ชะโดตัวโต
facebook-icon

เชิญพบกับภาคต่อของ 'พี่คิณ - ณิริณ' 'พี่ภาคย์ - ไออุ่น' ในเรื่อง 'HATE ME: บงการรัก' เรื่องราวของภัทธิรา ลูกสาวคนเดียวของพี่คิณ - ณิริณ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของพี่ภาคย์กับการที่จะต้องจำใจแต่งงานกับ 'คิริน' เพื่อแลกกับชีวิตของภิชญ์น้องชายของเธอ ***โหวต เม้น ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

HATE EFFECTS: 13 ความทรงจำ 100% รีไรท์

ชื่อตอน : HATE EFFECTS: 13 ความทรงจำ 100% รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.1k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2560 20:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HATE EFFECTS: 13 ความทรงจำ 100% รีไรท์
แบบอักษร

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/7018/1329400068-member.jpg

HATE EFFECTS: 13

ตีสอง...


วาณิชากลับมายังคอนโดที่พักหลังจากที่เธอได้โทรนัดเพื่อนๆออกท่องราตรีแก้เซ็ง ตามประสาคนที่ค่อนข้างอารมณ์ร้อนกว่าจะรู้สำนึกถึงผลของการกระทำของตนเองก็ใช้เวลานานนิดนึง สุดท้ายก็พึงได้รู้ว่า...ไม่ควรไปท้าทายอำนาจของพี่สาวของตัวเอง


สาวน้อยเปิดประตูเข้ามาก็เจอภากรนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนโซฟา "นายเข้ามาได้ยังไง?"


ร่างสูงลุกขึ้นยืน "ฉันต่างหากที่ต้องถามว่า...ทำไมเธอถึงกลับมาเอาป่านนี้!!?"


วาณิชาก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง "อย่ามายุ่งได้ไหม!? ก็แค่ไปเที่ยวกับเพื่อนจะอะไรนักหนา แล้วนี่จะรอหาเรื่องกันอีกหรือไง?"


"แต่ฉันเป็นผู้ปกครองของเธอ! ช่วยคุยดีดีสักครั้งได้ไหม? เอาแต่ใจแบบนี้น่ะสิถึงได้โดนตัดเงินเดือน" ยัยตัวแสบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง จะเรียกว่าถูกตัดก็ไม่ได้หรอกเพราะว่าจะไม่ได้รับเงินเลยเป็นเวลาสามเดือน ภากรส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะพาตัวเจ้าหล่อนไปนั่งข้างๆ "ที่มาก็จะดูว่าเป็นยังไงบ้าง ขับรถดึกๆดื่นๆก็ยังไม่ชำนาญ ใบขับขี่ก็ไม่มีเวลาเจอด่านล่ะซวยแน่ๆ ทีนี้คราวหลังก็อย่าไปประชดพี่สาวแบบนั้นล่ะ"


"อือๆ รู้น่ะว่าฉันเองก็ผิด...อีกอย่าฉันก็โตแล้วไม่จำเป็นต้องมีผู้ปกครอง" น้ำเสียงเบาลงไม่ได้แข็งเช่นตอนแรก "เงินเก็บยังมีเหลือเยอะอยู่ใช้ได้พอสามเดือน ไม่ต้องเป็นห่วง"


ภากรยิ้มแล้วยกมือทาบบนหัวของเธอเบาๆ "ไม่พอก็บอกนะ เดี๋ยวป๋าเปย์ให้!!"


"คิกๆ แหวะ! ป๋าเอาเวลาไปทำงานเหอะค่ะ แต่เอ...จะว่าไปก็มีของที่พี่ณิริณไม่อนุญาตให้ซื้อตั้งเยอะเลย จะเอาอะไรดีน้า!" ใบหน้าสวยหวายทำทีนึกคิดพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "กุชชี่ดีไหม? หรือว่าจะเป็นหลุยส์ดี? นี่ๆภากร...พูดแล้วห้ามคืนคำนะ"


เอาล่ะสิ!! เหมือนภากรเองนี่แหละที่จะเป็นฝ่ายเสียท่าให้ วาณิชากระพริบตาพร้อยก็ฉาบยิ้มหวานๆส่งให้ เหอะๆ กระเป๋าสตางค์ของเพลย์บอยสายเปย์นั้นสั่นมาประมาณสิบริกเตอร์เลยทีเดียว...ก็ของที่แม่สาวจอมซนพูดมาแต่ละอย่างราคานั้นใช่ย่อยเสียที่ไหนกัน


"เอ่อ..."


