คุณป้าหน้าเด็ก

10 SECONDS วินาทีรัก

ชื่อตอน : CHAPTER 1 ชมพูแพร 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 150

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2560 13:10 น.

CHAPTER 1 ชมพูแพร 100%

แบบอักษร

#


1

ชมพูแพร

1 นาทีของฉันมีค่า

เพราะ 1 นาทีของฉันสามารถช่วยเหลืออีกหนึ่งชีวิตได้  ถึงจะเป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนกับมนุษย์

และต่อให้เป็น 30 วินาที หรือ 10 วินาทีสุดท้าย

ฉันก็ยังคงที่จะเลือก เลือกที่จะช่วยพวกเขาอย่างเต็มกำลังและความสามารถที่ฉันมี

ภายในห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัส มองไปด้านข้างมีโต๊ะแสตนเลตตั้งอยู่ ใช้สำหรับตรวจและดูอาการของคนไข้ ถัดมาตรงกลางห้องมีเพียงโต๊ะทำงานสีขาวบนโต๊ะมีเพียงคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องสำหรับดูแฟ้มประวัติข้อมูลต่างๆ ตามด้วยเก้าอี้ผนังพิงตัวโต  ปรากฏหญิงสาวสวมชุดเดรสชมพูสีหวานไว้ด้านใน ทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวด้านนอก ผมของเธอสีน้ำตาลเข้มยาวประมาณบ่าถูกรวบไว้ท้ายทอย ใบหน้าขาวใสไร้เครื่องสำอาง ดวงตากลมโตจ้องมองคนไข้ที่กำลังเดินเข้ามาตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย จมูกโด่งรั้นเชิดขึ้น และปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อกำลังขยับเอ่ยทักทาย คนไข้ตรงหน้าเหมือนทุกครั้ง  คนไข้แสนรู้เดินเข้ามาเลียมือของเธอเป็นการตอบรับคำทักทาย

ใช่แล้ว! คนไข้ที่ว่า คือเจ้าหมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ สุนัขตัวโตขนสีน้ำตาลทองนั่นเอง

“สวัสดีคะ ชื่ออะไรเอ่ย”สัตวแพทย์สาวลูบศีรษะหมาแสนรู้ที่นั่งลงกับพื้นอย่างว่าง่าย

“ชื่อลิลลี่คะ”หญิงสาววัยสามสิบปลายๆผู้เป็นเจ้าของสุนัขเอ่ยตอบ

“เจ้าลิลลี่ยินดีที่ได้รู้จักนะ มีไข้สูงด้วยนะคะ อายุเท่าไหร่แล้วค่ะ”มือบางเปิดแฟ้มประวัติการรักษาของเจ้าลิลลี่เพื่อดูข้อมูลเบื้องต้น

“7 ปีคะคุณหมอ”

“อาการเป็นยังไงบ้างคะ”

“มีอาการซึม เบื่ออาหาร และก็มีน้ำสีขาวขุ่นๆไหลออกมาจากอวัยวะเพศคะ”มือเรียวถือปากกาในมือ พลางจดอาการทั้งหมดที่เจ้าของกล่าวไว้ในแฟ้มข้อมูลอย่างรวดเร็ว เธอวางปากกาลง ก่อนจะสวมถุงมือยางสีขาวใส่มือทั้งสองข้าง  พลางใช้มือสองข้างเปิดตาเจ้าสุนัขตัวโตที่กำลังเหลือกตาไปมาทั้งสองข้าง  นิ้วมือสอดเข้าไปตามเหงือกและไรฟัน พลางใช้สายตาตรวจความผิดปกติของสุนัขในเบื้องต้น

“หมอขอตรวจดูหน่อยนะ เจ็บมากสินะ.. เจ้าลิลลี่ ไม่เป็นอะไรนะถึงมือหมอแล้ว”

“หงิง หงิง ฮะ..โฮ่ง”เจ้าของมองสัตว์เลี้ยงตัวโตด้วยความเป็นห่วง เมื่อจู่ๆ เจ้าลิลลี่ก็ร้องเบาอย่างน่าสงสาร ก่อนที่จะเห่าออกมาเหมือนให้หมอสาวหยุดการกระทำ

“เดี๋ยวหมอขออนุญาตเจาะเลือดไปตรวจนะคะ ยังไงเจ้าของช่วยหมอจับเขาขึ้นเตียงนิดนึงนะคะ  อย่างนั้นแหละค่ะ  เก่งมากลิลลี่”หมอสาวและเจ้าของช่วยกันยกสุนัขตัวโตนอนลงบนเตียงตรวจอาการ  ก่อนที่เจ้าของสุนัขจะช่วยจับตัวเจ้าลิลลี่พลางลูบหัวอย่างปลอบโยน เมื่อสัตวแพทย์สาวถือถาดแสตนเลสขนาดเล็กที่มีเข็มฉีดยา หลอดแก้วบรรจุของเหลว สำลีสองสามก้อน และเทปกาวแปะแผล  มือบางลูบตัวเจ้าลิลลี่เพื่อไม่ให้สุนัขหวาดหวั่น ก่อนจะหยิบก้อนสำลีชุบแอลกอฮอล์ทาลงไปบนขาของสุนัข พลางใช้เข็มฉีดยาค่อยๆปักลงไปบนเนื้ออย่างเบามือ  ของเหลวสีแดงไหลออกมาใส่หลอด จนได้ปริมาณที่ต้องการ  พลางกดเข็มที่บรรจุเลือดลงไปยังหลอดบรรจุ ไม่ลืมที่จะติดสติ๊กเกอร์ชื่อคนไข้สี่ขาของเธอไว้ข้างหลอด  แล้วปิดท้ายด้วยหยิบสำลีอีกก้อนกดทับบาดแผลเล็กๆจากรูเข็ม ตามด้วยเทปกาวปิดแผลเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

“เก่งมากลิลลี่ เจ้าลิลลี่เป็นมดลูกอักเสบนะคะ”สัตวแพทย์สาวลูบหัวพร้อมเอ่ยคำชมคนไข้ตัวโต

“ต้องทำยังไงค่ะหมอ ต้องผ่าตัดไหมคะ”เจ้าของเอ่ยด้วยความเป็นห่วง พลางช่วยคุณหมอยกเจ้าลิลลี่ลงจากเตียงตรวจ

