jackxy wu

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 For you it’s all just a game, right?

ชื่อตอน : บทที่ 4 For you it’s all just a game, right?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2560 00:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 For you it’s all just a game, right?
แบบอักษร

บทที่ 4

For you it’s all just a game, right?

 

[Hactor’s Part]

Hey!, Let’s play the game J

ธชายกยิ้มกวนตีนแล้วกระชากเสื้อผมขาดดังแควก ผมอึ้งค้างไปเกือบห้าวินาที ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะเล่นแบบนี้ ก่อนสะดุ้งเฮือกเมื่ออีกฝ่ายกระทุ้งเข่าเบาๆ ใกล้น้องชายผม ผมคำรามในลำคอ ในเมื่อธชาเล่นแบบนี้ก็อย่าหาว่าผมป่าเถื่อนแล้วกัน ผมยื่นมือคว้าคอเสื้อเขาบ้างแล้วกระชากอย่างแรงจนได้ยินเสียงเนื้อผ้าฉีกขาด หวังจะได้เห็นสีหน้าตกใจของธชา แต่เหมือนอีกฝ่ายจะดูสนุกที่ผมของขึ้น

Love is not a game” ผมกระซิบรอดไรฟัน ดวงตาจ้องหน้าธชานิ่ง “And my heart is not a playground!

“ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นความรักสักหน่อย” คำตอบจากธชายิ่งทำให้ผมหงุดหงิด ดวงตาเรียวรีสีดำสนิทสบตาผมนิ่ง ธชายกยิ้มมุมปาก เขาวางมือบนไหล่ผมแล้วยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหู “แต่ถ้านายคิดว่ามันคือรักล่ะก็ นายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ออกตัวแล้วล่ะแฮกเตอร์”

ให้ตายสิ! ผมเกลียดคำพูดเขาชะมัดเลยว่ะ!

“โป๊ก!

“โอ๊ย!

ผมแสยะยิ้ม รู้สึกสะใจนิดหน่อยที่เห็นธชาหน้าเบ้ด้วยความเจ็บ ส่วนหน้าผากผมที่ใช้โขกหน้าผากเขาไปเมื่อกี้ตอนนี้ก็เจ็บพอกัน แต่ความสะใจมีมากกว่า ไม่รอให้ธชาตั้งตัว ผมกระทุ้งเข่าใส่หน้าท้องเขาแล้วพยายามพลิกตัวอีกฝ่ายให้ลงไปนอนคว่ำกับเตียง แต่เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้นในเมื่อธชาไม่ใช่หนุ่มเจ้าสำอางตัวบอบบางแต่ตัวใหญ่สูสีกับผม เขาขืนตัวไว้ไม่ยอมให้ผมเหนือกว่า ผมพยายามจะอัดเขาแต่ธชากลับยกเท้าถีบเข้ากลางอกผมอย่างจัง

ตุบ!

“อึก ไอ้เวรนี่!” ผมสบถหลังโดนถีบจนกลิ้งตกเตียงดังตุบ ยังไม่ทันได้พลิกตัวไปชำระแค้น ธชาก็พุ่งลงมาคร่อมผมต่อ เขาใช้เข่ากดหน้าขาผมไว้ สองมือจับข้อมือผมตรึงกับพื้น ผมสะบัดตัวจนขาข้างหนึ่งหลุดจากการทาบทับ พยายามจะแทงเข่าใส่สีข้างธชาแต่องศากลับไม่ให้ ผมกัดฟันกรอด สบถด้วยความหงุดหงิด “ธชา!

“เรียกอยู่ได้ กลัวลืมชื่อเหรอ”

เขาหัวเราะร่า ท่าทางมีความสุข ผมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันถลึงตามองเขา ธชาอยู่ในสภาพหลุดลุ่ยเหมือนไปฟัดกับหมา...อันที่จริง ผมนี่แหละหมาตัวนั้น ผมสีดำสนิทของเขายุ่งเหยิง หน้าผากมีรอยแดงจากการกระแทก เสื้อขาดวิ่นเผยให้เห็นแผงอกล่ำขาวกระแทกหน้า ธชายิ้ม แต่ดวงตากลับวาววับ คล้ายเขากำลังคิดอยู่ว่าจะเอาคืนผมยังไงดี

