Redvalya

...

ตอนที่ 007 นักเรียนใหม่

ชื่อตอน : ตอนที่ 007 นักเรียนใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2561 00:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,500
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 007 นักเรียนใหม่
แบบอักษร

ตอนที่ 007 นักเรียนใหม่ 


ปิ๊บ ๆ ... ปิ๊บ ๆ ... ปิ๊บ ๆ ...

แกร๊ก

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม เวลา 6 นาฬิกา แสงแดดเริ่มสาดส่องเข้ามาผ่านทางหน้าต่าง ทำให้ภายในห้องนอนสีขาวแห่งนี้แลดูสว่างขึ้น พร้อมกับเสียงนกและบรรยากาศภายในหมู่บ้านซึ่งดังแว่วอยู่เป็นเนือง ๆ ผมกับลินดาลืมตาตื่นขึ้นหลังจากที่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกแจ้งเตือน ก่อนที่จะลุกออกจากเตียงไปอาบน้ำอาบท่าเพื่อให้เนื้อตัวสะอาดหมดจดแล้วแต่งกายให้เรียบร้อย

ผมสวมชุดนักเรียนตามปกติ ส่วนลินดาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงยีนส์ขาสั้นและถุงเท้าสีดำยาวเหนือเข่า เมื่อแต่งกายเสร็จแล้วจึงรุดหน้าไปยังห้องครัวชั้นล่างเพื่อทำอาหาร ซึ่งเมนูในเช้าวันนี้คือข้าวห่อไข่ราดซอสฝีมือลินดา... ช่างเป็นซัคคิวบัสที่มีเสน่ห์ปลายจวักยิ่งนัก แถมยังเก่งเรื่องงานบ้านอีกต่างหาก ในอนาคตคงไม่พ้นตำแหน่งว่าที่ภรรยาดีเด่นแหง ๆ

หลังจากที่พวกเรารับประทานมื้อเช้าเสร็จ ผมจึงนำจานกับช้อนส้อมไปล้างให้สะอาดแล้ววางไว้บนชั้นตะแกรงเหล็ก ในระหว่างนั้นเองหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ได้เอ่ยขึ้นมา

“อัคคี เดี๋ยววันนี้ฉันจะสมัครสอบเข้าโรงเรียนเกษมสุขธานีนะ”

“หืม ฉันยังไม่ได้พาเธอไปที่สำนักงานเขตเพื่อยื่นเรื่องขอสัญชาติกับขอทำบัตรประชาชนเลยนะ แล้วทำไมถึงได้...”

“เมื่อวานนี้ตอนที่อัคคีไม่อยู่บ้าน ฉันแอบไปทำมาเรียบร้อยแล้วล่ะ”

ลินดาพูดก่อนที่จะหยิบกระเป๋าสตางค์สีน้ำตาลขึ้นมาเปิด จากนั้นจึงหยิบแผ่นอะไรบางอย่างที่อยู่ในนั้นออกมาแล้วแสดงให้ดู... นี่มันบัตรประจำตัวประชาชนนี่นา ได้กันมาง่าย ๆ แบบนี้เลยเรอะ?

“ด-ได้มายังไงกัน...?” ผมรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้แล้วมองดูมันด้วยความแปลกใจ

“ด้วยพลังของสาวน้อยเวทมนตร์ยังไงล่ะ” หญิงสาวยิ้มกระหย่อง

“อย่าบอกนะว่าเธอเล่นร่ายมนตร์สะกดใส่ข้าราชการทั้งสำนักงานแล้วให้พวกเขาทำบัตรให้? ถ้าโดนจับได้ล่ะก็งานนี้ยุ่งแน่ ๆ”

“สบายใจได้จ้ะ จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน”

“เธอเนี่ยนะ... จริงสิ ฉันขอดูบัตรเธอหน่อยจะได้ไหม?”

ผมกล่าว ส่วนลินดาพยักหน้าตอบพร้อมกับยื่นบัตรประชาชนให้ เมื่อได้มันมาแล้วผมจึงเพ่งดูรายละเอียดที่อยู่บนนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจทันที

นางสาว ลินดา เชอร์โนวา เกิดวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ส่วนที่อยู่ปัจจุบันตรงกับข้อมูลในบัตรประจำตัวประชาชนของผมทุกประการ... แต่เดี๋ยวนะ ศุกร์หน้าเป็นวันเกิดของลินดางั้นเหรอ? ถ้างั้นคงต้องเตรียมของขวัญเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วล่ะ

“คราวนี้ก็เหลือเพียงแค่ชุดนักเรียน สมุด หนังสือ หลักฐานการสมัครและความรู้ที่ใช้ในการสอบเข้างั้นสินะ” ผมกล่าวพลางยื่นบัตรส่งคืนให้เธอ “ส่วนกระเป๋าสะพายกับอุปกรณ์เครื่องเขียนนั้นฉันพอจะมีให้เธอใช้อยู่ เดี๋ยวฉันจะจัดเตรียมไว้ให้... แต่ก่อนอื่นเธอควรจะไปหากระโปรงมาสวมใส่ให้เรียบร้อย ขืนใส่กางเกงขาสั้นไปโรงเรียนล่ะก็มีหวังได้โดนผอ.ตำหนิแน่”

“จ-จริงด้วย” หญิงสาวก้มหน้ามองดูช่วงล่างของตน “ถ้างั้นรอแป๊ปนึงนะ ฉันขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อน”

“อือ เสร็จแล้วเจอกันที่ห้องรับแขก เดี๋ยวเราจะออกเดินทางพร้อมกัน”

หญิงสาวพยักหน้าตอบรับอีกครั้งพร้อมกับรีบนำเอาบัตรประชาชนใส่ลงในกระเป๋าสตางค์ ลุกออกจากเก้าอี้แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องนอนของพ่อกับแม่บนชั้นสองเพื่อเปลี่ยนชุด ขณะเดียวกันผมได้ย้อนกลับไปที่ห้องนอนของตน หยิบกระเป๋าสะพายสีดำที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าออกมาสะบัดฝุ่นให้สะอาดแล้วนำเครื่องเขียนชนิดต่าง ๆ ที่วางไว้อยู่บนโต๊ะทำงานใส่ลงในกระเป๋าให้เรียบร้อย

เสร็จแล้วจึงหยิบเอากระเป๋าเป้ของตัวเองขึ้นมาสะพายไหล่พร้อมกับกระเป๋าของลินดา ก่อนที่จะเดินออกจากห้องมุ่งหน้าลงไปยังชั้นล่างเพื่อสมทบกับหญิงสาวซึ่งกำลังนั่งรอผมอยู่ในห้องรับแขก เมื่อถึงแล้วจึงเรียกเธอทันที

“ไปกันเถอะ”

“จ้ะ”