“เดี๋ยวหมอขอดูผลเลือดก่อนนะคะ ว่าร่างกายเขาพร้อมรับการผ่าตัดไหม แล้วพรุ่งนี้จะมีพยาบาลโทรไปแจ้ง ถ้าไม่มีปัญหาอะไรหมอจะนัดผ่าตัด ยังไงรบกวนเจ้าของช่วยให้ลิลลี่งดน้ำและอาหาร 12 ชั่วโมงก่อนวันผ่าตัดด้วยนะคะ”หมอสาวกลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง มือบางถือปากกาจนลงไปในแฟ้มประวัติอย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยววันนี้หมอจะให้ยาลดการอักเสบ ยาแก้ปวด และยากันการติดเชื้อให้ไปก่อนนะคะ เจ้าของป้อนยาสุนัขได้ใช่ไหมค่ะ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณหมอ”เจ้าของยกขึ้นพนมมือไหว้ คุณหมอสาวรับไหว้ ไม่ลืมโบกมือลาเจ้าลิลลี่คนไข้คนเก่งของเธอ  ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกไปจากห้องพร้อมๆกัน  ประตูที่ถูกปิดเพียงไม่กี่วินาที ก็ถูกเปิดออกอีกครั้งในเวลาอันสั้น

“หมอชมพูค่ะ มีคิวผ่าตัดตอนบ่ายโมงนะคะ”หญิงสาวผมยาวประบ่า สวมชุดสีขาวหน้าอกด้านซ้ายมีบัตรพนักงาน ระบุตำแหน่งผู้ช่วยเอาไว้ มือถือแฟ้มประวัติอีกอันไว้ในมือ  ก่อนจะเดินเข้ามาส่งมันให้กับสัตวแพทย์สาว

“จ๊ะ ขอแฟ้มด้วย เดี๋ยวหมอรีบตามไปนะ”หมอสาวรับไว้ในมือ ก่อนจะเปิดแฟ้มเพื่อศึกษาข้อมูลของคนไข้ของเธออีกครั้ง เพื่อความรอบคอบเหมือนเช่นทุกครั้ง ก่อนที่เธอจะเข้าห้องผ่าตัด ไม่ว่าการผ่าตัดเล็กหรือใหญ่ ทุกครั้งวินาทีที่ลงมีดมันก็หมายถึงลมหายใจของอีกหนึ่งชีวิตที่เธอกำลังประคองชีวิตอยู่

เธอถอดชุดกาวน์ออกก่อนจะเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้ม ไม่ลืมล้างทำความสะอาดมือเพื่อฆ่าเชื้อโรคเบื้องต้น ก่อนจะสวมถุงมือยางซ้อนกันหลายๆชั้น  ผมยาวสลวยถูกรวบไว้ในหมวกคลุมผมสีขาวซีดเรียบร้อย หมอสาวเข้ามาในห้องผ่าตัดที่มีเพียงสุนัขตัวโตที่นอนซึม มึนงง เพราะถูกยาสลบจากวิสัญญีสัตวแพทย์ไปเมื่อครู่  เหล่าสัตวแพทย์และผู้ช่วยสวมชุดในแบบเดียวกันยืนล้อมรอบสุนัขตัวโต วิสัญญีสัตวแพทย์จัดการสอดท่อยาสลบเข้าในปากของสุนัขตัวโต  ใช้เวลาไม่นาน เหลือเพียงร่างสุนัขที่นิ่งรอรับการผ่าตัดรักษา

“เปิดช่องท้อง ขอมีดด้วยคะ”สัตวแพทย์สาวไม่รอช้า เธอบอกผู้ช่วยที่กำลังหยิบเครื่องมือโลหะปลายแหลมส่งมาให้เธอ หญิงสาวกดปลายมีดลึกลงไปตรงช่องท้อง เลือดสีแดงสดไหลออกตามแผลที่ถูกกรีดลึก การผ่าตัดดำเนินไปอย่างเนิ่นนาน สัตว์แพทย์และผู้ช่วยใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเต็มในการรักษาเจ้าสุนัขตัวโต เมื่อแผลถูกเย็บติดเข้าหากันสนิทก็เป็นอันจบหน้าที่ของเธอ หน้าที่ที่เธอสามารถรักษาอีกหนึ่งชีวิตเอาไว้ได้สำเร็จ





ภายในโรงอาหารสีขาวสนิทของโรงพยาบาล ด้านข้างเป็นผนังกระจกที่ออกแบบมาเพื่อให้โปร่งแสง ส่วนด้านในเป็นโต๊ะถาดอาหารยาวที่เรียงวางต่อกันสำหรับให้บริการตนเอง เต็มไปด้วยโต๊ะที่นั่งหลายๆที่นั่งสำหรับให้พนักงานที่ทำงานในโรงพยาบาลโดยเฉพาะ สัตวแพทย์สาวเปลี่ยนชุดเป็นเดรสชมพูหวานดังเดิม ในจานอาหารของเธอมีกับข้าวที่ตักวางไว้ไม่กี่อย่าง มือขวาที่ถือช้อนเอาไว้เขี่ยข้าวสวยร้อนไปมาราวกับคนเบื่ออาหาร ส่วนมือซ้ายถือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดแนบหูไว้ในขณะเดียวกัน

“ชมพูลูกได้กินข้าวบ้างหรือยัง”

“กินอยู่ค่ะแม่”หมอชมพูพูดให้ผู้เป็นแม่ไม่ต้องเป็นกังวล หากแต่อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้เธอหิวจนมึนศีรษะอยู่เมื่อครู่ แต่ในเวลานี้เธอกลับไม่อยากอาหารใดใดเพราะมันเลยเวลาทานของเธอไปแล้วนั่นเอง

“ข้าวมื้อไหนจ๊ะบอกแม่มาสิ”

“ข้าวเช้าคะแม่”หญิงสาวบอกตามตรง ก่อนจะได้ยินเสียงเอ็ดด้วยความเป็นห่วงจากบุพการีของเธอดังรอดออกมา

“ข้าวเช้าตอนสี่โมงเย็น!  งานหนักมากเลยหรือลูก”