“ฉันไม่น่าคิดว่านายเป็นคนดีเลย!” ผมว่าเสียงดังด้วยความโมโห  ความซาบซึ้งก่อนหน้านี้หายวับ สุดท้ายแล้วเจตนาเขาก็แค่อยากเล่นสนุกกับผมเท่านั้น

“นายยอมฉันแต่แรกก็ไม่ต้องเจ็บตัวแล้ว”

“ยอมให้นายกดเนี่ยนะ” ผมแค่นหัวเราะในลำคอแล้วหรี่ตามองเขา “ฮัลโหล ดูเหมือนว่าใครบางคนยังไม่ตื่นจากฝันนะ”

“ฮัลโหล ดูเหมือนว่าใครบางคนยังไม่ยอมรับความจริงนะว่าโดนฉันคร่อมอยู่”

ธชาลอกคำพูดผม เขาออกแรงยึดข้อมือผมแน่นขึ้นเมื่อผมออกแรงต้านเขา นี่ถ้าพวกเราปล่อยพลังใส่กันได้ป่านนี้ห้องคงโดนแรงอัดจนพังยับไปทั้งแทบแล้วแน่ๆ

“ปล่อยได้แล้วธชา” ผมกดเสียงต่ำ พยายามใจเย็นแบบโคตรๆ คนอย่างธชายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งร้อนใส่เขายิ่งสนุก แต่ทั้งที่รู้ผมกลับเผลอเล่นไปตามเกมเขาอยู่เรื่อย ธชาเลิกคิ้ว เขามองผมคล้ายสงสัยว่าทำไมจู่ๆ ถึงได้เย็นลง แต่เชื่อเถอะ ถ้าหลุดไปได้จะต่อยให้หน้าแหกเลย

“อะไรกัน ไม่ต่อต้านแล้วงั้นเหรอ” ดวงตาเรียวรีสีดำสนิทหรี่ลง ประกายบางอย่างวาบผ่าน เขาถอนหายใจ “ไม่สนุกเลย L

“ธชา...” ผมกดเสียงเข้ม พยายามทำหน้าจริงจังสุดๆ ให้เขารู้ว่าคราวนี้ผมเอาจริง อีกฝ่ายมองหน้าผมแล้วจิ๊ปากเบาๆ เขาทำท่าจะผละออก ผมเกือบโล่งใจถ้าไม่ใช่ว่าจู่ๆ ธชาก็โน้มหน้าลงมาใกล้ ผมย่นคอหนี รู้สึกระแวงขึ้นมาทันที “จะเล่นอะไรของนายอีกฮะ”

ธชาไม่ตอบ เขามองหน้าผมยิ้มๆ แล้วเอียงหน้าส่งเสียงเบาๆ ชิดใบหูผม

“ชู่...”

จากนั้นริมฝีปากร้อนผ่าวก็แนบลงบนอกซ้ายผม ตำแหน่งเดียวกับหัวใจ ผมเบิกตากว้าง ตัวแข็งค้างกับการกระทำอุกอาจของธชา ในหัวขาวโพลนไปหมด รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เขาเม้มปากแรงจนผมรู้สึกเจ็บจี๊ด

อะ ไอ้นี่มันทำคิสมาร์ก?!

“ทำบ้าอะไรของนายธชา!

ผมดิ้นสุดแรงเกิด เค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีออกมาใช้จนสามารถพลิกดันธชาหลุดออกจากตัวได้ เสียงกระแทกพื้นดังโครมใหญ่ ผมรีบพุ่งเข้าไปทับเขาเอาไว้ ธชาอยู่ในท่านอนคว่ำ ผมจับแขนเขาไผล่หลังแล้วล็อกเอาไว้แน่น อีกฝ่ายส่งเสียงครางด้วยความเจ็บก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะ ผมถลึงตาใส่เขา แม้ว่าเขาจะไม่เห็นก็ตาม

“เฮ้...เบาหน่อย เจ็บไหล่ชะมัด” ธชาประท้วง แต่สิ่งที่ผมทำคือยิ่งออกแรงดัดแขนเขาหนักขึ้น

“ชอบไม่ใช่เหรอแบบนี้น่ะ” ผมว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด ยิ่งก้มมองรอยแดงบนอกตัวเองก็ยิ่งหงุดหงิด รอยคิสมาร์กที่ธชาทิ้งไว้บนอกไม่ต่างอะไรกับสัญลักษณ์ประกาศว่าผมเป็นของเขา!