"ถือว่าตกลง! อนุญาตให้นอนโซฟานะคุณป๋าสายเปย์...อย่าลืมล่ะ บายย~" พูดจบร่างเล็กก็เดินหนีเข้าห้องนอยไปด้วยความอารมณ์ดี


ภากรอ้าปากค้างก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ "ทำตัวน่ารักแบบคนอื่นเขาก็เป็นนี่หว่า"


ร่างสูงเอนตัวนอนราบกับโซฟากว้าง ดีที่พรุ่งนี่เป็นวันหยุดเลยไม่กังวลว่าจะไปสัปงกที่ทำงาน เวลานี่ก็ตีสามกว่าๆเข้าไปแล้ว...ตื่นสายได้นะถ้ายัยตัวแสบไม่หาเรื่องกวนเสียก่อน


อีกด้านหนึ่ง...

วาณิริณที่พยายามข่มตาแต่ทำอย่างไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะหลับลงได้เลย ในหัวนั้นยังคงคิดเรื่องที่ภาคิณบอกเป็นนัยๆว่ายากมีลูกนั้นกวนใจเธอเสียจริง... จะลองคุยกับเขาก่อนดีไหม? อันที่จริงกับภาคิณแล้วเธอเพิ่งจะมารู้จักด้วยเพียงไม่กี่เดือนก็แต่งงานกันสำหรับวาณิริณถือว่าไวเกินไปเสียด้วยซ้ำ...


พรึ่บ!!


"นอนไม่หลับหรอ?" ภาคิณสะลืมสะลือถามภรรยาคนสวยที่ยังพลิกไปพลิกมาอยู่ "คิดเรื่องวันนี้อยู่หรือไง!?"


"คะ?...ค่ะ" ไม่รู้จะตอบว่าอะไรออกไป "ขอโทษนะคะที่ทำให้ตื่น"


ชายหนุ่มจับตัวเธอหันหน้ามาทางเขา "ให้พี่ช่วยทำให้หลับง่ายขึ้นดีไหม หืม!?"


"ไม่ค่ะ...ว่าแต่เรื่องแม่ของคุณน้ำเป็นอย่างไรหรอคะ? ถ้าไม่อยากเล่าก็...อื้ออ"


ภาคิณก้มลงจูบเธอ...ไม่หนักแต่ก็ไม่เบาและสร้างความวาบหวามให้ได้มากเลยทีเดียว ผละริมฝีปากออก็เอามือลูบใบหน้าของภรรยาด้วยความรักใคร่ "ได้สิ! จริงๆแล้วแม่ของชลธิชาเขาเป็นเลขาของพ่อ สี่ปีก่อนตอนที่พ่อถูกลอบยิงแม่ของชลธิชามาช่วยไว้เลย...ถูกยิงเป็นอัมพาตเลยรับชลธิชามาทำงานแทน พอปีต่อมา..." น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นคล้ายจะร้องไห้


วาณิริณใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของเขาเบาๆ "พอแล้วค่ะ พี่คิณ...พักผ่อนเถอะ"


ดูก็รู้ว่าเธอเหมือนมีอะไรจะพูดออกมา ภาคิณได้แต่นิ่งแล้วกระชับกอดภรรยาสุดที่รักไว้แนบแน่น "รอบข้างพี่มีแต่คนไม่น่าไว้ใจ พี่รู้ดีว่าการพาณิริณเข้ามาในชีวิตแล้วจะเป็นอันตรายไปด้วย ตอนนี้นอกจากแม่และพี่กร...ก็มีณิริณที่สำคัญกับพี่มาก พี่..."