“คะ ก็สัตว์ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวันหนิค่ะแม่”

“แม่กลัวลูกจะป่วยนะสิ”

“แม่ไม่ต้องห่วงชมพูลูกแม่แข็งแรงจะตาย  แม่ค่ะ พรุ่งนี้ชมว่าง ไปทานข้าวกันไหมค่ะ”หมอสาวเอ่ยชวนแม่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้เธอไม่ต้องเข้าเวร

“ได้สิจ๊ะ แม่ว่างสำหรับลูกเสมออยู่แล้วล่ะ”

“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ชมไปรับแม่ที่บ้าน อ่อ… แม่อย่าลืมใส่เสื้อคู่กับชมด้วยนะ”

“จ้า รักลูกนะ”

“รักแม่เหมือนกันค่ะ รักที่สุดในโลก”ปากเรียวบางฉีกยิ้มกว้าง เมื่อได้ยินคำบอกรักที่เธอฟังมาตลอดชีวิต แต่ไม่มีครั้งไหนที่เธอรู้สึกเบื่อเลย

“หืม แม่วางสายดีกว่าเลี่ยนจะแย่”

“เอ้า แม่ก็…”

“แค่นี้นะ”

“คะ สวัสดีคะแม่ พรุ่งนี้เจอกันคะ”หมอสาวรอจนกว่าจะได้ยินเสียงตัดสาย ก่อนที่เธอจะวางโทรศัพท์ลงในเวลานี้เธอรู้สึกเหมือนได้รับพลังบางอย่างที่เธอก็ไม่สามารถอธิบายได้ พลังที่เธออยากออกไปทำงาน  พลังที่ทำให้เธอกล้าสู้กับทุกสิ่งแบบไม่รู้จักความกลัว  เธอปลดล๊อคโทรศัพท์อีกครั้ง พลางเปิดโทรศัพท์กล้องหน้า แล้วถ่ายรูปตัวเองเอาไว้ ก่อนจะอัพโหลดลงอินสตราแกรม ที่ยอดผู้ติดตามเธอเป็นจำนวนหลักล้าน  มือบางสไลด์หน้าจออย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมตั้งข้อความใต้รูปว่า

…ข้าวมื้อแรกตอนสี่โมงเย็น..

เธอหย่นโทรศัพท์ลงกระเป๋าถืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะลงมือทานข้าวแบบจริงจังใช้เวลาไม่นาน  จากนั้นหมอสาวเดินกลับไปยังห้องทำงานของแพทย์ สวมเสื้อกาวน์ที่แขวนเอาไว้ในห้องแล้วเดินออกมาจากห้อง ตากลมโตสำรวจโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยหนังสือภาษาไทยและอังกฤษเล่มหนาหลายๆเล่ม พลางมองกรอบรูปที่มีรูปถ่ายตัวเธอกับผู้หญิงที่หน้าคับคล้ายเธอ เพียงแต่หญิงสาวคนนั้นมีอายุมากกว่า และเป็นผู้ให้กำเนิดเธอเท่านั้น หมอชมพูหลับตาลงเบาๆ ก่อนลืมตาขึ้นแล้วฉีกยิ้มให้ตัวเองบางๆ เธอรู้ตัวเองดีว่า เธอคิดถึงแม่มากแค่ไหน… ถ้าไม่นับบิดาที่เธอสูญเสียไปตั้งแต่เด็ก ก็มีเพียงแม่ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดทั้งชีวิต หลายสัปดาห์แล้วที่เธอไม่ได้เห็นหน้าบุคคลอันเป็นที่รัก ถึงแม้จะได้ยินแค่เสียงก็ตาม ที่พอจะทำให้ความคิดถึงทุเลาลงได้บ้าง ทว่าทุกอย่างก็จบลง เมื่อมีคำว่าหน้าที่ยังค้ำคอเธออยู่  หมอสาวสลัดความคิดดังกล่าว พลางละสายตาจากตรงนั้น เท้าสองข้างสวมรองเท้าคัทชูส้นเตี้ยสีครีมไม่มีลวดลายใดใด เดินตรงไปยังห้องตรวจ เธอนั่งลงบนเก้าอี้พนังพิงตัวใหญ่ตัวเดิมเหมือนทุกครั้ง

“หมอชมพู แฟ้มค่ะ”เธอรับแฟ้มประวัติของคนไข้สี่ขาของเธอจากผู้ช่วย  ก่อนจะเปิดมันอ่านคร่าวๆ  มือดึงปากกาที่แหนบไว้กระเป๋าของเสื้อกาวน์สีขาวทางด้านซ้ายที่ปรากฏลายปักสีเขียวเป็นตราโรงพยาบาล ถัดขึ้นมาด้านบนเป็นอักษรภาษาไทยเรียงตัวยาว ได้ใจความว่า ‘สพ.ญ ชมพูแพร  อัครปรีชานนท์’ เธอวางปากกาลง ก่อนจะพยักหน้าให้ผู้ช่วยที่ยืนรอหน้าประตู แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มหวานว่า…

“ให้คนไข้เข้ามาเลยคะ”




“นี่กูยังไม่ได้เอาเรื่องมึงที่เอาชื่อในหน้าที่กูไปวิจารณ์ให้คนอื่นรู้นะเนี่ย”ผมได้แต่ยิ้มเยาะในความเจ้าคิดเจ้าแค้นของไอ้เพื่อนซี้อย่าง ‘ไอ้พุฒิ’ หรือ ร้อยตำรวจเอกพุฒิชัย วัฒนาพาณิชย์  หรือชื่อในหน้าที่คือ ตอร์  อันที่จริงแล้วในทีมผมทุกคนมีชื่อในหน้าที่ทุกคน ซึ่งได้มาจากหนังต่างประเทศเรื่องหนึ่ง มันเป็นชื่อของตัวละครซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่คอยดูแลปกป้องบ้านเมือง ปราบเหล่าร้าย และช่วยเหลือคนบริสุทธิ์ ผมเลยนำมันมาตั้งเป็นชื่อของทุกคนในทีม

 “เรื่องตอร์อ่ะนะ”