ลินดารีบลุกขึ้นแล้วรุดหน้าเข้ามาหาผมด้วยท่าทีสดใสร่าเริง จากนั้นพวกเราจึงเดินทางออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนเกษมสุขธานี ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าและท้องฟ้าที่โปร่งใส ระหว่างนั้นเราสองคนได้พูดคุยอย่างสนุกสนานจนลืมเวลาไปเสียสนิท พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองใกล้จะถึงที่หมายแล้ว

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในโรงเรียน สายตาของนักเรียนนับร้อยชีวิตต่างก็จับจ้องมองมาที่ลินดาด้วยความสนใจจนหญิงสาวเริ่มวางตัวไม่ถูก คงจะยังไม่ชินกับผู้คนงั้นสินะ... อีกอย่างสถานที่แห่งนี้เองก็ค่อนข้างใหญ่โตและกว้างขวางอยู่พอสมควร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะรู้สึกแบบนั้น

เพื่อไม่ให้ลินดาต้องรู้สึกกดดันไปมากกว่านี้ ผมจึงรีบพาเธอไปที่ห้องวิชาการเพื่อติดต่อขอเข้าพบคุณครูและขออนุญาตให้เธอได้มีสิทธิ์สมัครสอบเข้าโรงเรียนเทียบเท่าชั้นม.6 ...ตอนแรกผมเองก็แอบหวั่นใจอยู่ว่าลินดาจะทำข้อสอบระดับชั้นม.ปลายได้รึเปล่า แต่ดูจากลักษณะแล้วหญิงสาวน่าจะมีความรู้รอบตัวและความรู้พื้นฐานสูงมาก ไม่งั้นเธอคงไม่ออกปากขอร้องให้ผมพามาสมัครด้วยหรอก

ลินดารับกระดาษข้อสอบและกระดาษคำตอบจากคุณครู ก่อนที่จะวกกลับมาหาผมและพูดคุยด้วยท่าทีแน่วแน่

“ฉันต้องรีบทำข้อสอบวิชาพื้นฐานชุดนี้ให้เสร็จก่อนพักเที่ยง กว่าจะได้เจอพบกันอีกก็คงคาบบ่าย เพราะงั้นช่วยอดทนรอฉันหน่อยนะ”

“อือ ตั้งใจทำข้อสอบให้ดีล่ะ แล้วก็ขออวยพรให้เธอสอบผ่านทุกวิชา” ผมพูดพลางลูบหัวเธอเพื่อให้กำลังใจ ส่วนอีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความปลื้มปิติ

“แหะแหะ ขอบใจจ้ะ”

“อัคคี เตรียมตัวเข้าแถวหน้าเสาธงได้แล้วล่ะ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวครูจะรีบติดต่อเธอกลับไป” คุณครูสุพรรณี หัวหน้าฝ่ายบริหารวิชาการและครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์เอ่ยขึ้นในขณะที่ตนกำลังนั่งจัดเอกสารด้วยความเร่งรีบ จุดเด่นของเธอคือแว่นตากรอบสีเงินกับสร้อยกันแว่นตก นัยน์ตาน้ำเงิน รูปร่างอันทรงเสน่ห์และผมสีดำยาวสลวยซึ่งถูกรวบมัดเป็นหางม้า เห็นยังสาวยังสวยอยู่ในชุดข้าราชการแบบนี้แต่ในความเป็นจริงเธออายุ 30 ปีแล้ว... และเต็มเปี่ยมไปด้วยปริศนาซึ่งมีแค่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ล่วงรู้เรื่องส่วนตัวของเธอ

“รบกวนด้วยนะครับคุณครู”

ผมกล่าวก่อนที่จะหันหน้าไปมองลินดาแล้วยกนิ้วโป้งให้ ส่วนหญิงสาวชูสองนิ้วสู้ตายตอบกลับมา เมื่อได้เห็นรอยยิ้มและความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมของเธอแบบนี้แล้วก็รู้สึกเบาใจไปเปราะหนึ่ง

ฉันช่วยเหลือเธอได้เพียงเท่านี้แหละ จากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเธอแล้วล่ะนะ


----- 


ห้องเรียนชั้นม.6/1 อาคาร 2 ชั้น 6

หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมหน้าเสาธง ผมและเพื่อนร่วมห้องต่างก็นั่งประจำที่เพื่อรอคุณครูเข้าสอน ในระหว่างที่ผมกำลังนั่งมองทิวทัศน์ภายนอกผ่านทางหน้าต่าง ชาตรีที่นั่งอยู่ทางด้านขวามือได้เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“อัคคี รู้ข่าวนี้แล้วรึยัง? บ่ายนี้จะมีนักเรียนหญิงคนใหม่ย้ายเข้ามาด้วยล่ะ”

“เห... ดูท่าทางครึกครื้นเชียวนะแก” ผมหันไปแซว

“จะไม่ให้ครึกครื้นได้ยังไงกันฟะ เขาว่ากันว่านักเรียนใหม่ที่กำลังจะย้ายเข้ามานั้นทั้งขาว สวย น่ารัก อวบอึ๋ม ถึงจะบอบบางนิดหน่อยแต่ก็ดูน่าทะนุถนอม แถมยังเป็นลูกครึ่งอีกด้วยนะเฟ้ย ได้ยินมาว่าเมื่อเช้านี้เธอเดินเข้ามาในโรงเรียนพร้อมกับนักเรียนชายคนหนึ่งด้วยนะเออ... ให้ตายสิ ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใครกัน ถ้าเป็นแฟนหรืออะไรเทือกนั้นล่ะก็ฉันจะตามไปอัดมันถึงบ้านเลย”

...ขอโทษด้วยนะไอ้เพื่อนยาก นักเรียนชายที่แกกล่าวมานั่นน่ะคือฉันเองแหละ

“เรื่องนี้ฮือฮาไปทั้งโรงเรียนเลยล่ะ” ปราโมทย์ที่นั่งอยู่ตรงเบื้องหน้าได้หันมาพูดคุยพลางนำมือทั้งสองวางลงบนโต๊ะเรียนของผม “ปกติพวกเราจะไม่ค่อยได้พบเจอกับนักเรียนหญิงที่เป็นลูกครึ่งหรือผู้ที่มีผมสีฉูดฉาดเหมือนอย่างอลิซจังบ่อยนัก... แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแม่นางผมชมพูคนนั้นจะมาแรงแซงทางโค้งกว่า เผลอ ๆ อาจมีสิทธิ์ได้เข้าชิงตำแหน่งดาวโรงเรียนด้วยนะ”

“งานนี้อลิซจังคงต้องรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมาบ้างแหละ ฮะฮะฮะ” ชาตรีหัวเราะ

อลิซจังที่ทั้งคู่กล่าวถึงอยู่นั้นคืออริสา เน็ตไอดอลสาวผู้มีชื่อเสียงโด่งดังซึ่งทุกคนในโรงเรียนต่างก็พากันรู้จัก... และที่สำคัญเธอเคยเป็นแฟนเก่าผมด้วย

“อ๊ะ! โทษทีอัคคี ฉันเผลอหลุดปากจนได้” ปราโมทย์รีบหันมาพูด ส่วนชาตรีจ้องมองผมด้วยความกังวล

“เจ้าบ้า ขอโทษฉันเรื่องอะไรกัน? ฉันไม่ได้โกรธพวกแกสักหน่อย... อีกอย่างเรื่องที่อริสาเคยบอกเลิกน่ะฉันทำใจได้แล้วล่ะ เพราะงั้นพูดคุยกันตามปกติเถอะ”

ปากบอกออกไปแบบนั้น แต่ในใจของผมกลับรู้สึกเจ็บและสะเทือนไม่ใช่น้อย

“ว่าแต่ดูเหมือนแกจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับเรื่องนี้เลยนะ” ชาตรีทักท้วง

“เรื่องอะไรเล่า?”