"รู้ค่ะว่าพี่คิณจะพูดอะไร ณิริณตอบได้แค่ว่าเป็นสามีภรรยากันแล้วไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องหนักแน่นและเชื่อใจซึ่งกันและกัน ถ้ามีอันตรายมาถึงจริงๆก็เชื่อค่ะว่าพี่คิณจะต้องปกป้องณิริณกับทุกคนได้" มือเล็กกุมประสานกับมือของเขาเอาไว้แน่น ความอบอุ่นสื่อผ่านไปถึงอีกคนได้ดี "วันนี้ขอบคุณนะคะที่ไม่ลงโทษณิชาที่ก่อเรื่องให้รำคาญใจ"


"หึ! แค่โดนเมียพี่ตัดเงินสามเดือนก็คงเข็ดไปอีกนานแล้วล่ะ จุ๊บ!" ภาคิณยิ้มบางๆ


วาณิริณหัวเราะในลำคอก็เปลี่ยนไปหาเรื่องอื่นมาคุย เป็นครั้งแรกที่ภาคิณรู้สึกว่ากำลังใช้ชีวิตคู่จริงๆที่ไม่ใช่อย่างก่อนหน้านี้ เธอกำลังให้ความสนิทสนมกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ...นั่นทำให้ความหวังที่จะได้ทั้งใจของเธอนั้นเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน คุยได้ไม่นานวาณิริณก็ค่อยๆหลับไปในอ้อมแขนของเขา หัวใจของคนที่ใครๆก็มองว่าเป็นคนเย็นชานั้นพองโตอย่างมีความสุข


ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไปได้จะถือว่าชีวิตของเขาสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว....


วาณิริณตื่นขึ้นมาในช่วงสายของอีกวัน ที่แปลกสุดๆก็คือโดยปกติแล้วจะต้องเห็นสามีจอมเผด็จการอยู่ข้างๆ แต่วันนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา หญิงสาวลุกขึ้นเก็บที่นอนอย่างเป็นระเบียบก่อนจะจัดการทำธุระส่วนตัวของตัวเองจนเรียบร้อย


เพราะว่าสายมากแล้วเกรงว่าจะถูกมองไม่ดีเธอจึงรีบลงมาดูว่าด้านล่างมีงานอะไรให้ช่วยบ้าง นาตยาเห็นลูกสะใภ้ลงมาสายกว่าทุกวันก็พลันคิดไปไกลว่าอาจจะมีหลานในเร็ววันนี้


"ตื่นแล้วหรอจ้ะณิริณ ทานข้าวเลยไหมลูก?"


วาณิริณยิ้ม "ค่ะ...พี่คิณล่ะคะ?"


"ออกไปที่บริษัทตั้งแต่เช้าแล้วล่ะจ้ะ เห็นว่ามีงานด่วนอีกสักพักคงจะกลับ ไม่ต้องถามหาพี่กรเขาหรอก รายนั้นยังไม่กลับตั้งแต่เมื่อคืน" นาตยาเดินเข้ามาจับมือเธอแล้วพาไปนั่งยังโต๊ะอาหาร "ทานข้าวให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า วันนี้แม่อยากจะออกไปทำบุญเสียหน่อย ว่าจะชวนณิริณไปด้วยอยู่พอดี"


"ค่ะ!" จะว่าไปช่วงนี้ก็ห่างวัดห่างวาพอสมควร วาณิริณก็รวดถือโอกาสนี้ไปทำบุญด้วยเสียเลย หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วก็เปลี่ยนชุดเป็นเดรสยาวสีขาวดูสุภาพ ควงคู่ไปกับแม่สามีที่แต่งตัวตามวัยเช่นกัน


BM สีขาวของเธอจอดนิ่งสนิทที่ลานจอดรถในวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ชุดสังฆทาน อาหารและดอกไม้ที่เตรียมมาบางส่วนได้นำถวายพระก่อนฉันท์เพลจับจังหวะเหมาะพอดี พระท่านให้ศีลให้พรก็กรวดน้ำเป็นอันเสร็จพิธี


หน้าเจดีย์อัฐิของภูษิต...


นาตยานำพวงมาลัยที่ตั้งใจร้อยมาให้สามีของเธอวางไว้บนพานทองตรงหน้า มือของเธอค่อยๆเอื้อมลูบไปมายังหน้าพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาอาบแก้ม เสียงเอื่อยๆพร่ำบอกว่า 'ฉันคิดถึงคุณ' นั้นทำให้วาณิริณรู้สึกเห็นใจยิ่งนัก