 “ใช่สิ! ความลับนี้ไม่ควรให้ใครรู้”มือหนาขยับเนคไทสีดำสนิทให้เข้าที่ พลางจับสูทสีดำสนิทให้เข้าทาง  พลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ทำไมไอ้พุฒิถึงต้องเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องชื่อในหน้าที่นะเหรอ  ก็เพราะครั้งนึงในทีมเราทุกคนมีชื่อในหน้าที่กันหมด เหลือแต่มันคนเดียวที่ไม่มี  จนวันนึงหลังทำภารกิจเสร็จพวกเราก็ไปฉลองที่ร้านอาหารกันตามปกติ  แต่ไอ้พุฒิเพลย์บอยเจ้าเก่าดันไปเจอกิ๊กเก่าสาดด้วยถังน้ำแข็งเข้าหน้า กิ๊กเก่าคนก่อนหน้าสาดด้วยน้ำเปล่า และกิ๊กโครตเก่าก่อนสาดด้วยเหล้า แต่พวกเธอเหล่านั้นก็ด่าด้วยถ้อยคำที่เหมือนกับผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมาคือ…ตอแหล… แล้วมันดันออกเสียงทับศัพท์กับภาษาอังกฤษพอดี มันจึงได้ชื่อ ‘ตอร์’ มาไงล่ะ คำๆนี้ถือเป็นคำที่หยาบคายสำหรับมันมาก  เพราะมันไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนแบบนั้น  แล้วก็ได้แต่พูดปลอบใจตัวเองว่า… ผมพูดความจริงตลอด แต่ผมแค่…พูดไม่หมดเท่านั้นเอง  นั่นล่ะเป็นที่มา!

   “โถ่  พอมันฟื้นก็ตื่นมาในคุก  ไม่ทันได้เอาไปบอกใครหรอกหน่า ไปเถอะบอสเรียกตัว”ผมละสายตาจากไอ้พุทธ พลางสำรวจเพื่อนร่วมงานที่เดินผ่านไปมา  บางคนในมือถือแฟ้มหนาหลายๆเล่ม ถัดไปยังห้องว่างเปล่าด้านซ้ายเห็นผู้ชายอีกคนกำลังนั่งมองปืนพกโดยมืออีกข้างถือผ้าถูมันไปมาจนเงาวับ มองไปทางด้านขวาก็มีห้องออกกำลังกายที่มีผู้ชายอีกหลายคนที่กำลังฟิตร่างกายเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนทำภารกิจ ที่นี้คือที่ทำงานของผมเอง ผมคือ ‘ติณท์’ หรือ พันตำรวจตรีติณภพ วงศ์เจริญชัยกุล หรือชื่อในหน้าที่คือ ‘กัปตัน’ 

  กองบังคับบัญชาการปฏิบัติการพิเศษแห่งนี้ เป็นหน่วยปฎิบัติการพิเศษที่ถูกจัดตั้งโดยรัฐบาล  เป็นแหล่งรวมนายตำรวจชั้นหัวกะทิ เปลี่ยมความสามารถ มีไหวพริบ ปฏิภาณเป็นเลิศ และเชี่ยวชาญด้านอาวุธยุโรธปกรณ์ และศิลปะป้องกันตัว โดยที่นี้จะแบ่งออกเป็น 7 ทีม โดยแต่ละทีมจะมีสมาชิกร่วม 10 ชีวิต และมีหน้าที่ ภารกิจแตกต่างกันออกไป ตามที่ผู้บังคับบัญชารับสั่ง  ซึ่งผมดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมที่  7  

  ขาสองข้างก้าวไปหยุดอยู่ตรงประตูไม้บานใหญ่ที่ไม่มีลวดลายใดใด พลางหันมองหน้าไอ้พุฒิเพียงชั่ววินาที ก่อนจะเอื้อมมือบิดลูกบิดประตูเพื่อเปิดเข้าไปด้านในห้อง ภายในพบโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เบื้องหลังโต๊ะตัวนั้นพบชายร่างสูง สวมสูทสีดำสนิทกำลังหันหลังกลับมาทางเราช้าๆ ชายวัยห้าสิบกลางๆ ผู้ที่เป็นทั้งครูฝึกสอนในอดีต และเป็นผู้บังคับบัญชาในปัจจุบัน มือหนาขยับแว่นสี่เหลี่ยมกรอบบาง ก่อนจะเอ่ยทักทายเช่นทุกครั้ง

   “ผมกำลังรอพวกคุณอยู่ ติณภพ พุฒิชัย”

   “ครับท่าน!”

 “ภารกิจนี้คุณทำได้ดีมาก ถึงเราจะไม่ได้ตัวหัวหน้าของมัน แต่เราก็ได้เบาะแสเพิ่มเติม เราน่าจะปิดคดีนี้ได้ในเร็วๆนี้  เชิญพวกคุณนั่งลง”ชายวัยห้าสิบนั่งลงบนเก้าอี้ผนักพิงตัวใหญ่ พลางผายมือไปยังเก้าอี้ผนังพิงสองตัวด้านหน้าโต๊ะทำงาน

    “ขอบคุณครับท่าน”

   “ใครจะไปคิดล่ะว่า กลุ่มโจเซฟ นอกจากจะค้าอาวุธเถื่อน มันยังค้ามนุษย์อีก เลวจริงๆ”ท่านกำหมัดแล้วทุบลงบนโต๊ะด้วยความฉุนเฉียว เพราะมนุษย์ดังกล่าวคือ เด็กๆ ที่จะโตไปเป็นอนาคตของชาติเรา

   “ยังไงซะ! ผมขอบคุณพวกคุณทุกคนที่ช่วยเหลือเยาวชนของชาติเราไว้ นอกจากนี้ยังได้รับคำขอบคุณจากท่านรัฐมนตรีที่ช่วยเหลือหลานชายของท่านไว้อีกด้วย  ขอบคุณทีมของพวกคุณมาก…”

     “ท่านรัฐมนตรี?”