“ก็เรื่องที่นักเรียนหญิงคนใหม่จะย้ายเข้ามายังไงล่ะ”

“ชาตรี แกคงจะลืมไปแล้วสินะว่าเจ้าอัคคีน่ะสนใจแต่สาว AV” ปราโมทย์แซว

“เจ้าบ้า พวกแกเองก็ไม่ต่างกันหรอก ได้ข่าวว่าชอบแนวขาว ๆ อึ๋ม ๆ และครางเก่งใช่ไหมล่ะ” ผมรีบแขวะกลับ

“หืม... ทั้งสามหน่อกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่เหรอจ๊ะ ใช่เรื่องบัดสีบัดเถลิงรึเปล่าเอ่ย?” กมลรัตน์ที่กำลังนั่งฟังบทสนทนาอยู่ทางด้านหลังได้เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเหล่ตามองพวกเราอย่างดูแคลน

“ป-เปล่าซะหน่อย พวกฉันกำลังพูดถึงนักเรียนใหม่ที่จะย้ายเข้ามาในโรงเรียนนี้ต่างหาก!” ชาตรีรีบหันไปแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ

“ใช่ผู้หญิงผมสีชมพูคนนั้นรึเปล่า? ตอนที่ฉันเดินเข้าไปในห้องวิชาการเพื่อรับสมุดรายชื่อ ฉันแอบเห็นเธอกำลังนั่งทำข้อสอบอยู่ด้วยนะ หน้าตาน่ารักมากเลยล่ะ... เผลอ ๆ อาจจะน่ารักกว่าอลิซจังเลยด้วยซ้ำ”

“จริงเหรอ!?”

ปราโมทย์กับชาตรีส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นเต้น นักเรียนชายในห้องต่างก็หูผึ่งเมื่อได้ยินที่กมลรัตน์กล่าวออกมา จากนั้นทุกคนจึงพากันเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนักเรียนใหม่ที่กำลังจะย้ายมาโดยทันที ส่วนผมกับกมลรัตน์ต่างก็ยิ้มเจื่อนอย่างเอือมระอา ก่อนที่เธอจะกระซิบกับผมในขณะที่เพื่อน ๆ กำลังจับกลุ่มคุยกัน

“นี่อัคคี เธอไม่รู้สึกเอะใจบ้างเลยเหรอ?”                                                       

“หืม เรื่องอะไรน่ะ?”

“ก็นี่ไงล่ะ หลังจากที่วัตถุลึกลับนอกโลกพุ่งชนตึกร้างเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็มีนักเรียนใหม่ย้ายเข้ามาในโรงเรียนแล้ว ไม่รู้สึกแปลกใจกันบ้างเลยเหรอ?”

สมกับเป็นหัวหน้าห้อง ยังหัวไวเหมือนเดิมเลยนะ... แต่เรื่องนี้เราแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้น่าจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นเรื่องที่ลินดาเดินทางมาจากนอกโลกคงได้แดงขึ้นเป็นแน่

“อ๊ะ ฉันยังไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้นเลย อาจจะบังเอิญก็ได้นะ”

“นี่ จริง ๆ แล้วอัคคีเองก็แอบสนใจเธอคนนั้นอยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ?” กมลรัตน์พองแก้ม

“!? พ-พูดอะไรแบบนั้น... ก็จริงอยู่ที่ฉันแอบรู้สึกสนใจผู้หญิงคนนั้น แต่ก็ไม่ได้ตื่นตูมเหมือนคนอื่นเขาหรอก”

“แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วยยะ? น่าสงสัยจริง ๆ”

“แหม ๆ กลัวคุณสามีจะนอกใจงั้นเหรอ?” ชาตรีที่กำลังจับกลุ่มคุยกับพวกปราโมทย์ได้หันมาแซวเธอ

“ตาบ้า! ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย”

หญิงสาวหน้าแดงก่ำ รีบปฏิเสธพร้อมกับเขกหัวอีกฝ่ายดัง ‘โป๊ก’ ชายหนุ่มถึงกับส่งเสียงร้องออกมาพลางยกมือทั้งสองกุมศีรษะทันที

“โอ๊ย!? ยัยบ๊องนี่ ยังไม่แต่งงานก็ใช้ความรุนแรงซะแล้ว”

ผมกับปราโมทย์หัวเราะ และแล้วความเฮฮาก็ได้จบลงเมื่อคุณครูเดินเข้ามาในห้อง เพื่อน ๆ ต่างพากันแยกย้ายรีบกลับไปยังที่นั่งของตนเองด้วยท่าทีลนลาน ก่อนที่กมลรัตน์จะปฏิบัติหน้าที่สั่งให้ทุกคนกล่าวสวัสดีคุณครูเพื่อเริ่มต้นคาบเรียนชั่วโมงแรกซึ่งเป็นวิชาภาษาไทย

การเรียนการสอนในช่วงเช้าดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งถึงคาบพักเที่ยง

กิ๊ง ก่อง กาง ก่อง...

เสียงออดโรงเรียนดังขึ้น คุณครูจึงยุติการสอนและปล่อยให้นักเรียนไปพักเที่ยง

เมื่อพวกเราทำความเคารพคุณครูผู้สอนเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้คนบางส่วนจึงพากันแยกย้ายออกจากห้องเรียน ในระหว่างที่ผมกำลังเก็บสมุดบันทึก หนังสือวิชาสังคมศึกษาและเครื่องเขียนใส่ลงในกระเป๋าเป้อยู่นั้นกมลรัตน์ก็ได้ทักขึ้นมา

“ทุกคน เที่ยงนี้ทานข้าวด้วยกันไหม?”

“โอ้ ไปสิ อย่าลืมชวนยัยเกสรไปด้วยนะ” ชาตรีรีบหันไปตอบ ส่วนปราโมทย์พยักหน้า

“แล้วอัคคีล่ะว่ายังไง?” คราวนี้หญิงสาวหันมาถามผม

“อื้อ ไปสิ”

กิ๊ง ก่อง...

เสียงสัญญาณดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงของฝ่ายประชาสัมพันธ์

นายอัคคี ชัยวัฒน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ขอให้มาพบคุณครูที่ห้องวิชาการด้วยค่ะ... ประกาศอีกครั้ง นายอัคคี ชัยวัฒน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ขอให้มาพบคุณครูที่ห้องวิชาการด้วยค่ะ"

“เอ๊ะ มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ? ทำไมคุณครูถึงได้เรียกตัวอัคคีไปพบที่ห้องวิชาการ?” กมลรัตน์รีบซักถามผมด้วยความประหลาดใจ

“ไปมีเรื่องชกต่อยกับใครรึเปล่า?” ปราโมทย์เอ่ย

“มันไม่ใช่อย่างที่พวกนายคิดหรอกนะ พอดีฉันรับปากกับคุณครูสุพรรณีเอาไว้ว่าจะช่วยดูคอมพิวเตอร์ในห้องวิชาการให้น่ะ เห็นแกชอบบ่นอยู่ตลอดว่า ‘พักนี้คอมดูหน่วง ๆ ยังไงพิกล’ ” ผมพูด... แน่นอนว่าทั้งหมดที่กล่าวมานั้นโกหกทั้งเพ

“แย่เลยแฮะ เสร็จงานเมื่อไหร่รีบตามพวกเรามาด่วนเลย ถ้าเบี้ยวไม่มาด้วยล่ะก็งานนี้มีเคืองแน่” ชาตรีกล่าวพลางใช้มือตบลงที่ไหล่ขวาผมเบา ๆ

“ได้เลยสหาย ฉันจะรีบไปรีบมา”

ผมสะพายกระเป๋าเป้พร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนที่จะวิ่งออกจากห้องเรียนแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องวิชาการซึ่งตั้งอยู่ตรงอาคารอีกฟากหนึ่งชั้นล่างสุดด้วยความเร่งรีบ... ตอนนี้ในหัวของผมคิดกังวลเพียงแค่ว่าลินดาจะทำข้อสอบผ่านรึเปล่า หากไม่เป็นไปตามที่หญิงสาวคาดหวังเอาไว้ล่ะก็จากนี้ไปเราควรจะทำอย่างไรต่อ

...พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดเมตตาขอให้ลินดาสอบผ่านทีเถอะ


----- 


“วันนี้อัคคีแลดูกระตือรือร้นผิดปกตินะ”

ฉันเอ่ยขึ้นในระหว่างที่พวกเรากำลังจัดเก็บอุปกรณ์การเรียนใส่ลงในกระเป๋าเพื่อเตรียมออกจากห้อง ที่ต้องพูดออกมาเช่นนี้นั่นเป็นเพราะฉันสังเกตได้ถึงท่าทีที่แปลกไปของอัคคี และดูเหมือนว่าเขากำลังปิดบังอะไรบางอย่างเอาไว้อยู่

“คิดมากน่า หมอนั่นน่ะมีท่าทีกระฉับกระเฉงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ปราโมทย์พูดก่อนที่จะลุกออกจากเก้าอี้ ชูแขนทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกับบิดตัวไปมาเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า

“อย่าลืมสิปราโมทย์ เซ้นส์ของผู้หญิงมักจะแม่นยำเสมอ” ชาตรีกล่าวพลางลุกขึ้นตาม จากนั้นจึงหยิบกระเป๋าที่วางพิงไว้กับพำนักเก้าอี้ขึ้นมาสะพายไหล่

“มันไม่เกี่ยวกับเซ้นส์หรอก แต่เป็นท่าทีของเจ้าตัวเขาเองต่างหาก” ฉันรีบแย้ง “...ดูเหมือนอัคคีกำลังปิดบังอะไรพวกเราเอาไว้อยู่ เพราะปกติแล้วเขามักจะสบตากับคู่สนทนาอยู่ตลอด แต่ครั้งนี้เขากลับเบือนหน้ามองไปทางอื่นราวกับกำลังเฝ้ารอใครสักคนยังไงยังงั้น”

“อืม ก็จริงอย่างที่กมลพูด” ประโมทย์เห็นด้วย “จริงสิ นักเรียนหญิงคนใหม่ที่กำลังจะย้ายเข้ามาน่ะ ตอนนี้เธออยู่ในห้องวิชาการใช่ไหม?”

“ใช่จ้ะ... ย-อย่าบอกนะว่าอัคคีกับเด็กผู้หญิงคนนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกัน?”

“ไม่หรอกมั้ง ทั้งสองคนคิดมากเกินไปหรือเปล่า?” ชาตรีทักท้วง “ไปกันได้แล้วทุกคน ขืนมัวแต่สงสัยกันอยู่แบบนี้เดี๋ยวก็หมดเวลาพักเที่ยงกันพอดี”

“น... นั่นสินะ ถ้างั้นพวกเรารีบลงไปจองโต๊ะกันเถอะ”

ฉันลุกขึ้นยืนพร้อมกับหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายไหล่ ก่อนที่จะชักชวนเกสร หญิงสาวผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มที่นั่งอยู่ตรงแถวด้านหน้าสุดไปรับประทานมื้อเที่ยงด้วยกัน จากนั้นพวกเราสี่คนจึงเดินทางออกจากห้องเรียนแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารซึ่งตั้งอยู่ตรงฝั่งด้านซ้ายมือทันที

ฉันได้แต่ครุ่นคิดเรื่องของอัคคีซ้ำไปซ้ำมาในขณะที่พวกเรากำลังก้าวเท้าเดินอยู่บนระเบียง... ความรู้สึกไม่สบายใจนี่มันคืออะไรกันนะ เขาก็แค่เดินทางไปพบคุณครูที่ห้องวิชาการเท่านั้นเองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียนหญิงคนใหม่สักหน่อย

พยายามจะคิดไปในทางแง่บวกแต่ภายในใจลึก ๆ กลับรู้สึกหน่วง ระหว่างนั้นฉันได้ตั้งคำถามให้กับตัวเองไปว่า ‘นี่เรากลายเป็นคนคิดมากไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’ ...ไม่ให้ฉันคิดมากได้ยังไงก็ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นทั้งสวยทั้งน่ารัก แถมยังมีเสน่ห์น่าดึงดูดจนผู้ชายส่วนใหญ่ที่อยู่ในโรงเรียนนี้ต่างก็พากันจ้องมองด้วยความหลงใหล ซึ่งฉันเองก็แอบหวั่นอยู่เหมือนกันว่าอัคคีจะรู้สึกเช่นนั้นกับเธอด้วยรึเปล่า