"ไหวไหมคะ?" หญิงสาวช่วยพยุงร่างหญิงวัยกลางคนขึ้น


นาตยาสะอื้นนิดๆก่อนจะยกมืขึ้นปาดคราบน้ำตา "แม่ไม่เป็นไรจ้ะ ฮึก... แค่คิดถึงเขาก็เท่านั้น" รอยยิ้มบางๆค่อยๆเผยออกมา นาตยารำลึกถึงความหลังไปประมาณสามสิบกว่าปีที่แล้ว...เธอเล่าทุกอย่างในความทรงจำออกมาอย่างมีความสุข "ครั้งแรกที่ได้เจอกับคุณภูษิตคือที่นี่ ตอนนั้นแม่มาทำบุญกับครอบครัว...เขาก็เช่นกัน พยายามตื้อแม่ทั้งแอบสะกดรอย ตามหาบ้าน ส่งโทรเลขไปให้สารพัด นานเป็นปีเหมือนกันนะกว่าแม่จะใจอ่อนยอมคบหากับเขา สุดท้ายก็...แต่งงานกัน คิกๆ ตั้งสองปีเลยนะกว่าตากรจะมาเกิด พ่อเขาน่ะรักครอบครังมาก...ทั้งกรและคิณต่างพากันติดพ่อไปหมด เฮ่อ...และเมื่อสามปีก่อนแม่เองก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอหน้าเขาครั้งสุดท้ายที่นี่เช่นกัน"


น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความอาลัยรัก วาณิริณกุมมือแม่สามีเอาไว้ด้วยความอบอุ่น "ณิริณเชื่อว่าคุณพ่อยังไม่ไปไหนค่ะ ยังอยู่กับทุกคน"


"แม่ก็เคยคิดแบบนั้นจ้ะ แต่ก็ไม่ดีเท่ากับคนเป็นๆหรอกนะ ฮ่าๆ เรากลับกันดีกว่า...เดี๋ยวคิณเขากลับมาไม่เจอหนูจะอาละวาดเอาเสียเปล่าๆ"


"ค่ะ"


อย่างน้อยๆการมาทำบุญก็ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาได้บ้าง นาตยานั้นเป็นทุกข์มาตลอดสามปีตั้งแต่สามีของเธอได้จากโลกนี่ไปโดยที่ยังหาตัวบงการไม่ได้ และเธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร...ความหวังที่จะเอาตัวคนกระทำผิดมาลงโทษนั้นอยู่ที่ลูกชายทั้งสองของเธอ


บ้านรัตนโยธิน...


วาณิริณกับนาตยาแวะซื้อของที่ห้องสรรพสินค้ากันสักพักก่อนจะกลับ พอเข้าบ้านมาก็เห็นคนเอาแต่ใจยืนนิ่งอยู่ที่หัวบันได...คุณนายของบ้านเรียกสาวใช้มาช่วยกันขนของไปเก็บไว้ยังที่ก่อนจะแยกตัวออกไป


"มีอะไรหรือเปล่าคะ?"


"เมื่อกี้บนห้องพี่ทำกระเป๋าถือของณิริณตก เจอไอ้นี่!!" เขาชูแผงยาคุมกำเนิดขึ้นแล้วขยำมันจนแหลกคามือ "จะอธิบายว่าอย่างไร?"


"คือ..." วาณิริณหน้าซีดไปเล็กน้อย "คือ กิน...กินคุมซีสในมดลูกค่ะ โอ้ย พี่คิณ...ณิริณเจ็บ" ชายหนุ่มคว้าข้อแขนเล็กเอาไว้แล้วบีบมันแน่นจนเลือดแบจะไม่เดิน เสียงร้องของเธอทำให้คนทั้งบ้านรีบออกมาดู แต่ไม่ทันการเสียแล้ว! ภาคิณฉุดกระชากลากถูร่างเล็กขึ้นไปยังห้องนอนบนชั้นสอง


"คิณ! หยุดเดี๋ยวนี้!! แม่บอกให้หยุด!!" นาตยารีบวิ่งตามขึ้นมาด้วยความร้อนรน เธอเข้าแทรกตรงกลางระหว่างทั้งสองแล้วใช้ตัวปกป้องลูกสะใภ้เอาไว้ "ทำไมถึงรุนแรงกับน้องนักล่ะคิณ เป็นอะไรน่ะหะ?"


"หึ! เด็กดื้อก็ต้องถูกทำโทษไงแม่ ถอยไปเถอะ! ผมมีเรื่องต้องคุยกับณิริณตามลำพัง" เสียงทุ้มกดต่ำทำให้ผู้เป็นแม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังหงุดหงิดอย่างถึงที่สุด


วาณิริณน้ำตาคลอพร้อมสั่นหัวเงอะงะ "มะ ไม่ค่ะ ฮึก ยังไม่คุยตอนนี้ กรี๊ดดด"


ภาคิณที่กำลังหัวร้อนตรงเข้ารวบตัวภรรยาสาวก่อนจะเข้าหันมาพูดกับแม่ของเขาว่า "ขอผมกับเมียอยู่กันตามลำพัง !!"