   “ใช่!  เด็กคนที่พวกคุณช่วยเป็นคนสุดท้ายนั่นแหละ ยังไงซะ… ท่านรัฐมนตรีพิสุทธิ์ฝากขอบคุณที่ช่วยเหลือหลานชายของท่าน”ผมมองหน้าไอ้พุทธที่กำลังฉีกยิ้มมุมปากอยู่ด้านข้าง มันเหลือบมองผมก่อนจะยักคิ้วข้างเดียวให้อย่างกวนๆ ผมละสายตาออกด้วยความเอือมระอา พลางหันหน้าตรงไปยังผู้บังคับบัญชาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “มันเป็นหน้าที่ของผม และลูกทีมของผมอยู่แล้วครับท่าน”และจบท้ายด้วยรอยยิ้มบางๆของท่านผู้บังคับบัญชา

    “พวกคุณไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลยจริงๆติณภพ และคุณก็ด้วยพุฒิชัย”






    “เป็นไงบ้างครับลูกพี่”ฮัค หรือ ไอ้ต่อ ทีม 7 หนึ่งในลูกทีมผม ที่เสนอหน้าออกมาหน้าห้องทำงาน ภายในห้องทำงานของทีม 7  ถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนห้องทำงาน ที่ถูกแบ่งเป็นส่วนๆ มีโต๊ะทำงาน 10 ตัวที่ถูกจัดวางไว้คนละมุมอย่างเหมาะสม  โซนต่อมาเป็นโซนที่พวกเราใช้มันบ่อยที่สุดคือโซนห้องประชุม โต๊ะสี่เหลี่ยมพื้นผ้าขนาดใหญ่ ตามด้วยเก้าอี้พนักผิงตามจำนวนคน  ด้านหน้าเป็นจอผ้าสีขาว สำหรับฉายภาพจากมอนิเตอร์ ถัดมาด้านข้างจะเป็นทีวีแอลอีดีขนาด52นิ้ว  พวกเราใช้ที่นี้บ่อยที่สุด ทั้งประชุม ทำคดี  กินอาหาร จนถึงกระทั่งนอนที่นี้

   “นายปลื้มวะ เด็กผู้ชายที่ถูกมัดกับระเบิด คือหลานชายของรัฐมนตรี งานนี้เลยได้คำชมจนตัวลอย”พุฒิพูดพลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวประจำในห้องประชุมของทีม  เวลานี้สมาชิกของทีม 7 เต็มทุกที่นั่ง

    “ถึงว่า มันถึงมัดระเบิดไว้ที่เด็กคนเดียว”ผู้ชายตัวสูงผอมจนหน้าตอบอย่างเห็นได้ชัด เขาคือ ที หรือ ‘ไออ้อน’ หนึ่งในลูกทีมของเราเสนอความคิดเห็น

    “ผมได้ยินเขาลือว่าหน่วยเราได้งบสนับสนุนจากท่านรัฐมนตรีนะครับ”ผู้ชายหน้ากลม ตาเล็กจนดูเป็นเหมือนขีดเส้นเดียวเอ่ยขึ้น เขาคือ ที หรือ สไปเดอร์’  ผมประสานมือเข้าหากันตั้งศอกขึ้นบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด พลางมองลูกทีมที่กำลังตื่นเต้นดีใจในผลงาน ซึ่งผลเข้าใจในจุดนี้ ผมเองก็ดีใจไม่น้อยที่ภารกิจสำเร็จ ทว่าเราต้องหยุดความดีใจไว้แต่เพียงเท่านี้

  “อะไรก็ช่างเถอะ แต่คดีนี้มันยังไม่จบถ้าเรายังไม่เจอไอ้ตัวบงการ”เสียงหนักแน่นดับบรรยากาศที่ครืนเครงลงเพียงชั่ววินาที ก่อนที่ลูกทีมทุกคนจะหันมานั่งตัวตรงแล้วเอ่ยพร้อมกันอย่างหนักแน่นและพร้อมเพรียง

      “ครับผม!!”

      “ภารกิจจะจบลงก็ต่อเมื่อเราได้ตัวโจเซฟ และจับมันโยนมันเข้าคุกและรับโทษได้แล้วเท่านั้น ทุกคนทราบ!”

      “ทราบครับ!!”

     …แต่ยังมีอีกสิ่ง ที่คนอย่างผมควบคุมไม่ได้…

     “เออ เรื่องนั้นกูรู้ แต่ตอนนี้เอาไว้ก่อนครับไอ้ติณท์  ภารกิจสำเร็จแล้ว ทีมเราก็รอดปลอดภัยครบสามสิบสอง ไม่มีใครบาดเจ็บ ยังไงวันนี้ต้องฉลอง  เห็นด้วยไหมทุกคน”พุฒิเดินมาตบบ่าผม ปากบางฉีกยิ้มจนตาตี่ๆของมันเป็นเหมือนขีดเส้นเดียว

    “เห็นด้วยไหมครับไอ้คุณติณท์”ผมหันไปมองลูกทีมที่กำลังนั่งหน้ากรุ้มกริ่มมองหน้ากัน แววตาที่เป็นประกายส่อความต้องการบางอย่างได้ชัดเจน ทว่าไม่มีคำพูดใดใดหลุดออกมา  จนกระทั่งเสียงต่ำๆของผมเอ่ยออกไป

“เออ!”




EX  CLUB

        เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงขับกล่อมให้บรรยากาศดูโรแมนติก โซฟาสีแดงขนาดใหญ่เป็นรูปตัวยู และโต๊ะกลมเตี้ยๆสำหรับวางอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นโซนสำหรับลูกค้าประจำของที่นี้  มีเพียงไฟส้มสลัวส่องลงมาขับบรรยากาศให้น่าหลงใหล  ชายหนุ่มยกแก้วน้ำที่บรรจุเหล้าสีเหลืองอัมพรรณจรดปลายปาก รสชาติของมันช่างนุ่มลิ้น แต่ทว่าไม่มีรสใดที่ยั่วยวนใจชายหนุ่มวัยคึกคะนองได้เท่ารสของสตรี

          “ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา”สาวเจ้าที่เพิ่งเดินผ่านโต๊ะพวกเขาไปช้าๆ ผมของเธอยาวสลวย รูปร่างสูง ขาวที่กำลังสวมชุดเกาะอกสีดำสนิท กระโปรงตัวน้อยที่ปิดสะโพกกลมไว้อย่างกระเหม็ดกระแหม่ ขาเรียวยาวก้าวด้วยส้นสูงสลับไปมาด้วยความมั่นใจ ทำเอาชายหนุ่มสูดหายใจไม่เต็มปอด ดวงตาจดจ้องที่สะโพกกลม เลือดในกายพุ่งพล่านพร้อมใจที่เต้นระรัว ปากเรียวบางกลืนน้ำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เผลอพูดเบาๆอย่างไม่รู้ตัว  