“ก็ใช่...แต่ฉันชอบเป็นฝ่ายทำมากกว่าโดนทำ”

“ดี งั้นนายก็ลิ้มรสตอนเป็นผู้ถูกกระทำบ้างแล้วกัน!

ผมก้มหน้าลงไป ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้วอ้าปากกัดเข้าที่หัวไหล่ธชาเต็มแรง อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก เสียงร้องด้วยความเจ็บหลุดออกจากปากเขาแต่บอกแล้วไงว่าผมไม่สน ซ้ำยังออกแรงกัดจนรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดปะแล่มๆ ในปาก ธชาดิ้น เขาส่งเสียงคำรามในลำคอ พยายามสลัดผมให้หลุดจากตัว แต่ในเมื่อเขาจับผมใส่ปลอกคอ ผมก็ขอทำหน้าที่ หมาบ้าให้ดีที่สุดแล้วกัน หึ!

“แฮกเตอร์ พอได้แล้วน่า!

“ฮึ่ม!” ผมคำราม ยังไม่ยอมถอนเขี้ยวออกจากไหล่เขา ธชาสบถส่วนผมหัวเราะหึหึ

ในเมื่อเขากล้าทิ้งคิสมาร์กประกาศว่าผมเป็นของเขา ผมก็จะทิ้งรอยกัดไว้เพื่อประกาศว่าเขาเองก็เป็นของผมเหมือนกัน!

“ปังๆๆๆ” เสียงเคาะประตูห้องดังลั่นทำให้ผมชะงักการกระทำ “แฮกเตอร์!!!

“อะไรวะ?”

ผมละปากออกจาไหล่ธชาแล้วพึมพำด้วยความสงสัย ไม่ทันไรประตูห้องก็เปิดผลัวะ ชายร่างใหญ่ผมทองตาฟ้าพุ่งเข้ามาในห้อง เขาอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรสักอย่างแต่ชะงักไปเมื่อเห็นหน้าผม ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง ส่วนปากก็อ้าจนแมลงบินเข้าเกือบโหลได้ ท่าทางของเขาทำให้ผมตระหนักอะไรได้บางอย่าง

“เฮ้...ดูเหมือนเขาจะช็อกนะ” ธชาพูดกับผมด้วยเสียงไม่ยินดียินร้ายอะไร เจ้าตัวเอียงหน้ามองผู้บุกรุกแล้วส่งยิ้มให้ “ไฮ เพื่อนแฮกเตอร์เหรอ?”

“เอ่อ...”

“เจฟ...” ผมมองหน้าเขานิ่ง “เข้ามาในห้องฉันได้ยังไงไม่ทราบ”

“ขอโทษนะ พอดี...” เจฟเงียบไป เขามองผมสลับกับธชาแล้วทำหน้าแปลกๆ “...ดูเหมือนฉันมาขัดจังหวะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวไปรอข้างล่างนะ ไว้จัดการอะไรๆ เสร็จแล้วแกค่อยตามไป ฉันไม่รบกวนแล้ว เชิญตามสบายเลยพรรคพวก”

“มันไม่ใช่อย่างที่แก...”

ปัง!

เจฟปิดประตูใส่หน้าก่อนผมอธิบายจบ ผมมองประตูห้องตัวเองนิ่ง ยังไม่ทันทำอะไรมันก็เปิดเข้ามาอีกครั้ง เจฟชะโงกหน้ามองผมแล้วเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ฉันว่าแกควรล็อกประตูเวลามีกิจกรรมนะแฮกเตอร์”

“ฉัน...”

“เอาเป็นว่ารอบนี้ฉันจะล็อกให้” เขาว่าพลางกดล็อกประตูดังกริ๊ก “ยังไงก็เร็วๆ หน่อยล่ะ”

ปัง!