ปึง !!


ไม่ทันที่จะได้ทักท้วงลูกชายประตูห้องก็ถูกปิดลงต่อหน้า คุณนายของบ้านหลังนี้ได้แต่ภาวนาว่าอย่ามีอะไรรุนแรงนักเลย ด้านในห้องก็ไม่ต่างอะไรกับสนามรบขนาดย่อม...วาณิริณทั้งถีบทั้งดันอีกฝ่ายแต่ก็สู้แรงของเขาไม่ได้ ร่างเล็กถูกเหวี่ยงลงบนเตียงนอนจนจุกทั่วหน้าท้อง ภาคิณขึ้นคร่อมตัวเธอแล้วรวบสองแขนขึ้นไว้เหนือหัว


"บอกมาสิว่าทำไม! รังเกียจพี่มากหรือไงถึงต้องกินยาคุม"


"ฮึก ปละ เปล่า ฮือ... ณิริณแค่ แค่ยังไม่พร้อมตอนนี้ ฮึก พี่คิณ... ยะ อย่าทำแบบนี้เลยนะ ฮือๆ ณิริณกลัว" เวลาเขาโกรธนั้นยิ่งกว่ายักษ์กว่ามารเสียอีก กายสาวสั่นระริก...น้ำตาเอ่อล้นอาบเต็มทั้งสองแก้มพยายามอ้อนวอนให้เขาเย็นลง


ภาคิณได้เห็นเช่นนั้นก็พยายามดึงสติตัวเองกลับมา แรงบีบรัดข้อมือค่อยๆคลายลงแต่ยังไม่ลุกออกจากตัวเธอ "งั้นก็บอกพี่มาว่าทำไมยังไม่พร้อม ณิริณรอกำลังรอะไร?"


"อึก ณิริณ คือ...พูดไม่ถูกค่ะ ฮึก! อยากให้ทุกอย่างลงตัวก่อน จะ จะได้ไม่มีอะไรต้องกังวล" เสียงสะอื้นนั้นน่าเวทนายิ่งนัก


"หึ! แบบนั้นเองหรอ?..." ตาคมจ้องมองไปยังหญิงสาวใต้ร่าง "ขนาดนี้แล้วณิริณยังไม่มีใจให้พี่อีกหรือไง? พี่ต้องทำยังไง? แบบไหนก็บอกมาสิ"


"ฮึก..."


"ก็ดี! อยากกินก็กินไป แต่พี่ไม่ยอมแพ้หรอกนะ...จะคอยดูว่าไอ้ยาคุมนั่นกับพี่อะไรมันจะแน่กว่ากัน"


"ลืมบอกค่ะ ฮึก...มีอีกสาเหตุที่ไม่อยากมีลูก" คนบนร่างจ้องมองตาแข็ง วาณิริณหายใจเข้าติดขัดด้วยอาการสะอื้น "ก็เพราะพี่คิณนั่นแหละ ใจร้ายขนาดนี้...เวลาโกรธคงจะฆ่าลูกตายคามือ"


"ณิริณ !!!" ภาคิณข่มอารมณ์จนเส้นเลือดปูดไปทั่วใบหน้า ร่างเล็กผวาเกร็งไปทั้งตัวแต่ก็ยังทำนิ่งสู้...กับเธอเขายังเผลอใช้กำลังได้ขนาดนี้ แล้วถ้ามีลูกจะขนาดไหนกัน ร่างสูงปลดพันธนาการออกจากตัวเธอก็ลุกขึ้นคว้ากระเป๋าสตางค์และกุญแจรถออกไปโดยไม่คิดจะเหลียวหลังมาสักนิด


นาตยาที่นั่งร้อนรนอยู่ข้างล่างพอได้เห็นร่างของลูกชายคนเล็กเดินไวๆออกจากบ้านไปด้วยท่าทางหัวเสีย หญิงวัยกลางคนก็รีบขึ้นไปหาลูกสะใภ้ของเธอ "ณิริณลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"