          “มึงดูอะไรวะไอ้พุฒิ”

         “สะโพก  เอ้ย!  ดูอะไรเรื่อยเปื่อย”หนุ่มหน้าตี๋หลุดออกจากภวังค์ พยายามปกลบเกลื่อนหน้าให้กลับมาเป็นปกติ

           “เรื่อยจนตาเยิ้มเลยนะครับพี่พุฒิ”

         “โถ่ว ไอ้ทีมึงก็ตาเยิ้มไม่ต่างจากกูหรอก ใช่ไหมล่ะ! ไม่ต้องทำมาเป็นมาล้อกูหน่อยเลย”พุทธวางแก้วบนโต๊ะอย่างหมดอารมณ์ พลางหันมามองผมที่นั่งบนโซฟาแล้วจิบไวน์เงียบๆ

         “เด็กร้านนี้แม่งอย่างแจ่มเลยวะ ไอ้ติณท์  แต่แจ่มสู้หมอชมพูของกูไม่ได้หรอก”ผมหันไปมองไอ้เพื่อนซี้ที่วางแก้วเหล้า แล้วเปลี่ยนไปสนใจโทรศัพท์มือถือในมืออย่างใจจดใจจ่อ

            “หมอชมพูอะไรของมึงวะ”ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “หมอชมพู เน็ตไอดอลชื่อดังที่เป็นสัตวแพทย์ไง  มึงนี่วันๆทำแต่งานไม่ได้รู้อะไรบ้างเลย  นี่! กูจะเปิดให้ดู  นี่ไง… กินข้าวเช้าตอนสี่โมงเย็น สงสัยจะงานหนัก โถ่วๆ ไอ้พุฒิอยากเลี้ยงดูปูเสื่อเสียจริงๆ เอ้า มึงดู!”

            “…”พุฒิยื่นโทรศัพท์มันส่งมาให้ผม ปรากฏรูปผู้หญิงหน้าหวาน ใบหน้าสวยใสไร้เครื่องสำอาง ขนตายาวเสริมให้ตากลมโตดูมีเสน่ห์ จมูกโด่งเชิดรั้น กับปากเล็กๆดูจิ้มลิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ เธออยู่ในชุดเดรสชมพูตัดกับผิวขาวนวล ยิ่งทำให้ดูน่าทะนุถนอม ในรูปมีเพียงจานข้าวที่วางบนโต๊ะ

             “เป็นไงสวยไหม”

             “ก็ดี…”

            “มึงใช้คำว่าก็ดี  บ้านกูเรียกสวยมาก น่ารักโครต นี่มันแม่ของลูกกูชัดๆโว้ย”

          “มึงนี่ก็เว่อร์ เดี๋ยวมีผู้หญิงใหม่มึงก็ลืมล่ะ”ผมหรี่ตามองไอ้เพื่อนเกลออย่างไม่เชื่อใจ ก็แหมเพลย์บอยอย่างไอ้พุทธจะมาสิ้นลายให้ผู้หญิงจากโลกอินเตอร์เน็ต มันคงเป็นไปไม่ได้!

            “มึงก็รู้ว่า กูอ่ะรักเดียว…”ยังไม่ทันขาดคำ ตาของไอ้เสือวกตรงไปที่สาวสวยในชุดสายเดี่ยวรัดรูป ที่กำลังเดินตรงผ่านมาทางโต๊ะเรา เมื่อตาทั้งสองประสานกันเป็นหนึ่งเดียว เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างของหญิงสาวล้มลงบนตักของไอ้พุฒิพอดิบพอดี


                            ตุ้บ!


            “อุ๊ย! ขอโทษค่ะ พอดีส้นรองเท้าหัก”เธอกล่าวขอโทษอย่างเขินอาย ทว่าสายตาร้อนแรงของเสือสาวจ้องมองหนุ่มหน้าตี๋อย่างยั่วยวน

            “…แต่หลายใจ  ไม่เป็นไรครับคนสวย เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ ให้ผมช่วยดีกว่าครับ”แล้วมีหรือที่เสือหนุ่มอย่างไอ้พุฒิจะยอมติดกับดักแบบเชื่องๆ มือหนาโอบรอบเอวสาวเจ้าอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะจับมือบางราวกับให้ความช่วยเหลือ ไม่รอช้ามือหนาชักนำเธอให้เดินออกจากโต๊ะไปพร้อมกับเขา

            “ฮู้ยย  ลูกพี่พุฒินำไปก่อนแล้ว พวกผมรอไม่ได้แล้วครับ ไปๆ ลูกพี่ติณท์ไปด้วยกันไหมครับ”ลูกทีมผมต่างมองภาพดังกล่าวด้วยอาการตาค้างเมื่อไอ้พุทธใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็ได้สาวสวยไปครอบครอง ทำให้พวกมันทนไม่ได้ถ้าวันนี้ต้องกลับไปมือเปล่า

      “ไม่ล่ะ ฉันขี้เกียจยุ่งกับผู้หญิง รออยู่ตรงนี้ดีกว่า”ผมกลิ้งแก้วเบาๆน้ำสีม่วงเข้มจนเกือบดำวนไปตามแรงเหวี่ยง ก่อนจะจรดมันที่ปลายปาก

         “อย่ามาเสียดายทีหลังนะพี่”

       “เออ จะไปไหนก็ไป ไป!”ผมเอ่ยปากไล่ ลูกทีมที่เหลือที่รีบไปหาสาวในค่ำคืนนี้  ลูกทีมผมเดินออกไปคนละทิศละทาง  เหลือเพียงผมที่นั่งจิบไวน์เบาๆบนโซฟาสีแดงขนาดใหญ่เพียงลำพัง