หลังเสียงปิดประตู ทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ผมเม้มปากแน่นรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ผุดลุกจากตัวธชาแล้วก้มหน้าพิจารณาสภาพตัวเองสลับกับเขา กางเกงผมยังอยู่ดีแต่เข็มขัดหลุดลุ่ยนิดหน่อย ขอบคุณพระเจ้าที่ธชาไม่กระชากมันออกไป เสื้อยืดผมขาดเป็นทางยาว บนอกซ้ายมีรอยคิสมาร์กแดงเถือกกระแทกตา และถ้าให้เดาหัวผมคงยุ่งเหยิงจากการฟัดนัวเนียกับธชาเมื่อครู่แน่ๆ

ส่วนไอ้ตัวปัญหาก็สภาพไม่ได้แย่ไปกว่าผมเท่าไหร่ เสื้อเขาขาดเป็นทางยาวเหมือนผม แถมยังดูขาดเยอะกว่าด้วยซ้ำ แหงล่ะ ผมกระชากเต็มแรงนี่ เส้นผมสีดำยุ่งเหยิง ไหล่ข้างหนึ่งมีรอยฟันประทับเอาไว้ มันแดงช้ำน่ากลัวแถมยังเลือดซิบๆ อีกต่างหาก ข้อมือเขาแดงเถือก ตามแขนมีรอยเล็บข่วนลายพร้อย ผมก้มมองแขนตัวเอง ถอนหายใจเมื่อมันมีสภาพไม่ต่างกับธชาเท่าไหร่

สภาพส่อขนาดนี้ ไอ้เจฟจะคิดไปไกลก็ไม่แปลกล่ะวะ!

ผมสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองไม่ให้อาละวาดจนห้องพังแล้วเดินไปทางตู้เสื้อผ้า ผมกระชากเสื้อขาดๆ ตัวเองทิ้งแล้วคุ้ยหาตัวใหม่มาใส่ จากนั้นก็หยิบเสื้ออีกตัวออกมาปาใส่หน้าธชาที่ยังนั่งเท้าแขนอยู่บนพื้นห้องอย่างสบายอารมณ์

“เปลี่ยนซะ นายตัวพอๆ กับฉัน น่าจะใส่ด้วยกันได้”

“คุ้มชะมัดได้ใส่เสื้อนายด้วย” เขาขยิบตาใส่ผมแล้วเอ่ยยียวน “กลิ่นตัวนายหอมเป็นบ้า”

“ขอร้อง” ผมว่าด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อ “เลิกทำตัวโรคจิตซาดิสม์สักห้านาทีเถอะ”

“งั้นหลังจากห้านาทีก็ทำได้เหรอ J

“ธชา!

“โอเคๆ ไม่กวนแล้ว ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะ ท่าทางจะชอบเวลาโดนผมตวาดใส่ “ขอบใจสำหรับเสื้อ”

“เออ”

ผมตอบสั้นๆ คว้ากุญแจห้องได้ก็เดินออกจากห้องโดยไม่รอว่าธชาจะตามมาทันไหม ตอนนี้สิ่งที่ผมควรกังวลคือจะอธิบายกับเจฟยังไงเรื่องที่ตัวเองหายหัวไปเกือบเดือน...

...แล้วก็เรื่องกิจกรรมบ้าบอที่เพื่อนผมเข้าใจผิดด้วย!

 

“สรุปไม่ได้มีอะไรกัน?”

“เออ!

“ฉันแค่เข้าใจผิด?”

“ถูกต้องเลยเพื่อน”

“อ้อ...” เจฟรับคำเสียงเนิบ เขามองหน้าผม ดวงตาหรี่ลงคล้ายจะจับผิด “...เข้าใจแล้ว”

เอาจริงๆ นะ ถึงเจฟจะบอกว่าเข้าใจ แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้เข้าใจหรอก ผมกลอกตา ไม่พูดอะไรต่อเพราะขี้เกียจอธิบาย หลังจัดการสภาพตัวเองเรียบร้อยผมกับธชาก็ลงมาหาเจฟด้านล่าง เจฟบอกมีเรื่องจะคุยกับผม แต่ธชาไม่ยอมปล่อยให้ผมไปกับมัน สุดท้ายแล้วก็จำต้องพาธชามาด้วยจนได้ ตอนนี้พวกเราอยู่ในร้านฟาสฟู้ดส์แห่งหนึ่ง และผมคิดว่าตัวเองควรเข้าเรื่องสักทีหลังเสียเวลาอธิบายสถานะระหว่างผมกับธชาให้มันเข้าใจ

“ว่าแต่แกเถอะ มีอะไรจะคุยกับฉัน?”