คงไม่หรอกมั้ง เพราะหลังจากที่อัคคีโดนอริสาทิ้งไปเขาก็ไม่ค่อยสนใจผู้หญิงคนไหนอีกเลยแม้กระทั่งคนอย่างฉัน คงจะกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยงั้นสินะถึงได้ปิดกั้นตัวเองมาโดยตลอด

...เธอนี่มันซื่อบื้อที่สุดเลย คนเขาอุตส่าห์แอบชอบอยู่ตั้งนาน เมื่อไหร่จะรู้สึกตัวสักที


----- 


เมื่อเดินทางมาถึงห้องวิชาการคุณครูสุพรรณีจึงชี้แจงผลการสอบให้ฟัง ในที่สุดลินดาก็ทำข้อสอบผ่าน คะแนนเฉลี่ยเต็ม 100 หญิงสาวทำได้ 98 คะแนน ทั้งผมและผู้คนที่อยู่ในห้องนี้เองต่างก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากเพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีนักเรียนไหนสามารถทำคะแนนเฉลี่ยสูงได้ถึงเพียงนี้เลย ขนาดผมยังทำได้แค่เพียง 81 คะแนนเอง... อัจฉริยะเกินไปแล้วนะเธอเนี่ย

“น... นี่เธอไม่ได้ใช้เวทมนตร์โกงข้อสอบใช่ไหม?” ผมหันไปกระซิบกับลินดาในขณะที่เราสองคนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เพื่อรอฟังผลจากคุณครู

“ไม่ได้ใช้แน่นอน ขอสาบานด้วยเกียรติของชาววาเลเดียเลย”

“เวทมนตร์? พวกเธอพูดเรื่องอะไรกันน่ะ?” คุณครูสุพรรณีที่กำลังนั่งง่วนพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนโน้ตบุ๊กได้เอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย

“ป-เปล่าครับ/ค่ะ ไม่มีอะไร!” พวกเรารีบปฏิเสธ

“กำลังพูดถึงเรื่องอนิเมะงั้นสินะ? ให้ตายสิ อายุใกล้จะยี่สิบอยู่แล้วยังดูอนิเมะเกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนตร์อยู่อีกเหรอ... ใช่เรื่องพระแม่ชุดสีชมพูภาคเดอะมูฟวี่นั่นรึเปล่า? ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าฉันล่ะเกลียดไอ้ลูกหมาหูยาว ๆ ตัวขาว ๆ นั่นมาก อยากจะเอามินิกันยิงมันให้ตายไปให้พ้น ๆ เลย รู้บ้างไหมว่าฉันต้องปวดตับกับเรื่องนี้มากแค่ไหนไอ้ผู้กำกับบ้า”

คุณครูครับ พูดยังกับว่าตัวเองไม่เคยดูงั้นแหละถึงได้บ่นออกมาเป็นชุดแบบนี้... ใช่แล้ว คุณครูสุพรรณีเป็นผู้ที่คลั่งไคล้อนิเมะและวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก พวกเราทุกคนต่างพากันเรียกเธอว่าอาจารย์โอตาคุ แล้วก็อย่าเผลอหลุดชื่อนี้ออกมาให้อีกฝ่ายได้ยินล่ะถ้าไม่อยากโดนวีนใส่ เพราะสำหรับคุณครูสุพรรณีแล้วคำนั้นถือได้ว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามอย่างแรงเลยทีเดียว

“เอาล่ะลงทะเบียนเสร็จแล้ว ทั้งหมด 12,600 บาท... ถ้ายังไม่มีเงินจ่ายตอนนี้ล่ะก็เดี๋ยวครูจะออกให้ก่อน แล้วค่อยให้พ่อแม่ของเธอจ่ายคืนครูอีกที”

ที่คุณครูสุพรรณีกล่าวเช่นนี้นั่นเป็นเพราะท่านรู้จักกับคนในครอบครัวของผม เนื่องจากพ่อกับแม่ต่างก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านยกเว้นวันเสาร์อาทิตย์ หากจะใช้จ่ายหรือซื้ออะไรก็ต้องรายงานให้ทั้งคู่ได้รับทราบก่อน จะใช้สุรุ่ยสุร่ายไม่ได้เด็ดขาด โดยเนื้อแท้แล้วคุณครูเป็นคนใจดี เอาใจใส่และห่วงใยลูกศิษย์อยู่เสมอ ทุกครั้งเวลาที่ผมมีเรื่องไม่สบายใจผมมักจะปรึกษาเธออยู่ตลอด จึงเปรียบเสมือนเป็นแม่คนที่สองเลยก็ว่าได้

เป็นทั้งคุณครูฝ่ายวิชาการ คุณครูประจำชั้นและที่ปรึกษา และมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าคุณครูสุพรรณีเป็นน้องสาวของแม่ ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ล่ะก็ท่านคือน้าของผมนั่นเอง... ถึงจะอยู่บ้านกันคนละหลัง แต่ในยามว่างนั้นน้าสุพรรณีมักจะปลีกตัวมาดูแลผมแทนพ่อกับแม่อยู่เสมอจนผมรู้สึกซาบซึ้งและเคารพรักเป็นอย่างมาก และสิ่งที่ผมสามารถตอบแทนบุญคุณของท่านได้ในเวลานี้นั่นก็คือตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ทั้งนี้ก็เพื่อตัวเองและเพื่อคนในครอบครัวด้วย

ปกติผมจะเรียกท่านว่า ‘น้าสุ’ แต่ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในสถานะคุณครูกับลูกศิษย์ ฉะนั้นจะพลั้งปากเผลอเรียกแบบนั้นออกมาไม่ได้เด็ดขาด

“ไม่เป็นไรหรอกครับ พอดีวันนี้ผมนำเงินมาด้วย” ผมพูดพลางควักกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาแล้วหยิบธนบัตรออกมาจ่าย “อ๊ะ ไม่ต้องห่วงนะครับ ทั้งหมดนี้คือรายรับที่ได้มาจากการทำงาน พอดีผมไม่อยากดึงเงินพ่อแม่ออกมาใช้สักเท่าไหร่น่ะ”

“เอ๊ะ จะดีเหรอ?” น้าสุ... คุณครูสุพรรณีถึงกับแปลกใจ

“ขอโทษด้วยนะอัคคี ไว้ฉันจะหาเงินมาใช้คืนให้” ลินดาก้มหน้าลงด้วยท่าทีสลด “ที่จริงฉันควรจะต้องทำหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยภายในบ้านของอัคคีในฐานะที่ฉันเป็นผู้อยู่อาศัย ไม่มีความจำเป็นต้องเรียนเลยด้วยซ้ำ เพราะความเอาแต่ใจของฉันเลยทำให้อัคคีต้องเสียเงินที่ตัวเองอุตส่าห์อดออมเอาไว้จนได้”