"ฮึก ฮือๆ" หญิงสาวส่ายหัวพร้อมร่ำไห้ นาตยาโผเข้ากอดแล้วลูบหัวปลอบขวัญให้เธอ ในใจนึกประณามลูกชายตัวเองเสีย...ทำไมถึงกลายเป็นคนที่ชอบเอาแต่อารมณ์ของตัวเองนักนะ แม้แต่ผู้เป็นแม่ก็ยังไม่เข้าใจ


ในขณะที่อีกฝั่งนั้นร้อนระอุ ด้านวาณิชาก็มีความสุขลั้นลากับการแกล้งภากร...วันหยุดทั้งทีอยากไปไหนก็มีสารถีขับรถไปให้ หลังจากที่ซื้อในสิ่งที่ตัวเองต้องการจนครบก็รบเร้าให้เขาพาไปอยุธยาเสียจนได้


"นี่ๆภากร ไปนั่งช้างกัน" วาณิชาดึงแชนคนที่มาด้วยไปยังจุดบริการช้างนำเที่ยว


ภากรออกอาการเซ็งนิดๆ "ทำตัวเป็นเด็กไปได้นะเธอ วันหยุดแทนที่จะไปใส่บิกินี่เดินเล่นริมหาด นี่อะไร!? ชวนมานั่งช้าง?"


"ทะเลน่ะน่าเบื่อจะตาย ไม่อยากมาทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก ถ้าอยากลับก็กลับไปก่อนก็ได้นะฉันนั่งรถไฟฟรีกลับเองได้ย่ะ"


สาวน้อยผูกคิ้วเป็นปมสะบัดหน้าหนี ภากรถอนหายใจหนักๆให้แก่ความแก่นเซี้ยวของเจ้าหล่อน "โอเคๆ เชิญเลยครับคุณหนูณิชา ผมยอมแล้ว"


"เหอะ! ดีมากค่ะคุณป๋า เชิญเปย์ต่อเลยค่ะ" คนชนะเดินนำหน้าอย่างสบายอารมณ์ วาณิชาที่ดูจะมีอาการตื่นเต้นเป็นพิเศษเหมือนกับเป็นครั้งแรกที่เธอได้มาที่นี่


ระหว่างที่ควาญช้างกำลังพาทั้งสองเที่ยวชมรอบๆเมืองเก่า สาวน้อยก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมถ่ายรูปเป็นนับร้อยนับพัน "มาเที่ยวทั้งทีก็ยิ้มหน่อยสิ"


"ถามจริงๆนะ เพิ่งเคยมาใช่ไหมเนี่ย!?"


"ก็ใช่ไง ตอนเด็กๆนะฉันเคยอยากเป็นควาญช้างด้วยแหละ แต่ตอนนั้นเงินไม่ค่อยมี อยู่แต่ล้านนอกไม่เคยแม้จะดข้าไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าในเมือง" วาณิชายิ้ม "พอเริ่มโต...พี่ณิริณก็ทำงานแทบทุกอย่างเลยเพื่อจะพาฉันมาที่นี่ สุดท้ายก็ไม่ได้มาเพราะว่าสอบเข้ามหาวิทลัยได้ ตอนนี้ที่มีเงินแล้วก็ไม่ได้มาอีก...ก็พี่ณิริณงานยุ่งมากยิ่งตอนนี้ก็แต่งงานแล้วด้วย ฉันไม่อยากรบกวน..."


"เลยมารบกวนฉันเนี่ยนะ" ยัยตัวแสบตวัดสายตามาทางเขา ภากรยิ้มแห้งๆแล้วเอามือยีหัวเธอเบาๆ "ล้อเล่น พามาแล้วนี่ไงอย่าอารมณ์เสียสิ"


"ชิส์! ก็เพราะนายนั่นแหละ" ทำแก้มป่องสักพักก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม "ขอบใจนะ"


ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ที่อยุธยาจนกระทั่งพระอาทิตย์อำลาขอบฟ้า กว่าจะกลับถึงกรุงเทพก็ดึกดื่นเข้าไปแล้ว วันนี้ทั้งกิน เล่น เที่ยว ช็อปปิ้ง...แถมยังไม่เสียเงินสักบาทถือว่าคุ้มสุดๆสำหรับวาณิชา


พอถึงคอนโด...หลังจากที่ภากรกลับไปแล้ววาณิชาก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรหาพี่สาว ในฐานะที่เป็นน้องและผู้กระทำผิดจึงควรเป็นฝ่ายขอโทษก่อน "ฮัลโหลพี่ณิริณ"

"มีอะไรหรอณิชา?"