“ยังจะมาถาม” เจฟถลึงตาใส่ผม “แกน่ะหายหัวไปไหนมาเกือบเดือน ห้องก็ไม่อยู่ ที่ทำงานก็ไม่ลา ถามใครก็ไม่มีใครรู้ หัวหน้าซักฉันทุกวันว่าเจอแกหรือยัง นี่ถึงขั้นแจ้งคนหายแล้วนะเว้ย!

“มัน...อธิบายยากน่ะ” ผมย่นหัวคิ้ว จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรดี เลยได้แต่บอกไปตามตรง

“ที่จริงโดนพ่อที่เพิ่งรู้ว่ามีลักพาตัวไปว่ะ”

แน่นอนว่าบอกไม่หมด ผมยังไม่อยากเห็นเพื่อนช็อกน้ำลายฟูมปากตอนนี้

“พ่อแกเป็นมาเฟียหรือไงวะ”

“ก็มีอิทธิพลพอตัว” ผมยักไหล่ แอบเหล่มองธชาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเขาหัวเราะเบาๆ ที่ผมตอบเจฟไปแบบนั้น

“เออ เอาเป็นว่าช่างหัวครอบครัวแกก่อน” เจฟโบกมือไปมา เขาจ้องหน้าผม “แล้วจะเอายังไงต่อ จะกลับมาทำงานเหมือนเดิมไหม หัวหน้ายังไม่ได้ไล่แกออกนะ”

“ว่าจะลาออก” ผมตอบไปตรงๆ ในสถานการณ์แบบนี้ผมคงทำงานต่อไปไม่ได้แล้ว ลาออกซะให้สิ้นเรื่องไป ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ยังไม่ทันที่เจฟจะตอบอะไรผม ธชาก็เอ่ยแทรกขึ้นมา เขาไม่ได้พูดกับผม แต่หันไปทางเจฟ

“แล้วคุณล่ะ?”

“หือ” เจฟย่นหัวคิ้ว มองหน้าธชางงๆ “อะไรของคุณ?”

“ผมแค่จะถามว่า...” ธชาลากเสียง เขาหลุบมองหลังมือเจฟแล้วสบตาอีกฝ่ายพลางคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “...เมื่อไหร่คุณจะบอกแฮกเตอร์ ว่าคุณเป็นผู้พิทักษ์”

“ผู้พิทักษ์?” ผมทวนคำ รู้สึกคุ้นๆ ว่าธชาเคยพูดคำนี้อยู่ “นายหมายความว่าไงธชา?”

“ถามเพื่อนนายดู”

ธชาไม่ตอบแต่โบ้ยให้ผมถามเจฟเอง ผมมองหน้ามัน เจฟดูตกใจแถมยังอึกอักคล้ายไม่อยากพูดเท่าไหร่ จนผมถลึงตาใส่แล้วหักนิ้วมือดังกร๊อบๆ มันถึงยกมือขึ้นยอมแพ้แล้วรีบละล่ำละลักตอบ

“อย่างที่เขาบอก...” เจฟเกาต้นคอตัวเอง มันหัวเราะแหะๆ ใส่หน้าผม “ฉันเป็นผู้พิทักษ์ แกรู้ไหมว่าคืออะไร”

“มนุษย์ที่พิเศษกว่ามนุษย์ธรรมดา” ธชาพูดแทรก เขามองหน้าผมในขณะอธิบาย “ขอบเขตการทำงานอยู่ที่โลกด้านบน ส่วนหน้าที่ก็ตามชื่อ พิทักษ์มนุษย์จากสิ่งชั่วร้าย”

“สิ่งชั่วร้าย?”