         “ขอนั่งด้วยคนได้ไหมค่ะ”เสียงหวานเอ่ยขึ้น สายตาของผมมองไปที่หญิงสาวร่างบาง เธอสวมชุดเดรสแขนกุดสีน้ำเงินขับผิวขาวสว่าง ขาเรียวสองข้างเดินเซเล็กน้อย ดวงตาหวานเยิ้มราวกับเคลิ้มฝันกำลังจ้องมองผม แก้มแดงสุกอาจเกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ภายในกาย มือเล็กเกาะขอบโซฟาสีแดงเพื่อช่วยพยุงร่างกาย

        “ครับ”หญิงสาวนั่งลงบนโซฟาเดียวกับผม ปากเรียวบางเคลือบลิปสติกสีชมพูบานเย็นถูกเปิดออกช้าๆอย่างนิ่มนวล

         “มาคนเดียวเหรอค่ะ”

       “มากับเพื่อนครับ แต่ตอนนี้พวกมันไปทำธุระกันอยู่”จมูกผมรับกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ออกมาจากตัวหญิงสาวกลบกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆของเธอจนหมด 

         “เมย์ค่ะ คุณ..ชื่ออะไรหรือคะ”

         “ติณท์ครับ”

         “แล้วคุณติณท์…”

         “เรียกผมติณท์เฉยๆก็ได้ครับ”

        “ก็ดีค่ะ จะได้สนิทกันมากขึ้น  ว่าแต่ติณท์… นั่งดื่มคนเดียวแบบนี้ไม่เหงาแย่เหรอคะ”หญิงสาวกระเทิบตัวเข้ามานั่งใกล้ผม ก่อนจะใช้ใบหน้าขาวใสนั่นถูแขนผม  เธอเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยใบหน้าเบลอๆ พลางก้มหน้าลงไปซบอกผมสลับกันไปมา

          “คุณกำลังจะบอกว่าคุณจะนั่งเป็นเพื่อนผมอย่างนั้นใช่ไหมครับ”

       “แหม ติณท์นี่รู้ใจเมย์จังเลยนะคะ แต่เมย์ไม่ได้แค่อยากนั่งเป็นเพื่อนหรอกค่ะ เมย์ต้องการมากกว่านั้น”ไม่เพียงเท่านั้น มือบางของสาวเจ้าก็เริ่มไล้วนจากหลังคอของผม เลื้อยผ่านแผงอก และหยุดลงบริเวณหน้าท้อง เล่นเอาผมหายใจไม่ทั่วท้อง ถึงแม้ผมจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิง แต่ตัวผม ร่างกายผมทุกอย่างมีความเป็นชายเต็มร้อย มันก็คงไม่แปลกที่เลือดในกายผมจะพุ่งพล่าน เมื่อมีหญิงสาวร่างบางซึ่งกำลังยั่วยวนอยู่ตรงหน้า

            “…”

         “เมย์หมายถึงเมย์อยากให้เรารู้จักกันมากขึ้นเท่านั้นเอง”เธอประคองมือผมแนบกับใบหน้าแดงระเรื่อ และอุ่นร้อนของเธอ

            “มากแค่ไหนหรือครับ”

            “ก็ตามใจติณท์สิคะ”ก่อนที่มือเล็กจะชักนำมือหนาทาบทับลงที่สะโพกกลมอย่างเอาใจ

            …ไม่ไหวแล้วโว้ย…

            “ถ้าตามใจผม..เราไปต่อกันที่อื่นดีไหมครับ”

            “ดีค่ะ”สาวเจ้ายิ้มตอบอย่างถูกใจในคำตอบของผม  ผมโอบแขนไปที่ไหล่เพื่อประคองร่างบางที่ยังคงเดินเซไปมาให้เดินตามผมออกไปจากคลับ เราใช้เวลาไม่นานก่อนจะออกมายืนหน้าประตูคลับที่มีการ์ดเฝ้าไว้ ผมโบกมือเรียกแท็กซี่ให้หยุดจอด ก่อนจะมองหญิงสาวที่ทำหน้าไม่พอใจ

            “คุณไม่มีรถหรือค่ะ”

            “มีครับ”

            “แล้วคุณเรียกแท็กซี่ทำไม”เธอพูดพลางมองแท๊กซี่ที่จอดรออยู่หน้าคลับอย่างมึนงง

            “ผมเรียกแท็กซี่ให้คุณ”

            “ทะ..ทำไมล่ะ”

            “ถ้าตามใจผม… ผมว่าเราควรหยุดไว้แต่เพียงเท่านี้จะดีกว่า”

             “…”

            “ผมไม่ได้สนใจคุณ และไม่อยากข้องเกี่ยวกับผู้หญิงที่เมา จนครองสติตัวเองไม่อยู่”ผมเปิดประตูรถ ก่อนจะดันร่างโซซัดโซเซของเธอเข้าไปในรถแท็กซี่ ขณะที่หญิงสาวจะรั้งแขนผมไว้ไม่ยอมปล่อย

            “ติณท์ อย่าเพิ่งไป”

          “คุณโชคดีแค่ไหนที่เจอผม ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเขาคงลากคุณไปตั้งแต่คุณมาขอนั่งเก้าอี้กับเขาแล้วล่ะ กลับบ้านไปซะ!  หวังว่าคุณจะจำบ้านตัวเองได้ โชคดี! ฝากด้วยนะครับพี่”ผมค่อยๆแกะมือบางออกทีละนิ้วช้าๆ ก่อนที่จะดันตัวเธอขึ้นรถแท็กซี่ และปิดประตูรถสำเร็จ  เล่นเอาผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            “อยู่กับผู้หญิงทีไร เหนื่อยทุกที เฮ้อ..”ผมใช้แขนปาดเหงื่อที่ไหลรินตรงหน้าผาก 

            ครืด.. ครืด..

            ผมล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ พลางมองชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอ ตาเปิดกว่าเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกรอบ

            …บอส…

            “เหนื่อยกว่าเดิมอีกกู”




            “พวกมึงหยุด!”