“ยัยบ๊อง ในเมื่อเธอก้าวมาถึงขั้นนี้แล้วก็อย่าได้เกรงใจฉันสิ” ผมเอ็ดเธอ “บอกแล้วไงว่าฉันจะดูแลเธอให้ถึงที่สุด อีกอย่างฉันเองก็อยากให้เธอได้ศึกษาเล่าเรียนด้วย เรื่องนี้มีผลต่ออนาคตของเธอในระยะยาวเลยนะ... เงินน่ะไม่ตายก็หาใหม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดมากเลยนะ”

“อัคคีพูดถูก เธอไม่ควรปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เพราะการศึกษาคือสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตประจำวันและมีผลต่อการใช้ชีวิตในสังคมด้วย อย่าได้มองข้ามมันไปเด็ดขาด”

คุณครูสุพรรณีอธิบายก่อนที่จะรับเงินจากผมแล้วยื่นใบเสร็จให้ ต่อมาจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปที่ตู้ไม้ซึ่งตั้งชิดติดอยู่ริมผนังของห้องทางด้านซ้ายมือ ไขกุญแจเปิดตู้หยิบชุดนักเรียนหญิงออกมาซึ่งเสื้อผ้าที่อยู่ในห่อพลาสติกนั้นใหม่เอี่ยม จากนั้นจึงย้อนกลับมานั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งแล้วยื่นชุดให้ลินดา

“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วทานข้าวให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยวกกลับมาที่ห้องวิชาการก่อนถึงคาบบ่ายประมาณ 20 นาที เดี๋ยวครูจะพาเธอไปที่ห้องเรียนม.6/1 เพื่อแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก”

“น-นั่นมันห้องเรียนพวกผมนี่ อย่าบอกนะว่า...?”

“จ-จริงเหรออัคคี? จากนี้ไปพวกเราจะได้อยู่ห้องเดียวกันแล้วใช่ไหม?” ลินดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“หืม...” คุณครูสุพรรณีจ้องมองพวกเราพร้อมกับเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยออกมา และนั่นก็ทำให้ผมกับลินดาต้องสะดุ้งตกใจ

“ม... มีอะไรรึเปล่าครับคุณครู ทำไมถึงได้จ้องมองพวกผมด้วยสายตาแบบนั้น?”

“อัคคี ลินดา ครูไม่รู้หรอกนะว่าเธอสองคนรู้จักกันได้ยังไง ไว้ครูไปเยี่ยมเธอที่บ้านเมื่อไหร่จะซักถามให้หมดเปลือกเลยคอยดู หึหึหึ”

ผมถึงกับหน้าซีด รู้สึกได้ว่าใบหน้าเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาทั้งที่แอร์เย็นเฉียบ ส่วนลินดาก้มหน้าหลบสายตาคุณครูสุพรรณีด้วยความประหม่า... งานนี้บอกได้คำเดียวเลยว่าซวยสุด ๆ เพราะถ้าหากน้าสุรู้ว่าผมกับลินดามีอะไรกันเรียบร้อยแล้วล่ะก็มีหวังโดนเชือดแน่ จะโกหกให้แนบเนียนสักเพียงใดก็โดนจับไต๋ได้อยู่ดี

ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าผมโกหกไม่เก่งน่ะสิ!

เมื่อชำระค่าเทอมเสร็จสิ้นผมจึงนั่งรอลินดาเปลี่ยนเสื้อผ้า จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณสองนาทีหญิงสาวก็ได้เปิดประตูเดินออกมาจากห้องน้ำก่อนที่จะกล่าวกับผมด้วยท่าทีเขินอาย

“เสร็จแล้วจ้ะ”

ลินดาอยู่ในชุดนักเรียนหญิงม.ปลาย สวมด้วยเสื้อกะลาสีแขนยาวสีขาวตัดแถบดำ กระโปรงจีบรอบคลุมเข่าสีกรมท่า ถุงเท้าสีดำยาวเหนือเข่าและรองเท้าผ้าใบสีขาว ส่วนที่รัดผมนั้นได้เปลี่ยนจากห่วงเหล็กสีเงินเป็นผ้าริบบิ้นเส้นยาวขนาดเล็กสีกรมท่าแทนซึ่งรวบและผูกรัดเส้นผมเอาไว้ทั้งสองข้าง โดยรวมแล้วถือว่าเข้ากันได้ดีเลยทีเดียว

เสื้อที่หญิงสาวสวมใส่อยู่นั้นค่อนข้างรัดรูป แนบชิดจนเริ่มมองเห็นขนาดของเต้าอันอวบอิ่มได้อย่างชัดเจน เป็นเพราะเสื้อเล็กเกินไปรึเปล่านะ... ไม่สิ คงเป็นเพราะหน้าอกเธอนั้นใหญ่มากกว่า แล้วอีกอย่างเนื้อผ้าของมันก็ค่อนข้างบางด้วย บางเสียจนผมแทบจะมองเห็นชุดชั้นในสีดำของเธอได้อย่างเต็มตา

“ป-เป็นยังไงบ้าง?” เธอซักถามผม

“เหมาะมากเลยล่ะ”

“...! จริงเหรอ? ดีใจจัง” ลินดาเผยรอยยิ้มอันแสนอ่อนหวานออกมาอย่างเปี่ยมสุขจนทำให้ใจของผมเริ่มหวั่นไหวและเต้นแรงขึ้น

“ร... รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะนำทางให้”

“อื้อ”

จากนั้นเราสองคนจึงเดินออกจากห้องวิชาการแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารซึ่งห่างจากจุดนี้ไปประมาณ 100 เมตร ขณะเดียวกันนักเรียนที่อยู่ในแถบนี้ต่างก็จับจ้องมองมาที่ลินดาด้วยความสนใจ ทำให้เธอรู้สึกประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง... อารมณ์ประมาณว่าไม่ชอบให้ใครมาจ้องมองด้วยสายตาแปลก ๆ งั้นสินะ เป็นเราเราเองก็คงรู้สึกไม่ชอบใจเหมือนกัน

“ทุกคนพากันจ้องมองฉันใหญ่เลย คงเป็นเพราะสีผมแน่ ๆ ...ฉันควรจะย้อมผมดีไหม?” ลินดาเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีไม่สบายใจ พลางมองซ้ายมองขวาก่อนที่จะก้มหน้าลงแล้วเดินตามหลังผมต่อไป

“อย่าคิดมากสิ พวกเขาก็แค่รู้สึกสนใจเธอเท่านั้น” ผมทักท้วง

“แต่ว่า...”

“ฟังนะ ไม่จำเป็นต้องย้อมสีผมให้เหมือนคนอื่นเขาหรอก เป็นตัวของตัวเองต่อไปนั่นแหละดีแล้ว ใครจะมองว่าแปลกก็ช่างปะไรสิ อีกอย่างฉันชอบสีผมของเธอด้วย... ไม่สิ ชอบทุกอย่างที่เป็นตัวเธอเลยล่ะ”

“อ-อัคคี...”