“วิญญาณอาฆาต พลังงานด้านลบ รวมไปถึงปีศาจที่หลบหนีจากนรกขึ้นมาปะปนกับมนุษย์ อย่างหลังนี่รับมือด้วยยากหน่อย ถือเป็นปัญหาระดับต้นๆ สำหรับจ้าวนรกทุกแห่ง...” ธชาเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายรอให้ผมซึมซับข้อมูลได้เต็มที่ถึงว่าต่อ “พวกมันกลืนกินพลังงานด้านลบจากมนุษย์ ชักจูงล่อลวงมนุษย์ที่ดวงจิตอ่อนแอให้หลงสู่ด้านมืดแลกกับความปรารถนาของพวกเขา ยิ่งมีมนุษย์ติดกับมันเท่าไหร่ มันก็ยิ่งแข็งแกร่งกำจัดยากมากขึ้นเท่านั้น”

“อย่างที่แฟน...ฉันหมายถึงเพื่อนแกว่า” เจฟกระแอมหลังโดนผมถลึงตาใส่ตอนมันหลุดปากว่าธชาเป็นแฟนผม “นั่นคือหน้าที่ฉัน อันที่จริง...ฉันเองก็พอสัมผัสพลังงานจากตัวแกได้ รู้ว่าแกไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่ดูเหมือนแกก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย ไม่งั้นคงรู้ว่าฉันเป็นใครตั้งแต่เห็นรอยสักบนหลังมือฉันแล้ว ฉันเลยไม่ได้บอกเรื่องพวกนี้กับแกว่ะ โทษทีนะแฮกเตอร์”  

“ช่างเถอะ” ผมโบกมือ “ถึงตอนนั้นแกบอกฉัน ฉันคงมองแกเป็นไอ้บ้า”

“เหอๆๆ ก็ประมาณนั้นแหละ” เจฟกลอกตาก่อนมองหน้าผม “จะว่าไป...ถึงฉันจะรู้ว่าแกไม่ใช่มนุษย์ปกติแต่ก็ไม่ได้หยั่งรู้ถึงขนาดรู้ว่าแกเป็นลูกครึ่งอะไรหรอกนะ พ่อแกเป็นสายพันธุ์ไหนล่ะ การ์กอยหรือพวกฮาร์ฟบีส พวกใจร้อนบ้าพลังอย่างแกคงไม่พ้นสองอย่างนี้”

“ฮ่าๆๆ อุ๊บ...” ธชาเม้มปากแน่นหลังหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง เขายกมือปิดปาก หันไปหาเจฟแล้วก้มหัวน้อยๆ “โทษที ผมเผลอไปนิดน่ะ”

“เอ่อ...สรุปพ่อนายเป็นตัวอะไร?” เจฟเหลือบมองธชาแล้วหันมาไล่บี้ผมต่อ ผมมองหน้ามัน ถอนหายใจเบาๆ รู้สึกประหลาดนิดหน่อยกับคำพูดของตัวเองต่อไปนี้

“เฮดีส...”

“ฮะ?”

“เฮดีส...” ผมพูดซ้ำ ตามองสีหน้าของเจฟที่เริ่มแปลกประหลาดขึ้นทุกที มันเบิกตามองผม แถมยังอ้าปากกว้างโคตรน่าเกลียด ผมยื่นมือข้ามโต๊ะตบไหล่มันเบาๆ แล้วขยายความเผื่อมันงง “แด๊ดดี้ฉันเป็นจ้าวนรกว่ะ”

“...อำกันปะวะ” หลังเงียบไปนาน เจฟก็ถามย้ำผมอีกครั้ง ผมกลอกตา

“จะอำให้ได้อะไร”

“งะ งั้น...ถ้าอย่างนั้น ข่าวที่บอกว่าบุตรชายของเฮดีสที่เพิ่งปรากฏตัวคือ...แกงั้นเหรอ?”

“นอกจากพ่อจะไปไข่ทิ้งไว้ที่อื่นอีก” ผมพ่นลมหายใจ มองหน้าเจฟแล้วแววตาเซ็งๆ “...เออ ฉันเอง”

“แสดงว่าแกกำลังจะหมั้นกับทายาทจ้าวนรกแดนตะวันออกจริงๆ เหรอวะ” เจฟมองหน้าผมด้วยสายตาที่คล้ายจะตื่นเต้นแปลกๆ มันยื่นมือชกไหล่ผมเบาๆ แล้วว่าต่อ “เจ๋งชะมัด จู่ๆ ก็ได้หมั้นกับสาวสวย”

“แค่ก!

