ณิชาไป คงไม่มาอยู่เป็นก้างขวางเราสองคนแน่นอน อีกอย่างรถของณิริณพี่ก็ปล่อยลมยางไปหมดแล้ว ฟอด!!" หอมฟัดแก้มเนียนด้วยความถวิลหา "จะว่าไป...ณิริณกินยาคุมก็ดีเหมือนกันจะได้ทำตอนไหนก็ได้ไม่ต้องกังวลอะไร ว่าแต่...เราลองในรถกันสักรอบดีไหม? จุ๊บ"


"อื้ออ คนเลว!! อย่ามาทำหื่นในนี้นะ อุบ! อื้อๆ" เรี่ยวแรงจะขัดขืนที่มีก็ทำไม่ได้ ซ้ำร้ายน้องสาวตัวดีก็ถูกซื้อไปด้วยสิ่งของที่เจ้าหล่อนต้องการก็ทิ้งพี่สาวเสียอย่างนั้น...เจอเมื่อไหร่คงจะต้องทำโทษอีกสักที


ริมฝีปากอวบอิ่มถูกทาบทับจากคนตัวสูง ภาคิณดูดเม้มด้วยความช่ำชองก่อนจะกดจูบหนักๆสองสามทีก็ผละออก "พี่คงเป็นสามีที่ไม่เอาไหน ถ้าพี่จะขอแก้ตัว...ณิริณจะให้โอกาสพี่หรือเปล่า?"


หญิงสาวนิ่งสักพักก็เงยหน้าสบตาเขา ภาคิณคนที่เธอเคยมองว่าเป็นคนแข็งกร้าว มาบัดนี้นัยน์ตาของเขานั้นกลับสั่นไหวราวกับว่าในใจนั้นกำลังต่อสู้กับอะไรอยู่ "โอกาสมีเสมอถ้าคิดจะแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดค่ะ ต้องขึ้นอยู่กับพี่คิณว่าจะทำได้ไหม"


ร่างสูงยิ้มนิดๆ กระชับอ้อมแขนกอดภรรยาคนสวยไว้แนบกาย "พี่สัญญาว่าจะปกป้องณิริณด้วยตัวของพี่เอง พี่..." วาณิริณไม่ได้มีท่าทีตอบสนองกลับมาแต่อย่างใด ภาคิณหยุดคำพูดแล้วค่อยๆคลายอ้อมแขนออก


"ทำให้เห็นสิคะ อย่าเอาแต่พูดเพียงอย่างเดียว" เธอหันไปหยิบกระเป๋าถือของตน เก็บของเสร็จเรียบร้อยก็หันกลับไปทางสามีของเธอ "จะกลับก็กลับกันเถอะค่ะ อ้อ! พรุ่งนี้อย่าลืมหาคนมาเปลี่ยนล้อรถให้ด้วยนะคะเพราะว่าต้องไปคุยงานกับออแกไนซ์ ขอให้เสร็จก่อนสิบโมงเช้า!! ส่วนคืนนี้ก็นอนนอกห้องเหมือนเดิมค่ะ...ห้ามลุกล้ำเข้ามาในห้องเด็ดขาด! ถ้าฉวยโอกาสแบบเมื่อกี้...พี่คิณคงต้องไปนอนตากน้ำค้างที่สนามหญ้า"


ภาคิณเข่าแทบทรุดแต่ก็ต้องฝืนทำเป็นนิ่งเอาไว้ เขาทำได้เพียงแค่ยอมรับของกำหนดของเธอเพื่อให้เธอสบายใจและไม่ทิ้งเขาไปไหน...นี่สินะที่เรียกว่า ผลของกรรม!!


____100%___

ชดใช้กรรมต่อไปนะพี่คิณนะ

ไรท์มาแย้ว ขออภัยที่หายไป(อีกแล้ว)

คราวนี้เข้า รพ. เพราะกระเพาะอักเสบ (ผลจากการเสพติดน้ำอัดลมของไรท์เอง)

มานอนตั้งแต่วันเสาร์ ได้ออกวันศุกร์นี้นะฮะ! เพิ่งได้จับคอมก็อัพเลย พยาบาลดุ๊ดุมาก ฮือๆ เอาแต่ยาที่ไรท์กินแล้วหลับแบบข้ามวันข้ามคือมาให้ตลอดสามวัน ตอนนี้ยาหมดฤทธิ์ไรท์ตื่นไม่ง่วง แถมหลอนด้วยยย

ส่วนตอนใหม่ของ นิมิต จะทยอยอัพนะคะ

บทพิเศ๊ษพิเศษของ เบ็นก็เช่นกันนะ

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่ไมาทิ้งกันไปไหน เจอกันตอนต่อไปจ้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น