แก้มของหญิงสาวถึงกับแดงระเรื่อขึ้นมา... ให้ตายสินี่เราปากไวอีกแล้วเหรอเนี่ย อย่าว่าแต่เธอเลย คนพูดเองก็เขินเป็นเหมือนกันนะ

“ลินดา ยื่นแขนขวาออกมาหน่อยสิ”

ผมกล่าวอีกครั้ง ส่วนลินดาพยักหน้าตอบก่อนที่จะเริ่มทำตามคำขอ ไม่รอช้าผมจึงยื่นมือซ้ายไปทางด้านหลังเพื่อคว้าและจับมืออันแสนบอบบางของเธอเอาไว้โดยทันที ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งตกใจเล็กน้อย

“...!”

“อย่าก้มหน้าแบบนั้นสิเดี๋ยวก็เสียบุคลิกหมดหรอก ถ้ากลัวที่จะมองคนอื่นแล้วล่ะก็ ขอให้เธอลองมองมาที่ฉันก่อน... โอเคนะ?”

“ตกลงจ้ะ”

หญิงสาวยิ้มละไมให้ผมพลางจ้องมองด้วยสายหวาน ๆ ความน่ารักของเธอกำลังจะฆ่าผมให้ตายทั้งเป็น... แต่ถ้าได้ตายอย่างมีความสุขแล้วล่ะก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

“จริงสิ ข้อสอบที่คุณครูสุพรรณีมอบให้เธอทำน่ะยากไหม?”

“ไม่เลยจ้ะ มีเพียงบางข้อเท่านั้นที่ฉันไม่ค่อยแน่ใจกับคำตอบ แถมยังมีข้อสอบในตำนานโผล่มาอีกด้วยนะ”

“เอ๊ะ... ข้อสอบในตำนานงั้นเหรอ? ในนั้นเขาตั้งคำถามว่ายังไงบ้าง?”

“ ‘หากเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมาต้องทำอย่างไร’ น่ะ”

ฮะฮะฮะ ให้ตายเถอะ ยังมีข้อสอบพรรค์นี้โผล่มาให้เห็นอีกเหรอเนี่ย”

เราสองคนเดินพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่แคร์สายตาของผู้คนที่เดินพลุกพล่านอยู่แถวนี้ ระหว่างนั้นเองตรงทางเบื้องหน้าของผมมีนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคนที่ผมรู้จักร่วมอยู่ด้วย

“ได้ข่าวว่ามีนักเรียนหญิงคนใหม่กำลังจะย้ายเข้ามางั้นเหรอ?”

“เขาลือกันให้แซดว่าผู้หญิงคนนั้นทั้งสวยทั้งน่ารัก ผิวขาวและหุ่นดีราวกับลูกครึ่งยุโรปด้วยนะเธอ”

“โม้รึเปล่า? ถ้าเพอร์เฟคถึงขนาดนั้นล่ะก็คงสู้อลิซจังได้สบาย ๆ เลย”

“ยังไงซะเด็กใหม่ที่ว่านั่นก็ไม่มีทางน่ารักไปกว่าอลิซจังหรอกจริงไหม? อลิซจังน่ะสวยกว่ากันตั้งเยอะ”

ในขณะที่พวกเธอกำลังพูดคุยกันตามประสาลูกผู้หญิง ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นหูก็ได้ดังแว่วขึ้นตามมา คราวนี้สายตาของนักเรียนนับร้อยได้จับจ้องมองไปที่ต้นเสียงด้วยความรวดเร็ว

“แหม ๆ ทุกคนก็พูดเกินไป ฉันไม่ได้สวยถึงขนาดนั้นสักหน่อย”

สาวผมบลอนด์ทองยาวสลวยจนถึงช่วงเอวในชุดนักเรียนม.ปลาย ใบหน้าสะสวยผิวขาวรูปร่างดี นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มสะท้อนแสงแวววับ คนคนนี้คืออริสา เจริญสุข หรือที่ทุกคนในโรงเรียนแห่งนี้ต่างก็เรียกเธอว่า ‘อลิซจัง’ นักเรียนหญิงชั้นม.5 เน็ตไอดอลสาวผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นว่าที่ดาวโรงเรียนประจำปีนี้

...ที่สำคัญ เธอคือแฟนเก่าของผมนั่นเอง

ผมชะงักฝีเท้าฉับพลัน พลอยทำให้ลินดาที่เดินตามหลังมาต้องหยุดตามไปด้วยพร้อมกับจ้องมองผมด้วยความแปลกใจ ในช่วงที่หญิงสาวกลุ่มนี้กำลังจะเดินสวนทางกับพวกเรา ผมกับอริสาก็ได้สบตากันด้วยความบังเอิญ

“!? อัคคี”

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอริสาถึงได้เป็นฝ่ายหลุดชื่อผมออกมาก่อน เพราะเราต่างก็ไม่ได้พบเจอหน้ากันตั้งสามเดือน ผมพยายามหลบหน้าเธอมาโดยตลอดหลังจากที่โดนบอกเลิกเพียงเพราะไม่อยากพบเจอหรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ แต่ในท้ายที่สุดผมก็หลีกหนีเธอไม่พ้น

“อริสา...” ผมเอ่ยพลางหลบสายตาของหญิงสาว ความรู้สึกกระอักกระอวนเริ่มถาโถม

“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ที่ผ่านมานายหายไปไหน?”

ก็หลบหน้าเธออยู่น่ะสิ... ยังดีที่ผมกับอริสาอยู่กันคนละชั้นปีการศึกษา ดังนั้นโอกาสที่จะได้เห็นหน้ากันจึงมีน้อย ยิ่งหญิงสาวเป็นคนที่โด่งดังและมีผู้ติดตามจนกลายเป็นจุดเด่นสายตา ก็ยิ่งทำให้เรามีโอกาสถอยหนีตีห่างได้ง่ายขึ้น แต่ครั้งนี้ถือว่าเราพลาดไปจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมาเดินเล่นอยู่แถวนี้

“แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน? หรือว่าจะเป็นนักเรียนใหม่? แล้วทำไมถึงจับไม้จับมือกันแบบนี้ล่ะ?” อริสาชี้ไปที่ลินดาพร้อมกับยิงคำถามออกมาเป็นชุด

“ไม่เกี่ยวกับเธอสักหน่อย... ไปกันเถอะลินดา”

ผมรีบตอบกลับอย่างไม่ใยดีก่อนที่จะหันไปพูดคุยกับลินดาและเดินจูงมือเธออีกครั้ง ปล่อยให้อริสากับพรรคพวกยืนตกตะลึงไปชั่วขณะ

ที่น่าเคืองใจก็คือสายตาของอริสาที่จับจ้องมองลินดาเมื่อสักครู่นี้นั้นผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอิจฉาริษยา อีกไม่นานโรงเรียนแห่งนี้คงได้มีการแบ่งแย่งฝักฝ่ายเกิดขึ้นอย่างแน่นอนระหว่างกลุ่มคนที่ชื่นชอบเน็ตไอดอลอย่างอริสากับกลุ่มคนที่หลงใหลในตัวลินดา แค่คิดก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว

“อัคคี ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันน่ะ? ดูเหมือนเธอกำลังหึงอัคคีอยู่ด้วยนะ” ลินดาสงสัย

“ก็แค่แฟนเก่าน่ะ”

“เอ๊ะ?”