ธชาสำลักน้ำทันทีที่เจฟพูดแบบนั้น ผมเหลือบมองเขา พยายามห้ามมุมปากตัวเองที่กระตุกยิกๆ อยากระเบิดเสียงหัวเราะเต็มแก่แล้วถามออกไป

“แกหมายความว่าไง สาวสวย?”

“ได้ยินเขาว่ากันว่าทายาทของจ้าวนรกแดนตะวันออกเป็นสาวสวยพราวเสน่ห์นี่หว่า” เจฟว่าพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม “แกเจอเธอหรือยัง”

“เจอแล้ว”

“เป็นไง สวยสมคำร่ำลือหรือเปล่าวะ”

ผมมองสีหน้าคาดหวังของเพื่อนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ผมไม่ค่อยอยากดับฝันเพื่อนเท่าไหร่ แต่ความจริงก็คือความจริง ผมเหลือบตามองธชา อีกฝ่ายพยายามรักษารอยยิ้มไว้บนหน้าแต่มันกลับดูบิดเบี้ยวชอบกล ผมอยากแหกปากหัวเราะดังๆ แต่ก็เกรงใจลูกค้าคนอื่นในร้าน สุดท้ายจึงทำได้แค่มองหน้าเจฟแล้วตบบ่ามันเบาๆ

“แกก็ดูเองสิ”

“อะไร?”

“นั่น...” ผมโคลงหัวไปทางธชาที่นั่งนิ่ง ใบหน้าประดับยิ้มบิดๆ เบี้ยวๆ แล้วตอบหน้าตาย “...ไอ้นี่แหละทายาทจ้าวนรกแดนตะวันออก เขาเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง เสียใจด้วยเพื่อน”

“ขอโทษที่ทำให้คุณผิดหวังนะครับ” ธชาว่ายิ้มๆ แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนใจโคตรๆ ดวงตาเรียวรีสีดำสนิทคุกรุ่นคล้ายมีเปลวไฟปะทุอยู่ภายใน “ผมไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าวว่าผมเป็นผู้หญิง แต่ถ้าคุณจะกรุณา หลังจากนี้ไปช่วยแก้ข่าวให้ด้วยครับ”

“เอ่อ...”

“แต่เรื่องที่ผมกับแฮกเตอร์จะหมั้นกันน่ะเรื่องจริงนะ J” คราวนี้รอยยิ้มเขากลับมาเป็นปกติแล้ว

...ผมบอกหรือยังว่าโคตรเกลียดรอยยิ้มของธชาน่ะ

“แต่พวกคุณสองคนเป็นผู้ชาย ไม่สิผมควรถามว่า...” เจฟมองหน้าผมสลับกับธชา มันมีสีหน้าสับสนจนผมอยากหัวเราะ แต่หัวเราะไม่ออกเพราะเรื่องที่เจฟสับสนมันเป็นเรื่องของผม “...ใครบนใครล่างน่ะ?”

“ฉันบน!

“ผมบนครับ J

“...ดูเหมือนตำแหน่งจะไม่ลงตัวนะ”

เออ! ถึงเจฟไม่บอกผมก็รู้ ไม่งั้นเรื่องมันจะยุ่งเหยิงขนาดนี้เหรอวะ?!

ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือเจฟก็ดังขัดขึ้นมาซะก่อน มันรับสาย พูดคุยกันอยู่สักพักก็วาง จากบทสนทนาเมื่อครู่ทำให้ผมรู้ว่าเจฟต้องไปแล้ว

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันไปทำเรื่องลาออกเอง” ผมชิงบอกก่อนมันจะถาม เจฟพยักหน้ารับ

“แล้วแกจะอยู่ที่นี่กี่วัน”

“สามวัน” ธชาพูดแทรก ผมหันไปมองเขา อีกฝ่ายทำแค่ส่งยิ้มให้แล้วหันไปพูดกับเจฟต่อ “ผมว่าจะให้แฮกเตอร์พาเที่ยวต่อ”

“เฮ้ ฉันไม่ได้ตกลง...”