          ผมเดินกลับไปที่คลับอีกรอบ พลางหาลูกทีมของผมที่เดินกันไปคนละทิศละทางในไฟมืดสลัว ก่อนที่จะไปหยุดอยู่ที่โซฟาสีแดงขนาดใหญ่อยู่สุดทางของประตูทางออกทางด้านหลัง พบลูกทีมของผมทั้งหมด ซึ่งแต่ละคนมีสาวสวยนั่งอยู่บนตัก รวมทั้งไอ้พุทธที่กำลังถอนริมฝีปากออกจากหญิงสาวอย่างเสียอารมณ์

        “อะไรวะไอ้ติณท์ มึงขัดอารมณ์กูจริง”

         “บอสเรียกรวม”ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดเสียงดังหนักแน่น

            “อะไรของมึงวะ”

         “บอสเรียกรวมเดี๋ยวนี้  นาว!”ทันทีที่ผมพูดจบ ชายหนุ่มทั้ง 9 รีบผลักหญิงสาวที่อยู่บนตัก บ้างอยู่ในอ้อมกอด ออกจากตัว พลางจัดเครื่องแต่งกายที่หลุดลุ่ยจากการถูกปลดออกให้เรียบร้อย แล้วรีบลุกขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

          “บอสคือใครค่ะพุฒิ  สำคัญขนาดทิ้งแอนนี่ได้เลยเหรอ”สาวเจ้าที่แลกริมฝีปากกับพุทธเมื่อครู่รั้งแขนมันไว้อย่างวิงวอน ไอ้พุฒิแกะมือบางออกอย่างแสนเสียดาย พลางขยิบตาข้างเดียว เล่นทำเอาสาวเจ้าหลงเสน่ห์ของมันเข้าเต็มเปา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเป็นการบอกลาที่แสนหอมหวาน

“ลาก่อนนะจ๊ะแอนนี่ ไว้เดี๋ยวพี่ติดต่อไปนะครับ”


“เราได้รับติดต่อจากสายในว่าโจเซฟจะขนส่งอาวุธให้เราคืนนี้และมันยืนยันว่าจะมาส่งอาวุธด้วยตัวเอง”ภายในห้องประชุมทีม 7 โต๊ะสีเหลี่ยมพื้นผ้าขนาดใหญ่ ถูกวางด้วยแฟ้มหนาจำนวน10แฟ้ม ซึ่งตอนนี้อยู่ในมือของลูกทีมทุกคนที่กำลังเปิดแฟ้มออกเพื่อดูข้อมูลคร่าวๆ บรรยากาศในห้องดูนิ่งสงบ มีเพียงเสียงชายวัยกลางคนที่กำลังกดคอมพิวเตอร์เพื่อเปลี่ยนภาพสไลด์ที่กำลังถูกฉายในจอมอนิเตอร์ด้านหน้า  สายตาสิบคู่จอมองจอภาพดังกล่าวเป็นตาเดียว 

      “ที่ไหนครับ”สีหน้าของพุทธดูเคร่งเครียดแปรเปลี่ยนจากช่วงเวลาเมื่อสักครู่โดยสิ้นเชิง

            “ใจกลางเมือง”

           “พวกมันบ้าหรือเปล่า ส่งอาวุธกันกลางเมือง”ทีเอ่ยถามอย่างสงสัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่มองหน้ากันด้วยใบหน้าที่ตั้งคำถามเดียวกัน ทว่าไม่มีใครเอ่ยวาจาใดใด

            “นั่นนะสิ ที่ผมสงสัยว่าทำไมมันถึงรอดสายตาเราไปได้ทุกครั้ง”ผู้บังคับบัญชาตั้งศอกลงบนโต๊ะพลางเอามือประสานกันอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “ภารกิจของพวกคุณคือ จับเป็นโจเซฟ และลูกน้องของมันทุกคน รวบรวมหลักฐานและของกลางให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”แฟ้มสีดำบางอีกเล่มถูกส่งมาให้ผม  ผมเปิดมันดูชั่วครู่ ก่อนจะพบว่าเป็นใบหน้าของผมที่มีหนวดเคราทั่วใบหน้าราวกับโจร และประวัติที่ถูกปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

            “ผมให้ทีมปลอมประวัติคุณเป็นมือปืนรับจ้าง ค่าหัวห้าสิบล้าน  เข้าไปซื้อขายอาวุธ  เอาล่ะ..ผมจะเล่าแผนการทั้งหมดให้พวกคุณฟังคร่าวๆ พวกคุณจะต้อง…”สายตาทุกคู่จดจ้องไปที่ผู้บังคับบัญชาการ ที่กำลังสรุปแผนคร่าวๆ การประชุมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาร่วมชั่วโมงในการปรับเปลี่ยนแผนการดังกล่าวบางส่วน รวมทั้งเพิ่มแผนสำรองในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย 

            “ปิดประชุม ขออภัยที่เรียกพวกคุณมากะทันหัน หวังว่าพวกคุณเข้าใจ”

            “ยินดีครับ”ชายสิบนายลุกขึ้นโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียง เมื่อผู้บังคับบัญชาการยืนขึ้น ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากห้อง ทว่าท่านก็หยุดชะงักแล้วหันมาทางพวกเราอีกครั้ง

            “พวกคุณทุกคนก่อนปฏิบัติหน้าที่ ไปลบรอยลิปสติกออกจากหน้าก่อนนะ”

            “ครับท่าน”เสียงหนักแน่นที่ตอบออกมาอย่างกล้าหาญ ทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความละอายใจ

            “แล้วก็คุณติณภพ”

            “ครับท่าน!”ผมตอบรับคำสั่งอย่างฉับไว

            “ผมเข้าใจว่าคุณหน้าตาดี แต่งานนี้ไม่ใช่หน้าตา  ติดหนวดเสียหน่อยให้เหมือนโจร.. เข้าใจนะ”

            “ครับท่าน!”


****************************

​ขออภัยพยายามจัดหน้าแล้ว แต่มันได้เท่านี้จริงๆ  อาจจะอ่านยากนิดนึงนะ

ยังไงฝากกดโหวต + คอมเม้นเป็นกำลังใจ  ติมชม วิจารณ์ให้ด้วยนะคะ

ส่วนแฟนเพจพยายามจะลงหน้าวอลเรื่องนี้อยู่แต่มันไม่ขึ้นT^Tเศร้าแปป 

ใครมีวิธีช่วยบอกหน่อยน๊า ยังไงฝากกดเพจจะมีแปะเพจไว้อยู่หน้าวอลเก่าๆ ฝากกดไลค์ด้วยน๊าา

รักคนอ่าน จุ๊บๆ

ชื่อ
ความคิดเห็น