"เปล่าค่ะ แค่จะโทรมาขอโทษ...ณิชาผิดเองที่หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ ว่าแต่พี่ณิริณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ? ดูเสียงเหนื่อยๆ"

"เปล่าจ้ะ ก็เรื่องงานนั่นแหละ...เอ้อ ลิปสติกสีใหม่ออกมาแล้วนะ พี่ให้พนักเก็บไว้ให้ณิชาแล้ว ว่างๆก็เข้าไปเอาที่ช็อปก็แล้วกัน แล้วเงินพอใช้หรือเปล่า?"


วาณิชาหัวเราะก่อนจะตอบกลับไป "พอจ่ายค่าโปรเจคกับกินใช้ได้ถึงสามเดือนสบายมากค่ะ เดี๋ยวณิชาต้องหาที่ฝึกงานแล้ว...พรุ่งนี้ณิชาไปหานะ"

"จ้ะ พักผ่อนเยอะๆนะ ตั้งใจเรียนด้วยล่ะ"


"ค่ะๆ พี่ณิริณก็ด้วยนะ พรุ่งนี้เจอกันค่ะ" วาณิชารู้สึกได้ว่าพี่สาวของเธอกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ แม้จะอยากถามออกไปแต่ก็เกรงว่าจะเป็นเรื่องชีวิตคู่ของเขา


สาวน้อยหยิบของที่ซื้อมาวันนี้แล้วนำทุกอย่างเก็บลงกล่องสีขาวใบใหญ่ แค่จะแกล้งเล่นเท่านั้นก็ไม่คิดว่าจะยอมซื้อให้ อีกทั้งก็ไม่ได้คิดจะใช้ของแพงๆเหล่านี้จริงๆหรอก นึกไปนึกมาก็เผลอยิ้มเสียจนได้..."หลงเสน่ห์ฉันล่ะสิ แต่ขอโทษนะ...ไม่ง่ายหรอกย่ะ"


เก็บของทุกอย่างเข้าที่แล้วหญิงสาวนั่งเช็คตารางเรียนก่อนจะจัดเตรียมกระเป๋าและชุดที่จะใส่วันพรุ่งนี้ พอได้แยกมาอยู่คนเดียวแบบนี้ทำให้วาณิชามีความรับผิดชอบในชีวิตมากขึ้น ถ้าเป็นแต่ก่อนก็มีวาณิริณคอยจัดเตรียมให้...ซึ่งตอนนี้ถึงจะเหงานิดหน่อยแต่ก็อยู่ได้


วันต่อมา...


โรงงานฝ่ายผลิตอะหลั่ยยนต์ บริษัท PK AUTO GROUP...


ชลธิชากำลังยืนคัดแยกอุปกรณ์ตกแต่งรถที่ฝ่ายผลิตที่อยู่ไกลจากตัวเมือง ตั้งแต่ถูกย้ายมาที่นี่ก็ไม่ถูกกับในแผนกเลยสักคน ซ้ำร้ายยังมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยเสียยิ่งกว่าอะไร...พอแพ็คของล็อตที่สองเสร็จก็ปลีกตัวออกมายังด้านหลังโกดังสต็อคเก่าซึ่งปล่อยร้างไว้รอคำสั่งทุบ วิวัฒน์กับการันต์พร้อมลูกน้องอีกสี่คนกำลังยืนรออยู่


"ทำไมมาช้านักล่ะหะ?" พอเห็นหน้าเธอ การันต์ก็ตะเบงเสียงใส่ทันที


"กว่าจะออกมาได้ก็ต้องระวังตัวสิคะ หมู่นี้คุณคิณยิ่งกำลังจับตามองฉันอยู่" ชลธิชาพูดเสียงเหนื่อยๆ แค่สมรู้ร่วมคิดด้วยก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว จะถูกจับได้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้


"ช่างเถอะ...แล้วเอาของตัวอย่างออกมาด้วยหรือเปล่า?" วิวัฒน์ถามถึงสิ่งที่บอกให้เธอทำ


ชลธิชาค่อยๆนำอะหลั่ยตัวอย่างที่แอบเอาออกมาส่งให้ วิวัฒน์และการันต์ยิ้มพอใจก่อนจะโทรหาภูชิตเพื่อรายงานถึงผลลัพธ์ที่ได้ ระหว่างที่กำลังยืนรอคำสั่งใหม่จากเบื้องบนอยู่นั้น


เคล้ง !!!!