“โอเค แฮกเตอร์มันรู้ที่เที่ยวเยอะ ยังไงก็ขอให้สนุกนะครับ”

เจฟโบกมือให้พวกเราแล้วเดินออกจากร้านไป ทิ้งให้ผมอยู่กับธชาสองคน ผมเสยผม ไม่รอช้า หันไปหาเรื่องเขาทันที

“ฉันบอกตอนไหนว่าจะพานายเที่ยวฮะ”

“หรือนายอยากกลับนรกล่ะ” เขาย้อนผม เล่นเอาสะอึก ธชายิ้มอย่างผู้ชนะเมื่อเห็นผมนิ่งไป “นรกทึมๆ ที่นายว่า กับพาฉันเที่ยวข้างบนนี้ ไม่เอาน่า มันไม่ได้คิดยากเลยนะ”

“มันยากเพราะนายนี่แหละ”

“ก็คิดซะว่ามาฮันนีมูนก่อนหมั้นไง” เขาว่าหน้าตาย ส่วนผมถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ฮันนีมูนมันหลังแต่งงาน ส่วนนี่แค่งานหมั้น อย่ามาแกล้งโง่”

“เออน่า อยู่เที่ยวกับฉันข้างบนนี้ระหว่างรอวันหมั้น ดีกว่ากลับไปหมกตัวอยู่ในนรกใช่ไหมล่ะ?”

ผมจ้องหน้าธชา เหมือนเขาพยายามโน้มน้าวผมอย่างสุดความสามารถ มันทำให้ผมระแวงว่าเขามีแผนการอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า หรือไม่...เขาก็แค่อยากใช้เวลานี้ปั่นหัวผม แกล้งผมเพื่อความสนุกของตัวเองแค่นั้น

“ฉันอยู่กับนายที่นี่มันทำให้นายปั่นหัวฉันได้สะดวกกว่ากลับลงไปข้างล่างสินะ”

“ฉันก็แค่เห็นนายทำท่าจะตายอยู่ในนรก” ธชาขมวดคิ้ว ดวงตาเรียวรีมองผมด้วยแววตาสงสัย “ไม่ใช่นายอยากขึ้นมาเที่ยวเล่นด้านบนหรือไง ฉันเองก็อยากเที่ยวด้วย นายคิดอะไรไปไกลอีกล่ะ?”

“พูดอย่างกับทำเพื่อฉัน”

“แล้วมันดูไม่ใช่เหรอ”

“ถ้าคนอื่นทำอาจจะใช่” ผมยักไหล่ มองสบตาธชาตรงๆ “แต่กับนาย ทุกอย่างที่นายทำก็เพราะเห็นเป็นเกมสนุกๆ เกมนึงเท่านั้นไม่ใช่หรือไง คิดว่าฉันดูไม่ออกเหรอ”

“ฮะๆๆ ไม่คิดว่านายจะเก็บไปคิดมากขนาดนี้นะ”

ธชาหัวเราะ เขาสบตาผมแวบหนึ่งแล้วเสหยิบแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ ไม่มีคำปฏิเสธจากปากเขา นั่นทำให้ผมมั่นใจในความคิดตัวเองมากกว่าเก่า ธชาก็เป็นอย่างนี้ ผมคงหาความจริงใจในตัวเขาไม่ได้จริงๆ ผมถอนหายใจ หลับตาลงจนความคิดเริ่มหายปั่นป่วนถึงได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นคือดวงตาสีดำขลับ ธชาจ้องผมนิ่ง ในดวงตาเรียวรีคู่นั้นมีประกายบางอย่าง แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้นมันก็หายไป

“ถ้านายคิดว่ามันเป็นเกม” เขาว่าแล้วยกยิ้มมุมปาก ดวงตาหรี่ลง “งั้นก็มาเล่นเกมกันให้จบสิ”

“นั่นสินะ” ผมยักไหล่ ท่าทางไม่ใส่ใจอะไร “สำหรับนายทุกอย่างมันก็แค่เกมอยู่แล้วนี่ ใช่ไหม?”

เป็นอีกครั้งที่ธชาเงียบ เขายกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบอีกครั้ง ดวงตามองออกนอกกระจกร้าน ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้หันมาสบตาผมแล้วตอบคำถามนั้น

 

“นั่นสิ ก็ฉันทำให้นายคิดแบบนั้นเองนี่นะ”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น