หญิงสาวชะงักฝีเท้าและหยุดเดินไปชั่วครู่ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนเธอดึงกระชากเล็กน้อยพร้อมกับรีบหันไปมองดู พบว่าสีหน้าของลินดานั้นกำลังสื่อถึงความผิดหวังและความกังวลใจออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องคิดมากผมจึงส่งสายตามองเธออย่างแน่วแน่ก่อนที่จะกล่าวความจริงออกไปอย่างไม่เสแสร้ง

“หลังจากที่โดนบอกเลิก ฉันกับเธอคนนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกเลย”

“ล-แล้วทำไมเธอคนนั้นถึงได้...?”

“เพราะงั้นฉันถึงต้องพยายามหลบหน้าอยู่ตลอดไงล่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อตัวฉันและเพื่อคนคนนั้น... ฉันขอสัญญา ฉันจะเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เธอฟังเอง เพราะงั้นได้โปรดเชื่อใจกันด้วย”

ใช่ ในเมื่อเรามีลินดาอยู่แล้ว เราต้องทำให้ทุกอย่างมันชัดเจน

เพื่อไม่ให้อริสาและกมลรัตน์ต้องถลำลึกเพราะเราไปมากกว่านี้


-----  


“ผ-ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอเด็กใหม่?”

“หน้าตาน่ารักแถมยังผิวขาวแบบนี้ใช่ลูกครึ่งรึเปล่านะ?”

“มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ รูปร่างสัดส่วนเองก็ร้ายไม่ใช่เล่นเลย”

เพื่อนของฉันต่างพากันซุบซิบด้วยความประหลาดใจหลังจากที่อัคคีจูงมือพาหญิงสาวผมสีชมพูหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเดินจากพวกเราไปต่อหน้าต่อตา... ถึงจะน่าเจ็บใจแต่ก็ต้องขอยอมรับเลยว่าผู้หญิงคนนั้นทั้งสวยและเพรียบพร้อมมากกว่าเรา แถมผู้คนในโรงเรียนแห่งนี้ต่างก็จ้องมองเธอด้วยความสนใจ ซึ่งนั่นทำให้ฉันเริ่มเกิดความรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

ไม่ใช่เพราะมีคนให้ความสนใจเยอะกว่า แต่เป็นเพราะอัคคีกำลังจูงมือผู้หญิงคนนั้นต่างหาก

“นี่อลิซจัง ว่าแต่ผู้ชายหล่อ ๆ คนนั้นเป็นใครกัน? คนรู้จักเหรอ?” ปริศนา หนึ่งในเพื่อนสนิทของฉันรีบหันมาซักถามด้วยความสงสัย

“อัคคี ชัยวัฒน์ รุ่นพี่ม.6/1 แฟนเก่าฉันเองแหละ”

“เอ๊ะ! จริงเหรอ? คนที่เท่าไหร่แล้วยะ? แล้วทำไมเธอกับเขาถึงเลิกกันล่ะ?”

“ความลับย่ะ”

เรื่องอะไรที่ฉันจะต้องบอกให้พวกเธอรู้ด้วย เรื่องราวในอดีตที่ฉันเผลอทำร้ายความเชื่อใจของอัคคีเมื่อหลายเดือนก่อนกับความอัปยศที่ฉันไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้นั่นน่ะ

ฉันอาจจะหลอกลวงอัคคีในหลาย ๆ เรื่อง สนใจแต่วัตถุภายนอก ชื่อเสียงเงินทองและเมินเฉยกับความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้ แต่ภายในลึก ๆ กลับมอบใจให้เขาไปโดยที่ไม่รู้ตัว ถึงแม้เราสองคนจะเลิกกันไปแล้วแต่อัคคีกลับปิดเงียบไม่เคยปากโป้งแฉเรื่องราวแย่ ๆ ของฉันให้สาธารณชนได้รับทราบเลย เพราะเขาเคยให้สัญญาว่าจะไม่ทำให้ฉันต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง... ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้ฉันเริ่มตาสว่างและเริ่มหลงรักอัคคีมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันหลงใหลแค่ในความร่ำรวยของเขาเท่านั้น

ก็เพราะว่าอัคคีใจดีแบบนี้ยังไงล่ะ ฉันถึงได้รู้สึกหึงหวงนาย

“ดูเหมือนว่าฉันจะเจอคู่แข่งที่ร้ายกาจเข้าให้แล้วล่ะ”

“ม-หมายถึงตำแหน่งดาวโรงเรียนเหรอ?” ปริศนาเอะใจ

“ไม่ใช่แค่นั้น เรื่องความรักก็ด้วย”

“เอ๊ะ!? อย่าบอกนะว่าอลิซจังจะ...?”

เพื่อน ๆ ต่างพากันแปลกใจ ส่วนฉันส่งสายตามองอัคคีกับหญิงสาวผมสีชมพูคนนั้นที่กำลังเดินห่างจากพวกเราไปไกล ก่อนที่จะยิ้มกระหย่องออกมาพลางกอดอกด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

“ใช่ ฉันจะแย่งชิงตัวอัคคีกลับคืนมา เพื่อให้เขากลายเป็นของฉันอีกครั้ง~”

To be continued


-----

จากผู้เขียน

สวัสดีค่า เรดวาเลียคนเดิม เพิ่มเติมคือจุดชนวนรักหลายเส้าค่ะ(?) ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่อ่านผลงานชิ้นนี้ด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย... ตอนนี้เน้นเนื้อเรื่องไปก่อนนะคะ ไม่เกิน 4 - 5 ตอนจะใส่ฉาก NC 18+ ในห้องน้ำโรงเรียนค่า แฮ่ก---(?)//วอนผู้อ่านใจดีบริจาคเหรียญ ดาวหรือกุญแจสักจึ้กเพื่อเป็นกำลังใจในการเขียนนิยายต่อไปนะคะ อย่าเพิ่งทิ้งผู้เขียนไปซะก่อนน้าาา ขอบคุณค่า~!

ปล. ต้องขออภัยผู้อ่านด้วยนะคะที่ตอนนี้ดราม่าไปนิสนึง พยายามจะนาน ๆ ทีค่อยดราม่านะคะ ;w; //ตอนหน้าเบา ๆ สบาย ๆ แล้วค่ะ ;w;

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น