"เสียงอะไรวะ!!?" การันต์เสียงดังขึ้น "เห้ย...มีคนแอบฟังเรา พวกมึงไปจับมันมา เร็ว!!!"


ลูกน้องสี่คนได้ยินก็รีบทำตามคำสั่งทันที อีกสามคนตรงนั้นก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจ...วิวัฒน์บอกให้ชลธิชากลับไปยังแผนกเพื่อไม่ให้เป็นพิรุธ ส่วนเขากับการันต์เดินๆวิ่งๆไปรอบๆก็มาถึงบริเวณหน้าโกดังร้างของอีกฝั่ง ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่วาณิริณและปิยาพัชร์มาถึงพอดี


"แน่ใจนะปิงปองว่าลูกค้านัดที่นี่" วาณิริณเริ่มไม่แน่ใจจึงถามเลขาเพื่อความแน่นอน "ฉันว่ามันแปลกๆ"


"แน่ใจสิ ฉันก็มาตามโลเคชั่นที่ส่งมาให้ก็ที่นี่แหละ" ปิยาพัชร์พยายามติดต่อหาลูกค้าที่เธอต้องมาหาแต่ทว่าไม่มีสัญญาณตอบรับเสียแล้ว "อ้าว! เบอร์ไม่เปิดบริการเสียอย่างนั้น!!"


"กลับกันเถอะ! ไม่เห็นหน้าคาดตายิ่งไม่น่าไว้ใจ" วาณิริณเริ่มใจคอไม่ดีเพราะที่อยู่ตอนนี้ค่อนข้างจะห่างไกลผู้คน เธอตัดสินใจกลับทันทีแต่ไม่การ...การันต์ก้าวเร็วๆจนประชิดแบบที่เธอไม่ทันตั้งตัว


"การันต์ !!" นัยน์ตาเบิกโตด้วยความตกใจ "อย่าเข้ามานะ ช่วยด้วย!!"


"จะทำอะไรน่ะ ปล่อยฉันกับเพื่อนเดี๋ยวนี้นะ" ปิยาพัชร์ตวาดแว้ดเมื่อรู้ถึงสถานการณ์ไม่สู้ดีตรงหน้า


"ทำแบบนี้...ไม่ฉลาดเลยนะครับ" วิวัฒน์ยิ้มเหี้ยม


"พูดอะไรกัน? ฉันไปทำอะไร?" หญิงสาวร่นถอยหลังไปสองสามก้าว เธอและปิยาพัชร์จับมือกันไว้แน่นด้วยความหวาดหวั่น


"น่ากลัวว่าจะไม่ได้นะณิริณ ถ้าปล่อยไป...เรื่องถึงหูสามีของณิริณก็แย่น่ะสิ" การันต์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ หญิงสาวตวัดปลายมือตบเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายจนหันก่อนจะผลักให้ล้มลง


ปิยาพัชร์ได้ทียกเท้าถีบวิวัฒน์ที่อยู่ข้างๆเธอ สองสาวอาศัยโอกาสที่พวกคนร้ายกำลังเสียหลักนั้นหนีขึ้นรถแล้วขับหนีออกมาด้วยท่าทีร้อนรน เลขาสาวเหยียบมิดไมล์เพื่อที่สลัดพวกที่ตามมาให้พ้น


ตอนนี้คนที่วาณิริณนึกถึงกลับเป็นสามีเจ้าอารมณ์ของเธอ แต่เขานั้นตัดสายเธอทิ้งทำให้หญิงสาวใจหายวาบ...มีทางเดียวก็คือต้องหนีคนพวกนี้ให้พ้น ซึ่งการที่ผู้หญิงตัวเล็กสองคนจะมาต่อกรกับชายฉกรรจ์ห้าหกคนนั้น ช่างเป็นเรื่องที่จะหาทางออกที่ดีไม่ได้เลย


_____100%_____

ไรท์มาแย้ววว

นังพี่คิณหัวรุนแรง ตีเลยๆๆๆ

ทำไมไม่รับสายเมีย หะ?????

เจอกันตอนต่อไปจ้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น